Wednesday, November 23, 2011

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่2

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่2
โดยพุทธทาสภิกขุ
 

                ชีวิตต้องเนื่องอยู่กับศิลปะจึงจะงดงามน่าดู

ทีนี้เมื่อพูดถึงว่า ศิลปะสำหรับการมีชีวิต ก็คือการบอกให้รู้ว่าชีวิตต้องเนื่องอยู่กับศิลปะ. มีความสงบสุข ชนิดที่มีความงาม ; ถ้ามันไม่เป็นอย่างนี้แล้ว คือมันเป็นไปในทางที่ตรงกันข้ามเสียแล้ว ชีวิตก็คือตัวนรก นั่นเอง.
ท่านลองเป็นอยู่อย่างไม่มีศิลปะ ดูก็ได้ แล้วชีวิตของท่านมันก็จะกลายเป็นนรกไปทันที คือมันกระทำไปในทางที่ไม่มีอะไรงดงามเลยในการกระทำทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางจิตก็ดี สติปัญญาความคิดเห็นก็ดี มันจะผิดหมด  ที่มันไม่งามนั้นคือผิด มันไม่สำเร็จประโยชน์ แล้วมันก็เป็นทุกข์และเดือดร้อน แล้วก็ทำได้ง่าย ทำโดยไม่ต้องมีความรู้ความคิดความพยายามอะไร.นี่ชีวิตที่ไม่มีคิลปะ ก็จะกลายเป็นแหล่งแห่งความทุกข์ทรมานไปเสียเอง. แล้วมองดูไปที่ความทุกข์ ใครเห็นว่างามบ้าง ? แล้ว ความหมายของคำว่า ทุกข์ หรือ ทุกข์ นี้ แสดงอยู่ชัดแล้วว่า ดูแล้วน่าเกลียด.
ตรงนี้ขออธิบายนอกเรื่องหน่อย เพราะว่ายังเข้าใจผิดกันอยู่มาก.คำว่า ทุกข์ในภาษาไทย หรือ ทุกฺข ในภาษาบาลี  นั้น ตัวหนังสือแท้ ๆที่เป็นความหมายกลาง กว้างที่สุดแล้ว แปลว่า ดูแล้วน่าเกลียด ทุ แปลว่า น่าเกลียด หรือ ชั่ว, อิกฺย อกฺขิ นี้ ก็แปลว่า ดู หรือ เห็นทุกฺข ก็แปลว่า ดูเห็นแล้วน่าเกลียด ได้แก่สังขารทั้งปวงทั้งที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ.
สังขารที่มีวิญญาณน่าเกลียด เพราะมันไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงมันก็น่าเกลียด หรือว่า มีกิเลสครอบงำ แล้วมันก็ เป็นทุกข์ แล้วก็น่าเกลียด. แต่ว่า สังขารที่ไม่มีวิญญาณ เช่นก้อนหินก้อนนี้ มันไม่ได้มีชีวิตวิญญาณไม่รู้สึกทนทุกข์ ทรมานอะไรในตัวมัน; แต่มันก็มีลักษณะที่ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง ดูแล้วก็น่าเกลียดที่ความเปลี่ยนแปลงของมัน.
ฉะนั้น คำว่า ทุกฺข แปลว่า ดูแล้วน่าเกลียด; แม้ว่าจะไม่มีชีวิตวิญญาณอะไร มันน่าเกลียดอยู่ที่มันมีความเปลี่ยนแปลง หลอกลวง;จึงพูดได้ว่า ขึ้นชื่อว่าความทุกข์แล้วไม่ว่าในแง่ไหน มันจะน่าเกลียดไปเสียทั้งนั้น. ความทุกข์ที่เจ็บปวด ครวญครางร้องโอดโอยอยู่นี้มันก็เห็นชัดแล้วว่าน่าเกลียดน่าชังไม่งาม คือไม่งาม. ดูคนร้องไห้ ดูคนเป็นทุกข์ แล้วมันก็ไม่รู้สึกงาม.
