Wednesday, November 23, 2011

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่1

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก(1)
โดยท่านพุทธทาสภิกขุ 


             พุทธบริษัทพึงรู้ความหมายของศิลปะ
ท่านทั้งหลายเป็นอันมากไม่ได้เคยฟังมาแต่ต้นของการบรรยายชุดนี้ ย่อมมีความสงสัยขึ้นมาในใจว่า มีศิลปะอะไรกันที่เกี่ยวกับธรรมะหรือว่าธรรมะจะมาเป็นศิลปะในการมีชีวิต และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อยู่ในโลก การมีชีวิตอยู่ในโลกจะทำให้เป็นศิลปะได้อย่างไร ?
เราได้เคยสรุปความหมายของคำว่า ศิลปะ มาแล้ว ในการบรรยายครั้งก่อนๆ ซึ่งผู้ฟังจะต้องทำไว้ในใจ ถึงความหมายอันนี้ ให้เป็นที่เข้าใจอยู่เสมอ สำหรับการฟังทุกครั้งไป.
คำว่า ศิลปะ คนพวกอื่นเขาจะมีคำจำกัดความมาอย่างไร ก็ตามใจเขา สำหรับเราพวกพุทธบริษัท จำกัดความหมายของคำว่า ศิลปะไว้ว่า ความสำเร็จ ที่บวกกันเข้ากับความงดงาม และบวกกันเข้ากับความมีฝีมือ. ลองฟังดูให้ดีๆ ว่า ความเป็นศิลปะหรือความมีศีลปะ กับความไม่มีไม่เป็นศิลปะนั้นมันต่างกันอย่างไร..
ศิลปะหรือความมีศิลปะ เป็นศิลปะนั้นมันมีผลเป็นความสำเร็จประโยชน์ตามที่ตัวต้องการ แล้วก็บวกกันอยู่กับความงดงาม เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสพอใจ และบวกกันอยู่กับความมีฝีมือในการประพฤติหรือกระทำ; ถ้ารวมกันได้ทั้ง อย่างแล้ว ก็เรียกว่าเป็นศิลปะ.
เท่าที่เราสอบดูความหมายกับคำว่า อาร์ต (art) ของพวกฝรั่ง ซึ่งมีความหมายในทางปรัชญา เป็นต้น มันได้ใจความเหมือนๆ กัน กับที่พุทธบริษัทเราถือกันเป็นหลักอยู่ วัตถุประสงค์ของการทำทุกอย่างอยู่ที่ความสำเร็จประโยชน์ จะเป็นความสุขหรือเป็นอะไรขึ้นมาได้ตามที่เราต้องการ นี้ต้องมีแน่; นี้ถ้ามันบวกกันเข้ากับความงดงาม มันก็มีความหมายมากออกไป; เพราะว่าความสำเร็จประโยชน์ที่ไม่งดงามก็มีเหมือนกัน คือมันเป็นธรรมดา แต่ความสำเร็จประโยชน์ที่มีความงดงามแสดงอยู่ในนั้น มันจับใจผู้คนมากกว่า.
พระพุทธองค์จึงทรงย้ำนักย้ำหนาว่า เธอจงประกาศพรหมจรรย์ ให้มีความงามในเบื้องต้น ความงามในท่านกลาง และความงามในเบื้องปลาย. ถ้าท่านมอง พระพุทธองค์ในแง่นี้ ก็จะเห็นได้ทันทีว่า ทรงเป็นศิลปินหรือมีวิญญาณแห่งศิลปิน และมุ่งหมายให้พวกเราใช้ความเป็นศิลปิน คือมีประโยชน์จากศิลปะ.
นี้ยังจะต้องบวกกันกับความมีฝีมือ หมายถึงว่า มันกระทำได้โดยยาก เป็นงานฝีมือที่ละเอียดอ่อนที่ทำได้โดยยาก. ข้อนี้มันเกือบจะเป็นธรรมดาว่า ถ้าสำเร็จประโยชน์ด้วย งดงามด้วย มันก็ต้องทำยาก แต่มันอาจจะเป็นไปได้ ว่าที่ไม่ยาก ทำไม่สู้ยาก ก็จะมี. นี้เราจึงต้องจำกัดความลงไปด้วยอีกข้อหนึ่งว่า และเป็นงานฝีมือ.
นี้คือ ความหมายของคำว่า ศิลปะ แปลว่า สำเร็จประโยชน์บวกกันอยู่กับความงาม และความมีฝีมือ. ความงามจูงใจคนให้สนใจจูงใจคนให้ทำตาม นี้เป็นความงามในทางนามธรรม เป็นความงามทางธรรม;ไม่ใช่งามด้วยเขียว แดง สีสันวรรณะลวดลาย แต่มันเป็นความงดงามของการประพฤติ ของมารยาท ของการกระทำ.เมื่อเขาเห็นแล้วก็ยินดี พอใจ เลื่อมใส สมัครใจเอาอย่าง.
ทีนี้มันก็มาถึงข้อที่ว่า มีฝีมือ คือกระทำยาก; ถ้ามันง่ายไปหมดหรือไม่ต้องการฝีมือ ทุกคนก็เป็นศิลปินไปหมด.ทีนี้มันจะทำได้แต่คนมีฝีมือ ซึ่งแสดงอยู่ในตัวแล้วว่าไม่ใช่คนโง่.
ระวังให้ดี คนโง่จะทำอะไรให้มีฝีมือไม่ได้; แล้วคนก็ยอมโง่ยอมไม่ทำอะไรให้มีฝีมือ นี้มันก็มีอยู่มากในโลกนี้หรือจะเป็นธรรมดาไปเสียทีเดียว.


     ทบทวนศิลปะแห่งการครองชีวิต
ทีนี้ก็มาดูถึงหัวข้อที่ว่า ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยูในโลก ก็คือคนจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ขอให้อยู่อย่างมีศิลปะ.
ในการบรรยาย ครั้งที่ ได้พูดกันถึงความหมายทั่วไปของคำว่า ศิลปะ ของคำว่า ชีวิต ของคำว่า ทัศนะแห่งชาวพุทธ. เพราะมีหัวข้อว่า ปรมัตถศิลป์แห่งการครองชีวิตตามทัศนะของชาวพุทธ. วันนี้เป็นคำบรรยายที่ขยายความออกไป เพื่อให้เข้าใจโดยรายละเอียด ว่าตามทัศนะของชาวพุทธนั้น เรามีแบบแห่งการครองชีวิตที่เป็นศิลปะ.
ในการบรรยาย ครั้งที่ บรรยายโดยหัวข้อว่า ชีวิตในฐานะวัตถุแห่งศิลปะ ออกจะฟังยากสำหรับคนทั่วไป; เพราะว่าเขาเอาวัตถุจริง กันเสียโดยมาก มาเป็นวัตถุแห่งศิลปะ คือเป็นวัตถุสิ่งของ เป็นไม้เป็นไล่ เป็นโลหะ เป็นกระดาษ เป็นก้อนหิน เป็นอะไรก็ตาม เป็นวัตถุแห่งศิลปะ; อย่างที่เราได้เห็นได้ยินได้ฟัง อยู่ว่ามันเป็นวัตถุแห่งศิลปะ.แต่เดี๋ยวนี้ ตัวชีวิต; และโดยเฉพาะ ส่วนที่เป็นนามธรรม เราสามารถที่จะเอามาเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งศิลปะ ก็คือทำชีวิตนั้นให้งดงาม.
