Tuesday, November 1, 2011

ดาวอังคาร วิทยาศาสตร์ และความสุข ของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

ดาวอังคาร  วิทยาศาสตร์  และความสุข ของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

วีระศักร จันทร์ส่งแสง : สัมภาษณ์และเรียบเรียง
******* 


         ชื่ออาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา เป็นที่รู้จักของคนไทยทั่วประเทศ ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นระบบลงจอดบนดาวอังคารของ ยานอวกาศไวกิ้ง หรือใครบางคนอาจจดจำเขาได้ในฐานะดาราภาพยนต์ของ เชิด ทรงศรี  ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยจุฬาฯ  ในฐานะนักธุรกิจ หรือ ส.ส. ของพรรคพลังธรรม ฯลฯ แต่คงมีไม่มากคนที่รู้ลึกไปถึงว่าเขาเป็นนักเรียนนอกที่ใช้เวลาไม่นานกับการ เรียนถึงระดับด็อกเตอร์ และปัจจุบันเขาคือนักการศึกษาคนสำคัญที่กำลังสร้างโรงเรียนทางเลือกที่เน้น ให้นักเรียนเป็นคนดีมากกว่าเป็นคนเก่งเครื่องมืออย่างหนึ่งที่เขาใช้
        มาตลอด ทั้งกับตัวเองและช่วยคนอื่นคือเรื่องการฝึกสมาธิ เขาพูดถึงเรื่องนี้โดยเชื่อมโยงไปถึงการศึกษาของตัวเองว่า “ในชีวิตไม่เคยคิดมา ก่อนว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์  คิดแต่ว่าชีวิตนี้จะทำประโยชน์ให้กับสังคม  ก็คิดต่อไปว่าเราจะทำได้ดีต่อเมื่อเราต้องพึ่งตัวเองได้ และต้องมี ปริญญา คนถึงจะฟังเราก็คิดว่าจะเรียนทางวิทยาศาสตร์เพื่อการทำมาหากินให้อยู่ได้ ด้วยตัวเองไม่ต้องพึ่งคนอื่นไม่ขอคนอื่นเขา ตอนแรกก็คิดว่า จะเอาแค่ปริญญาตรี ก็มีคนบอกว่าถ้าเราจบปริญญาเอก เราพูดอะไรทุกคนจะฟังหมด ในที่สุดก็ตัดสินใจเรียนขึ้นไปถึงปริญญาเอก อาศัยสมาธิ ช่วยแป๊บเดียวก็จบ”



          หลังจากนั้น บัณฑิตหนุ่มมาเป็นอาจารย์ประจำอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ  แต่สอนเรื่องการฝึกสมาธิให้กับนักศึกษาทุกคณะ โดย ระหว่างนี้ เขาบอกว่าจะต้องทบทวนความรู้ใหม่ๆ ในต่างประเทศทุกๆ 2 ปี  และนั่นเองที่ทำให้เขาได้ร่วมโครงการส่งยานอวกาศไปดาวอังคาร “ตอนนั้นไปอเมริกาเขาประกาศโครงการไวกิ้งพอดี ผมสมัครตอนแรกเขาก็ไม่รับเพราะกฎหมายของเขากำหนดให้เอาแต่ชาวอเมริกัน แต่เขาจะ รับชาวต่างชาติในกรณีที่หาคนทำไม่ได้ในส่วนนั้น   ผมก็เลือกเอาที่เขาทำยังไม่สำเร็จ คือการนำยานอวกาศร่อนลงสู่พื้น ก่อนนั้นมันจะตกลงไป กระแทกพื้นแล้วพังไม่สามารถส่งข้อมูลมายังโลกได้  ก็ไปสมัครและมีโอกาสได้เข้าไป ทั้งๆที่เราก็ไม่ได้มีประสบการณ์อะไรทางด้านนั้น ในที่สุด ผมก็อาศัยการนั่งสมาธิ  ไปนั่งสมาธิอยู่บนภูเขาในรัฐแคลิฟอร์เนีย 4 คืน 5 วัน อยู่ๆ คำตอบมันก็มา เราก็รู้วิธีการที่ทำให้มันไปลงจอดบนดาว อังคารได้”

          นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกจากเมืองไทย อธิบายถึงรายละเอียดของสิ่งที่เขาค้นพบว่า“ดาวอังคารอยู่ห่างจากโลกมากถึง 250 ล้านไมล์ สัญญาณวิทยุที่วิ่งด้วยความเร็วแสง ใช้เวลา 20 นาที  เมื่อจะร่อนลงมันก็ส่งสัญญาณบอกเรา เราไม่สามารถควบคุมได้ทัน ไม่เหมือนตอนยาน อพอลโล่ลงดวงจันทร์ เราส่งสัญญาณปุ๊บถึงปั๊บใช้เวลาชั่วกระดิกนิ้ว  แต่ดาวอังคารไม่ทัน  ดังนั้นจึงต้องเป็นระบบอัตโนมัติที่มันจะคุมตัวมันเอง นี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดว่าเราจะควบคุมมันอย่างไร  วิธีการของผมคือใช้คลื่นไมโครเวฟส่องลงไป พอมันถึงพื้นมันก็สะท้อนขึ้นมา เราก็ดูว่า ใช้เวลากี่วินาที แค่นี้เราก็คำนวณได้ว่าระยะทางที่มันอยู่ห่างจากพื้นเท่าไหร่  เราก็เอาข้อมูลนี้ไปควบคุมตัวจรวดอีกที ยิ่งใกล้พื้นดิน ทำให้มันพ่น แรงขึ้น มันก็วิ่งช้าลง ในที่สุดก็ลงจอดได้สำเร็จ”

          ตอนนั้นเขาก็ดังอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนัก  เขายังคงเป็นนักวิทยาศาสตร์ สอนสมาธิ ต่อมาลาออกจากราชการไปทำธุรกิจ เป็นนักการเมือง เป็นดารา แต่ก็ยังไม่ได้โด่งดังเป็นที่รู้จักมากนัก จน 32 ปีผ่านไปเรื่องราวเมื่อคราวมีส่วนร่วมในโครงการยานอวกาศไปดาวอังคาร ก็กลับมาอยู่ในความรับรู้ของคนไทยอีกครั้ง “มีบริษัทประชาสัมพันธ์มาติดต่อผมบอกว่าเขาจะประชาสัมพันธ์ว่า ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ร่วมในการส่งยานอวกาศไปลงบนดาวอังคาร  เขาถือว่าเป็นเรื่องดีที่น่าจะให้คนไทยทุกคนได้รู้  อยู่ๆเมื่อเรื่องของผมออกมาในโฆษณาทาง โทรทัศน์ กลายเป็นโฆษณาเหล้า  ผมเรียกเขากลับมาต่อว่า  ผมบอก คุณเอาผมไปโฆษณาทำอย่างนี้ได้ยังไง  เขาบอก เขาไม่ได้โฆษณา เขาประชาสัมพันธ์จริงๆ เพราะตอนที่พูดถึงผมไม่มีเรื่องอื่นเลยเอาแต่เรื่องนี้อย่างเดียว ส่วนตอนท้ายเขาบอกว่านั่นคนละเรื่องกัน อันนั้นเป็น โฆษณา ส่วนของผมเป็นส่วนของการประชาสัมพันธ์  เขาไม่ได้จ่ายผมสักบาทหนึ่งนะ  ผมก็ไม่รู้จะเถียงเขาอย่างไร แล้วมันก็ดังขึ้นมาตอนนั้น แหละ ตอนที่เขาประชาสัมพันธ์ทุกคืน ๆ ๆ ๆ หลังสี่ทุ่ม ก็ดังขึ้นมามากขึ้น  แต่ก็อย่างที่บอก นั่นไม่ใช่ความต้องการ วัตถุประสงค์ของเราจริง ๆ คือการที่เราสามารถช่วยเหลือคนได้เยอะๆ เราพูดอะไรแล้วมันจะเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมและมีผลต่อส่วนรวม นั่นเป็นเป้าหมาย” และด้วย แนวคิดในการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

          นั่นเองที่เป็นที่มาของโรงเรียนสัตยาไสที่จังหวัดลพบุรี “คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องเริ่มสอนเด็กผมก็ชวนเพื่อนฝูงว่าเรามาตั้ง โรงเรียนตัวอย่าง กันดีกว่าก็ช่วยกันร้างขึ้นมา มีนักธุรกิจช่วยเรื่องทุนมา 10 ล้านบาท  วิสัยทัศน์ของโรงเรียนคือสร้างคนดีเหนือสิ่งอื่นใด  เราไม่เน้นวิชาการ ไม่เน้นเรื่องความเก่ง แต่เน้นให้เป็นคนดี” โรงเรียนสัตยาไสเน้นเรื่อง “ความดี” มากกว่า “ความเก่ง” เนื่องจากเห็นว่าคนเก่งมักเอาเปรียบคนอื่น เพราะต้องการเก่งกว่า “ถ้าเน้นเรื่องความเก่ง เราพบว่าคนเก่งไม่ค่อยชอบให้คนอื่นเก่งเท่า เขาจะแข่งขัน จะเอาชนะผู้อื่นอยู่เสมอ ปัญหาในสังคมก็เกิดจากเพราะเรามีคนเก่งเยอะและไม่ค่อยยอมคนอื่นต้องเอาชนะ ผู้อื่นตลอดเวลา ก็เกิดปัญหาขึ้น ทะเลาะกัน ขัดแย้งกัน  เด็กๆ เราจึงต้องให้เขาต้องเป็นคนดีก่อน มีความรักความเมตตา  เมื่อมีความเมตตาเราจะคิดถึงคนอื่นก่อน คิดถึงส่วนรวมก่อน  เด็กๆในโรงเรียน เขาจะช่วยเหลือกันตลอด  เขาจะพยายามดึงคนที่ได้ที่โหล่ให้ขึ้นมา นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมทุกคนถึงเข้า มหาวิทยาลัยได้หมด ที่จบไปแล้ว 5 รุ่น ทุกรุ่นสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 100 เปอร์เซ็นต์ รุ่นแรกตอนนี้จบมหาวิทยาลัยแล้ว”