นี้แม้แต่ก้อนหินก้อนนี้ที่มันไม่มีชีวิตวิญญาณไม่ร้องครวญครางโอดโอยอะไร. แต่ถ้าดูแล้วมันก็มีลักษณะแห่งความทุกข์ คือเปลี่ยนแปลง แล้วก็น่าเกลียด แล้วมันก็ไม่งาม นี้หมายความว่า บุคคลนั้นดูด้วยสายตา ที่ประกอบไปด้วยปัญญาตามทางธรรม ก็เห็นว่าสังขารทั้งปวง ที่มีชีวิตจิตใจหรือไม่มีชีวิตจิตใจ มันก็ ไม่น่าพอใจ ไม่น่างดงามอะไร ; เพราะมันเปลี่ยนแปลงเรื่อย จึงเรียกว่าเป็นทุกข์.
สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์มันเป็นทุกข์ในความหมายนี้ คือในความหมายว่า ดูแล้วมันไม่งาม.
ฉะนั้นเราจึงถือเอาความหมายของคำว่า สุข ว่า ตรงกันข้าม คือมัน น่าดู หรือมัน งดงาม แล้วความสุขอันแท้จริงนั้น คือ ความสงบสุขเป็นสันติ ก็ยิ่งงาม มีความหมายมากในทางธรรม.
เราจงมีสติปัญญาอันละเอียดอ่อนกันเสียบ้าง ที่จะมีความรู้เรื่องอันละเอียดอ่อนอีกเหมือนกัน คือเรื่องของศิลปะ เรื่องที่ทำอะไร ๆให้มันงดงาม. อย่าสักแต่ว่ามีกินอิ่มปากอิ่มท้องแล้ว มันก็พอแล้ว มันต้องมีการเป็นอยู่ที่งดงามด้วย แล้วก็ไม่ใช่งดงามแต่เพียงทางภายนอก ทางวัตถุ : มีเครื่องแต่งตัวสวย มีบ้านสวย มีอะไรสวย แล้วมันจะพอ. นั้นมันไม่พอ มันต้องมีเจ้าของบ้านที่สวยด้วย เจ้าของบ้านที่มีความงดงามอยู่ที่กาย วาจา ใจ ด้วย ทั้งหมดจึงจะเป็นชีวิตที่งดงาม หรือที่ น่าดู.
เอาละ เป็นอันว่า ตอนนี้เราทำความเข้าใจกันในข้อที่ว่า ศิลปะนั้นเป็นของละเอียดอ่อน และเป็นสิ่งที่จำปรารถนา คือว่าควรจะต้องการสำหรับทุกคนที่มีสติปัญญาอย่างมนุษย์.
ถ้าเป็นอย่างสัตว์เดรัจฉาน  ไม่มีความคิดนึกหรือความรู้สึก หรือมันสมอง ลึกขึ้นมาถึงความงามชนิดนี้มันจึงไม่มีความรู้สึกที่เป็นศิลปะ.
แต่เดี๋ยวนี้เราเป็นคน เป็นมนุษย์ แปลว่ามีใจสูง มันควรจะสูงพอที่จะรู้จักความเป็นมนุษย์นั้น ว่ามันสูง ว่ามันสวย ว่ามันงาม คือความที่ต้องมีศิลปะนั่นเอง.