ในการบรรยาย ครั้งที่ ศิลปะแห่งการมีชีวิตอยู่เหนือปัญหาหมายความว่าชีวิตเต็มไปด้วยปัญหา นี้เป็นชีวิตธรรมดา; ถ้าทำให้อยู่เหนือปัญหาได้ นั้นเป็นชีวิตที่มีศิลปะ. ศิลปะ  หมายทั้งวัตถุ, การกระทำ, ความคิด และแสดงออก
ท่านก็พอจะเข้าใจได้ว่า คำว่า ศิลปะ นี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องทางวัตถุแต่อย่างเดียวเสียแล้ว มันหมายขึ้นมาถึง การกระทำ กิริยาแห่งการกระทำ หมายถึง ความคิด และ การแสดงออกแห่งความคิด นี้มันมากไปกว่าคนทั่ว ๆ ไปเขาเข้าใจกันอยู่; แต่พวกที่เป็นศิลปินจริง ๆเขารู้ดีเรื่องนี้ ถ้าจะโง่อยู่ก็พวกเรา ที่ว่าศิลปินนี้อาศัยอยู่แต่เพียงวัตถุอย่างเดียว. ขอให้เขยิบขึ้นไปให้สูงถึงระดับของพุทธบริษัท ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า จงประกาศพรหมจรรย์ให้งดงาม คือมีศิลปะ ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย.
พรหมจรรย์ คือการประพฤติปฏิบัติกระทำอย่างถูกต้อง ของชีวิต สำหรับชีวิต เพื่อชีวิต หรือโดยชีวิตนั่นเอง; นี่เขาเรียกว่าพรหมจรรย์. การดำรงชีวิตอยู่ให้ดีที่สุด นี้เรียกว่าพรหมจรรย์ เป็นวิธีการครองชีวิตที่ดีที่สุด. พวกเธอจงไปประกาศพรหมจรรย์ และการประกาศนั้นทรงกำชับว่า ให้งดงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย.
ถ้าท่านทั้งหลายมีสติปัญญามากพอ ก็อาจจะมองเห็นได้เลยว่า ทีjเราเป็นคนกันนี่แหละ คือการประพฤติพรหมจรรย์; ฟังดูให้ดี เถอะที่เราเป็นคนเป็นมนุษย์กันอยู่ตามปรกตินี้ มันก็คือการประพฤติพรหมจรรย์อยู่โดยไม่รู้จักตัว; เพราะว่าเราประพฤติเป็นการต่อสู้เพื่อให้รอดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง แม้ว่าจะอยู่ระดับต่ำ ก็มีความหมายอย่างเดียวกันกับคำว่าพรหมจรรย์.
ทีนี้ พระองค์ไม่ทรงประสงค์ ให้เป็นพรหมจรรย์ง่าย โง่ ๆเลว อย่างนั้น จึงทรงกำชับ ถึงกับว่า ให้มันงดงาม : ข้างต้น ก็งดงาม ตรงกลาง ก็งดงาม ข้างปลาย ก็งดงาม. เราจึงต้องสนใจเรื่องของความงดงาม ที่จะเข้ามาผนวกกันกับความสำเร็จประโยชน์ และเป็นงานฝีมือที่ละเอียดอ่อนด้วย;ทั้งนี้เพื่อความมีชีวิตอยู่อย่างถูกต้องสำหรับพุทธบริษัทเรา.
คำว่า พุทธะ นี้ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. พุทธบริษัท ก็แปลว่า บริษัท คือกลุ่มชน ผู้มีความรู้ ความตื่นจากหลับ และ ความเบิกบาน. กลุ่มชนจำนวนมาก มีวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน รวมกันเข้าแล้วเรียกว่าบริษัททั้งนั้น; อย่างพุทธบริษัทนี้ คือ กลุ่มชนจำนวนมากที่มีวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน มีพระพุทธเจ้าเป็นหลักเป็นประธาน; เรามารวมกันเพื่อวัตถุประลงค์อันนี้ ก็เรียกว่าพุทธบริษัทพุทธบริษัทก็คือผู้ที่มีความรู้ เป็นผู้รู้ มีความตื่น คือไม่หลับไม่หลงใหลไม่โง่เง่า แล้วก็เบิกบานอยู่ด้วยความสุข.