ดาวอังคาร

          ในส่วนของครูผู้บริหารสูงสุดของโรงเรียนสัตยาไสบอกว่า “ครูของเราก็เป็นแม่พิมพ์พ่อพิมพ์จริงๆ  เขาต้องเชื่อและปฏิบัติในสิ่งที่สอน ถ้าไม่อย่างนั้นก็ขาดพลัง ไม่สร้างความประทับใจ ไม่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เรียน  เพราะฉะนั้นเราต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่พูด มันจึงจะเป็นภาษาที่ ออกมาจากใจเข้าสู่ใจของผู้เรียน เด็กก็จะเชื่อและปฏิบัติได้เร็วมาก เมื่อครูปฏิบัติจริงๆ ต้องเป็นตัวอย่างในสิ่งที่เราสอนให้กับลูกศิษย์ นี่เป็นสิ่ง สำคัญที่สุด”

          โรงเรียนสัตยาไสเป็นโรงเรียนประจำ สอนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมัธยมปลาย  นักเรียนมีทั้งชาวพุทธ มุสลิม  ซิกข์   ฮินดู  จำนวน 365 คน  ตื่นเช้าทุกคนจะพร้อมกันที่ห้องสมาธิ  ก่อนเริ่มเรียนแต่ละวิชาก็จะมีการสงบนิ่ง 4-5 นาที ก่อนนอนก็ยัง นั่งสมาธิ เพื่อเน้นความสงบสุขให้กับนักเรียน  ผู้บริหารสูงสุดของโรงเรียนสัตยาไสบอกว่านี่เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นความแตก ต่างจากโรงเรียนทั่วไป เขาเล่าถึงการฝึกสมาธิสำหรับนักเรียนว่า “เพื่อให้เหมาะกับทุกศาสนา และเหมาะกับเด็กทุกวัย โรงเรียนเราจึงทำสมาธิโดยใช้แสงสว่าง โดยให้ครูนำ  ครูจะบอกว่าให้นำแสงสว่างมาที่มือ  นำแสงสว่างเข้ามาที่ศีรษะ แสงสว่างอยู่ที่ไหนก็ใส่สิ่งดีๆลงที่จุดนั้น นำแสงสว่างไปที่ไหน ก็ให้ทำแต่สิ่งที่ดี  นำแสงสว่างไปสู่ผู้อื่น คิดดีต่อผู้อื่น  ส่งต่อไปเรื่อยๆ ญาติพี่น้อง สัตว์ร่วมโลก  ให้เต็มไปด้วยแสงสว่าง ความสงบกระจาย ไปทั่วจักรวาล  ให้เราอยู่ในแสงสว่าง แสงสว่างอยู่ในตัวเรา เราคือแสงสว่าง นี่คือจุดที่ทำให้เกิดปัญญา  เราคือแสงสว่างที่อยู่ทุกหนทุกแห่ง เราอยากจะรู้อะไรแสงสว่างของเราอยู่ตรงนั้น กล้องส่องทางไกลมองไม่เห็นแต่ใจเราไปถึง  ส่งเสริมให้เกิดปัญญาความรู้ เงียบสักพักเราก็นำ แสงสว่างกลับมาที่หัวใจของเรา เพื่อให้เราตื่นกลับมาเป็นตัวของเรา…”
       “โรงเรียนนี้ถือเป็นสวรรค์ของผม”
          ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา  พูดถึงความสุขในวัย 68 ปีของชีวิต “ผมย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่นั่น โดยทั่วไปก็อยู่กับเด็กทุกวัน เล่านิทาน ให้เด็กฟังวันละเรื่อง เล่ามาเป็นพันเรื่องทำให้เด็กมีความสุข  พอเด็กมีความสุขเราก็มีความสุขมากเลย  เป็นความสุขที่ได้มาจากการให้ เมื่อเรา เสียสละเราช่วยเหลือผู้อื่นเราจะได้ความสุข  ไม่มีความสุขอะไรเหนือกว่านี้แล้ว  คนที่แสวงหาความสุขจากวัตถุมันไม่ถาวร อาจจะได้ประเดี๋ยว ประด๋าว แต่นั่นแค่อารมณ์ไม่ใช่ความสงบสุขจริงๆ ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง การทำ ประโยชน์ช่วยเหลือผู้อื่น เห็นเด็กเจริญเติบโตเป็นคนดี นี่เป็น ความสุขที่หาไม่ได้แล้ว เป็นสิ่งวิเศษที่สุด เป็นของขวัญในชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เราไม่ต้องการอะไรมากว่านี้แล้ว การทำงานแบบนี้ได้ความสุขมาก”
ที่มา : นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 287 เดือน มกราคม 2552 
******* 
กิ่งธรรมจาก http://www.budnet.org 

No comments:

Post a Comment