Sunday, October 29, 2017

ความสงบพบได้ที่ใจเรา

ความสงบพบได้ที่ใจเรา
โดย พระไพศาล วิสาโล

ความสงบพบได้ที่ใจเรา

        ทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยพบว่าแม้ได้รับความสุขทางกายเต็มที่แล้ว แต่รู้สึกว่ายังขาดอะไรบางอย่าง ยังรู้สึกพร่องอยู่ เขาเริ่มตระหนักว่า เป็นเพราะขาดความสงบ หลายคนจึงพยายามแสวงหาความสงบ แทนที่จะไปเที่ยวแสวงหาความบันเทิงเริงรมย์ ความสนุกสนาน หรือไปช็อปปิ้ง ก็ไปเข้า   คอร์สปฏิบัติธรรม  นี้เป็นแนวโน้มที่เห็นชัดทั้งเมืองไทยและเมืองนอก ที่เมืองนอกสถานที่สงบสำหรับปฏิบัติธรรมแพงมาก คอร์สหนึ่งราคาเป็นหมื่นเป็นแสนก็ยอม นี้เป็นเพราะผู้คนทุกข์มากจึงยอมเสียเงิน หลายคนปฏิบัติธรรมแล้วก็พบความสงบอย่างที่ต้องการ แต่พอออกมาอยู่โลกภายนอก เจอความวุ่นวายอีกก็กลับมาทุกข์เหมือนเดิม เพราะความสงบที่เขาพบ เป็นความสงบที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมบรรยากาศภายนอก ไม่ใช่ความสงบที่เกิดจากใจจริง ๆ
       มีบุรุษไปรษณีย์คนหนึ่งออกไปส่งจดหมาย วันนั้นแดดแรงมาก ตอนบ่ายอากาศร้อนอบอ้าว เหงื่อเต็มหลังแต่เขาก็ยังยิ้มได้ ขณะที่รอคนมาเปิดประตูรับจดหมาย เขาก็ร้องเพลงไปด้วย  ส่วนเจ้าของบ้าน อยู่ในห้องแอร์แต่ก็ยังรู้สึกร้อนอ้าว หงุดหงิดจนไม่อยากจะออกไปรับจดหมาย แต่เธอรู้ว่าถ้าไม่ออกไปรับจดหมาย บุรุษไปรษณีย์ก็จะต้องรอไปเรื่อย ๆ   พอเดินออกไปรับ เจออากาศร้อนข้างนอก ก็ไม่ค่อยพอใจ  ครั้นเห็นบุรุษไปรษณีย์ยืนร้องเพลงรออยู่ เธอจึงถามว่าอากาศร้อน ๆ อย่างนี้ ทำไมยังมีอารมณ์ร้องเพลง บุรุษไปรษณีย์ตอบว่า “โลกร้อน แต่ใจเราเย็น มันก็เย็นครับ ร้องเพลงเป็นความสุขของผมอย่างหนึ่ง ส่งไปร้องไป” ว่าแล้วเขาก็ไปทำงานต่อ
      บุรุษไปรษณีย์คนนี้ไม่พึ่งพาความสุขจากภายนอก แดดร้อน แม้ทำให้กายร้อน แต่เขาก็สามารถรักษาใจไม่ให้ร้อนตามไปด้วยได้ เพราะเขารู้จักหาวิธีทำใจให้เย็น วิธีการของเขาง่าย ๆ คือร้องเพลง แต่ถึงแม้เราไม่ร้องเพลงใจก็เย็นได้ ถ้าฝึกจิตเอาไว้ดี ใจเราก็เย็นได้ สงบได้ แม้ว่าข้างนอกจะวุ่นวาย ลองสังเกตดูว่าเวลามีเสียงดังข้างนอกแล้วใจเราไม่สงบ ไม่ใช่เป็นเพราะเสียงดัง แต่เป็นเพราะใจต่างหาก
มีเรื่องเล่าว่าสมัยหลวงปู่บุดดา ถาวโร ยังมีชีวิตอยู่  ตอนนั้นประมาณ ๕๐-๖๐ ปีที่แล้ว ท่านได้รับนิมนต์ให้ไปฉันที่บ้านโยมคนหนึ่งในกรุงเทพฯ ท่านเดินทางมาจากสิงห์บุรี พอฉันเพลเสร็จท่านก็จะกลับวัด โยมเห็นว่าท่านชราแล้ว ขณะนั้นท่านน่าจะอายุประมาณ ๘๐ ปี ก็อยากให้ท่านพักก่อน จึงหาห้องให้ท่านเอนหลัง ลูกศิษย์หลายคนมานั่งเป็นเพื่อน เวลาคุยกันก็กระซิบกระซาบเพราะไม่อยากให้เสียงรบกวนหลวงปู่
      แต่ห้องที่ติดกันเป็นร้านชำ เจ้าของเป็นอาซิ้ม คนจีนสมัยก่อนสวมเกี๊ยะไม้ เวลาเดินจะมีเสียงดัง เสียงเกี๊ยะดังมาถึงห้องที่หลวงปู่บุดดาเอนหลังอยู่ ลูกศิษย์ได้ยินก็ไม่พอใจ จึงพูดขึ้นมาว่า “เดินเสียงดังจัง ไม่เกรงใจกันเลย”  หลวงปู่ท่านไม่ได้หลับ พอได้ยินเช่นนั้นจึงปรารภขึ้นมาเบา ๆ ว่า “เขาเดินของเขาอยู่ดี ๆ เราเอาหูไปรองเกี๊ยะของเขาเอง”
      เสียงเกี๊ยะไม่ใช่ปัญหา ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเอาหูไปรองเกี๊ยะ  ทำไมถึงเอาหูไปรองเกี๊ยะ ก็เพราะไม่มีสติ พอไม่มีสติหูก็หาเรื่อง เอาหูไปรองเกี๊ยะจนเกิดความหงุดหงิด ใจไม่สงบแล้ว ที่จริงถ้าไม่เอาหูไปรองเกี๊ยะ เสียงดังยังไงใจก็สงบได้  ไม่เอาหูไปรองเกี๊ยะก็เพราะว่ามีสติ เวลาใจกระเพื่อมก็มีสติรู้ทันว่าใจกระเพื่อม เวลามีเสียงมากระทบหู ใจกระเพื่อมเกิดความไม่พอใจขึ้นมา แต่ถ้ามีสติรู้ทัน ใจที่กระเพื่อมก็จะกลับมาเป็นปกติ เกิดความสงบขึ้น  
      เป็นธรรมชาติของจิตเวลามีอะไรมากระทบ ถ้าไม่มีสติมันก็จะกระเพื่อม ขึ้นหรือลง ยินดีหรือยินร้าย  แต่พอมีสติ เห็นใจกระเพื่อม ใจก็จะสงบ แปลกนะทั้ง ๆ ที่คนเราไม่ชอบเสียงเกี๊ยะหรือเสียงดังอื่น ๆ แต่มักจะเอาหูไปรองเกี๊ยะหรือจดจ่อกับเสียงนั้น  เวลามีการก่อสร้าง  ช่างไม้ตอกตะปูเสียงดัง บางคนก็เอาหูไปรองค้อน หงุดหงิดทุกครั้งที่เขาตอกตะปู นี่เรียกว่าหูหาเรื่องเพราะไม่มีสติ เขาตอกตะปู ใจเราก็สงบได้ ถ้าไม่เอาหูไปรองค้อนเขา  ความสงบเกิดขึ้นในจิตใจเราอยู่แล้ว สิ่งภายนอกจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องของเขา เป็นธรรมดา
       ลองสังเกตดูอะไรก็ตามที่ใจไม่ชอบ ใจจะเข้าไปยึดเอาไว้ หรือเข้าไปจดจ่อปักตรึง เช่น ความปวด ความเมื่อย หลายคนพอปวดเมื่อยทีไรใจก็ไม่สงบ แล้วโทษว่าถูกบังคับให้นั่งนาน ๆ หรือเป็นเพราะฝืนใจนั่งหลังขดหลังแข็ง  ที่จริงความปวดความเมื่อยที่เกิดกับกายไม่ได้ทำให้ใจทุกข์เลย แต่พอใจไปยึดติด ไปจดจ่อปักตรึงอยู่ตรงความปวดเมื่อย  เกิดความสำคัญมั่นหมายขึ้นมาว่า กูปวด กูเมื่อย ขึ้นมา  ใจก็เป็นทุกข์ทันที ว้าวุ่น ไม่สงบ  อันที่จริงกายปวดเมื่อยแต่ว่าใจสงบนั้นเป็นไปได้
      อาตมาเคยพานักปฏิบัติธรรมเดินจงกรมบนถนน ถนนลาดยางก็จริง แต่ถูกน้ำเซาะจนกร่อน เหลือแต่กรวดหินที่แหลมคม เพราะไม่ค่อยมีรถผ่าน อาตมาจึงแนะนำผู้ปฏิบัติว่าลองถอดรองเท้าเดิน ส่วนใหญ่บ่นว่าเจ็บปวด บางคนขนลุก เหงื่อออกเลย ที่เหงื่อออกไม่ใช่เจ็บ แต่เป็นเพราะความกลัว เท้ายังไม่ทันเหยียบกรวดเลย แต่พอเห็นมัน  หัวใจก็เต้นตึกตัก ๆ แล้ว  อาตมาแนะให้เขาดูใจ ไม่ใช่ไปจดจ่อตรงเท้าหรือปักตรึงอยู่กับความเจ็บปวดที่เท้า  ลองสังเกตว่าข้างในมันโวยวายตีโพยตีพายหรือเปล่า ให้สังเกตดูใจว่าไปยึดติด ไปจดจ้องอยู่กับความปวดที่เท้าหรือเปล่า สังเกตไหมว่าความปวดนี้เราไม่ชอบ แต่ทำไมจิตจึงไปปักตรึงที่ความปวดนั้น แล้วก็มีตัวกูผู้ปวดเกิดขึ้นทันที
      วันที่ ๒ วันที่ ๓ มีหลายคนพบว่าเวลาเท้าเหยียบกรวด พอมีสติดูใจ ใจก็โล่ง พอเห็นใจที่มันโล่งเบา กลับรู้สึกว่าไม่ค่อยปวดเท่าไหร่ ที่จริงความปวดที่เท้ายังมีอยู่เหมือนเดิม แต่สิ่งที่หายไปคือความปวดใจหรือความทุกข์ใจ เพราะว่าพอมีสติเห็นใจบ่นโวยวาย เห็นใจปรุงแต่ง ยึดติดถือมั่นกับความปวดที่เท้า พอมีสติรู้ปุ๊บก็วางเลย ใจกลับเป็นปกติ ความทุกข์ใจหายไป สิ่งที่เหลือคือความทุกข์ที่เท้าหรือความทุกข์กายซึ่งอาจจะเหลือแค่ ๑ ใน ๓ จึงทำให้รู้สึกว่าเบาสบายขึ้น อันนี้เป็นประสบการณ์ที่หลายคนพบ เวลาเดินมีสติรู้จิต รู้เวทนา เขาเห็นแล้วว่าความทุกข์ก้อนใหญ่ที่เกิดจากการเดินเป็นเพราะใจ ใจไปหาเรื่องเอง ที่ใจไปหาเรื่องก็เพราะไม่มีสติ เดินจงกรมเท้าเจ็บกายปวด แต่ใจสงบได้ ตรงนี้แหละที่พวกเราจะเห็นเลยว่าความสงบอยู่ที่ใจ  ความไม่สงบก็เกิดจากใจ ถ้าวางใจผิดก็เกิดปัญหา
       การหมั่นรู้ตัว รู้กาย รู้ใจ เป็นวิถีสู่ความสงบ เป็นความสงบที่เกิดขึ้นเอง เกิดขึ้นที่ใจโดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งภายนอก ไม่ต้องเรียกร้องคนอื่นว่าหยุดส่งเสียงดังได้แล้ว หรือมิฉะนั้นก็ต้องหากระจกมาปิดติดแอร์จะได้ไม่มีใครมารบกวน หรือว่าต้องหลีกเร้นมาอยู่ป่า วิธีที่ดีกว่านั้นคือให้หมั่นรู้ใจ รู้เวทนา รู้กาย
ในมหาสติปัฏฐานสูตร มีข้อความตอนหนึ่งว่า ให้พิจารณาเห็นกายในกาย  มีสติตั้งมั่นว่า กายมีอยู่ สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยระลึก หมายความว่ากายเป็นสิ่งที่จิตไปรับรู้ เห็นว่าเป็นแค่กาย ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา  แต่ถ้าไม่มีสติ จะไม่เห็นว่านี่คือกาย แต่จะยึดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา จิตก็เหมือนกัน อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับจิต ไม่ว่าจะเป็นโทสะ โลภะ ราคะ ก็เพียงแต่รู้ว่ามันมีอยู่ เป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่เข้าไปยึดติดถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา  เวทนาก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่รู้ว่ามันมีอยู่ เป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา แต่ถ้าไม่มีสติใจก็จะเข้าไปยึดว่าความปวดเป็นเรา เป็นของเรา เกิดตัวกูผู้ปวดขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่าหลง เป็นการเห็นที่ผิดจากความจริง คือไม่รู้ความจริง เมื่อไม่รู้ความจริงจึงเกิดทุกข์ จิตใจไม่สงบ
       หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ อาจารย์ของอาตมาเคยกล่าวว่า ความสงบจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะ “เปลี่ยนหลงให้เป็นรู้” เช่น รู้ว่าใจกำลังตีโพยตีพาย เพราะใจเข้าไปจดจ่ออยู่กับความปวด ถ้ารู้หรือเห็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ก็จะรู้ความจริงว่ามันเป็นแค่เวทนา ไม่ใช่เรา  ส่วนกายก็สักแต่ว่าเป็นที่ระลึก คือ เป็นสิ่งที่ถูกรู้ เป็นสิ่งที่สติระลึกได้ แค่นั้นเอง
      ขอให้ระลึกอยู่เสมอว่า ความสุขที่ประเสริฐและประณีตคือความสงบนั้น พบได้ที่จิตใจหรือด้วยจิตใจของเรา อย่าคอยพึ่งพาความสงบจากภายนอก จากผู้คนรอบข้าง ใจเราสามารถผลิตความสุข ความสงบขึ้นได้ พยายามเห็นศักยภาพตรงนี้ของใจเรา ใช้ศักยภาพนี้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อให้ชีวิตไม่แห้งแล้งและไม่รุ่มร้อน เกิดความสงบเย็น สดชื่น แจ่มใสเป็นนิจ 