ดูความหมายของคำว่า พุทธบริษัท คำเดียวก็พอจะแสดงให้เห็นว่าต้องมีศิลปะ คือเป็นศิลปิน พุทธบริษัทจึงจะอยู่อย่างผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้ตามความประสงค์ มันจึงเกี่ยวเนื่องกันอยู่ อย่างแยกกันไม่ได้สำหรับความมีศิลปะกับความเป็นพุทธบริษัท.
ทีนี้จะเหลียวดูไปถึงสิ่งที่เรียกว่า พระธรรม หรือความรู้อันเกี่ยวกับพระธรรมหรือการปฏิบัติอันเกี่ยวกับพระธรรม หรือผลของการปฏิบัติอันเกี่ยวกับพระธรรม รวมเรียกสั้น ว่า ธรรมคำเดียว.
ค่าอันสูงสุดของสิ่งที่เรียกว่าธรรม ก็อยู่ตรงที่ทำโลกนี้ให้งามคนที่เห็นแก่ปากแก่ท้อง จะไม่รู้ค่าของความงาม; ขอให้ได้กินได้อิ่มได้นอนหลับก็แล้วกันไม่คำนึงถึงความงดงามโลกก็เป็นโลกที่เราอยู่ได้ก็แล้วกันไม่ต้องคำนึงถึงความงดงาม.นี้คนที่ไม่มีธรรมะไม่รู้จักธรรมะไม่ต้องการธรรมะ. ธรรมะมีค่า หรือคุณค่า หรือคุณสมบัติ อะไรก็ตาม อยู่ที่การทำโลกให้งาม. ถ้าว่าโลกนี้ไม่ต้องการความงดงาม ก็ไม่ต้องมีธรรมะก็ได้. ฉะนั้น การมีธรรมะ ก็ทำให้โลกนี้งดงาม คือความสงบสุขไม่มีอะไรจะงดงามเท่ากับความสงบสุข. เราจึงสนใจกับศิลปะซึ่งเป็นความงาม และจะต้องเกิดขึ้นมาจากสิ่งที่เรียกว่าพระธรรม. เราจะให้คนแต่ละคนมีภาวะอันงดงาม ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ทางการพูดจา ท่าทีการคิด ทางการกระทำ การเป็นอยู่ ทุกอย่างให้มันมีความงดงาม แล้วรวมกันเป็นโลกที่งดงาม.
ให้มีความงดงามในการกระทำ ทางฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณมากทว่าทางวัตถุ : ท่านแต่งตัวงาม มันก็คืองามทางฝ่ายวัตถุ ท่านมีมารยาทงาม มันก็คือความงามทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ หรือฝ่ายธรรมะ มันไม่ได้มีอะไรเพียงแต่ฝ่ายวัตถุอย่างเดียว.
คนเราคนหนึ่ง ประกอบด้วยวัตถุ คือร่างกาย และจิตใจซึ่งเป็นนามธรรม มันสัมพันธ์กัน ให้เกิดการกระทำ เกิดการเป็นอยู่ที่งดงามพร้อมกันไปทั้งทางร่างกายและทั้งทางจิตใจ.
เมื่อรู้ว่าความงามนี้มันมีความหมายพิเศษ แยกออกไปจากความสำเร็จประโยชน์ เพียงอย่างเดียว เราก็ต้องนึกถึงกันบ้าง; แม้ตัวเราเองก็ชอบความงามของเราเอง; คนอื่นไม่ต้องพูด เขาก็จะชอบความงามของคนอื่น ก็เลยเป็นเครื่องชักจูงดึงดูดให้เกิดการคบหาสมาคมหรือร่วมมือกัน; ฉะนั้นความเป็นผู้สมัครสมานสามัคคีกันมันก็มีได้ง่ายเพราะเหตุนี้
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment