Wednesday, November 23, 2011

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่3

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่ 3
โดยพุทธทาสภิกขุ
          ต้องดำรงชีวิตให้อยู่เหนือปัญหา        
          นี่โลกคืออะไร? โลกคือชีวิตที่มารวมๆ กัน แล้วก็ทำให้เกิดปัญหาในการดำรงชีวิต มีปัญหาทั้งตามธรรมชาติ, มีปัญหาทั้งที่มนุษย์ทำขึ้นมาผิดธรรมชาติ, มันก็มีปัญหาทั้งส่วนตัวและส่วนรวมผูกพันกัน. สรุปแล้วโลกนี้มันก็ไม่ใช่อะไรอื่น; โลกนี้คือกลุ่มแห่งปัญหาซับซ้อน ยุ่งเหยิง สางไม่ออก แล้วมันจะอยู่กันอย่างไร.
          เมื่อเรามีหน้าที่ที่ยังจะต้องอยู่ในโลกนี้ จะต้องดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ซึ่งเต็มไปด้วยปัญหาดังที่กล่าวแล้ว; เราจะต้องอยู่ในท่ามกลางปัญหา โดยไม่ต้องเป็นอันตราย ไม่ต้องถูกกระทบกระเทือนด้วยปัญหา จะเรียกว่าเป็นศิลปะหรือไม่ ถ้าเราอยู่ได้, อยู่ได้ดีนี้จะเรียกว่ามีชีวิตอย่างศิลปะหรือหาไม่? ใครๆ ก็ต้องยอมรับว่า ถ้าอยู่ได้ดี มันก็ต้องเก่งมาก ขนาดเป็นยอดของศิลปะทีเดียว. ฉะนั้นเราจึงพูดกันถึง ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก โดยเฉพาะแห่งยุคปัจจุบัน.
          เมื่อโลกมันมีปัญหามาก มันก็เหมือนกับว่า มันระเกะระกะไปด้วยหนาม หรือด้วยของแหลมคม ที่จะยอกตำคนที่อยู่ในโลก. ลองคิดดูสักแวบหนึ่งก็พอจะเห็นได้ว่าเราจะต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นทุกที; ความปลอดภัยไม่รู้หายไปไหนหมด โดยเฉพาะในบ้านในเรือนที่เจริญ; เช่นเมืองหลวง เต็มไปด้วยอันตราย, แม้กลางวันแสกๆ บนถนนหนทาง, กระทั่งอยู่ในบ้านในเรือน ในห้องในหับของตน ก็ยังมีอันตราย, เรียกว่ามันแปลกจากแต่ก่อนมาก.
          ทีนี้มันยังมีอันตรายชนิดอื่นที่มองไม่เห็นตัว; เช่นที่จะทำให้เราประสบกันเข้ากับโรคภัยไข้เจ็บ ความหมดเปลืองความวินาศฉิบหาย วิบัติอะไรต่างๆ นี้อีกมากมายหลายอย่าง. เรียกว่าโลกสมัยนี้มันเต็มไปด้วยอันตราย; เราจะอยู่ในโลกนี้โดยไม่ประสบอันตรายได้อย่างไรกัน. เราต้องเก่งมาก เราต้องฉลาดมาก จึงจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ชนิดที่ไม่โดนกันเข้ากับหนาม, หรือว่าอันตราย ที่มีอยู่ทั่วโลก.

          วิธีที่จะอยู่ในโลกโดยอยู่เหนือปัญหา : ข้อที่หนึ่ง อยู่ในโลกโดยไม่ถูกเขี้ยวของโลก.
          มีรูปภาพในตึกโรงมหรสพทางวิญญาณ อยู่ภาพหนึ่งซึ่งมีความหมายมาก ขอให้ทุกคนสนใจ ว่าอยู่ในโลกเหมือนกับลิ้นงูอยู่ในปากงู ไม่ถูกเขี้ยวงู; มันเป็นภาพพจน์หรืออุปมาที่ให้ความหมายดีมากว่า ลิ้นงูอยู่ในปากงู คืออยู่ระหว่างเขี้ยวงู แต่มันไม่เคยถูกกับเขี้ยวงู; เพราะว่าอยู่อย่างมีศิลปะ; จะโดยเจตนาหรือไม่โดยเจตนานั้น เราไม่ต้องไปรู้. เรารู้แต่ว่าลิ้นงูไม่เคยถูกเขี้ยวงู ฉะนั้นเราจึงอยู่ในโลกนี้เหมือนลิ้นงู มันไม่ถูกเขี้ยวงู.
          เราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยเขี้ยวของโลก, พิษสงอันตรายของโลกนี่เต็มไปหมด แล้วเราก็ไม่ถูกกับเขี้ยวของโลก. นี้เรียกว่าเขี้ยวของโลก อยู่ในระหว่างเขี้ยวของโลกโดยไม่ถูกเขี้ยวของโลก; นี่คือศิลปะแห่งการมีชีวิตอยู่ในโลก. ข้อแรก โดยไม่ต้องถูกเข้ากับเขี้ยวของโลก. คนหนุ่มสาวระวังให้ดี มีโอกาสที่จะถูกกับเขี้ยวของโลกมากกว่า; จะต้องศึกษาให้เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร แล้วก็อยู่อย่างเฉลียวฉลาด, ไม่ถูกกับเขี้ยวของโลก, ไม่ต้องมานั่งร้องไห้ ไม่ต้องไปกระโดดน้ำตาย ไม่ต้องแขวนคอตาย ไม่ต้องยิงตัวเองตาย. นี่เรียกว่ามันอยู่ในโลกอย่างไม่ถูกเขี้ยวของโลก. ท่านไปคิดดูเถอะ จะเห็นได้ว่ามันยิ่งจำเป็นยิ่งขึ้นทุกที สำหรับโลกยุคปัจจุบันนี้ นี่ข้อหนึ่งแล้วเรามีชีวิตอยู่ในโลกโดยไม่ถูกเขี้ยวของโลก.

          ทีนี้มองดูอีกแง่ถัดไป ข้อที่สอง อยู่ในโลกโดยการกินเหยื่อแล้วไม่ติดเบ็ด;
          โลกนี้มันเต็มไปด้วยเหยื่อล่อ ให้เกิดความอร่อย ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางผิวหนังบ้าง ทางจิตใจบ้าง, เต็มไปด้วยความเอร็ดอร่อยที่จะล่อ; แล้วสัตว์เหล่านี้ก็ทนไม่ได้ ก็ไปกินเข้า แล้วก็ติดเบ็ดคือความทุกข์. เราจะทำอย่างไร ที่จะเป็นเหมือนปลาที่มันฉลาดเป็นพิเศษ กินแต่เหยื่อแล้วไม่ติดเบ็ด. เดี๋ยวนี้มันเป็นปลาโง่ทั้งนั้นแหละ ไปกินเหยื่อเหล่านั้นเข้าแล้วก็ติดเบ็ด คือความทุกข์ ไม่มากก็น้อย ไม่ทางกายก็ทางจิต, โดยมากก็คือความระทมทุกข์ เพราะไปเป็นทาสของเหยื่อ คือติดเบ็ด.

          พึงรู้จักเหยื่อของโลก
          ในโลกนี้มี ๓ เรื่อง อาตมาเคยสรุปให้ฟัง ให้จำกันไว้ เป็นหลักง่ายๆ ว่า สาม ก. ก.กิน แล้ว ก.กาม แล้วก็ ก.เกียรติ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นี้เป็นเหยื่อของโลกในโลกได้ทั้งนั้น.
          เรื่องที่ ๑ เรื่องกิน ก็อย่าให้มันติดเบ็ด เกิดปัญหาขึ้นเพราะการกิน วินาศไปเพราะการกิน; โดยเฉพาะอย่างยิ่งกินที่ไม่ต้องกิน เช่นกินเหล้า หรือกินอะไรที่มันมากเกินความจำเป็น ที่มันไม่ต้องกิน แม้แต่กินอาหารก็กินกันจนเกิน จนเสียนิสัยที่จะต้องกินเกิน, กินแพง จนเงินเดือนไม่พอใช้. นี้ก็อย่าให้มันมีลักษณะเหมือนกับติดเบ็ดในโลกเกี่ยวกับการกิน.
          เรื่องที่ ๒ เรื่องกาม นี้มันไม่ใช่เรื่องจำเป็น แต่มันก็เกินกว่าที่มนุษย์จะบังคับได้; เพราะธรรมชาติมันเป็นผู้กำหนดมา มันใส่อวัยวะภายในบางอย่างมา, ต่อมแกลนด์ประเภทนั้น ซึ่งจะต้องเกิดความรู้สึกในทางกามหรือทางเพศขึ้นมา อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วธรรมชาติอันสูงสุด หรือพระเจ้านี้ฉลาดเหนือมนุษย์ ใส่รสอร่อยสูงสุดมาในสิ่งที่เรียกว่ากาม เพื่อให้คนหลง, แล้วก็ตกเป็นทาสของกาม, แล้วก็ทำหน้าที่ที่น่าเกลียดน่าชัง สกปรก เหน็ดเหนื่อยที่สุด คือการสืบพันธุ์.
          ถ้าไม่มีอะไรมาล่อมาหลอกกันขนาดหนัก คือรสแห่งกามแล้วคนก็ไม่สืบพันธุ์ พันธุ์มันก็สูญ. ธรรมชาติไม่ต้องการให้สูญพันธุ์ หรือพระเจ้าไม่ต้องการให้สูญพันธุ์ ก็ใส่เรื่องกามมาในชีวิตนี้อย่างเหนียวแน่น, อย่างทุกคนก็ตกอยู่ใต้อำนาจ. ฉะนั้นถ้าเราไม่รู้เท่าทัน เราก็ตกเป็นทาสของกาม, มันก็ติดเบ็ดของกาม. ถ้ารู้เท่าทันกินเหยื่อไม่ติดเบ็ด, บริโภคกามโดยไม่ต้องรับโทษทุกข์เพราะกามก็ดี ก็เรียกว่าความงดงามได้.
          ที่นี้เรื่องที่ ๓ คือเรื่องเกียรติ, คนเราหลงไหล ในเกียรติ. ถ้าเรื่องกินหมดไปแล้ว เรื่องกามหมดไปแล้ว ก็มาติดเรื่องเกียรติ, หลงเกียรติ ยอมตามเพราะเกียรติ; นี้มันก็ไม่งดงาม. ถ้าจะมีเกียรติอย่างที่ไม่ต้องทุเรศตามันก็จะน่าดูและงดงาม.
          ฉะนั้นกินเหยื่อแล้วก็ไม่ติดเบ็ดของเรื่องกิน เรื่องกาม และเรื่องเกียรติ นี้เป็นศิลปะอย่างยิ่ง ในการที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้. นี้เป็นแง่หนึ่งที่ต้องมองเพื่อดำรงชีวิตอยู่ในโลกให้งดงาม.
          ที่นี้แง่ถัดไป ข้อที่สาม อยากจะพูดว่า อยู่ในโลกโดยเป็นผู้ชนะโลก.
          พูดได้ว่า คนในโลกทั้งหมดก็ว่าได้ อยู่ในโลกอย่างผู้พ่ายแพ้, พ่ายแพ้ต่ออำนาจของโลก, สิ่งหลอกลวงยั่วยวน ของโลก, ทนทุกข์งอมแงม กันไปทั้งนั้น. นี้เราจะมีศิลปะอยู่ในโลกอย่างผู้มีชัยชนะเหนือโลกตลอดเวลา, เราก็จะไม่พ่ายแพ้แก่โลก, เราไม่ต้องหนีโลก.
          คำว่า หนีโลก นั้นเป็นคำพูดที่โง่เขลาที่สุด; เช่นว่า บวชหนีโลก นี้เป็นไปไม่ได้ในทางพุทธศาสนา บวชนี้เพื่อเอาชนะโลก, เพื่อหาวิธีที่จะเอาชนะโลก; ไม่ใช่บวชหนีโลก, บวชหนีโลกนั้นคนโง่พูด พูดตามความคิดของเขาเอง. เดี๋ยวนี้อยู่ในโลกไม่ต้องหนีโลก เพราะว่าอยู่อย่างผู้ชนะโลก, มีชัยชนะเหนือโลกทุกอย่าง: เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องเป็นอยู่ในแบบไหน, เราก็เป็นผู้ชนะได้. โลกไม่บีบคั้นเราได้; เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องหนีโลกไปบวชดอก. ธรรมะมีไว้สำหรับให้คนอยู่ในโลกอย่างผู้มีชัยชนะ, อยู่ในโลกด้วยชัยชนะ.
          นี้คือธรรมะของพระพุทธเจ้า ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีวัตถุประสงค์ให้คนอยู่ในโลกโดยมีชัยชนะอยู่เหนือโลก. ฉะนั้นคนที่ไม่รู้จัก มันใช้ไม่เป็น ก็พ่ายแพ้ แล้วก็ว่าหนีโลกไปบวชนี้ยิ่งโง่ ๒ เท่า ๓ เท่า. ธรรมะต้องการให้อยู่ในโลกนี้ เอาชนะทุกอย่าง : เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องอะไรก็ตามที่มันมีอยู่ในโลก. เราจะต้องอยู่อย่างชนะ; ไม่ใช่ชนะอย่างบ้าบิ่น ชนะอย่างโง่เขลา, อันนั้นมันก็ใช้ไม่ได้. มันต้องชนะจริงๆ คือมันไม่สร้างปัญหาขึ้นมา อยู่ได้อย่างสะดวกสบาย.
         ถ้าอยู่ในโลกด้วยความพ่ายแพ้ มันก็เหมือนตกนรกแหละ, มันตกนรกอยู่ที่ในโลก ซึ่งอยู่ด้วยความพ่ายแพ้. ถ้าว่าเราอยู่ในโลกด้วยชัยชนะ มีศิลปะ แล้วก็เหมือนกับอยู่ในสวรรค์ ได้เหมือนกัน, มีวิธีกระทำให้จิตใจอยู่ด้วยความพอใจ ความสนุกสนาน เยือกเย็นเป็นผาสุก; นี่ชนะโลก มีหลักธรรมะมากพอที่จะเอามาใช้ให้เป็นผู้ชนะโลก อยู่ในโลก.
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment