Thursday, November 17, 2011

ความดับไม่เหลือ

                                       ความดับไม่เหลือ
      โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ

บรรยายพิเศษ ให้แก่คุณหญิงเพื่อน สินธุโสภณ 

 

 

             เรื่อง ดับไม่เหลือนั้นมีวิธีปฏิบัติเป็น 2 ชนิด: คือตามปกติ ขอให้มีความดับไม่เหลือแห่งความรู้สึกยึดถือว่า “ตัวกู” และ “ของกู” อยู่เป็นประจำ นี้อย่างหนึ่ง.อีกอย่างหนึ่งหมายถึง เมื่อร่างกายจะต้องแตกดับไปจริง ๆ ขอให้ปล่อยทั้งหมด, รวมทั้งร่างกายชีวิตจิตใจ. ให้ดับเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีเชื้ออะไรเหลืออยู่ หวังอยู่สำหรับการเกิดมีตัวเราขึ้นมาอีก.

                ฉะนั้น ตาม ปกติ ประจำวัน ก็ใช้อย่างแรก, เมื่อถึงคราวจะแตกดับ ทางร่างกาย ก็ใช้อย่างหลัง.
                ในกรณีที่ประสบอุบัติเหตุ ไม่ตายทันที มีความรู้สึกเหมืออยู่บ้าง ชั่วขณะก็ใช้อย่างหลัง. ถ้าสิ้นชีวิตไปอย่างกะทันหัน ก็หมายความว่าดับไปด้วยความรู้สึกในอย่างแรก อยู่ในตัว และเป็นอันว่ามีผลคล้ายกัน คือความไม่อยากเกิดอีก นั่นเอง
                วิธีปฎิบัติอย่างที่ 1 คือทำเป็นประจำวันนั้นหมายความว่า มีเวลาว่างสำหรับทำจิตใจเมื่อไร, ก่อนนอนก็ดี ตื่นนอนใหม่ก็ดี. ให้สำรวมจิตเป็นสมาธิ ด้วยการกำหนดลมหายใจหรืออะไรก็แล้วแต่ถนัด พอสมควรก่อน ; แล้วจึงพิจารณาให้เห็นความที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงทุกสิ่ง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา หรือ เป็นของเรา แม้แต่สักอย่างเดียว. เป็นเรื่องอาศัยกันไปในการเวียนว่ายตายเกิดเท่านั้นเอง. ยึดมั่นในสิ่งใดเข้า ก็เป็นทุกข์ทันที, และทุกสิ่ง.
                การเวียนว่ายตายเกิดนั้นเล่า ก็คือการทนทุกข์ทรมานโดยตรง. เกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที, เกิดทุกชนิดเป็นทุกข์ทุกชนิด, ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ก็เป็นทุกข์ไปตามแบบของการเกิดเป็นอย่างนั้น : เกิดเป็นแม่ก็ทุกข์อย่างแม่, เกิดเป็นลูกก็ทุกข์อย่างลูก เกิดเป็นคนรวยก็ทุกข์อย่างคนรวย, เกิดเป็นคนจนก็ทุกข์อย่างคนจน, เกิดเป็นคนดีก็ทุกข์อย่างคนดี, เกิดเป็นคนชั่วก็ทุกข์อย่างคนชั่ว, เกิดเป็นคนมีบุญก็ทุกข์ไปตามประสาคนมีบุญ, เกิดเป็นคนมีบาปก็ทุกข์ไปตามประสาคนมีบาป; ฉะนั้นสู้ไม่เกิดเป็นอะไรเลย คือ “ดับไม่เหลือ” ไม่ได้.
                แต่ทีนี้ สำหรับการเกิด หรือคำว่า “เกิด” นั้นอย่าหมายเพียงการเกิดจากท้องแม่, ที่แท้มันหมายถึงการเกิดของจิต คือของความรู้สึก ที่รู้สึกขึ้นมาคราวหนึ่ง ๆ ว่า กู เป็นอะไร, เช่น เป็นแม่เป็นลูก, เป็นคนจนคนมี, คนสวยคนไม่สวย, คนมีบุญมีบาป, เป็นต้น ซึ่งนี่แหละเรียกว่าความยึดถือ หรืออุปาทาน ว่าตัวกูเป็นอย่างไร ของกูเป็นอย่างไร.