               ชีวิตอยู่ในโลก ได้อย่างงดงามต้องมีธรรมะ
ทีนี้ก็ตามหัวข้อที่ได้ยกขึ้นไว้ข้างต้นนั้นว่า ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ฉะนั้นฟังให้ดีว่า มีชีวิตอยูในโลก ก็ต้องมีชิวตอยู่ในโลกอย่างงดงามไม่ใช่อย่างที่จะปล่อยตามบุญตามกรรมได้. เราควรจะพิจารณาดูกันในเบื้องต้นเสมอว่า โลกนี้มันคืออะไร?  คำว่าโลกนี้โลกแผ่นดินนี้ก็ได้ เด็ก ที่เขาเพิ่งเรียนในโรงเรียน คำว่าโลก เขาก็หมายถึงก้อนกลม คือแผ่นดินนี้. แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ เรียนธรรมะธัมโมอะไรมากแล้ว; คำว่าโลก นี้มันเลยไปถึง สัตว์โลก คือสิ่งที่มีชีวิตอยู่ในโลก แล้วละเอียดมากไปกว่านั้น โลกมันก็คือชีวิตที่มารวม เข้าด้วยกันทั้งหมดนั้นเอง. บรรดาสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย เอาชีวิตนี้มารวม กันเข้าแล้วก็คือโลก ; ฉะนั้น โลกก็คือชีวิตที่เอามารวม กันเข้า นั่นเอง ; นี้เราก็มีส่วนอยูในการที่รวมนั้นด้วย.โลกคือชีวิตที่รวม กัน แล้วก็เกิดมีปัญหาขึ้นมา ว่าการดำรงชีวิตอย่างไรจึงจะงดงาม คือจะเป็นสุขสบายไม่มีความทุกข์นั้นคือปัญหา.
ฉะนั้นโลกก็คือสิ่งที่มีปัญหา ว่าจะอยู่กันอย่างไรจึงจะงดงาม; มันไม่เพียงแต่ชีวิตที่มารวม กันอยู่เฉย เสยแล้ว มันได้สร้างปัญหาขึ้นมา. เพราะการที่มาอยู่รวม กัน นี้มันไม่งดงาม ถ้าไม่มีธรรมสำหรับการอยู่รวม กันอย่างถูกต้อง; ฉะนั้นเรา ต้องมีธรรมะข้อนี้ซึ่งเรามาเรียกกันเสียใหม่ว่า ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก.
               ปัญหาของโลกมีทั้งตามธรรมชาติและวิวัฒนาการ
โลกนี้มีปัญหาตามธรรมชาติ ชีวิตมีปัญหาอยู่ตามธรรมชาติมาครบถ้วน. ขอให้มองดูกันในแง่นี้ก่อน ว่าโลกนี้มันมีปัญหาอยู่ตามธรรมชาติ มากพออยู่แล้วเหมือนกัน คือว่าเราเกิดมานี้ มันต้องต่อสู้อยู่ตลอดเวลา. ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ มันก็มีการดิ้นรนต่อสู้ คลอดออกมา ก็คือการดิ้นรนต่อสู้: ต้องต่อสู้กับดินฟ้าอากาศ ต้องต่อสู้กันกับทุกอย่างที่มาแวดล้อม ต้องต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ. ตามปรกติธรรมดาเราก็ ต้องกิน อาหาร เราก็ ต้องหา อาหาร เราต้องบริหารร่างกายให้มันถูกต้อง มันจึงจะรอดชีวิตอยู่ได้; ฉะนั้นตามธรรมชาติมันก็มีปัญหาอยู่แล้ว .
ทีนี้พอเกิดมาแล้ว มาอยู่รวมกันเป็นโลก ปัญหาที่มากไปกว่าธรรมชาติมันก็เกิดขึ้น ที่เรียกว่า ปัญหาทางการเมือง; หมายความว่าเมื่อมาสัมพันธ์กันเข้า มันก็มีปัญหาใหม่แปลกออกไป ที่เรียกว่าวิวัฒนาการมากไปกว่าธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้มนุษย์เราในโลก มีวิวัฒนาการด้วยสติปัญญา มีนั่นมีนี่ อย่างนั้นอย่างนี้ ในเฟ้อในเกิน ในได้เปรียบแก่กิเลส จะต้องต่อสู้กับกิเลสยากมากไปกว่าเดิม ซึ่งเพียงแต่ต่อสู้กับธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้ต้องมาต่อสู้กับกิเลส คือความโง่ของมนุษย์ ที่ทำอะไรที่ไม่ควรจะทำขึ้นมามากมายให้มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย; เกี่ยวกับการกินอาหาร เกี่ยวกับการนุ่งห่ม เกี่ยวกับการอยู่อาศัยใช้สอย  เกี่ยวกับการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ; นี้ปัญหามันก็มากกว่าแต่ก่อน.