กิ่งธรรมจาก  www.visalo.org
 

Sunday, December 18, 2016

สวดมนต์ข้ามปี ประโยชน์ของการสวดมนต์

สวดมนต์ข้ามปี ประโยชน์ของการสวดมนต์




ประโยชน์ของการสวดมนต์ ข้อมูล

      ก่อนจะสิ้นปีของทุกปี คือระหว่างรอยต่อปีเก่า กับปีใหม่ กลายเป็นที่นิยมของเหล่าชาวพุทธกันคือการไปวัดไปวา แล้วสวดมนต์ข้ามปีกัน  การสวดมนต์ข้ามปี หรือการสวดมนต์ทั่วไป สวดอย่างไรถึงจะได้ประโยชน์ การเตรียมตัว การเตรียมใจ การเตรียมพร้อมของข้อมูล เป็นสิ่งจำเป็น 
     เพาะธรรมได้เตรียมพร้อมมาให้ท่านแล้ว ทั้งข้อมูล การเตรียมตัว และบทสวด
     การสวด หมายถึง การท่องบ่นสาธยายบทสวดเป็นทำนองมนต์ หมายถึง คำภาษาบาลีที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรงซึ่งมีแหล่งที่มาจากพระไตรปิฎก อีกส่วนหนึ่งเป็นคำบาลีที่อาจารย์ทั้งหลายแต่งขึ้น เพื่อใช้เป็นบทสวดสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัยเสริมสร้างศรัทธาความเลื่อมใสแก่ผู้สวด
     
ภาษาบาลีนี้เป็นภาษาที่พระพุทธเจ้าใช้ประกาศพระศาสนา เป็นภาษาที่ใช้จารึกหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นภาษาของพระพุทธเจ้า ฉะนั้น การสวดมนต์จึงมิใช่การท่องบ่นคำบาลีเพื่อให้จดจำได้เท่านั้น แต่ได้หมายถึงการเรียนเอาหลักคำสอนจากถ้อยคำที่พระพุทธองค์ทรงตรัสด้วยพระโอษฐ์โดยตรงเลยทีเดียว และได้สรรเสริญคุณของพระองค์ คุณของพระรัตนตรัยด้วยภาษาที่พระองค์ใช้สั่งสอนพวกเรา
การสวดมนต์แต่ละครั้งจึงถือว่า ผู้สวดได้รับคุณประโยชน์นานัปการ ทั้งแก่ตัวเองและแก่ส่วนรวมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสวดด้วยวิธีการไหนหรือบทใดก็ตาม หากสวดด้วยความตั้งใจจริง หมั่นพิจารณาเนื้อความจนเข้าใจและรู้ซึ้งถึงความหมายของบทสวดนั้นๆแล้ว ย่อมได้รับผลานิสงส์มากมายดังนี้
๑. เป็นการสร้างศรัทธา (สทฺธาพลํ) คือ ความเชื่อมั่นในคุณของพระรัตนะตรัย กล่าวคือ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และเปิดเผยสัจธรรมแก่มวลมนุษย์ พระธรรมทำให้เข้าใจในสรรพสิ่งได้อย่างแท้จริง และพระสงฆ์เป็นผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วนำคำสอนนั้นมาเผยแพร่แก่ประชาชน ดังนั้น การสวดมนต์จึงเป็นการเสริมสร้างพลังศรัทธาในพระพุทธศาสนา และน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่ามากที่สุด
๒. เป็นการสร้างปัญญา (ปญฺญาพลํ) คือ การสร้างสรรค์พลังทางปัญญา เพราะการที่เราท่องบ่นจดจำหลักธรรมที่ปรากฏในพระสูตรต่างๆ นั้น แล้วนำไปพิจารณาเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง โดยการพินิจพิจารณาความหมายของแต่ละสูตร ซึ่งในกระบวนการดังกล่าวเป็นการพัฒนาทางด้านความคิดและสติปัญญาให้เกิดขึ้น และย่อมสามารถขจัดปัญหาอุปสรรคได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
๓. เป็นการไล่ความขี้เกียจ และตัดความเห็นแก่ตัว เพราะในขณะที่กำลังสวดมนต์นั้น ความเบื่อหน่าย ง่วงนอน และเกียจคร้านจะหายไป กลับมีจิตใจแช่มชื่นฮึกเฮิมอย่างน่าประหลาด นอกจากนี้ก็เป็นการตัดความเห็นแก่ตัวออกไปอีกด้วย เพราะในขณะที่เราสวดมนต์อารมณ์จะจดจ่ออยู่ที่บทสวดมนต์ ไม่ทำให้คิดไปในเรื่องอื่นที่เป็นเหตุให้เกิดความฟุ้งซ่าน และเป็นการกำจัดความโลภ ความโกรธ หลงออกไปจากใจ
๔. จิตสงบเป็นสมาธิ ในขณะที่สวดมนต์ ผู้สวดต้องสำรวมใจให้แน่วแน่ ไม่หวั่นไหวคลอนแคลน มีใจจดจ่ออยู่กับบทสวดมนต์ระมัดระวังอย่าให้สวดผิดอักขระ ขณะที่สวดอยู่จิตย่อมเป็นสมาธิ และเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วย่อมเกิดความสงบเยือกเย็น ทำให้มีพลังในการคิดสร้างสรรค์ในสิ่งต่างๆได้ดียิ่งขึ้น
๕. ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า กล่าวคือ ในขณะที่เรากำลังสวดมนต์อยู่นั้น เราย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา กล่าวคือ มีกายวาจา เป็นปกติ (ศีล) มีใจที่แน่วแน่นิ่งสงบ (สมาธิ) และมีความรู้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า (ปัญญา) ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยการปฏิบัติบูชา คือ การสวดมนต์
ดังนั้นการสวดมนต์จึงเป็นการทำเพื่อความเจริญแก่ตน ทั้งในด้านสติปัญญาและพัฒนาจิตใจให้งดงาม สั่งสมศรัทธาให้ยึดมั่นและน้อมไปในการทำดี การสวดมนต์นั้น ถ้าเพียงแต่สวดคิดพิจารณาไม่นำไปประพฤติปฏิบัติก็จะได้รับผลไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นในฐานะที่เป็นชาวพุทธ เมื่อเราสวดมนต์ก้มกราบพระพุทธแล้ว ต้องให้รู้ถึงพระธรรมด้วย กล่าวคือ ต้องพยายามทำความศึกษาหัวใจของแต่ละบท
เมื่อรู้แล้วก็ให้นำธรรมะนั้นไปปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวันให้ถูกต้อง เพื่อให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น มีจิตใจมั่นคงเต็มเปี่ยมด้วยพลังใจ สามารถในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม ก่อเกิดประโยชน์สุขทั้งแก่ตนเองและสังคมโดยรวม และที่สำคัญที่สุดหากผู้สวดสวดด้วยจิตใจที่เป็นสมาธิ จนดื่มด่ำในรสแห่งพระธรรมอย่างลึกซึ้งแล้ว ย่อมบรรลุถึงเป้าหมายอันสูงสุด คือความพ้นทุกข์ได้ ดังมีข้อความปรากฏ ในวิมุตตายตนสูตร ว่า บางคนหมั่นสวดมนต์หรือสาธยายข้อธรรมที่ได้เรียนมา และขณะที่สวดมนต์ด้วยจิตเป็นสมาธินั้น เขาน้อมข้อธรรมาปฏิบัติ จนบรรลุถึงความพ้นทุกข์ได้
“ ผู้ที่สวดมนต์เป็นนิตย์ ย่อมได้อานิสงส์อเนกประการ กล่าวคือ ย่อมประสบความสวัสดี มีความเจริญรุ่งเรือง ประสบชัยชนะ รอดพ้นจากอันตรายทั้งปวง มีสุขภาพ (จิต) ดี และทำให้มีอายุยืนยาวอีกด้วย ”
ขอให้ทุกทานได้บุญได้ประโยชน์ตามที่คาดหวังไว้ อิ่มบุญที่ได้เพาะธรรมกันถ้วนหน้าทุกท่านครับ





การเตรียมตัว


บทสวดเลือกสวดเลือกฟังได้

เป็นบทเริ่มต้นสวดตามได้ง่ายๆ

สวดมนต์ทำวัตรเย็น

สวดมนต์ทำวัตรเช้า
สวดมนต์เจ็ดตำนาน

สุดยอดคาถา

 บทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร


ที่มาภาพ https://www.facebook.com/buddhadasaarchives
            http://www2.thaihealth.or.th

Monday, June 20, 2016

จุดแท้จริงของความเป็นคน !


จุดแท้จริงของความเป็นคน !

      พุทธทาสภิกขุ



       ข้าพเจ้าเคยพบคนหลายคนที่มีความรู้สึกภายในใจรุนแรง จนแสดงออกมาทาง  กายวาจาว่า ท่านแน่ใจเป็นทีสุดแล้วว่า ท่านเป็นคนเต็มเปี่ยมตามคำแปล หรือความหมายของคำว่า คน. ท่านหยิ่งตัวเอง เพราะเหตุนี้ และเห็นว่า เรื่องที่พวกเพื่อนๆ นำมาคุยมาเล่า ให้ฟังนั้นยังต่ำเกินไป ไม่ถึงขีดของความเป็นคน หรือ เป็นเรื่องลัทธิครึ เก่าเกินสมัยเรื่องใด เรื่องหนึ่งเท่านั้นทีนี้ ข้าพเจ้า ตั้งอกตั้งใจ พิจารณาดู จุดแท้แห่งความเป็นคน ของท่าน เหล่านั้นว่า คืออะไรกันแน่ ในที่สุด พบว่า จุดแห่งความเป็นคน ของท่านเหล่านี้ ตามที่ท่านเข้าใจ ก็คือ การที่ ท่านสามารถหารายได้มากๆ ทำงานเบา มียศศักดิ์สูงๆ และสามารถหาความเพลิดเพลินทุกประการ มาให้แก่ตนได้ ตามวิธีหรือลักษณะที่นิยมกันว่า เป็นการกระทำของคนชั้นสูง หรือ จะสรุปให้สั้นที่สุด ความเป็นคนของท่าน ก็คือ ความมีเกียรติอันสูงสุด นั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ เข็มอันชี้จุดแห่งความเป็นคนของท่าน ก็ได้ชี้บ่งไปยัง การได้ทำงานชนิดมีเกียรติมาก มีผลมากนั่นเอง และทำด้วยตัณหา คือ ความอยาก เป็นนั่น เป็นนี่.
        ความเห็นอย่างแจ่มแจ้ง ได้ขยายตัว ออกไป ตามแนวนั้น อีกว่า คน คือ สัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งเห็นแก่ตัวจัด เป็นทาสแห่งความทะเยอทะยานของตัวยิ่งกว่าสัตว์อื่นๆ ทุกชนิด และ คน คงมิใช่ สัตว์ที่เกิดมาเพื่ออิสรภาพ และความสุขอันสงบ เพราะถ้าเกิดมาเพื่อความสุขสงบ ก็คงไม่ยอมตน เป็นทาสของความเห็นแก่ตัว ที่บังคับให้ทำให้คิดเพื่อตัวทุกๆ ชั่วโมง แม้เวลาหลับก็ยังฝัน แม้บนเตียง ที่นอนเจ็บ ก็ยังครุ่นคิด เพื่อการหาสิ่งบำเรอตัว สัตว์ที่ไม่ใช่คน ย่อมได้รับการพักผ่อน หรือ ความสงบ ยิ่งกว่า สัตว์ที่เรียกว่า คน ประเภทนี้ มากนัก
       อีกอย่างหนึ่ง คนคือสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่ง ขยาย "พวงอัตตา" หรือ "พวงตัว" ออกเรื่อยๆ โดยไม่มีเวลาสิ้นสุด และการขยายนั้น ก็เพื่อตนจะได้แบกไว้เอง เท่านั้น ครั้งแรก มีอัตตาหรือ ตัวเพียงตัวเดียว พอ "ความเป็นคน" มากขึ้น ก็มี ภรรยา สามี ลูกหลาน ข้าทาสบริวาร หรือ อันเตวาสิก สัทธิวิหาริก พอกขึ้นเป็นพวง เมื่อสิ่งที่เรียกว่า "บุญบารมี" มากขึ้น บริวารเหล่านั้น ต่างก็มี การขยายพวงของตัว ออกไปๆ และพวงน้อยๆ เหล่านั้น รวมกันเป็น พวงใหญ่ พวงเดียว อีกต่อหนึ่ง โดยมี อัตตา ตัวแรกนั่นเอง อ้าออกรับ เป็นเจ้าของพวง ผู้มีเกียรติ หยิ่งตัวเอง เสมอว่า การที่สามารถ หิ้วพวงใหญ่ๆ เช่นนั้น ไว้ได้นั้น เป็น "เกียรติอันสูงสุด" นี่เป็น จุดหมายของความเป็นคน ปริยายหนึ่ง ซึ่งน่าจะสรุปได้สั้นๆ ว่า เกียรติของความเป็นคนก็คือ การเกิดมา เพื่อแบกพวงอัตตา พวงใหญ่ๆ นั่นเอง กระมังอีกปริยายหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะเด่นอยู่มาก ก็คือว่า คนได้แก่สัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งเอาเปรียบผู้อื่นเป็น และรู้สึกว่า ผู้อื่นเอาเปรียบตนก็เป็น. ความรู้สึกเช่นนี้ เป็นความรู้สึกที่หาได้ยากในสัตว์ จำพวกนกหนู เมื่อ "ความเป็นคน" ยังน้อยอยู่ ก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าใครเอาเปรียบตน หรือ ลูบคมตน เมื่อความเป็นคนชนิดที่กล่าวนั้น มีมากขึ้น เรื่องนิดเดียว และ ชนิดเดียวกันนั่นเอง กลับเห็นเป็นเรื่องที่ ผู้อื่นลูบคมตน เอาเปรียบตน ไม่เคารพตน ผู้เป็นหัวหน้าหมู่ อย่างใหญ่หลวง และมักหาเรื่อง ลงโทษ ลูกหมู่ หรือ ลูกพวง เป็นการประดับเกียรติของตน ถ้าจะกล่าว อีกอย่างหนึ่ง ก็ได้ว่า คน คือ สัตว์ที่รู้จักผูกโกรธ หรือแก้แค้นเพื่อนฝูงด้วยกัน ในกรณีที่สัตว์ซึ่งต่ำกว่าคนทำเช่นนั้น
ไม่เป็น จุดหมายของความเป็นคนตามนัยนี้ น่าจะได้แก่ การไม่ยอมให้ใครมาลูบคม เล่นได้นั่นเอง

       เมื่อข้าพเจ้า ได้สังเกต ลักษณะแห่งความเป็นคนของบรรดาท่าน ซึ่งท่านแน่ใจตัวเองว่า ถึงขีดสุด ของความเป็นคน จนพบว่า ท่านหมายถึงอะไร โดยนัย ที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังไม่แน่ว่า ข้าพเจ้าเข้าใจ ท่านเหล่านั้น ได้ถูกต้องทำให้ต้องซักซ้อมดูอีกเป็นหลายครั้ง แต่ในที่สุด ก็ไม่พบอะไร มากไปกว่านั้นจึงยุติว่า ความเป็นคน ตามความหมายธรรมดา เท่าที่มีที่เป็นกันอยู่ในจิตใจมนุษย์เรานั้น ไปได้ไกล เพียงแค่นั้นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังไม่พอใจว่า ความเป็นคน มีเพียงเท่านั้นเอง น่าจะมี เป็นอย่างอื่น.
       ทีนี้ เราจงชวนกัน มามองไปยัง บุคคลประเภท ที่ไม่มีอัตตา เห็นตนเอง และผู้อื่น เป็นเช่นกับ พืชพรรณ ธัญญชาติ ซึ่งต่างก็เกิดขึ้นแล้ว เจริญงอกงาม และดับไปในที่สุด ตามเรื่องของตนๆ พวงอัตตา ของคนประเภทนี้ ก่อขึ้นไม่ติดครั้นหนักเข้า ตัวเองก็ไม่มี คน หรือ สัตว์ก็ไม่มี ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ถือพวกถือพวงไม่รู้สึกว่า ได้เกียรติหรือเสียเกียรติ ทำงานเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้ของร่างกายนี้ เพียงเพื่อต้านทาน ธรรมชาติ ใช้หนี้ธรรมชาติ ตามที่ปัญญา บ่งให้ทำเฉพาะในด้านกาย เช่น พ่อแม่เลี้ยงตนมา ก็เลี้ยงตอบแทน เมื่อยังไม่หลุด ก็ต้องเลี้ยง ลูกหลานของตนเอง ใช้หนี้ธรรมชาติอันนี้ ไม่รู้สึกว่ามีใคร เสียเปรียบได้เปรียบในโลกนี้ มีแต่สิ่งทั้งหลายที่หมุนไป ตามเหตุตามปัจจัย ยินดีที่จะให้อภัยกันเสมอ ถือหลักความจริง เป็นแนวแห่งการครองชีพ ไม่แสวง"บุญบารมี" มาเพื่อใช้ อำนวยการ สำเร็จความใคร่ ให้แก่ ความทะเยอทะยานอยากของตน ไม่อ้าออกรับ สิ่งทั้งหลาย มาเป็นของตน เหล่านี้ เมื่อเรามอง ซึ้งลงไปถึงหัวใจของเขา เรากลับพบว่า จุดแห่งความเป็นคนของเขานั้น ตรงกันข้าม จากของคนจำพวก ที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้น ในที่สุด ข้าพเจ้า ก็กระทบกันกับ ปัญหาว่าถ้าเช่นนั้น พวกไหนเล่า เป็นคนที่แท้จริง ตามความหมาย ซึ่งอาจเป็นที่พอใจได้ด้วยกันทุกฝ่าย.
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.com

Tuesday, March 22, 2016

อย่าให้อัตตาครองใจ

อย่าให้อัตตาครองใจ โดย พระไพศาล วิสาโล


       พระ อาจารย์พยอม กัลยาโณ เคยให้สัมภาษณ์เมื่อปีที่แล้วว่า   ช่วงที่มีความขัดแย้งระหว่างสีนั้นเป็นช่วงที่ชีวิตของท่านตกต่ำมาก  เวลามีเหตุการณ์บ้านเมืองเกิดขึ้น หนังสือพิมพ์ก็ไม่ค่อยมาสัมภาษณ์เหมือนก่อน กิจนิมนต์ลดลง  เวลาไปบรรยายที่ไหนคนก็มาฟังน้อยมาก ผลก็คือสินค้าที่ลูกศิษย์นำไปขายในงาน  มีคนซื้อน้อยลง  ทำให้รายได้ที่จะเป็นทุนสนับสนุนมูลนิธิวัดสวนแก้วลดลงไปด้วยจนไม่พอกับราย จ่าย
      ทั้งหมดทั้งปวงนี้เป็นผลจากการที่คนมองว่าท่านฝักใฝ่เสื้อแดง ลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมากเป็นผู้ที่ไม่ชอบเสื้อแดง จึงไม่พอใจท่าน บางวันท่านไปบิณฑบาต ชาวบ้านก็ถามว่าทำไมไม่ห่มจีวรสีแดงซะเลยล่ะ บางทีก็ด่าว่าท่านแรงๆ  ท่านก็พยายามอธิบายชี้แจงแต่ไม่ค่อยเป็นผล   ท่านบอกว่าที่เสียใจอย่างหนึ่งคือ แม้แต่พระสวนโมกข์ก็บอกว่าท่านฝักใฝ่เสื้อแดง ทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้วางตัวแบบนั้น
     เหตุการณ์นี้ทำให้ท่านบอกว่าบางช่วงทุกข์มาก จนจิตตก  แต่เวลาที่จิตตกท่านก็นึกถึงคาถาไล่ทุกข์ของท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านก็รู้สึกดีขึ้น  คาถานั้นก็คือ “กูไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทุกข์โว้ย”
     คาถานี้ใครที่มีความทุกข์เอาไปใช้บ้างก็ดี  เวลามีความทุกข์ ก็ตวาดใส่มันบ้าง จะช่วยให้ได้สติ และบรรเทาความทุกข์ใจไปได้ไม่มากก็น้อย   ปกติคนเราเวลาทุกข์ จิตจะจมดิ่ง  จนลืมตัว ไม่ได้ตระหนักว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร  สำหรับชาวพุทธ จุดหมายของชีวิตคือการพ้นทุกข์ หรือการไม่ถูกครอบงำด้วยความทุกข์ แต่บางครั้งพอมีเหตุร้ายมากระทบ ก็ทำให้ลืมไปว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร คาถานี้จะช่วยเตือนใจให้เรากลับมาตั้งหลักได้
      นอกจากความทุกข์แล้ว   อีกสิ่งหนึ่งที่เราควรตวาดใส่บ้าง ก็คือ กิเลส เพราะมีกิเลสที่ไหน ความทุกข์ก็เกิดขึ้นที่นั่น  ในสมัยพุทธกาลมีพระบางรูปใช้วิธีการทำนองนี้ เช่น พระวิชิตเสนะ มีช่วงหนึ่งท่านทำกรรมฐานแล้วจิตพยศมาก ทำอย่างไรจิตก็ไม่ยอมร่วมมือด้วย ท่านจึงตวาดใส่ว่า "แน่ะ จิตผู้ชั่วช้า ดื้อด้าน ...เราจะบังคับเจ้าให้อยู่ในอำนาจให้ได้ จะใช้สติผูกเจ้าไว้”  อีกท่านหนึ่งคือพระตาลปุฏ  จิต ของท่านเบื่อหน่ายในการปฏิบัติ ท่านจึงตำหนิว่า “จิตเอ๋ย เจ้าร้ายนัก เราจักไม่ตกอยู่ในอำนาจของเจ้าอีกแล้ว กามล้วนเป็นทุกข์ มีผลเผ็ดร้อน มีภัยใหญ่หลวง  เราจักมุ่งแต่พระนิพพานเท่านั้น...จิตเอ๋ย เมื่อเรามั่นคงเสียแล้ว เจ้าก็ทำอะไรเราไม่ได้หรอก”  ไม่ช้าไม่นานทั้งสองท่านก็บรรลุอรหัตผล 
      เวลาถูกตำหนิหรือถูกท้วงติงแล้วเกิดความรู้สึกขุ่นเคืองไม่พอใจ มองให้ดีจะพบว่า ที่จริงแล้วไม่ใช่เราที่เป็นทุกข์ กิเลสหรือมานะ คือความถือตัวว่า ดีกว่า สูงกว่า เก่งกว่า ต่างหากที่เป็นทุกข์ แต่คนเราก็มักจะเผลอยึดเอาความทุกข์ของกิเลสมาเป็นความทุกข์ของเรา เมื่อมีคนตำหนิ กิเลสหรือมานะย่อมไม่พอใจ มันก็เลยสั่งให้เราด่ากลับหรือตอบโต้ทันที ทั้งที่มันไม่ได้เป็นผลดีกับเราเลย
        ถ้าเรารู้ทันก็อย่าไปปล่อยให้กิเลสหรือมานะครองใจหรือขี่คอเรา เมื่อใดที่เป็นทุกข์มากเพราะคำตำหนิก็ควรตวาดใส่มันบ้างว่า “กูไม่ยอมมึง อย่ามาก่อกวนกู”   เราต้องรู้จักตวาดใส่กิเลสบ้าง เพราะถ้าเรายอมมัน มันก็ขึ้นมาขี่คอ จนเป็นนายเหนือหัวเรา คนส่วนใหญ่ปล่อยให้กิเลสครอบงำใจจนโงหัวไม่ขึ้น ใครแตะนิดแตะหน่อยไม่ได้ บ่อยครั้งที่เราปกป้องกิเลส ยอมตายเพราะกิเลสทั้งๆ ที่กิเลสไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย กลับเป็นอันตรายต่อเราด้วยซ้ำ
       อาตมาเคยอ่านเรื่องราวของเต่าทองจากนิตยสารเนชันแนลจีโอกราฟฟิก  เต่าทองเป็นแมลงที่ดุมาก พวกนกไม่กล้าเล่นงานเพราะมันมีพิษ เวลาที่นกจะกิน แมลงเต่าทองก็คายพิษออกมา นกก็ต้องคายมันทิ้งไป แต่มันกลับไปเสียท่าแมลงชนิดหนึ่งซึ่งเป็นพวกปาราสิต เรียกว่าแตนเบียน ตัวเต็มวัยของแตนเบียนจะต่อยแมลงเต่าทอง จากนั้นก็จะวางไข่ไว้ในช่องท้องของแมลงเต่าทอง แล้วตัวอ่อนแตนเบียนก็เติบโตขึ้นโดยกินสารอาหารในตัวแมลงเต่าทอง พอโตจนเข้าระยะดักแด้ ตัวหนอนก็จะเจาะท้องแมลงเต่าทองออกมา แล้วสร้างรังไหมห่อตัวเอง แมลงเต่าทองแทนที่จะเล่นงานแตนเบียน กลับคอยปกป้องมัน ป้องกันภัยให้มัน เวลามีสัตว์เข้ามาใกล้ ๆ   เต่าทองจะขยับแย้งขยับขา เพื่อขู่ไม่ให้ใครมากินตัวอ่อน ทั้งที่ตัวอ่อนของแตนเบียนนี้เป็นปาราสิต  ดูดเอาอาหารจากเต่าทอง เต่าทองแทนที่จะเล่นงานมัน กลับปกป้องเสียอีก ไม่ให้ใครเข้ามาทำร้ายตัวอ่อนแตนเบียนในรังไหมได้
       แมลงเต่าทองโง่มากเลยนะ แตนเบียนเป็นอันตรายกับมันแท้ๆ แต่กลับปกป้องมัน แต่จะว่าไปแล้ว คนเราก็ทำอย่างนั้นกับกิเลสและอัตตาเหมือนกัน กิเลสไม่ได้เป็นคุณต่อเราเลย อัตตาก็เป็นโทษมาก มันทนฟังคำวิจารณ์คำแนะนำไม่ได้ ทั้งที่คำแนะนำคำวิจารณ์อาจมีประโยชน์ แต่มันไม่ชอบก็เลยสั่งให้เราไปด่าคนที่วิจารณ์หรือคนที่แนะนำท้วงติง เราก็เลยกลายเป็นผู้พิทักษ์อัตตา คอยเล่นงานหรือคอยไล่ล่าคนที่มากระทบกระแทกอัตตา
       ถ้าเรามีสติ เราจะไม่ปกป้องมัน แต่จะต้องเล่นงานมันด้วยซ้ำ ถ้ามันกร่างมากก็ต้องตวาดมัน อย่าให้มันเป็นใหญ่เหนือเรา เวลาอัตตารู้สึกขุ่นเคืองใจเมื่อมีเพื่อนร่วมงานมาท้วงติง เราไม่ควรจะปกป้องมัน เราไม่ควรเป็นข้ารับใช้มัน แต่ส่วนใหญ่ไม่ทำอย่างนั้น พอมันสั่งให้ด่า เราก็ด่า เลยเกิดปัญหากับเพื่อน  นี่เราโง่หรือเราฉลาด ถ้าฉลาดเราควรฟังคำวิจารณ์ และนำมาพิจารณาว่าเขาพูดถูกหรือไม่ มีประโยชน์หรือไม่ 
       ส่วนความทุกข์ที่เกิดขึ้นเวลาถูกตำหนิ ก็ให้ตระหนักว่านั่นเป็นความทุกข์ของอัตตาหรือกิเลส ไม่ใช่ความทุกข์ของเรา เหมือนที่แมลงเต่าทองคิดว่า ความทุกข์ของแตนเบียน เป็นความทุกข์ของมัน มันก็เลยปกป้องแตนเบียน หารู้ไม่ว่าพอแตนเบียนโตเต็มที่แมลงเต่าทองก็ตาย เพราะอวัยวะภายในถูกทำลายไปเยอะแล้ว ที่จะมีชีวิตอยู่รอดต่อไปมีน้อยมาก คนเราก็ถูกอัตตากระทำเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราอย่าไปยอมเป็นเครื่องมือของมัน เวลารู้สึกเสียหน้า ขุ่นเคืองเพราะถูกข้ามหน้าข้ามตา หรือถูกวิจารณ์ แทนที่จะโกรธก็ต้องมาดูว่าเขาพูดจริงไหม ยิ่งถ้าเขาพูดจริงพูดถูก ก็ต้องขอบคุณเขา
       นอกจากการตวาดใส่กิเลสหรือมานะแล้ว การทำให้มันลีบเล็กลงก็สำคัญ การพยายามทำอะไรเพื่อลดละมานะ หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า ลดละอัตตา  เป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อนคนหนึ่งมีวิธีลดอัตตาที่น่าสนใจ เธอเป็นนักเขียนหญิงที่มีชื่อเสียง  ทุกปีเธอจะไปอาสาเป็นพนักงานเสิร์ฟให้ร้านอาหารของเพื่อน ไม่ได้หวังเอาเงินหรือประสบการณ์ แต่ทำเพื่อช่วยลดอัตตา  เพราะการเป็นนักเขียนชื่อดัง มีคนยกย่องมากมาย  บางทีก็ลืมตัว พอไปเป็นพนักงานเสิร์ฟ ก็ช่วยได้มากเพราะต้องบริการผู้อื่น ลูกค้าหลายคนปฏิบัติไม่คอยดีกับพนักงานเสิร์ฟ บางทีเธอก็ฉุนขึ้นมาว่า  “ทำอย่างนี้กับกูได้ไง  กูเป็นนักเขียนดังนะโว้ย” แต่มันโผล่มาแป๊บเดียวก็รู้ทัน ระงับได้ นี่เป็นวิธีลดอัตตาที่ดีมากสำหรับเธอ
       หมอผู้หนึ่งเป็นคนมีความสามารถมาก ได้รับเชิญเป็นวิทยากรตามที่ต่างๆ มากมายทั่วประเทศ ให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์บ่อยๆ แต่เขาไม่คอยสนใจเรื่องการแต่งตัว ไม่ค่อยหวีผม ภรรยาต้องคอยเตือนให้หวีผมเป็นประจำ วันหนึ่งก่อนจะออกไปบรรยาย ภรรยาก็เตือนให้หวีผม พอได้ยินเขาก็ฉุนกึกขึ้นมาทันที  นึกในใจว่า  “พูดอย่างนี้ได้ไง  กูเป็นวิทยากรระดับชาตินะโว้ย”  ตอนนั้นอัตตาครองใจ จนเขาลืมไปว่าตนเองเป็นสามีของเธอ ดีที่เขามีสติรู้ทัน จึงไม่ได้พูดประโยคดังกล่าวออกไป
       หมอเอาเรื่องนี้มาเล่าด้วยความขำ  ชี้ให้เห็นฤทธิ์ของอัตตาว่ามันร้ายกาจมาก  หลงในความเป็นวิทยากรระดับชาติ ขนาดอยู่กับภรรยา ก็ยังไม่ยอมถอดหัวโขนดังกล่าวลง  แต่คนที่ไม่รู้ทันอัตตา คงไม่ขำกับเรื่องแบบนี้ ยิ่งต้องเก็บงำเอาไว้เพราะกลัวเสียหน้า  แต่ถ้าต้องการกำราบอัตตา ก็ต้องกล้าแฉความเกเรของอัตตา ไม่ใช่เก็บซุกซ่อนเอาไว้
เจ้าของสายการบินแอร์เอเชีย ชื่อโทนี่ เฟอร์นันเดส เขาตั้งกติกากับตัวเองว่าทุกเดือนจะทำงานเป็นพนักงานขนกระเป๋า ทุกสองเดือนเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และทุกสามเดือนจะเป็นพนักงานที่เคาน์เตอร์  ไม่แน่ชัดว่าเขาทำเช่นนั้นเพื่อลดอัตตา หรือเพื่อจะได้ใกล้ชิดกับพนักงานและเรียนรู้ปัญหาที่อาจเกิดกับบริษัท จะได้ปรับปรุงให้บริการดีขึ้น  อย่างไรก็ตามการที่เขาลงมาทำงานระดับเดียวกับพนักงาน ก็มีส่วนช่วยลดอัตตาของตัวเองได้มาก เพราะธรรมชาติของผู้บริหารหรือเจ้าของ ย่อมรู้สึกว่ามีอำนาจเหนือพนักงาน ทำให้เกิดความหลงตัวลืมตนได้ง่าย
         แต่ละคนควรมีวิธีการของตัวเองในการลดอัตตา  หากเราไม่ใช่เป็นคนเด่นคนดัง ไม่ต้องทำถึงขั้นนั้นก็ได้  เพียงแค่เปิดใจฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ คำท้วงติง  ก็ช่วยได้มาก  เพราะเวลาเจอคำท้วงติง อัตตาจะไม่ยอม มันจะฮึดฮัดขัดขืน เมื่อไรก็ตามที่เรารู้ว่ามันฮึดฮัดขัดขืน แทนที่จะเดือดร้อนกับมัน ควรสมน้ำหน้ามัน ถือว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นการทรมานอัตตาให้กร่างน้อยลง มันจะได้สงบเสงี่ยมเจียมตัวมากขึ้น เพราะถ้าเราไม่ทรมานมันบ้าง  ไม่ฝึกให้มันอยู่เป็นที่เป็นทางบ้าง มันก็จะยกหูชูหาง แล้วมาครอบงำเรา ทำให้เป็นทุกข์อยู่ร่ำไป 
 กิ่งธรรมจาก http://visalo.org

Monday, November 23, 2015

ที่ไหนมีหน้าที่ ที่นั่นมีธรรมะ

ที่ไหนมีหน้าที่ ที่นั่นมีธรรมะ
 โดย พุทธทาส ภิกขุ
 
หลักสำคัญมีอยู่ว่า "ที่ไหนมีการทำหน้าที่ ที่นั่นมีธรรมะ, ที่ไหนไม่มีการทำหน้าที่ ที่นั่นไม่มีธรรมะ" ต่อให้ในโบสถ์ ที่มีอะไรๆ สำหรับจะมีในโบสถ์ เต็มไปหมด แล้วไม่มีการทำหน้าที่ของธรรมะ มีแต่สั่นเซียมซี พิธีบวงสรวง ขอร้องอ้อนวอน เจิมหรือทากันไม่มีที่สิ้นสุด ในโบสถ์นั้นไม่มีธรรมะสักนิดเดียว ขอยืนยันว่า ในโบสถ์นั้นไม่มีธรรมะสักนิดเดียว; แต่ธรรมะไปมีอยู่ที่กลางนา ที่ชาวนาคนหนึ่งรู้จักหน้าที่ของตน แล้วไถนาอยู่ด้วยความพอใจ ด้วยความสุขใจ ไถนาอยู่โครมๆ ในนานั่นแหละกลับจะมีธรรมะ; ในโบสถ์กลับไม่มีธรรมะ เพราะไม่มีการทำหน้าที่; หรือแม้จะมีการทำหน้าที่ ก็ไม่รู้สึกว่าหน้าที่คือธรรมะ ก็มาทนทำอะไรอย่างคับอกคับใจ อยู่กลางโบสถ์นั่นเอง มันก็เลยไม่มีธรรมะ. ฉะนั้น อย่าไปเอาสถานที่เป็นหลัก แต่เอาธรรมะเป็นหลัก เอาของจริงเป็นหลัก ว่าที่ไหนมีการทำหน้าที่อันถูกต้อง ที่นั้นมีตัวธรรมะอันแท้จริง.
เอ้า, ทีนี้มันน่าหัว ในข้อที่ว่า พวกเราก็ทำหน้าที่กันอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่รู้จักความจริง ที่ว่า หน้าที่คือธรรมะ มันก็เลยกลายเป็นนรกในการทำหน้าที่ มันบีบบังคับความรู้สึก ให้รู้สึกเป็นการต้องทน ต้องอดกลั้น และทนทรมาน ไม่มีความชื่นอกชื่นใจในการทำหน้าที่ ทำให้เกิดการว่างงานกันเสียก็มาก. เดี๋ยวนี้มารู้กันเสียใหม่ คือรู้ความลับข้อนี้ว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ปฏิบัติหน้าที่นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรมะ ก็เลยเป็นการปฏิบัติธรรมะ อยู่ตลอดเวลา. สิ่งที่เคยทำอยู่ จะเป็นการทำไร่ ทำนา ค้าขาย ถีบสามล้อ แจวเรือจ้าง อะไรก็ตามเถิด มันก็จะกลายเป็นธรรมะไปหมด ถ้ารู้สึกว่าการงานในหน้าที่ คือธรรมะแล้ว ก็จะพอใจอย่างยิ่ง ที่ได้ทำการงาน, เมื่อพอใจ มันก็เป็นสุข ในการขุดดิน ทำสวน ทำนา ค้าขาย ทำราชการ ทำกรรมกร ทำขอทาน เรียกว่า มีความพอใจ จนมีความสุข เมื่อได้ทำหน้าที่. นี่เรียกว่า หลักเกณฑ์ที่เราจะทำให้มันมีสวรรค์อยู่ในทุกอิริยาบถ เมื่อทำหน้าที่ของตน มีความพอใจชื่นใจตัวเอง อยู่ทุกอิริยาบถ.
ขอระบุไปตั้งแต่ว่า พอตื่นนอนขึ้นมา เอ้า, ตามธรรมดามันก็ต้องล้างหน้า ถ้าทำความรู้สึกเป็นธรรมานุสสติว่า หน้าที่ล้างหน้านั้น ก็คือการปฏิบัติธรรม อย่างนี้แล้ว ก็พอใจ ก็ล้างหน้าเป็นสุข ล้างหน้าอย่างดีที่สุดก็พอใจๆ จนเป็นสวรรค์เมื่อล้างหน้า. เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นอย่างนี้ มันไม่ได้ล้างหน้าด้วยความรู้สึกอย่างนี้ ล้างหน้าด้วยความไม่รู้สึกอยากจะล้างหน้าด้วยซ้ำไป จิตใจไม่อยู่กับตัว ก็ล้างหน้าเหมือนกับล้างก้น แล้วก็ไม่ได้ผลในข้อที่ว่ามันจะเป็นธรรมะอยู่ที่นั่น ดังนั้น ขอร้องว่า พอตื่นนอนขึ้นมา หน้าที่แรก จะล้างหน้า หน้าที่การล้างหน้าก็คือ หน้าที่บริหารร่างกาย บริหารชีวิต เป็นธรรมะอยู่แล้ว ก็ให้รู้สึกพอใจในการกระทำชื่นอกชื่นใจในการกระทำ ถ้าพอใจแล้ว มันก็ชื่นใจมันก็ต้องเป็นความสุขเป็นแน่นอน.
ขอให้มีความพอใจเถอะ ความพอใจนั่นแหละ เป็นตัวการสำคัญ เรียกว่า ปิติ ถ้ามีปิติอย่างชนิดที่กล่าวแล้วนี้ ก็เรียกว่า ธรรมปิติ ปิติในธรรม มีปิติโดยความเป็นธรรม อยู่ในการล้างหน้านั้น มันก็เลยเป็นสุขอยู่ตลอดเวลาที่ล้างหน้า เป็นการปฏิบัติธรรม ตลอดเวลาที่ล้างหน้า มันจะเสียเวลาอะไรนักเล่า ที่จะมาคิดนึกอย่างนี้กันบ้าง เพราะเมื่อล้างหน้าอยู่นั่นเอง มันก็คิดนึกได้. ถ้าไม่มีการปฏิบัติอย่างนี้ ใจก็จะลอยไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ล้างหน้าอย่างใจลอย จิตใจก็ไปอยู่ในเรื่องโมโหโทโสอะไรก็ไม่รู้ อย่างนั้นแหละมันเป็นนรกไปตลอดเวลาที่ล้างหน้า. ขอให้ทำอย่างถูกต้องและพอใจ รู้สึกว่าถูกต้องแล้ว ถูกต้องตามธรรมแล้ว ถูกต้องตามหน้าที่แล้ว ทั้งตามกฏของศีลธรรม และกฏของธรรมชาติ ดังนี้แล้วก็พอใจ พอใจแล้ว ก็ไม่ต้องกลัว จะเป็นสุขขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ความสุขทุกชนิดเกิดมาจากความพอใจ ว่าถูกต้องแล้ว ปลอดภัยแล้วไม่ได้เกิดมาจากสิ่งอื่น: พอใจมากก็สุขมาก พอใจน้อยก็สุขน้อย พอใจแล้วมันก็เป็นสุข, ถ้าพอใจอย่างอันธพาล มันก็เป็นสุขของอันธพาล ความพอใจของพวกอันธพาล ก็เป็นความสุขของพวกอันธพาล: ข้อนี้เราไม่ต้องการ ไม่ปรารถนา เพราะเราถือเอาความพอใจที่เป็นธรรม เป็นของวิญญูชนที่มีธรรม.
เอ้า, ล้างหน้าแล้วจะทำอะไรอีกล่ะ? ก็ไปถ่ายอุจจาระเข้าห้องน้ำ ก็ทำความรู้สึกอยู่ในใจว่า การถ่ายอุจจาระก็คือการปฏิบัติธรรม แต่ดูเหมือนไม่มีใครนึกว่าเป็นการปฏิบัติธรรม แต่โดยแท้จริงเป็นการปฏิบัติธรรม เพื่อบริหารร่างกายหรือชีวิต อย่างถูกต้อง เป็นธรรมอยู่ในตัวการถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ นี้เรียกว่ามีธรรมานุสสติ ในขณะแห่งการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ เกิดความพอใจ เป็นสุขอยู่ ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะนั่นเอง ไม่ได้ทำอย่างลวกๆ มีจิตใจอยู่ที่อื่น ทำผิดๆ ถูกๆ เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เพราะการถ่ายอุจจาระปัสสาวะขึ้นมาอีก ดังนั้น ขอให้มองเห็นว่า มีการปฏิบัติหน้าที่ที่ไหน ก็มีการปฏิบัติธรรมที่นั่น แม้ในเรื่องของการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ
เอ้า, ทีนี้ สมมติว่า จะอาบน้ำก็ขอให้พอใจยินดีที่จะเข้าไปในห้องอาบน้ำ ยินดีว่าเป็นการปฏิบัติธรรมจับขันมาตักน้ำอาบ หรือจะเปิดก๊อกน้ำให้ซู่ลงมา ก็มีธรรมานุสสติว่าเป็นการทำหน้าที่ที่ถูกต้องตามธรรมชาติ ตามธรรม แล้วก็พอใจและเป็นสุข; อาบน้ำรดอยู่แม้แต่ว่าถูขี้ไคล ก็เป็นธรรมะอยู่ในการถูขี้ไคล พอใจและเป็นสุขอยู่ในการถูขี้ไคลนั้น ถ้าจะต้องทำอะไรอีกบ้างในเวลานั้น ก็มีธรรมานุสสติเช่นเดียวกัน มันก็เป็นสุขไปทุกอิริยาบถ ในห้องน้ำนั้นเอง.
เอ้า, ทีนี้จะมาแต่งตัว ออกมาจากห้องน้ำจะมาแต่งตัว หยิบผ้ามานุ่ง มาห่ม มาใส่มาสวม อะไรก็ตามเถอะ ทุกอิริยาบถรู้สึกอยู่ว่า โอ้ หน้าที่ที่ถูกต้องคือธรรมะ ก็รู้สึกพอใจและเป็นสุข ตลอดเวลาที่สวมเสื้อผ้า. นี่ สวรรค์ทุกอิริยาบถ มันเป็นได้มากถึงอย่างนี้ มันไม่ต้องเสียเวลาอะไรเพิ่มขึ้นเลย.
เอ้า, ทีนี้จะไปไหนล่ะ! จะไปกินอาหารในห้องอาหาร เดินไปห้องอาหาร ก็พอใจว่าเป็นการทำหน้าที่ที่ถูกต้อง พอจะหยิบจานหยิบช้อน จะตักอาหาร จะหยิบอะไรก็ดี รู้สึกว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง เป็นธรรมานุสสติในการหยิบจานอาหาร ตักอาหาร กินอาหาร เคี้ยวอาหาร และในการกระทำทุกอย่าง จนกว่าจะกินอาหารเสร็จ มันก็เป็นธรรมะไปหมด มันถูกต้องแล้ว มันก็พอใจว่าข้าพเจ้าเป็นอยู่ในภาวะที่ถูกต้องแล้ว มันก็พอใจและเป็นสุข มันก็เป็นสวรรค์ หรืออยู่ในความหมายของสวรรค์ตลอดเวลาที่กินอาหาร แม้แต่เวลาที่จะช่วยเขาล้างจาน ก็มีความรู้สึกอย่างเดียวกัน จะช่วยเช็ดจาน จะถูพื้น จะปัดกวาดอะไรๆ ก็มีความรู้สึกว่าถูกต้องแล้วพอใจ, นี่ มันเป็นสวรรค์อยู่ทุกอิริยาบถ ในลักษณะอย่างนี้ โดยไม่ต้องเสียเวลาอะไรเพิ่มขึ้นเลย แต่ที่แล้วมา มันไม่เป็นอย่างนั้น แต่กลับจะเป็นนรก เพราะทำด้วยความอึดอัดใจ ไม่อยากจะทำแม้แต่จะกินข้าว จิตใจก็เลื่อนลอยไปไม่อยู่กับตัว บางทีก็มีโรคปวดหัว โรคประสาท โรคกระเพาะ รบกวน เพราะไม่สามารถทำหน้าที่ให้เป็นธรรมะนั่นเอง.
การทำให้มีธรรมะ ชนิดเล็กน้อย อยู่เป็นประจำเช่นนี้ ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นมีนิสัยเป็นธรรมะ มีธรรมะเป็นเนื้อเป็นตัวไปเสียเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล.

กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.com

Monday, November 2, 2015

ทอดกฐินทั้งที ขอให้ได้ความสามัคคี

 ทอดกฐินทั้งที ขอให้ได้ความสามัคคี
โดยพระไพศาล  วิสาโล


      การทอดกฐินถือว่าเป็นการบำเพ็ญบุญที่ สำคัญในทางพุทธศาสนา เพราะโอกาสที่จะทอดกฐินนั้นมีเพียงแค่ช่วงเดียวเท่านั้นคือภายใน ๓๐ วันหลังจากออกพรรษา พอพ้นวันเพ็ญเดือน ๑๒ หรือวันลอยกระทงแล้วก็ไม่สามารถที่จะทอดกฐินได้ นอกจากนั้นแต่ละวัดสามารถรับกฐินได้เพียงแค่ปีละครั้งเท่านั้น ไม่เหมือนผ้าป่าที่รับได้ตลอดทั้งปี และกี่ครั้งก็ได้ วันละหลายครั้งก็ยังได้ เพราะฉะนั้นบางวัดที่มีญาติโยมศรัทธามากจึงมีการจองกฐินข้ามปี ไม่ใช่แค่ ๒-๓ ปี แต่จองล่วงหน้าเป็นสิบยี่สิบปีก็มี เพราะว่ามีผู้อยากเป็นเจ้าภาพเยอะ แต่ละคนก็อยากเป็นเจ้าภาพแต่ผู้เดียว
     แต่ที่นี่เราทอดกฐินสามัคคี คือไม่มีเจ้าภาพเพียงผู้เดียว ทุกคนมาร่วมกันเป็นเจ้าภาพ อันที่จริงขึ้นชื่อว่าทอดกฐินแล้ว จะมีหรือไม่มีคำว่าสามัคคีปิดท้ายก็ตาม จุดมุ่งหมายก็เหมือนกันคือเพื่อเชิดชูและส่งเสริมความสามัคคี ถ้าไม่มีความสามัคคีแล้วการทอดกฐินก็เกิดขึ้นไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ความเป็นมาหรือจุดมุ่งหมายของการทอดกฐินนั้นคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก ถ้ารู้จักและเข้าใจก็จะเห็นคุณค่าของประเพณีทอดกฐินได้มากขึ้น
      ที่บอกว่าการทอดกฐินเป็นการทำบุญที่สำคัญและมี อานิสงส์มาก สาเหตุสำคัญไม่ใช่เพราะมีโอกาสทอดได้แค่ปีละ ๓๐ วันเท่านั้น แต่เป็นเพราะการทอดกฐินมีจุดมุ่งหมายเพื่อเชิดชูและส่งเสริมสามัคคีธรรม จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ก็ต้องเล่าประวัติความเป็นมาของประเพณีทอดกฐินคือ สมัยพุทธกาลพระภิกษุสงฆ์มีธรรมเนียมว่า เมื่อออกพรรษาแล้วจะมีการไปหาผ้ามาคนละชิ้นสองชิ้น เพื่อมอบให้กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่งซึ่งมีจีวรเก่าคร่ำคร่า สมัยก่อนผ้าหายาก ไม่ได้หาง่ายเหมือนสมัยนี้ เพราะไม่มีการทำขาย และการทอก็ใช่ว่าจะทำได้บ่อยๆ ชาวบ้านสมัยก่อนมีเสื้อผ้าแค่คนละชุดสองชุดเท่านั้น
       สำหรับพระสงฆ์ ผ้าส่วนใหญ่ที่ห่มเป็นจีวรก็ได้มาจากผ้าห่อศพที่ไปชักมาจากป่าช้า ได้มาแล้วก็ต้องทำความสะอาด ด้วยการต้ม ซัก แล้วก็ต้องตัดเย็บ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก เพราะฉะนั้นจึงมีธรรมเนียมว่า เมื่อออกพรรษาแล้วพระภิกษุสงฆ์จะช่วยกันไปหาผ้ามาคนละชิ้นสองชิ้น เพื่อมอบให้กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ท่านไม่ได้มอบให้เฉยๆ แต่ยังช่วยกันตัด ช่วยกันเย็บ ช่วยกันย้อม เพื่อให้เป็นจีวรใช้ห่มได้ จะเป็นสบงหรือจีวรก็ได้ทั้งนั้น
      ต่อมาญาติโยมเห็นว่า พระสงฆ์ท่านลำบาก อยากสงเคราะห์ท่าน จึงออกปากว่าต่อไปนี้พระคุณเจ้าไม่ต้องไปหาผ้า โยมจะไปหาผ้ากันมาเอง แล้วถวายแด่พระสงฆ์ จากนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ในการตัดสินใจว่าจะมอบผ้านั้นให้กับผู้ใด ด้วยเหตุนี้จึงเกิดประเพณีทอดกฐินขึ้น โดยญาติโยมช่วยกันหาผ้ามาถวาย ซึ่งก็ต้องเริ่มต้นจากการทอผ้าให้เป็นผืน ซึ่งเป็นงานใหญ่ทีเดียว เพราะสมัยก่อนนั้นไม่มีการทอผ้าสำเร็จรูปขาย ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต้องช่วยกันกว่าจะได้ผ้ามาผืนหนึ่งบางแห่งมีศรัทธามาก พยายามทำทุกอย่างให้เสร็จภายในวันเดียว ตั้งแต่ปั่นฝ้าย ทอ ตัด เย็บ แล้วนำไปทอดถวายแก่พระสงฆ์ภายในวันนั้น เรียกว่าจุลกฐิน
     ทีนี้เมื่อพระสงฆ์ได้ผ้ามาแล้ว หากเป็นผ้าผืนเรียบ ๆ ท่านก็ต้องช่วยกันตัดให้เป็นชิ้น ๆ เรียกว่าขัณฑ์ แล้วเย็บต่อกันเป็นผืน จะเป็นสบงหรือจีวรก็แล้วแต่ อันนี้สำหรับสำนักที่เคร่งวินัย เสร็จแล้วก็ถึงขั้นตอนสุดท้าย คือกรานกฐิน ทั้งหมดนี้ต้องทำให้เสร็จภายในหนึ่งวัน เพราะฉะนั้นจึงต้องช่วยกัน ในสมัยพุทธกาลแม้แต่พระพุทธองค์ก็ยังร่วมในกิจกรรมนี้ด้วย บางวัดก็ยังมีธรรมเนียมนี้อยู่ กว่าจะตัดเย็บเสร็จ จนกรานกฐินได้ก็อาจล่วงไปถึงกลางคืน อาตมาเคยไปอยู่วัดอมราวดีของหลวงพ่อสุเมโธที่ประเทศอังกฤษ กว่าพระจะช่วยกันตัดและเย็บเป็นสบงได้ก็ราวสี่ทุ่ม จากนั้นจึงนิมนต์พระสงฆ์มากรานกฐินและอนุโมทนา เป็นอันเสร็จพิธี อันนี้เป็นกิจกรรมฝ่ายพระสงฆ์
     ที่อาตมาเล่ามาจะเห็นว่า ประเพณีนี้ต้องอาศัยความสามัคคีมาก เริ่มจากความสามัคคีในหมู่พระที่จะต้องไปช่วยกันหาผ้ามามอบให้กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง แม้ภายหลังพระสงฆ์ไม่ต้องหาผ้าเอง มีโยมถวายให้ ก็ต้องมีการตกลงว่าจะมอบผ้านั้นแก่พระรูปใด ซึ่งไม่ใช่ว่าจะต้องมอบให้แก่เจ้าอาวาสเท่านั้น อาจจะเป็นพระลูกวัดก็ได้ การตกลงว่าจะมอบให้กับภิกษุรูปใดก็ต้องอาศัยมติที่เป็นเอกฉันท์ จะมีใครทักท้วงหรือคัดค้านแม้แต่หนึ่งเสียงก็ไม่ได้ ต้องเป็นเอกฉันท์เท่านั้น ข้อกำหนดนี้ยังปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้
     การที่พระสงฆ์จะมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ ไม่มีการทักท้วงเลยนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเมื่อพระสงฆ์มาจำพรรษาร่วมกัน ๓ เดือนก็อาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง การที่จะมีความเห็นเป็นเอกฉันท์เพื่อมอบผ้าให้กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่งย่อมไม่ ใช่เรื่องง่าย แต่หากท่านมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ก็แสดงว่าท่านต้องมีความเป็นน้ำหนึ่งใจ เดียวกันพอสมควร และเมื่อเห็นเป็นเอกฉันท์แล้วก็ยังต้องร่วมแรงร่วมใจกันตัดเย็บผ้าด้วย จะทำให้เสร็จภายในวันเดียวก็ต้องอาศัยความสามัคคีเช่นกัน
     นอกจากความสามัคคีในหมู่พระสงฆ์แล้ว ฝ่ายฆราวาสญาติโยมก็ต้องสามัคคีด้วยเช่นกัน สมัยก่อนก็ต้องช่วยกันทอผ้าเป็นผืน รวมทั้งหาบริวารกฐินด้วย อย่างที่เราทราบกันว่ากฐินเดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้มีแต่ผ้า แต่มีบริวารมากมายเป็นสิ่งของเครื่องใช้ ทั้งที่หามาเองหรือไปซื้อมา ถ้าจะซื้อก็ต้องมีการบอกบุญเรี่ยไรกัน ต้องมีความสามัคคีถึงจะได้เงินเป็นจำนวนมาก ได้เงินมาแล้วก็ร่วมกันเดินทางมาทอดผ้ากฐิน อันนี้ก็เป็นการเพิ่มพูนความสามัคคีเช่นกัน บางแห่งเจ้าภาพมาจากที่ไกล จากกรุงเทพฯ ก็มี กว่าจะมาถึงก็ประสบความยากลำบาก แต่เมื่อมาถึงแล้วเจ้าบ้านก็ร่วมแรงร่วมใจกันเลี้ยงต้อนรับ เป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างคนต่างถิ่น
     จะเห็นได้ว่าประเพณีทอดกฐินนี้ แกนกลางอยู่ที่ความสามัคคี ทั้งเชิดชูและส่งเสริม กล่าวคือเชิดชูสามัคคีธรรมของพระสงฆ์ที่ได้ร่วมกันจำพรรษาอย่างราบรื่นตลอด สามเดือน ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้เกิดสามัคคีธรรมทั้งในหมู่สงฆ์และฆราวาส ตรงที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกันทำภารกิจในส่วนของตนให้เสร็จสิ้น ฉะนั้นถ้าเราเข้าใจหลักและจุดมุ่งหมายของประเพณีทอดกฐินนี้ ก็จะเข้าใจว่าทำไมการทอดกฐินจึงเป็นประเพณีที่สำคัญของพุทธศาสนาของชาวไทย และเหตุใดการทอดกฐินจึงมีอานิสงส์มาก
       การทอดกฐินจัดว่าเป็นสังฆทานอย่างหนึ่ง แต่เป็นสังฆทานที่พิเศษ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา โดยปกติสังฆทานก็มีอานิสงส์มากกว่าทานทั่วๆ ไปที่เป็นวัตถุทานอยู่แล้ว แต่ว่าการทอดกฐินพิเศษกว่านั้นเพราะปีหนึ่งทำได้ครั้งเดียวและที่สำคัญคือ เป็นเครื่องเชิดชูและส่งเสริมสามัคคีธรรม
     สามัคคีธรรมเป็นสิ่งสำคัญในพุทธศาสนา การที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งคณะสงฆ์ขึ้นมาก็เพื่อให้พระสงฆ์ฝึกฝนพัฒนาตนและ สามารถบำเพ็ญประโยชน์ให้กับชาวโลกได้ แต่จะทำเช่นนี้ได้ ความสามัคคีเป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะเมื่อมีความสามัคคีกันแล้ว ชุมชนสงฆ์ย่อมมีความสงบร่มเย็น ช่วยให้เกิดความเจริญงอกงามในการพัฒนาตน ถ้าที่ใดไม่มีความสามัคคีกัน ที่นั่นย่อมไม่มีความสงบ ยากที่บุคคลจะพัฒนาตนให้มีความเจริญก้าวหน้าได้ และยิ่งเป็นไปได้ยากที่จะบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ชาวโลกได้
      สามัคคีธรรมสำคัญต่อคณะสงฆ์อย่างไร ก็สำคัญต่อบ้านเมืองอย่างนั้น บ้านเมืองเราจะมีความสงบและเจริญก้าวหน้าได้ ผู้คนก็ต้องมีความสามัคคีกัน ครอบครัว หรือองค์กรก็เช่นเดียวกัน จะเจริญก้าวหน้าได้ก็ต้องมีความสามัคคีในหมู่สมาชิก สามัคคีธรรมมีความสำคัญพอๆ กับลมหายใจ ถ้าหากหวังความสุขก็ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความสามัคคี ซึ่งเป็นสิ่งที่เมืองไทยตอนนี้ขาดมาก ที่จริงขาดไปในทุกวงการเลยก็ว่าได้ จำเป็นมากที่เราจะต้องร่วมระดมกันสร้างสามัคคีธรรมให้เกิดขึ้น แต่สามัคคีธรรมไม่ได้เกิดจากการรณรงค์ด้วยคำขวัญว่า ต้องรักกัน ต้องปรองดองกัน ต้องสามัคคีกัน การรณรงค์ด้วยคำขวัญมีประโยชน์ก็จริง แต่มันช่วยได้ไม่มาก ตราบใดที่ไม่มีการสถาปนาธรรมะในใจคนจนนำไปสู่การปฏิบัติที่ส่งเสริมความสามัคคีหรือปรองดองกัน
      ธรรมะในใจคนได้แก่อะไร ข้อแรกที่สำคัญคือ เมตตา ถ้ามีเมตตาแล้วก็จะมีการทำความดีให้กันและกัน มีความเอื้อเฟื้อกัน ความเอื้อเฟื้อหรือการทำดีต่อกันเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมผู้คนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าไม่มีความเมตตากรุณาต่อกันแล้ว เป็นการยากความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้กันได้ อย่าว่าแต่ความสามัคคีในประเทศเลย แม้กระทั่งในครอบครัว หรือระหว่างสามีภรรยาถ้าไม่มีเมตตาต่อกัน ความสามัคคีก็เกิดขึ้นได้ยาก
     เมตตาในที่นี้ไม่ใช่เมตตาในใจแต่เพียงอย่างเดียว ต้องแสดงออกมาเป็นคำพูดและการกระทำด้วย สามีภรรยาอาจจะบอกว่าฉันรักเธอ แต่ถ้าไม่แสดงออกด้วยคำพูดที่ไพเราะ คำพูดที่สุภาพ คำพูดที่ปรารถนาดี ก็ไม่สามารถที่จะผูกใจอีกฝ่ายหนึ่งได้ การแสดงเมตตาด้วยคำพูด ด้วยการกระทำนี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจผู้คนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
     ขณะเดียวกันก็ต้องมีขันติคือความอดกลั้นและความใจ กว้างด้วย ถ้าเราใจแคบอยู่แล้ว ใครที่คิดไม่เหมือนเรา เราก็จะไม่พอใจ เราก็จะขุ่นเคืองใจ และจากความขุ่นเคืองใจก็จะกลายเป็นความโกรธ และจากความโกรธก็สามารถจะลุกลามกลายเป็นความเกลียดได้ง่าย เดี๋ยวนี้แม้แต่ในครอบครัวเดียวกัน ก็มีความระหองระแหงกันก็เพราะว่า มีความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน มีความเห็นที่แตกต่างกัน ไม่เฉพาะแต่เหตุการณ์บ้านเมือง แม้แต่เรื่องราวที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ก็สามารถทำให้ผู้คนทะเลาะกัน ได้ เช่นทะเลาะกันเรื่องฟิล์มกับแอนนี่เพราะคิดไม่ตรงกัน อันนี้เป็นเพราะว่าใจไม่กว้างพอ ถ้าเรามีความใจกว้างก็จะเห็นว่า ความแตกต่างเป็นเรื่องธรรมดา และถ้ามองให้ดีมีปัญญาแล้ว เราก็จะเห็นว่า ความแตกต่างก็มีประโยชน์ไม่น้อย
     ผู้ที่มีปัญญาจะเห็นว่าความแตกต่างนั้นมีประโยชน์ ถ้าคนเราเหมือนกันทุกอย่างแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะเสริมซึ่งกันและกันได้ ลองนึกภาพนิ้วมือเรามี ๕ นิ้ว ห้านิ้วนี้สั้นยาวไม่เท่ากัน แต่เป็นเพราะความแตกต่างนี้เองทำให้มือของเราสามารถจะทำสิ่งวิเศษมหัศจรรย์ได้ แม้แต่ญาติที่ใกล้ชิดกับเราเช่นลิงชิมแปนซีก็ไม่สามารถจะใช้มือในการทำสิ่งที่ประณีตพิสดารได้เท่ามนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรี การสีไวโอลิน การดีดเปียโน การแกะสลัก หรือแม้แต่การจับเครื่องมือให้กระชับแน่น มนุษย์ทำสิ่งเหล่านี้ได้เพราะเรามีนิ้วที่แตกต่างกัน สามารถจับฉวยทำอะไรได้ร้อยแปด ถ้าหากว่านิ้วของเราเท่ากันเสียแล้ว ก็คงไม่สามารถประดิษฐ์สิ่งที่พิเศษพิสดารได้ ไม่ผิดถ้าจะพูดว่าธรรมชาติให้นิ้วมือเรามีความแตกต่างกันเพื่อที่เราจะได้สามารถทำสิ่งที่พิเศษได้ ความแตกต่างของนิ้วมือเป็นการช่วยเสริมซึ่งกันและกัน หากร่วมใจกันหรือสามัคคีกันแล้ว ก็สามารถทำสิ่งวิเศษมหัศจรรย์ได้
      เมื่อ ๖ เดือนที่แล้วอาตมาไปประเทศภูฐาน เราคงทราบดีว่าภูฐานเป็นประเทศที่มีความสงบสุข ผู้คนมีความแตกต่างกันน้อย ไม่ว่าในด้านความเป็นอยู่ หรือวัฒนธรรม แต่ว่าเขาก็ยังเน้นเรื่องสามัคคีบนพื้นฐานของความแตกต่าง ตามบ้านเรือน ตามสำนักงาน หรือสถานที่ราชการ จะมีภาพเกี่ยวกับเรื่องราวในชาดก ชาดกเรื่องหนึ่งที่เห็นบ่อยมากคือเรื่องราวของ ๔ สหาย ๔ สหายนี้ก็ได้แก่ลิง นก กระต่าย และช้าง ๔ สหายนี้ช่วยกันปลูกต้นไม้ เริ่มด้วยการที่นกเอาเมล็ดพันธ์มาเพาะลงในดิน หลังจากนั้นกระต่ายก็รดน้ำ ลิงหาปุ๋ยมาให้ ส่วนช้างคอยบังแดดบังลมให้ ไม่นานต้นไม้ก็เจริญงอกงาม ออกดอกออกผลเป็นอาหารแก่สัตว์ทั้ง ๔
       อันนี้เป็นชาดกที่เน้นถึงความสามัคคี เป็นความสามัคคีบนพื้นฐานของความแตกต่าง แม้จะแตกต่างกันแต่กลายเป็นของดี เพราะว่าคนเรานั้นไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ แต่ละคนมีความเก่งความถนัดกันคนละด้าน ถ้าเรานำความถนัด ความเก่งที่แตกต่างกันนี้มาเสริมกันก็จะก่อให้เกิดประโยชน์สร้างสรรค์ได้ จะมองอย่างนี้ได้ก็ต้องมีปัญญา ดังนั้นปัญญาจึงเป็นธรรมะอีกข้อหนึ่งที่เราควรจะมี ถ้าเรามีปัญญาเราก็จะไม่กลัวความแตกต่าง เราก็จะมองเห็นว่าความแตกต่างนี้มีข้อดี แม้ความคิดของคนอื่นจะไม่ตรงกับความเห็นของเรา แต่มันก็ช่วยให้เราได้เห็นอะไรรอบด้านมากขึ้น อันนี้รวมถึงคำวิจารณ์ด้วย เวลาใครวิจารณ์เรา เราก็มักไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเราไตร่ตรองให้ดี มันก็ช่วยให้เราเห็นในสิ่งที่นึกไม่ถึงหรือมองข้ามไป ช่วยให้เราปรับปรุงงานการให้ดีขึ้น รวมถึงแก้ไขตัวเองด้วย นอกจากนั้นยังช่วยลดอัตตาตัวตนของเราด้วย หากเราเห็นข้อดีเหล่านี้ เวลาเราเจอคนที่แตกต่างจากเรา คิดแตกต่างจากเรา เราก็ไม่โกรธ เจอคนที่ความสามารถไม่เหมือนเรา เราก็กลับมองเป็นข้อดีว่าจะได้ช่วยมาเสริมกัน
      ที่จริงแล้วถ้าเราฉลาด มองให้ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่งก็จะเห็นว่า เบื้องหลังของความแตกต่างนั้นมันก็คือความเหมือนกัน อย่างนิ้วทั้ง ๕ ของเราแม้จะแตกต่างกัน แต่ทั้ง ๕ ล้วนมาจากฝ่ามือเดียวกัน คนเราก็เช่นเดียวกัน แม้จะเป็นคนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ต่างศาสนา ต่างสีผิว นั่นคือความแตกต่างในส่วนเปลือกนอก แต่ในสาระสำคัญนั้นเราต่างเป็นมนุษย์เหมือนกัน เรารักสุขเกลียดทุกข์เหมือนกัน เราเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมวัฏสงสารเหมือนกัน ฉะนั้นถ้าเรามองเห็นจุดร่วมที่เรามีเหมือนกัน เราจะเกลียดกันยาก เราจะรักกันได้ง่ายขึ้น
      ปัญญาทำให้เราเห็นว่าเรามีความเหมือนกันมากมาย ความมีจุดร่วมเหมือนกันทำให้เราผูกพันกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน การที่เราเห็นประโยชน์ของความแตกต่างก็ทำให้เรายอมรับความแตกต่างและใช้ความแตกต่างให้เป็นประโยชน์ สร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ร่วมกันได้
      ธรรมเหล่านี้คือสิ่งที่คนไทยและชาวพุทธจะต้องมีมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเมตตา ขันติ และปัญญาที่จะทำให้เราเข้าใจความจริงที่ยึดโยงผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าเรานำเอาธรรมะเหล่านี้มาใช้กับครอบครัวของเรา ที่ทำงานของเรา กับเพื่อนบ้านของเรา ก็จะมีแต่ความสงบ มีแต่สันติสุข ซึ่งก็ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้ากับทุกฝ่าย อยากฝากธรรมเหล่านี้ให้แก่เราในโอกาสที่ได้มาทำบุญทอดกฐินด้วย นอกจากการได้มาทำบุญทำกุศล ได้มาสงเคราะห์พระสงฆ์หรือวัดวาอารามด้วยบริวารที่เราได้รวบรวมมาแล้ว ก็อยากให้เรามองลึกลงไปถึงหัวใจหรือว่าจิตวิญญาณของการทอดกฐิน เพื่อที่เราจะได้น้อมมาปฏิบัติกับตัวเอง เริ่มต้นด้วยการน้อมธรรมะมาสถิตไว้ที่ใจ ไม่ว่า เมตตา ขันติ ปัญญา หลังจากนั้นก็แสดงออกมาเป็นการปฏิบัติ เป็นการกระทำต่อกัน
      เมตตากรุณานั้นเป็นสิ่งที่ต้องสร้างให้มากขึ้นในปัจจุบัน เพราะตอนนี้เรามีความโกรธ ความเกลียด ความกลัวกันมาก แต่เมตตาอย่างเดียวไม่พอ เราต้องแสดงออกมาเป็นการกระทำ เริ่มด้วยการเอื้อเฟื้อทางวัตถู เรียกว่าทาน ต่อมาก็คือการพูดด้วยวาจาไพเราะ เกื้อกูล คือ ปิยวาจา แสดงออกเป็นการกระทำสร้างสรรค์เรียกว่าอัตถจริยา อย่างเช่นที่หลายคนกำลังร่วมกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม คนไทยถ้าเราไม่มีเคราะห์ภัยเราก็แตกแยกทะเลาะกันได้ง่าย แต่ถ้ามีเหตุเภทภัยมาเราก็รวมกันได้ง่าย ที่เคยทะเลาะกันก็จับมือกัน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหมือนที่เคยช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ นี่ก็เป็นอัตถจริยาที่ช่วยยึดโยงผู้คนให้มารักกัน ลืมเรื่องที่โกรธเคืองขุ่นข้องหมองใจกัน และที่ขาดไม่ได้คือสมานัตตาคือการร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ถ้าเราร่วมทุกข์กับเพื่อน เขาก็จะซาบซึ้งใจ ผูกมิตรกับเราได้ง่าย เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
       ธรรมะทั้งหมดที่อาตมาพูดมาสั้นๆ นี้ คือทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา เราเรียกรวม ๆ กันว่าสังคหวัตถุ สังคหวัตถุคือธรรมะที่ช่วยในการสงเคราะห์ สงเคราะห์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ช่วย” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการยึดเหนี่ยวจิตใจหรือผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกันด้วย สังคหวัตถุคือธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจ ประสานหมู่ชนให้เกิดสามัคคี หากเรามีธรรมทั้ง ๔ ประการคือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และ สมานัตตตา สามัคคีก็จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
       อาตมาได้ใช้เวลาพอสมควรแล้ว ก็ขออนุโมทนาญาติโยมทุกท่านที่มาบำเพ็ญบุญกฐินในวันนี้ หลายท่านมาจากที่ไกล และแม้จะลำบากก็ขอให้ถือว่าเป็นการสร้างบารมีให้เกิดขึ้นกับตน ไม่ว่า วิริยะบารมี ขันติบารมี อุเบกขาบารมี ซึ่งล้วนแต่เป็นบุญกุศลที่มีอานิสงส์มากทั้งนั้น ในนามของตัวแทนวัดป่ามหาวันก็ขออำนวยอวยพรให้ทุกท่านเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ เพื่อเป็นพลังในการทำความดี สร้างประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อม ขอให้มีความเจริญมั่นคงในธรรม มีสติ มีปัญญา สามารถพาตนออกจากทุกข์ เข้าถึงความสุข โดยเฉพาะสุขที่เป็นยอดแห่งสุขทั้งปวงก็คือ พระนิพพาน ด้วยกันทุกคนเทอญ