                ตัวกู หรือ ของกู อย่างที่กล่าวนี้ เรียกว่า อุปาทานมัน เกิดจาก้องแม่ ของมันคือ อวิชชา. มันเกิดวันหนึ่งไม่รู้กี่สิบครั้ง ก็ร้อยครั้ง หรือไม่รู้กี่ร้อยชาตินั่นเอง. เกิดทุกคราวเป็นทุกข์ทุกคราว อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยง : ทุกคราวที่ตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียง หรือจมูกได้กลิ่นหรือลิ้นได้รส หรือกายได้สัมผัสทางผิวหนัง หรือจิตมันปรุงเรื่องเก่า ๆ เป็นความคิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาเองก็ตาม ถ้าควบคุมไว้ไม่ดีแล้ว ตัวกูเป็นได้โผล่หรือเกิดขึ้นมาทันที และต้องเป็นทุกข์ทันที ที่ตัวกูโผล่ขึ้นมา.
               ฉะนั้นจงระวังอย่าเผลอให้ “ตัวกู” โผล่หัว ออกมาจากท้องแม่ของมันได้เป็นอันขาด. เพียงแต่ตาเห็นรูปหรือหูได้ยินเสียงเป็นต้น แล้วเกิดสติปัญญา รู้ว่าควรจัดการอย่างไรก็จัดไป หรือนิ่งเสียก็ได้; อย่างนี้ไม่เป็นไร. ขออย่างเดียวอย่าให้ “ตัวกู” ถูกปรุงขึ้นมาจากตัณหา หรือเวทนา อันเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เห็นหรือได้ยิน เป็นต้นนั้นอย่างนี้ เรียกว่า “ตัวกู” ไม่เกิด คือไม่มีชาตินั่นเอง, เมื่อไม่เกิดก็ไม่ตาย หรือทุกข์อย่างใดทั้งสิ้น.
                นี่แหละ คือข้อที่บอกให้ทราบว่า การเกิด นั้นไม่ใช่หมายถึงเกิดจากท้องแม่ทางเนื้อหนังโดยตรง, แต่มันหมายถึงการเกิดทางจิตใจ ของ “ตัวกู” ที่เกิดจากแม่ของมัน คืออวิชชา.
                การ “ดับไม่เหลือ” ในที่นี้ก็คือ อย่าให้ตัวกูชนิดดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นมาได้นั่นเอง. เมื่อ แม่ ของมัน คืออวิชชา ก็ให้ฆ่าแม่ ของมันเสีย ด้วยวิชชา หรือปัญญาที่รู้ว่า “ไม่มีอะไรควรยึดมั่นถือมั่น” นั่นเอง, หรืออีกอย่างหนึ่งก็ว่า มันเกิดได้เพราะเราเผลอคติ, ฉะนั้น เราอย่าเผลอสติ เป็นอันขาด
                ถ้าเป็นคนขี้มักเผลอสติ ก็ จงแก้ด้วยความเป็นผู้รู้จักอาย รู้จักกลัว เสียงบ้าง : โดย อายว่า การที่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ๆ มันเป็นคนสาระเลว ยิ่งกว่าไพร่หรือ ขี้ข้าสถุลเสียอีก, ไม่สมควรแก่เราเลย. ที่ว่ารู้จักกลัวเสียบ้างนั้นหมายความว่า มันไม่มีอะไรที่น่ากลัว ยิ่งไปกว่าความเกิดชนิดนี้แล้ว มันยิ่งกว่าตกนรก หรืออะไรทั้งหมด, เกิดขึ้นมาทีไร เป็นสูญคนเสียคนไม่มีอะไรเหลือ.
                เมื่อมีความอายและความกลัว อย่างนี้บ่อย ๆ แล้วสติมันจะไม่กล้าเผลอของมันเอง. การปฏิบัติก็จะดีขึ้น ตามลำดับจนเป็นผู้ที่มีการ “ดับไม่เหลือ” อยู่เป็นประจำ. ทุกค่ำเช้าเข้านอน ต้องมีการคิดบัญชีเรื่องเกี่ยวกับการดับไม่เหลือนี้ให้รู้รายรับรายจ่ายไว้ เสมอไป. ข้อนี้มีอานิสงส์สูงไปกว่าไหว้พระสวดมนต์ หรือทำสมาธิเฉย ๆ.
                เรื่องเกี่ยวกับดับไม่เหลือทำนองนี้ ไม่เกี่ยวกับการเพ่งหรือหลับตาเห็นสีเห็นดวงหรืออะไรที่แปลก ๆ เป็นทำนองปาฏิหาริย์หรือศักดิ์สิทธิ์. อย่างมากที่สุดที่มันจะสำแดงออกก็เพียงถ้ามีสติสมบูรณ์จริง ๆ ได้ที่เต็มที่แล้วก็จะสำแดงออกมาเป็นความเบากายเบาใจ, สบายกายสบายใจอย่างที่บอกไม่ถูกเท่านั้นเอง. ถึงกระนั้นก็อย่านึกถึงเรื่องนี้จะดีกว่า เพราะจะกลายเป็นที่ตั้งของอุปาทานอันใหม่ ขึ้นมาแล้วมันก็จะดับไม่ลง, และมันจะ “เหลือ” อยู่เรื่อยคือเกิดเรื่อยทีเดียว เดี๋ยวจะได้กลุ้มกันใหญ่และยิ่งไปกว่าเดิม.
