Wednesday, November 23, 2011

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่๔

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่ ๔
โดยท่านพุทธทาสภิกขุ 

          อยู่ใต้อำนาจโลกธรรม ๘ ก็แพ้แก่โลก
          ที่เราจะพ่ายแพ้ก็คือสิ่งที่มันมีคุณค่าในทางหลอกลวง ยั่วยวน ที่หลอกลวงนี้ก็มี, และที่เป็นสภาวะตามธรรมชาติมัน ก็มี, ท่านรู้ไว้เถิดว่ามันมีอยู่ ๒ ฝ่ายที่เราจะแพ้มัน.
          ฝ่ายที่ ๑ ก็คือที่มนุษย์สมมติ หลงยึดถือปฏิบัติกันขึ้นมาเอง เขาเรียกกันว่า โลกธรรม-ธรรมที่มีอยู่ในโลก, คือสิ่งที่มีอยู่ในโลก เรียกว่าโลกธรรม. ยกตัวอย่างไว้เป็นเรื่อง ได้ลาภแล้วก็เสื่อมลาภ, ได้ยศได้เกียรติแล้วก็เสื่อมยศเสื่อมเกียรติ, ได้สรรเสริญแล้วก็ได้นินทา, แล้วก็ได้สุขได้ทุกข์, ก็แยกเป็น ๔ คู่ รวมเป็น ๘ เรียกว่า โลกธรรม ๘.
          ใครบ้างที่ไม่กระทบกันเข้ากับโลกธรรม? ถ้าอยู่ในโลกมันต้องกระทบกันเข้ากับโลกธรรม; เพราะว่าในโลกมันมีสิ่งนี้เป็นลักษณะของมัน.
          เราได้ลาภแล้วเสื่อมลาภ; คนโง่มันแพ้ทั้งขึ้นทั้งล่อง. เมื่อได้ลาภมันก็เอามาสำหรับเป็นบ้าเป็นหลัง, ไปยึดมั่นถือมั่นหึงหวง อิจฉาริษยาอะไร เพราะการได้ลาภ, แล้วก็วิตกกังวลในลาภที่ได้มา แล้วมันก็เป็นโรคประสาทเพราะลาภที่มันได้มานั้นเอง นี่มันพ่ายแพ้แก่การได้ลาภ.
          ที่นี้พอเสียลาภ มันก็มาร้องไห้ร้องห่ม ตีอกชกหัว เป็นทุกข์ทรมาน ไปฆ่าตัวตายเพราะการเสียลาภก็มี เป็นทุกข์อย่างยิ่ง. นี้มันก็แพ้แก่โลกในการเสียลาภ. ได้ลาภมาก็แพ้ เสียลาภไปก็แพ้ แพ้ทั้งขึ้นทั้งล่อง; นี้เป็นเรื่องของคนโง่.
          ที่ได้ยศแล้วเสื่อมยศ มันก็เหมือนกันอีก. ได้ยศสำหรับมาโง่มาหลง มาเป็นสุนัขบ้า, แล้วก็เสื่อมยศเสียยศไป มันก็มาเป็นทุกข์ทรมานอยู่ นี้เรียกว่าแพ้ทั้งขึ้นทั้งล่อง.
          นี้ได้สรรเสริญได้นินทา เขาสรรเสริญมันก็เหลิงเจิ้ง โง่กว่าเดิม, เขานินทาว่าร้ายมันก็โกรธแค้นเป็นทุกข์ มันแพ้ทั้งขึ้นทั้งล่อง.
          ได้ความสุขความทุกข์ ได้สุขมาสำหรับโง่, ได้ความทุกข์มาสำหรับทนทรมาน.
          ฉะนั้นเราจะรู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ไม่มาทำให้เกิดแพ้ทั้งขึ้นทั้งล่องอย่างนี้ได้; อย่างนี้เรียกว่าเราชนะโลก ในแง่ของการปรุงแต่งในโลก หรือที่มนุษย์ทำขึ้นมา สมมติขึ้นมาบัญญัติขึ้นมา อย่าไปแพ้มัน.
          ฝ่ายที่ ๒ ที่ว่าในแง่ของธรรมชาติ สภาวะธรรมตามธรรมชาตินี้ ก็อย่าไปแพ้มัน; เช่นว่า ต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บต้องตาย อย่างนี้ อย่าต้องไปร้องไห้เป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้นมันจะโง่, มันเป็นของธรรมดาที่ว่าจะต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย หรือมีอะไรแทรกอยู่ในระหว่างนั้นอีกมากมาย อย่าไปแพ้มัน.
          วิชชาของพระพุทธเจ้าได้ทรงประทานมาให้ครบถ้วนแล้ว สำหรับจะเอาชนะความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย คือข้อที่พระพุทธองค์ทรงกำชับอย่างยิ่งว่า พวกเธอจงไปประกาศพรหมจรรย์ ให้มีความงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และ เบื้องปลาย นั่นแหล่ะ. ถ้าภิกษุเหล่านั้นไปประกาศพรหมจรรย์ ได้ตามนั้นจริง ก็คือการไปแจกยาหรือเครื่องคุ้มกัน ให้มนุษย์ไม่ต้องเป็นทุกข์เพราะการเกิด แก่ เจ็บ ตาย, แล้วก็รับเอาพรหมจรรย์หรือยาอันวิเศษนี้ เอามาใช้ประจำชีวิตของเรา; เราก็ไม่ต้องแพ้แก่โลก ในสภาวะธรรมชาติ เช่นการที่ต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย.
          เดี๋ยวนี้อะไรนิดหนึ่งก็เป็นทุกข์เดือดร้อน ร้องห่มร้องไห้ เพราะความเจ็บไข้, แม้แต่เพราะความชรา ก็ดิ้นรนทนทรมานอยู่ ต่อสู้อย่างโง่เขลา มันก็ยิ่งมีปัญหามาก; แม้ความตายนี้มันก็ไม่ควรจะมีปัญหามาก ให้เดือดร้อนกระวนกระวาย ควรจะตายอย่างมีศิลปะ. พูดแล้วมันก็จะน่าหัว. คนบางคนคงจะนึกหัวอยู่ในใจ ว่าให้ตายอย่างมีศิลปะ. คือตายอย่างชนิดที่ไม่มีความหมายอะไรมาขู่เข็ญจิตใจของเราให้เป็นทุกข์. เราสามารถจะหัวเราะเยาะความตาย หรือพูดอีกทีหนึ่งก็ว่า กวักมือเข้ามาๆ มาต่อสู้กัน; นี่ตายอย่างมีศิลปะ.
          ถ้ามีธรรมะจริง มันตายเสร็จแล้วก่อนแต่ร่างกายตาย, ตัวกู ตัวตน นี้มันตายเสร็จแล้วก่อนแต่ร่างกายตาย; นั้นคือผลของการปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า. ฉะนั้นความตายเลยไม่มีความหมาย; เอาชนะความตายได้ เอาชนะมัจจุราชได้ เพราะการปฏิบัติธรรมะสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือเรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา นั่นเอง.
          รูปภาพที่น่าดูที่สุด ในตึกหลังนี้ก็มี คือภาพเรื่อง หนวดเต่า เขากระต่าย นอกบ แต่ว่าคนโง่ดูไม่รู้เรื่องแน่; เพราะคนโง่ไม่อยากจะดูเรื่องนี้ด้วย พอได้ยินก็สั่นหัวเสียแล้ว, เพราะเขาทำไว้ให้คนฉลาดดู. ขอร้องไห้ดูกันเสียใหม่อีกทีว่า เรื่องหนวดเต่า เขากระต่าย นอกบ นั้นมันเป็นอย่างไร; นั่นแหละ คือเรื่องชนะความตาย.
          เอาละ, เป็นอันว่าเราดำรงชีวิตอยู่ในโลก โดยมีชัยชนะอยู่เหนือโลกตลอดเวลา, ไม่ต้องแพ้แก่โลก ไม่ต้องหนีโลก ซึ่งมันหนีไปไหนไม่ได้ มันพูดแต่ปาก, ทั้งในแง่ของการปรุงแต่งโดยมนุษย์, กระทั่งในแง่ของการเป็นไปเองตามธรรมชาติของสิ่งที่มันเป็นธรรมชาติ. นี้คือการดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ไม่พ่ายแพ้แก่โลก อยู่เหนือโลก อยู่อย่างไม่ถูกเขี้ยวของโลก อยู่อย่างกินเหยื่อแล้วไม่ติดเบ็ด อยู่อย่างที่ว่า ชนะปัญหาทุกอย่างในโลก อย่างที่กล่าวมาแล้ว.
 *******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org


No comments:

Post a Comment