Thursday, November 17, 2011

ความตายไม่มี ?

ความตายไม่มี ?

โดยท่าน พุทธทาสภิกขุ


    วามตายเป็นภัยใหญ่หลวงที่คุกคามคนธรรมดาสามัญทุกคน ความตายทั้งทางกายและทางวิญญาณ เป็นจุดรวมของความกลัวทุกชนิด กลัวเสือ กลัวงู กลัวผี กลัวโรค กลัวเจ็บ กลัวถูกออกจากงาน กลัวถูกตัดเงินเดือน กลัวเสียชื่อเสียง กลัวความลำบากยากจน ตลอดถึงความกลัวอย่างอื่น ย่อมรวมอยู่ที่กลัวตายธรรมดา หรือตายอย่างไม่มีเกียรติเป็นที่น่าอเนจอนาถ ซึ่งเป็นการตายในแง่ทางศีลธรรมหรือทางวิญญาณ. ถ้าเกิดไม่กลัวตายเสียอย่างเดียวเท่านั้น คนเราก็แทบจะไม่กลัวอะไรเอาเสียทีเดียวและจะเป็นอยู่ด้วยจิตใจที่สงบเย็นแสน ที่จะเย็น เพราะฉะนั้นการชำระสะสางปัญหายุ่งยากอันเกี่ยวกับความตาย หรือการทำให้ความตายกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายไปเสียก็ตาม ย่อมเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง. ถ้าใครทำได้ถึงที่สุดก็จะทำให้ชีวิตนี้มีแต่กำไร ไม่มีทางขาดทุนเลย. ผู้ที่รู้สึกว่า “ความตายไม่ไม่” นั้น นับว่าเป็นคนมีบุญอย่างสูงสุด. เราจะทำอย่างไรกันเล่าความตายจึงจะไม่มี หรือมีค่าเท่ากับไม่มีสำหรับเรา?
                ความรู้สึกว่า “ความตายไม่มี” นั้นอาจมีได้หลายลักษณะด้วยกัน หรือมีทางเกิดมาจากเหตุต่าง ๆ กัน แต่ก็ล้วนแต่ทำให้ไม่ทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ตามมากตามน้อยตื้นลึกหนาบางกว่ากัน ; ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่ว่า มูลเหตุที่ทำให้เกิดความรู้สึกอันนั้น มีอะไรเป็นมูลฐานที่แท้จริง คือมาจากสัมมาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐิ และแม้ว่าจะมีมูลจากสัมมาทิฏฐิแล้วก็ตาม ก็ยังมีความตื้นลึกหนาบางสูงต่ำกว่ากันเป็นระดับ ๆ ไปอยู่นั่นเอง.
                โจรใจฉกาจ หรือสัตว์ที่กำลังเมามันด้วยโทสะหรือราคะก็ตาม ย่อมไม่รู้สึก ในความตาย ไม่กลัวตาย และตายลงไปได้อย่างไม่มีความทุกข์ ข้อนี้เอง เป็นการง่ายที่แม่ทัพหรือขุนพลอาจจะปลุกกำลังใจทหารหนุ่มของตนไม่ให้กลัวตาย ได้ โดยง่ายดายที่สุด : ปลุกด้วยราคะหรือโลภะ ในการที่จะปล้นเอาสตรีมาเป็นของตน, หรือด้วยความเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติบรรพบุรุษหรือเกียรติของตนเองก็ ตาม, ปลุกด้วยโทสะ คือจี้ให้ความโกรธแค้นอาฆาตพลุ่งขึ้นมาจนถึงจุดเดือดก็ตาม, ปลุกด้วยโมหะ โดยให้มัวเมาในทฤษฎีบางอย่าง เช่นความตายไม่มีเพราะอาตมันเป็นสิ่งไม่ตาย หรืออาตมันไม่อาจถูกผ่าแล่ง หรือทำให้เปลี่ยนแปลงก็ตาม, ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ทำให้รู้สึกไม่กลัวตาย หรือความตายไม่มี ด้วยกันทั้งนั้น, หากแต่ว่าความรู้สึกเช่นนี้ ยังหนาไปด้วยกิเลส หรือมิจฉาทิฏฐิตามมากตามน้อยอยู่นั่นเอง. เราควรจะพิจารณากันถึง “ไม่มีความตาย” ที่ละเอียดประณีตสุขุมยิ่งขึ้นกว่านี้ เพื่อความตายที่ไม่ตาย ที่เยือกเย็น ไม่เป็นของร้อนเลย กันต่อไป.
                โดยอาศัยสัมมาทิฏฐิ แม้ที่ยังเป็นโลกียะ คือความเชื่อกรรม ว่าบุญมี บาปมี ชั่วมี ดีมี นรกมี สวรรค์มีดังนี้เป็นต้น ก็สามารถทำให้เกิดความแน่ใจ ในการที่จะเป็นผู้ที่มีความรู้สึกว่าตนเป็นคนที่ได้ทำสิ่งต่าง ๆ ไว้ดีแล้ว สำหรับต่อสู้กับความตายหรือการไปสู่ปรโลก. ความตายเป็นเพียง “การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกว่าเดิม” สืบไปเท่านั้น ไม่มีอะไรที่น่ากลัว, ย่อมจะเป็นการดีกว่าที่จะทนทรมานอยู่ในร่างอันคร่ำคร่า หรือเจ็บป่วยน่าทุเรศนี้เป็นไหน ๆ ตลอดเวลาที่ผลกรรมหรือบุญบาปยังมีอยู่เราก็ยังต้องเวียนว่ายไปไม่มีที่สิ้น สุด. เรามีโอกาสที่จะให้ดีหรือสูงส่งยิ่งขึ้นไปโดยอาศัยร่างกายใหม่ที่ดีกว่าเก่า และจิตใจใหม่ที่ดีกว่าเก่า การตายจึงเป็นเพียงการเลื่อนชั้นให้สูงขึ้นไปของผู้ที่มีความดีอันตนได้ กระทำไว้แล้วจริง ๆ
                เมื่อบุคคลนั้น มีความรู้สึกอยู่แต่ความดี ความงาม ความถูกต้อง หรือความยุติธรรม เป็นต้นของตน อย่างโชติช่วงอยู่ในภายในใจแล้วเขาก็ลืมร่างกาย ลืมความตายเสียโดยสิ้นเชิงยังคงเด่นอยู่ในใจแต่ธรรมที่ตนยึดถือเอาเป็นตัวตน แล้วเกิดความรู้สึกว่าตนไม่มีความตายเอาเสียจริง ๆ ร่างกายกลายเป็นสิ่งที่เล็กน้อยเกินไปหรือถึงกับเป็นสิ่งที่มิได้มีอยู่ มีอยู่แต่จิตใจที่ประกอบด้วยธรรมอันไม่รู้จักตายจึงไม่มีความกลัวตาย หรือมีปัญหาใด ๆ อันเกี่ยวกับความตาย ทั้งหมดทั้งสิ้น. โรคภัยไข้เจ็บ ก็เกิดกลายเป็นสิ่งที่ไม่ต้องห่วงใย หรือมีน้ำหนักกดทับจิตใจ แม้ในขณะที่จะต้องแตกดับจากกัน, เพราะความตายก็ – ไม่มี – สำหรับเขาเหล่านั้นด้วย. ความรู้สึกเช่นนี้ อาจเกิดมีได้ทั้งในกรณีที่เกี่ยวกับลัทธิศาสนา และไม่เกี่ยวกับลัทธิศาสนา. แต่เมื่อเกิดเป็นผลดี และมีคนนิยมทำตามมากขึ้น ก็ย่อมจะกลายเป็นลัทธิศาสนา หรือลัทธิใดลัทธิหนึ่งขึ้นมาเอง.
                เนื่องจากจิตเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน มันจึงเปลี่ยนไปตามสิ่งที่แวดล้อม. สิ่งแวดล้อมที่กล่าวนั้น ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความคิด ความรู้และความเชื่อที่ได้รับเพิ่มมากขึ้นทุกวันจนกว่าจะแตกดับ. สิ่งแวดล้อมเหล่านี้เอง ที่นำจิตไปสู่ความเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือสัมมาทิฏฐิในระดับต่าง ๆ กัน. สัมมาทิฏฐิแต่ละระดับก็เป็นอุบายทำจิตให้ประสอบความราบรื่นได้โดยควรแก่ ระดับของตน ๆ ในเมื่อมิจฉาทิฏฐิทำให้เกิดได้แต่ความบ้าหลังระส่ำระสายหรือบ้าบิ่นเป็น อย่างสูง. เมื่อจิตได้รับอุบายที่ดีในทางความเชื่อ หรือทางสติปัญญาก็ตามก็สามารถทำให้เอาชนะการคุกคามของความตายได้ โดยไม่ต้องสงสัยเลย.
            อุบายเป็นเครื่องเรืองปัญญา ที่สามารถทำจิตให้อยู่เหนือความตายโดยเด็ดขาดจริง ๆ นั้น ต้องเป็นเรื่องสัจจธรรมหรือปรมัตถธรรมโดยตรงและถึงที่สุดด้วย. ฉะนั้น จึงตกเป็นหน้าที่ของสัมมาทิฏฐิชั้นที่เป็นโลกุตตระ หรือโลกุตตรปัญญา ที่สามารถมองเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ศุนยตา อยู่โดยประจักษ์. การเห็นความเป็นอนัตตาของนามรูปได้ทำให้เห็นความไม่มีตัวตนของจิตเอง มีแต่นามธรรมซึ่งสักว่าเป็นธรรมชาติธรรมดาตั้งอยู่คู่กับรูปธรรมซึ่งก็ไม่มี ตัวตนอันแท้จริงยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก. ความเกิดดับเป็นเพียงกระแสของการไหลเวียนเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดเหตุหมดปัจจัย. เราเข้าใจว่ามีคนเราที่เกิดที่ตาย ก็เพราะความเข้าใจผิดในข้อนี้. แม้ที่สุดแต่ความเกิดดับของจิต ซึ่งโดยปรมัตถ์จัดเป็นการเกิดตายที่ถูกต้อง นั้นก็ยังมิใช่การเกิดการตายอยู่นั่นเอง เป็นเพียงการไหลเวียนของสิ่งที่เป็นเพียงธรรมชาติ เพราะอำนาจของเหตุปัจจัย.
                ความหมดเหตุหมดปัจจัยแห่งการไหลเวียน ที่แท้จริงมีมูลมาจากการเห็นศุนยตา คือความที่นามรูปหรือสิ่งทั้งปวงเป็นของว่างจากตัวตนโดยสิ้นเชิง. ข้อนี้ทำให้เห็นความไม่มีการเกิด. ไม่มีใครเกิดมาเสียตั้งแต่แรกแล้ว จะมีใครตายได้อย่าง เพราะฉะนั้น ความตายจึงไม่มี. เพราะว่าการเกิดหรือการตั้งอยู่ ก็มิได้มี. การเห็นอย่างนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้การเกิดการตาย ตามความหมายธรรมดา หมดความหมายไปอย่างเดียว แต่ได้ทำให้ความเกิดดับของจิตที่กำลังเกิดอยู่ พลอยหมดความหมายไปด้วย จิตจะเกิดดับอยู่อย่างไร ก็ไม่มีความรู้สึกว่า เราคิด เรารู้สึก เราดีใจ เราเสียใจ หรือเราทุกข์ เราสุขในที่สุด แล้วความรู้สึกว่าความตายจะมีมาแต่ไหน. การเห็นศุนยตา ทำให้ไม่มีตัวเรา หรือตัวตนของใครเลย, มีแต่ “สุทธิธมฺมา ปวตฺตนฺติ – ธรรมชาติล้วน ๆ ไหลไป” จิตไม่มีความรู้สึกว่า เราเกิดขึ้น เรามีอยู่ เราดับไป ฉะนั้นจึงไม่มี “ความตาย” ความตายไม่มี สำหรับจิตที่มองเห็นศุนยตาอย่างถูกต้อง
                ทำไมจึงต้องใช้คำว่า “อย่างถูกต้อง” ทั้งนี้เพราะเหตุว่าศุนยตาที่ไม่ถูกต้อง คือมิจฉาทิฏฐิอยู่บางอย่างหรือไม่ตรงตามหลักของพุทธศาสนา ก็ยังมีอยู่. ลัทธิบางลัทธิถือว่าจิตเป็น “สิ่งอมตะ” คือไม่รู้จักตาย ตายแต่ร่างกาย แล้วจิตไปหาร่างกายเอาใหม่ ลัทธิเช่นนี้ไม่ใช่พุทธศาสนา และขัดต่อหลักที่ว่ามีแต่การเกิดและการตั้งอยู่ แล้วจะใหมันไม่มีดับหรือตายนั้นน่าขบขัน. จิตก็เวียนไปในวงของการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป เรื่อยไปจนกว่าจะหมดเหตุหมดปัจจัยก็แล้วกัน. ตลอดเวลานั้น ไม่มีเราสักขณะเดียวเมื่อเห็นความไม่มีเราอย่างนี้แล้ว จิตจะดับ หรือกายจะดับไปชั่วขณะหนึ่งตามอำนาจของความเปลี่ยนแปลงความตายก็เป็นสิ่งที่ ไม่มีอยู่ดี เพราะความตายเป็นเรื่องของสิ่งที่เรียกว่า “เรา” ต่างหาก.
                สำหรับสิ่งอมตะนั้น หาใช่จิตไม่. มันเป็นสิ่งธรรมชาติธรรมดา ฝ่ายตรงกันข้ามอีกฝ่ายหนึ่ง และจะเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ต่อเมื่อจิตหมด “เรา” แล้วจริง ๆ เท่านั้น. เพราะมองเห็นสิ่ง ๆ นี้เองที่ทำให้ย้อนมองเห็นชัดฝ่ายข้างนี้ว่า จิตไม่ใช่ตัวของจิต หรือของใคร. จิตเป็นเพียงธรรมชาติฝ่ายที่ไหลเวียนในเมื่อสิ่งอมตะเป็นธรรมชาติฝ่ายที่ไม่ ไหลเวียน. ในพุทธศาสนาจึงไม่มีจิตอมตะ, อย่างจะมีได้ก็แต่เพียงจิตที่รู้แจ้งในสิ่งซึ่งเป็นอมตะ แล้วตัวจิตเองก็หมดความเป็นตัวเรา เพราะจิตกลายเป็นเพียงธรรมชาติไป เหมือนกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวง โดยเสมอกัน. จิตที่ลุถึงความรู้อันสูงสุดเช่นนี้ ย่อมรู้ว่า “ความตายไม่มี” โดยแท้จริงและแถมยังรู้จัก “สิ่งที่ไม่รู้จักตาย” จริงอีกด้วยแล้วความตายจะมีมาแต่ไหน?
                บทความนี้ อาจจะต้องเก็บไว้อ่านเล่นเวลาดึกสงัดจึงจะเป็นผลดี ก็เป็นได้, แต่ถึงกระนั้นก็ยังจะต้องคิดทบทวนกันหลายหน หรือถึงกับทบทวนเรื่อย ๆ ไปไม่มีหยุด จนกว่าจะเห็นว่า “ความตายไม่มี” แล้วโดยแท้จริง, ทั้งนี้เพราะว่าความรู้สึกว่า “ความตายไม่มี” นั้น มีอยู่หลายชั้นหลายระดับ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. มันมาจากความบ้าเลือดบ้าบิ่นก็ได้, มาจากมิจฉาทิฏฐิเรื่องอนัตตาก็ได้. มาจากความเชื่อที่ดิ่งถึงที่สุดก็ได้, และมาจากสัมมาทิฏฐิชั้นโลกียะหรือโลกุตตระก็ได้ แล้วแต่กรณี. และให้ผลตื้นลึกหนาบางต่าง ๆ กัน. ความตายไม่มี ต่อเมื่อความเกิดไม่มี. ความเกิดไม่มี ก็เมื่อเราไม่มี, ถ้าผิดจากหลักอันนี้ ก็เป็นเพียงความตายที่ไปซ่อนเร้น หลบมุมอยู่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่งเท่านั้นเอง หาใช่ “ความตายไม่มี” อย่างแท้จริงไม่ ; ยังไม่อาจดับทุกข์ได้เด็ดขาดเลย. “ตัวเรา” คู่กับ “ความเกิด” “ความเกิด” ก็ต้องคู่กับ “ความตาย” หมดตัวเราจริง ๆ เท่านั้น ความตายจึงไม่มีอย่างแท้จริง เช่นเดียวกัน.
******* 
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasath.com

No comments:

Post a Comment