                พวกที่ทำวิปัสสนาไม่สำเร็จ ก็เป็นเพราะคอยจับจ้องเอาความสุขอยู่เรื่อยไป, มุ่งนิพพานตามความยึดถือของตนอยู่เรื่อยไป; มันก็ดับไม่ลงหรือนิพพานจริง ๆ ไม่ได้, มีตัวกูเกิดในนิพพานแห่งความยึดมั่นถือมั่นของตนเองเสียเรื่อย.
                ฉะนั้น ถ้าจะภาวนาบ้างก็ต้องภาวนาว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น แม้แต่สิ่งที่เรียกว่านิพพานนั่นเอง, “สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย – สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”
                สรุปความว่า ทุกค่ำเช้าเข้านอน ต้องทำความแจ่มแจ้งเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ให้แจ่มกระจ่างอยู่เสมอจนเคยชินเป็นนิสัย, จนหากบังเอิญตายไปในเวลาหลับ ก็ยังมีหวังที่จะไม่เกิดอีกต่อไปอยู่นั่นเอง มีสติปัญญาอยู่เรื่อยอย่าให้อุปาทานว่า “ตัวกู” หรือ “ของกู” เกิดขึ้นมาได้เลยในทุก ๆ กรณี ทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งตื่นและหลับ.
                นี้เรียกว่า เป็นอยู่ด้วย ความดับไม่เหลือ หรือความไม่มีตัวตน มีแต่ธรรมะอยู่ในจิตที่ว่างจากตัวตนอยู่เสมอไป เรียกว่าตัวตนไม่ได้เกิด, และมีแต่การดับไม่เหลืออยู่เพียงนั้น. ถ้าเผลอไป ก็ตั้งใจทำใหม่เรื่อย, ไม่มีการท้อถอยหรือเบื่อหน่าย ในการบริหารใจเช่นนี้ ก็เช่นเดียวกับเราบริหารกายอยู่ตลอดเวลานั้นเหมือนกัน; ให้ทั้งกายและใจได้รับการบริหารที่ถูกต้อง คู่กันไปดังนี้ ในทุกกรณีที่ทำอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก, เป็นอยู่ด้วยปัญญาไม่มีความผิดพลาดเลย.
                ทีนี้ก็มาถึง วิธีปฏิบัติอย่างที่ 2 คือในเวลาจวนเจียนจะดับจิตนั้น อยากจะกล่าวว่ามันง่ายเหมือนตกกระไดแล้วพลอยกระโจน; มันยากอยู่ตรงที่ไม่กล้าพลอยกระโจนในเมื่อพลัดตกกระไดมันจึงเจ็บมาก เพราะตกลงมาอย่างไม่เป็นท่าเป็นทาง. ไหน ๆ เมื่อร่างกายนี้มันอยู่ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จิตหรือเจ้าของบ้านก็พลอยกระโจนตามไปเสียด้วยก็แล้วกัน.
                ให้ปัญญา กระจ่างแจ้งขึ้นมาในขณะนั้น ว่าไม่มีอะไรที่น่าจะกลับมาเกิดใหม่เพื่อเอาเพื่อเป็น, เพื่อหวังอะไรอย่างใดต่อไปอีก หยุด สิ้นสุด ปิดฉากสุดท้ายกันเสียที; เพราะไปแตะเข้าที่ไหนมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นอะไรเข้าที่ไหน หรือได้อะไรที่ไหนมา. จิตหมดที่หวังหรือความหวังละลายไม่มีที่จอด มันจึงดับไปพร้อมกับกายอย่างไม่มีเชื้อเหลือ มาเกิดอีก.
                สิ่งที่เรียกว่าเชื้อ ก็คือความหวัง หรือความอยากหรือ ความจึดมั่นถือมั่น อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั่นเอง.
                สมมติว่าถูกความขวิดจากข้างหลัง หรือรถยนต์ทับหรือตึกพังทับ ถูกลอบยิง หรือถูกระเบิดชนิดไหนก็ตาม; ถ้ามีความรู้สึกเหลืออยู่ แม้สักครึ่งวินาทีก็ตามจงน้อมจิตไปสู้ความดับไม่เหลือ หรือทำความดับไม่เหลื่อเช่นว่านี้ให้แจ่มแจ้งขึ้นในใจ เหมือนที่เราเคยฝึกอยู่ทุกค่ำเช้าเข้านอนตื่นขึ้นมา ในขณะนั้นทำให้จิตดับไป ก็เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับการ “ตกกระไดพลอยโจน” ไปสู่ความดับไม่มีเชื้อเหลือ.
                ถ้าหากจิตดับไปเสีย โดยไม่มีเวลาเหลืออยู่สำหรับให้รู้สึกได้ ดังนั้น ก็แปลว่า ถือเอาความดับไม่เหลือที่เราพิจารณาและมุ่งหมายอยู่เป็นประจำใจ ทุกค่ำเช้าเข้านอนนั่นเอง เป็นพื้นฐานสำหรับการดับไป; มันจะเป็นการดับไม่เหลืออยู่ดี, ไม่เสียท่าเสียทีแต่ประการใด, อย่าได้เป็นห่วงเลย.
                ถ้า ป่วย ด้วยโรคที่เจ็บปวดหรือ ทนทรมานมาก็ ต้องทำจิตเบ่งรับ ว่าที่ยิ่งเจ็บมากปวดมากนี่แหละมันจะได้ดับไม่เหลือเร็วเข้าอี. เรา ขอบใจความเจ็บปวดเสียอีก. เมื่อเป็นดังนี้ ปีติในธรรม ก็จะข่มความรู้สึกปวดนั้นไม่ให้ปรากฏ หรือปรากฏแต่น้อยที่สุด จนเรามีสติสมบูรณ์อยู่ดังเดิม และเยาะเย้ยความเจ็บปวดได้.
                ถ้าป่วยด้วยโรค เช่นอัมพาตและต้องตายด้วยโรคนั้นก็ให้ถือว่าตัวเราสิ้นสุดไป ตั้งแต่ขณะที่โรคนั้นทำให้หมดความรู้สึกนั้นแล้ว, ที่เหลือนอนตาปริบ ๆ อยู่นี้ ไม่มีความหมายอะไร; ทั้งนี้เพราะว่าจิตของเราได้สมัครน้อมไปเพื่อความดับไม่เหลือเสร็จสิ้นแล้ว ตั้งแต่ก่อนล้มเจ็บเป็นอัมพาตหรือตั้งแต่ความรู้สึกยังดี ๆ อยู่ ในการเป็นอัมพาตตลอดเวลาที่มีความรู้สึก.
                ครั้น หมดความรู้สึกแล้ว มันก็เลิกกัน แม้ว่าชีวิตยังไม่ดับ ทันที มันก็ หามีตัวตนอะไรที่เป็นตัวกูหรือของกู ที่ไหนไม่.
                อย่าได้คิดเผื่อให้มากไป ด้วยความเขลาของตัวเองเลย; ยังดี ๆ อยู่นี่แหละรีบทำความดับไม่เหลือเสีย. ให้สมบูรณ์ด้วยสติปัญญาเถิด มันจะรับประกันได้ไปถึงเมื่อเจ็บ; แม้ในกรณีที่เป็นโรคอัมพาตดังกล่าวแล้ว ไม่มีทางที่จะพ่ายแพ้ หรือเสียท่าเสียทีแก่ความเจ็บแต่ประการใดเลย; เพราะเราทำลาย “ตัวกู” ให้หมดความเกิดเสียแล้วตั้งแต่เมื่อร่างกายยังสบาย ๆ อยู่นั่นเอง. นี้เรียกว่าดับหมดแล้วก่อนตาย.
                สรุปความในที่สุด วิธีปฏิบัติทั้ง 2 ชนิดก็คือ จงมีจิตที่มีปัญญาแท้จริง. มองเห็นอยู่ว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่นแม้แต่สักสิ่งเดียว. ในจิตที่ว่างจากจวามยึดมั่นถือมั่นโดยสิ้นเชิง อย่างนี้แหละ “ไม่มีตัวกู” หรือ “ของกู”; มีแต่ธรรมะที่เป็นความหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเราจะสมมติเรียกว่าพระรัตนตรัย หรือ มรรค ผล นิพพาน หรืออะไรที่เป็นยอดปรารถนาของคนยึดมั่นถือมั่นนั้นได้ทุกอย่าง. แต่เราไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทานในสิ่งเหล่านั้นเลย จึงดับไม่เหลือ หรือนิพพานได้จริงสมชื่อ: นิ แปลว่า ไม่เหลือ, พาน แปลว่า ไป หรือ ดับ; นิพพาน จึงแปลว่า ดับไม่เหลือ; เป็นสิ่งที่มีลักษณะความหมาย การปฏิบัติ และอานิสงส์อย่างที่กล่าวมานี้แล.


                                                              ******* 
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasath.com

No comments:

Post a Comment