ใบธรรมจาก http://www.visalo.org

Monday, October 26, 2015

จุดแท้จริงของความเป็นคน !

จุดแท้จริงของความเป็นคน 

โดยพุทธทาสภิกขุ

 

       ข้าพเจ้าเคยพบคนหลายคนที่มีความรู้สึกภายในใจรุนแรง จนแสดงออกมาทางกายวาจาว่า ท่านแน่ใจเป็นที่สุดแล้วว่า ท่านเป็นคนเต็มเปี่ยมตามคำแปล หรือความหมายของคำว่า คน. ท่านหยิ่งตัวเอง เพราะเหตุนี้ และเห็นว่า เรื่องที่พวกเพื่อนๆ นำมาคุยมาเล่า ให้ฟังนั้นยังต่ำเกินไป ไม่ถึงขีดของความเป็นคน หรือเป็นเรื่องลัทธิครึ เก่าเกินสมัยเรื่องใด เรื่องหนึ่งเท่านั้น

     ทีนี้ ข้าพเจ้า ตั้งอกตั้งใจ พิจารณาดู จุดแท้แห่งความเป็นคน ของท่าน เหล่านั้นว่า คืออะไรกันแน่ ในที่สุด พบว่า จุดแห่งความเป็นคน ของท่านเหล่านี้ ตามที่ท่านเข้าใจ ก็คือ การที่ ท่านสามารถหารายได้มากๆ ทำงานเบา มียศศักดิ์สูงๆ และสามารถหาความเพลิดเพลินทุกประการ มาให้แก่ตนได้ ตามวิธีหรือลักษณะที่นิยมกันว่า เป็นการกระทำของคนชั้นสูง หรือ จะสรุปให้สั้นที่สุด ความเป็นคนของท่าน ก็คือ ความมีเกียรติอันสูงสุด นั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ เข็มอันชี้จุดแห่ง
ความเป็นคนของท่าน ก็ได้ชี้บ่งไปยัง การได้ทำงานชนิดมีเกียรติมาก มีผลมากนั่นเอง และทำด้วยตัณหา คือ ความอยาก เป็นนั่น เป็นนี่.


     ความเห็นอย่างแจ่มแจ้ง ได้ขยายตัว ออกไป ตามแนวนั้น อีกว่า คน คือ สัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งเห็นแก่ตัวจัด เป็นทาสแห่งความทะเยอทะยานของตัวยิ่งกว่าสัตว์อื่นๆ ทุกชนิด และ คน คงมิใช่ สัตว์ที่เกิดมาเพื่ออิสรภาพ และความสุขอันสงบ เพราะถ้าเกิดมาเพื่อความสุขสงบ ก็คงไม่ยอมตน เป็นทาสของความเห็นแก่ตัว ที่บังคับให้ทำให้คิดเพื่อตัวทุกๆ ชั่วโมง แม้เวลาหลับก็ยังฝัน แม้บนเตียง ที่นอนเจ็บ ก็ยังครุ่นคิด เพื่อการหาสิ่งบำเรอตัว สัตว์ที่ไม่ใช่คน ย่อมได้รับการพักผ่อน หรือ ความสงบ ยิ่งกว่า สัตว์ที่เรียกว่า คน ประเภทนี้ มากนัก
      อีกอย่างหนึ่ง คนคือสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่ง ขยาย "พวงอัตตา" หรือ "พวงตัว" ออกเรื่อยๆ โดยไม่มีเวลาสิ้นสุด และการขยายนั้น ก็เพื่อตนจะได้แบกไว้เอง เท่านั้น ครั้งแรก มีอัตตาหรือ ตัวเพียงตัวเดียว พอ "ความเป็นคน" มากขึ้น ก็มี ภรรยา สามี ลูกหลาน ข้าทาสบริวาร หรือ อันเตวาสิก สัทธิวิหาริก พอกขึ้นเป็นพวง เมื่อสิ่งที่เรียกว่า "บุญบารมี" มากขึ้น บริวารเหล่านั้น ต่างก็มี การขยายพวงของตัว ออกไปๆ และพวงน้อยๆ เหล่านั้น รวมกันเป็น พวงใหญ่ พวงเดียว อีกต่อหนึ่ง โดยมี อัตตา ตัวแรกนั่นเอง อ้าออกรับ เป็นเจ้าของพวง ผู้มีเกียรติ หยิ่งตัวเอง เสมอว่า การที่สามารถ หิ้วพวงใหญ่ๆ เช่นนั้น ไว้ได้นั้น เป็น "เกียรติอันสูงสุด" นี่เป็น จุดหมายของความเป็นคน ปริยายหนึ่ง ซึ่งน่าจะสรุปได้สั้นๆ ว่า เกียรติของความเป็นคนก็คือ การเกิดมา เพื่อแบกพวงอัตตา พวงใหญ่ๆ นั่นเอง กระมัง

     อีกปริยายหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะเด่นอยู่มาก ก็คือว่า คนได้แก่สัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งเอาเปรียบผู้อื่นเป็น และรู้สึกว่า ผู้อื่นเอาเปรียบตนก็เป็น. ความรู้สึกเช่นนี้ เป็นความรู้สึกที่หาได้ยากในสัตว์ จำพวกนกหนู เมื่อ "ความเป็นคน" ยังน้อยอยู่ ก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าใครเอาเปรียบตน หรือ ลูบคมตน เมื่อความเป็นคนชนิดที่กล่าวนั้น มีมากขึ้น เรื่องนิดเดียว และ ชนิดเดียวกันนั่นเอง กลับเห็นเป็นเรื่องที่ ผู้อื่นลูบคมตน เอาเปรียบตน ไม่เคารพตน ผู้เป็นหัวหน้าหมู่ อย่างใหญ่หลวง และมักหาเรื่อง ลงโทษ ลูกหมู่ หรือ ลูกพวง เป็นการประดับเกียรติของตน ถ้าจะกล่าว อีกอย่างหนึ่ง ก็ได้ว่า คน คือ สัตว์ที่รู้จักผูกโกรธ หรือแก้แค้นเพื่อนฝูงด้วยกัน ในกรณีที่สัตว์ซึ่งต่ำกว่าคนทำเช่นนั้นไม่เป็น จุดหมายของความเป็นคนตามนัยนี้ น่าจะได้แก่ การไม่ยอมให้ใครมาลูบคม เล่นได้นั่นเอง

      เมื่อข้าพเจ้า ได้สังเกต ลักษณะแห่งความเป็นคนของบรรดาท่าน ซึ่งท่านแน่ใจตัวเองว่า ถึงขีดสุด ของความเป็นคน จนพบว่า ท่านหมายถึงอะไร โดยนัย ที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังไม่แน่ว่า ข้าพเจ้าเข้าใจ ท่านเหล่านั้น ได้ถูกต้องทำให้ต้องซักซ้อมดูอีกเป็นหลายครั้ง แต่ในที่สุด ก็ไม่พบอะไร มากไปกว่านั้นจึงยุติว่า ความเป็นคน ตามความหมายธรรมดา เท่าที่มีที่เป็นกันอยู่ในจิตใจมนุษย์เรานั้น ไปได้ไกล เพียงแค่นั้นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังไม่พอใจว่า ความเป็นคน มีเพียงเท่านั้นเอง น่าจะมี เป็นอย่างอื่น.

     ทีนี้ เราจงชวนกัน มามองไปยัง บุคคลประเภท ที่ไม่มีอัตตา เห็นตนเอง และผู้อื่น เป็นเช่นกับ พืชพรรณ ธัญญชาติ ซึ่งต่างก็เกิดขึ้นแล้ว เจริญงอกงาม และดับไปในที่สุด ตามเรื่องของตนๆ พวงอัตตา ของคนประเภทนี้ ก่อขึ้นไม่ติดครั้นหนักเข้า ตัวเองก็ไม่มี คน หรือ สัตว์ก็ไม่มี ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ถือพวกถือพวงไม่รู้สึกว่า ได้เกียรติหรือเสียเกียรติ ทำงานเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้ของร่างกายนี้ เพียงเพื่อต้านทาน ธรรมชาติ ใช้หนี้ธรรมชาติ ตามที่ปัญญา บ่งให้ทำเฉพาะในด้านกาย เช่น พ่อแม่เลี้ยงตนมา ก็เลี้ยงตอบแทน เมื่อยังไม่หลุด ก็ต้องเลี้ยง ลูกหลานของตนเอง ใช้หนี้ธรรมชาติอันนี้ ไม่รู้สึกว่ามีใคร เสียเปรียบได้เปรียบ

      ในโลกนี้ มีแต่สิ่งทั้งหลายที่หมุนไป ตามเหตุตามปัจจัย ยินดีที่จะให้อภัยกันเสมอ ถือหลักความจริง เป็นแนวแห่งการครองชีพ ไม่แสวง"บุญบารมี" มาเพื่อใช้ อำนวยการ สำเร็จความใคร่ ให้แก่ ความทะเยอทะยานอยากของตน ไม่อ้าออกรับ สิ่งทั้งหลาย มาเป็นของตน เหล่านี้ เมื่อเรามอง ซึ้งลงไปถึงหัวใจของเขา เรากลับพบว่า จุดแห่งความเป็นคนของเขานั้น ตรงกันข้าม จากของคนจำพวก ที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้น ในที่สุด ข้าพเจ้า ก็กระทบกันกับ ปัญหาว่าถ้าเช่นนั้น พวกไหนเล่า เป็นคนที่แท้จริง ตามความหมาย ซึ่งอาจเป็นที่พอใจ
ได้ด้วยกันทุกฝ่าย.


 กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.com