ทีนี้ ที่ว่ามันโง่ ขออภัยใช้คำว่า มันถ้าหนักขึ้นไปอีกก็คือ สิ่งประเล้าประโลมใจ; ธรรมชาติของจิตมันก็ต้องการการประเล้าประโลมอยู่แล้ว; ทีนี้ มนุษย์ก็ขยายการกระทำที่เป็นการประเล้าประโลมใจนี้มากไป เกินกว่าที่จำเป็นซึ่งท่านทั้งหลายก็เห็น กันอยู่แล้ว ว่ามันคืออะไรบ้าง ที่มนุษย์ได้ทำขึ้นมา สำหรับประเล้าประโลมใจ ในเฟ้อในเกิน แล้วอันนี้เองเป็นต้นเหตุแห่งการทุจริตคอรัปชั่น, ความไม่ซื่อตรงต่อความเป็นมนุษย์ของกันและกัน เต็มไปทั้งโลก นี้คือปัญหาที่ออกมาจากวิวัฒนาการของมนุษย์นั้น ยิ่งในปัจจุบันนี้ยิ่งมากขึ้นเหมือนกับวิ่ง ตอนที่แรก มีโลกเป็นคนป่าอยู่ มันไม่ค่อยมีปัญหาอย่างนี้. พอมนุษย์เริ่มเจริญ เริ่มเจริญทางวัตถุ ปัญหาก็มาก; เดี๋ยวนี้เจริญในเฟ้อ ปัญหามันก็เฟ้อเหมือนกันมิฉะนั้นเราจึงแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ เพราะว่ามัน เป็นบ่าวเป็นทาสของกิเลสมากเกินไป ก็เลยมีปัญหา ยากที่สุดที่จะอยู่ในโลกชนิดนี้ให้เป็นปรกติได้.
             ฉะนั้น เรามีปัญหาทั้งส่วนตัวเรา เฉพาะตัวเราคนหนึ่งนี้ ก็ปัญหาประเภทหนึ่ง แล้วเราก็มีปัญหาเกี่ยวกับสังคม คือการผูกพันกันเข้ากับสังคม กระทั่งเป็นโลกทั้งโลกที่มีการเนื่องกัน. เดี๋ยวนี้เรามองให้ดี จะเห็นว่า มันมีการผูกพันกันทั้งโลก มีอะไรเกิดขึ้นที่ไหนที่มุมโลกไหน แล้วผลที่มันสะท้อนออกมานั้น มันถึงทั่วกันไปทั้งโลก; ฉะนั้นเขาจึงกลัว ว่าสงครามมันจะเกิดขึ้นที่ไหน แล้วก็มีผลสะท้อนไปทั่วทั้งโลก. เพราะว่าโลกมันเล็กลงทุกที คือ การคมนาคมมันวิเศษมากขึ้นทุกที ในโลกมันเล็กแล้ว. ก่อนนี้ถ้าจะไปเที่ยวทั่วโลก เขาว่าต้องแล่นเรือตั้ง ๓ปี กว่าจะรอบโลก; เดี๋ยวนี้เราไปได้ใน วัน ถ้าเครื่องบินชั้นดีมันก็สักวันครึ่งมันก็จะไปรอบโลกได้ โลกมันก็เล็กลงเพราะเหตุนี้. ฉะนั้น ปัญหาจึงมาถึงกันหมด ก็เรียกว่ามันเป็นโลกที่อยู่ยากมากขึ้นทุกที; แล้วเราต้องเก่ง ต้องฉลาด ให้ทันกัน จึงจะอยู่ในโลกชนิดนี้ได้.
                  *******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment