Wednesday, November 23, 2011

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่ ๕

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่ ๕
 โดยพุทธทาสภิกขุ
          ตัวอย่างเฉพาะบางเรื่อง
          เอ้า, ทีนี้มันเป็นหัวข้อที่คลุม คลุมกว้างมากเกินไป. เราควรจะยกตัวอย่างเฉพาะเรื่อง มาพูดกันบ้าง ให้เป็นที่เข้าใจว่ามันเช่นอะไรบ้าง, หรือมันเกี่ยวกับอะไรบ้างให้มาเป็นตัวอย่าง. อาตมาจะยกมาสัก ๔ อย่าง คือเรื่อง การงาน เรื่องทรัพย์สมบัติ เรื่องครอบครัว และเรื่องการเสวยสุข.

๑. เรื่องการงาน.
          เรื่องที่ ๑ คือเรื่องการงาน ชีวิตมันต้องมีการงาน การงานโดยธรรมชาติ, ที่ต้องทำตามธรรมชาติโดยไม่รู้สึกตัว นี้ก็เป็นการงานประเภทหนึ่ง. แล้วการงานอีกประเภทหนึ่ง เราทำอยู่ด้วยความรู้สึก, แล้วก็ฝืนความรู้สึก เพราะเราขี้เกียจ ทำการงาน, การงานที่ตามธรรมชาติ.
          เช่นว่าเราต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ให้ร่างกายมันปรกติ สบายมีชีวิตอยู่ได้; เช่นนอนมากแล้วมันก็ต้องลุกขึ้นนั่ง นั่งนานนักมันก็ต้องลุกขึ้นยืน ยืนมากนักก็ต้องเดิน ซึ่งมันต้องทำไม่อย่างนั้นชีวิตมันปรกติไม่ได้. เราต้องอาบน้ำ เราต้องถ่ายอุจจาระปัสสาวะ, เราจะต้องทำการงาน คือการบริหารกาย ทั้งอย่างน้อยๆ เล็กๆ น้อยๆ และอย่างใหญ่ๆ ที่เราจะต้องทำ. เมื่อเราจะต้องกินอาหาร เราก็ต้องหาอาหาร มันก็มีการงานมากขึ้น หรือว่ามันเนื่องกับผู้อื่นกว้างออกไป. การงานมันก็ขยายตัวออกไป รวมแล้วก็เรียกว่าการงาน.
          เพื่อจะให้มองเห็นว่า การงานนั้นมันคู่กับชีวิต หรือมันเป็นอันเดียวกับชีวิต ชีวิตต้องเป็นการงาน การงานต้องเป็นชีวิต; ถ้าไม่มีการงานชีวิตมันอยู่ไม่ได้. เป็นอันว่าเราหลีกการงานไม่พ้น แต่ก็มีไม่กี่คนที่ชอบทำการงาน, ทุกคนขี้เกียจทำการงาน. พูดอย่างนี้จริงหรือไม่จริง ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนไปคิดดู ที่อาตมาพูดว่า ทุกคนมันขี้เกียจทำการงาน.
          ที่ทำการงานอยู่บ้างนั้น เพราะความจำเป็นบังคับ; เช่นกลัวเมียด่า จึงไปทำการงาน อย่างนี้ หรือมันไม่มีอะไรจะกินก็ต้องไปทำการงาน. ที่ทำการงานเป็นข้าราชการ เป็นชาวนา ชาวสวน เพราะว่าความจำเป็นบังคับทั้งนั้นแหละ; เนื้อแท้มันไม่ได้รักที่จะทำการงานให้เหน็ดเหนื่อย มันอยากจะนอน พักผ่อนเล่นหัว คือไม่ทำการงาน.
          เราจึงมองเห็นว่า คนยังโง่มากที่ไม่รักการงาน; เดี๋ยวนี้ทำด้วยความจำเป็นบังคับ มันก็คือตกนรกนั่นเอง. ฉะนั้นทุกคนตกนรกอยู่ตลอดเวลา คือต้องทำการงานด้วยการฝืนความรู้สึก, มันไม่อยากทำงานก็ต้องไปออฟฟิศเพราะว่าต้องเบิกเงินเดือนมากิน; ถ้าไม่ทำงานมันไม่มีเงินเดือน อย่างนี้เป็นต้น. มันก็ต้องทนทำงาน, ทนไปทำงานนั้นคือการตกนรก นี่คนโง่จะต้องตกนรกการงาน ตลอดปีตลอดชาติ.
          ถ้าคนรู้ธรรมะมีธรรมะ จะเห็นว่าการงานนั้นคือชีวิต, การงานนั้นคือการทำหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ. นั้นคือการปฏิบัติธรรม มันก็เลยสนุกในการทำงาน, เมื่อทำงานสนุก ไม่สนุกเมื่อเลิกงานหรือไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ นั้นเป็นเรื่องบ้า, เห็นเป็นเรื่องบ้าไปเลย; แม้ต้องทำงานอยู่ออฟฟิศ หรือในโรงงาน ในที่ทำงานทั้งหลาย มันกลับสนุก. คนนี้ไม่ตกนรกเลย, ไม่ตกนรกการงาน, แต่กลับได้สวรรค์แห่งการงาน มีความสุขสนุกสนานพอใจอยู่ในการกระทำงาน. นี่คือศิลปะแห่งการดำรงชีวิตอยู่ในโลก เกี่ยวกับเรื่องการงาน.
          สรุปความสั้นๆ ว่า การงานไม่เป็นการทรมานแก่บุคคลนั้น ซึ่งเป็นคนฉลาด. การงานเป็นนรกสำหรับคนโง่ทุกคนที่ไม่ชอบการงาน: มานั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะนั้น กระฟัดกระเฟียดอยากจะถึง ๔ โมงเย็นเร็วๆ จะไปบ้าน จะไปกินไปเล่น; คนชนิดนี้การงานคือนรก สุมเผาเขาอยู่ตลอดเวลา, ไม่มีศิลปะเพราะว่าไม่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ.
          ต้องไปปรับเสียใหม่ให้การงานเป็นสวรรค์ เป็นสุขสนุกสนานอยู่ในการทำงาน ไม่เป็นการทรมานแต่ประการใด, ให้มองไกลออกไป คือฉลาดมากขึ้นไปอีก ว่าการงานคือการศึกษา และการปฏิบัติธรรม, การงานคือการศึกษาธรรมะ การงานคือการปฏิบัติธรรมะ. ก่อนหน้านี้เราไม่มีความรู้เรื่องการงานพอเราไปทำการงานเข้าเราก็รู้.

การศึกษาจบต่อเมื่อมีผลของงาน.
          นี้อย่าอวดดีไปนะ ว่าวิชาความรู้เรื่องการงานนั้นเรียนได้จากมหาวิทยาลัย หรือวิทยาลัย โรงเรียนอาชีพอะไรต่างๆ; นั้นมันยังไม่รู้ จะไปรู้จริงต่อเมื่อมันไปทำงานเข้าจริงๆ; ฉะนั้นตัวการงานจริงๆ จึงจะเป็นการศึกษา. อย่างเรียนวิชาแพทย์มานี้ มันก็เหมือนกับฝัน จนกว่าไปปฏิบัติงานเข้าจริงพอสมควรแล้วมันจึงจะรู้วิชานั้นๆ. อาชีพอย่างอื่นก็เหมือนกัน ต่อเมื่อไปทำการงานในหน้าที่นั้นๆ จึงจะมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ. นี่เรียกว่าการงานเป็นการศึกษา.
          การศึกษาไม่จบลงแค่ได้รับปริญญา ไม่ใช่หาว่าคุณจะโง่; แต่อยากจะบอกให้รู้ล่วงหน้าว่า การศึกษาไม่ได้จบอยู่แค่รับปริญญา. การศึกษาจะจบต่อเมื่อได้รับผลของการงาน ในปริญญาสาขาที่คุณได้รับ. อย่าเข้าใจว่าการศึกษาจบเมื่อวันรับปริญญา การศึกษามันจบเมื่อไปทำงานในหน้าที่นั้นๆ สำเร็จแล้ว, การศึกษาในเรื่องนั้นๆ มันออกมาจากการงาน. ฉะนั้นการงานเป็นการศึกษา ควรจะรักการงาน พอใจการงาน ในฐานะเป็นการศึกษาเสียชั้นหนึ่งก่อน.

การงานต้องเป็นการปฏิบัติธรรม.
          แล้วการงานเป็นการปฏิบัติธรรม; ทำงานเป็นอะไร, เป็นครู เป็นหมอ เป็นพ่อค้า เป็นอะไรก็ตาม, การที่ทำงานสำเร็จต้องประกอบไปด้วยธรรมะมากมายเหลือเกิน. เขาจะต้องมีความรู้เรื่องนั้น, เขาจะต้องมีความอดทน อดกลั้น ในเรื่องนั้น, ต้องมีสติสัมปชัญญะในเรื่องนั้น, ต้องมีความเฉลียวฉลาดปฏิภาณ ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเกี่ยวกับเรื่องนั้น, เขาต้องมีสัจจะ ความซื่อตรง จริงใจ ขยันขันแข็ง ในการงานนั้น, เขาจะต้องกล้าหาญเพียงพอในหน้าที่ของตน. ธรรมเกือบหมดทั้งพระไตรปิฎกมาอยู่ในตัวการงาน เมื่อทำการงาน. ฉะนั้นใครจะทำการงาน โดยที่ไม่ต้องปฏิบัติธรรมะนั้นไม่ได้ดอก.
          เป็นชาวนาไถนาอยู่ในนากับควาย แต่เขาต้องมีธรรมะ เกือบจะทั้งหมด คือความรู้ว่าจะไถนาอย่างไร: มีวิริยะความพากเพียรไถนาอย่างไร, มีอุตสาหะ มีจิตตะ มีวิมังสา มีคุณธรรมที่ช่วยให้สำเร็จทุกอย่างในการไถนา มันจึงจะไถนาได้. ฉะนั้นการงานเป็นการปฏิบัติธรรมอยู่โดยอัตโนมัติ.

ทำงานด้วยธรรมะจะเกิดความพอใจและเป็นสุข.
          ที่สำคัญที่สุดก็คือ ทำลายความเห็นแก่ตัว ทำลายความขี้เกียจในการทำงานนั้นเอง. ขอให้ทำงานเถอะ จะทำลายความขี้เกียจในการทำงาน, เราจะให้การงานนี้ไม่เป็นนรกสำหรับเรา, ไม่เป็นการทรมานสำหรับเรา, แต่ให้เป็นสิ่งที่น่าชื่นใจสำหรับเรา คือเป็นการศึกษาชีวิต ศึกษาธรรมะ ปฏิบัติชีวิต แล้วก็มีความสุขสนุกอยู่ในการงาน ซึ่งเป็นความสุขจริง. ถ้าเราเป็นคนจริง มีธรรมะจริง รู้ว่าการทำหน้าที่ของมนุษย์คือการปฏิบัติธรรมะ ก็พอใจในการทำงาน มันก็เป็นความสุขอยู่ที่ความพอใจ.
          เราพูดเป็นหลักจิตวิทยาได้เลยว่า ความสุขนั่นคือความพอใจ, เกิดมาจากความพอใจ. ถ้าความพอใจโง่ ก็สุขโง่, ความพอใจหลอกลวง ก็สุขหลอกลวง, ถ้าความพอใจแท้จริง ก็เป็นสุขแท้จริง. ฉะนั้นเราไปทำให้มันเกิดความพอใจที่แท้จริงพอใจในชีวิต พอใจในการงาน แล้วก็ทำอยู่ด้วยความพอใจ ก็เป็นสุข.
          ความพอใจนี้มันเป็นอย่างอื่นไม่ได้ มันต้องเกิดความสุข; ความพอใจทุกชนิดจะให้เกิดความสุข. เราพอใจอย่างถูกต้องมันก็เกิดความสุขอย่างถูกต้อง, ไม่ใช่พอใจอย่างกิเลส. ถ้าพอใจอย่างกิเลส มันไม่คิดทำงาน พอได้ไม่ทำงานมันก็พอใจ; อย่างนี้มันก็เป็นความสุขปลอม เดี๋ยวนี้มีความพอใจอย่างถูกต้อง มันก็เป็นความสุขอย่างถูกต้อง ขอให้พอใจเมื่อได้ทำอะไรอยู่ แล้วเป็นสุขเพลิดเพลินอยู่ มันก็เลยไม่ต้องนึกถึงเงินที่จะได้รับเมื่อไปขายเมื่อไปอะไรนั้นมันเป็นความ สุขหลอกลวง.
          เราเป็นข้าราชการทำงานอยู่ที่โต๊ะทำงาน เป็นสุขอย่างยิ่งในการทำงาน แต่เราเบื่อมันก็ตกนรกอยู่ที่โต๊ะทำงาน. เราคิดว่าพอถึงเย็นเลิกงาน เราจะไปเที่ยวกินเหล้าเมายากามารมณ์ อะไรก็เป็นความสุข นั้นกลายเป็นความโง่, มันไม่ใช่ความสุขไปยัดเยียด ให้เป็นความสุขมันก็เป็นความโง่. ฉะนั้นสุขที่แท้จริงอยู่เมื่อทำการงานถูกต้องตามความเป็นมนุษย์; เรามีความเป็นมนุษย์ ทำหน้าที่ของมนุษย์อย่างถูกต้อง เราพอใจ เรายกมือไหว้ตัวเองได้ นั้นคือความสุข. พอถึงวันเงินเดือนออกไม่รู้ไม่ชี้ มันไม่ไปไหนเสียดอก เราไม่ต้องไปนึกถึงมัน; จะเอาเงินเดือนไปใช้ก็ใช้ให้ถูกต้อง, อย่าบ้าใช้เพื่อทำลายตัวเองให้วินาศ.
          ชาวนาคนหนึ่ง ไถนามีความสุขอย่างยิ่ง: ขุดดินก็มีความสุข ไถนาก็มีความสุข อะไรๆ ก็มีความสุข; พอข้าวสุกเอาไปขายได้ ไม่รู้ไม่ชี้. ลูกเมียครอบครัวเขาจะไปทำกันอย่างไร ก็ไม่รู้ไม่ชี้, ฉันมันเป็นสุขเมื่อไถนา เมื่อขุดนา เมื่อทำการงาน; นี่ความสุขอย่างนี้มันแท้จริงกว่า. ถ้าจะไปเอาเงินที่เขาขายข้าวนั้นได้ มากินเหล้าเมายา มันก็เรื่องบ้าเลย, มันเป็นคนบ้าเลย. แต่ก็เป็นกันอยู่โดยมาก เมื่อขายข้าวได้ก็ไปบีบคั้นเอามาจากภรรยา, เอามากินเหล้าเมายาตามแบบของคนบ้า ตามแบบของคนยักษ์มารภูติผีปีศาจ, มันหาความสุขด้วยเรื่องหลอกลวงชนิดนั้น.
          ชาวนาของพระพุทธเจ้าเป็นสุขอยู่ เมื่อขุดนา ทำนาไถนา อะไรเสร็จ มันเป็นสุขเพียงพอแล้ว, มันไม่ต้องการความสุขชนิดไหนอีก, ไม่ต้องเอาเงินขายข้าวได้ไปซื้อเหล้า ซื้อสิ่งสำเริงสำราญอะไร.
          นี่ขอให้มีความสุขจากการงาน ในขณะที่ทำการงานมันสุขเสียแล้ว มันก็ไม่ต้องไปหาความสุขที่หลอกลวงคดโกงที่ไหนอีก, นี้ปัญหามันหมดไป. เรามีการงานที่เป็นสวรรค์ไม่เป็นนรก นี้เรียกว่าดำรงชีวิตถูกต้องในแง่ของการงาน.

ทำงานต้องทำด้วยสติปัญญา.
          มีศิลปะที่อยากจะบอกกันอีกสักข้อหนึ่งว่า จงทำการงานด้วยสติปัญญา คือรู้ว่าเราเป็นมนุษย์ มีหน้าที่อย่างมนุษย์ แล้วก็ทำหน้าที่อย่างมนุษย์ แล้วก็เป็นสุข; นี้ทำการงานด้วยสติปัญญา. อย่าทำงานด้วยกิเลสตัณหาหรือความหวัง; ถ้าทำด้วยตัณหา คือความอยาก, อาสาคือความหวัง แล้วมันก็ตกนรกอีกเหมือนกัน.
          เมื่อเราทำการงาน เรามีความรู้ถูกต้องว่าทำอย่างนี้, ทำด้วยสติทำด้วยปัญญาอย่างนี้. อย่าทำด้วยความหวังว่าเมื่อไรมันจะออกผลมา, อย่าทำด้วยความอยาก คือตัณหา อยากเหมือนใจจะขาดที่จะเห็นผลงาน; นี่คนบ้ามันจุดไฟขึ้นมาสุมเผาตัวเอง. ความอยากนั้นเป็นไปติดต่อกันไม่ขาดตอน นี้เรียกว่าความหวัง, ยิ่งหวังเท่าไรยิ่งเผาหัวใจเท่านั้น. ฉะนั้นอย่าทำด้วยความอยาก, อย่าทำด้วยความหวัง.
          ยกตัวอย่างเหมือนกับว่า ซื้อล็อตเตอรี่มาแผ่นหนึ่งแล้วก็อย่าไปสนใจจนนอนไม่หลับว่ามันจะถูกเมื่อไร; ไม่ต้องสนใจลืมเสียก็ได้ ไว้ไปตรวจดูเมื่อถึงวันฉลากมันออกก็แล้วกัน. ตลอดหลายๆ วันนั้นอย่าไปหวังให้มันบ้า, อย่าไปหวังให้มันเป็นคนนอนไม่หลับ หรือว่าทรมานจิตใจ. การงานนี้ก็เหมือนกัน ทำนา ทำสวน ค้าขาย หรืออะไรก็ทำไปด้วยสติปัญญา; ระงับความอยากความต้องการในผลงานเสีย, แล้วก็ระงับความหวัง ที่เด็กๆ เขาชอบหวังกันนักเสีย, สนุกเป็นสุขอยู่ในการกระทำ แล้วผลมันก็ออกมาเอง.
          คนโง่ก็ถามขึ้นมาว่า ถ้าอย่างนั้นเอากำลังที่ไหนมาทำงาน ถ้าไม่หวัง ถ้าไม่สอนให้อยาก ไม่สอนให้หวัง? เราก็ตอบว่านั้นมันเรื่องของคนโง่ ต้องเอากิเลสตัณหามาเป็นกำลังใจสำหรับทำการงาน. เรามันลูกศิษย์พระพุทธเจ้า เราไม่โง่, เราอาสติ และปัญญานั่นแหละมาเป็นกำลังใจสำหรับทำการงาน. พวกโน้นทำงานด้วยกำลังของกิเลส เช่นความอยากและความหวังเป็นต้น; เราเป็นพุทธบริษัท ทำการงานด้วยกำลังแห่งสติปัญญา, กำลังแห่งปัญญานี้ดีหรือมากกว่ากำลังแห่งความหวังหรือความอยาก ซึ่งเป็นกิเลส.
          ท่านทั้งหลายอาจจะทำงานมาแล้ว ด้วยความอยากและความหวัง. ไปทบทวนความจำดูเถิดว่า มันเผาจิตใจอย่างไร. เดี๋ยวนี้เราจะหยุดการทำด้วยความอยากหรือด้วยความหวัง; แต่ทำด้วยกำลังของสติปัญญา; ส่วนความหวังนั้นเป็นอันว่าเลิกกัน ชักสะพานกันเสียเลย ไม่เกี่ยวข้องด้วยความหวังนั้นพอไปหวังเข้ามันก็ผิดหวังนะ ลองไปหวังอะไรเข้าสิ มันผิดหวังทันที; มันไม่ได้ตามที่หวัง ก็คือไปหวังให้มันผิดหวัง. ฉะนั้นไปหวังให้มันโง่ ไม่ต้องหวัง ทำๆ, ทำๆ ให้มันดีที่สุด ไม่ต้องหวัง.
          นี่เรียกว่าศิลปะสูงสุด เป็นยอดของศิลปะแห่งการทำงาน. จงทำงานด้วยกำลังของสติปัญญา คือพระธรรม, ด้วยกำลังของพระธรรม. อย่าทำงานด้วยกำลังของความหวัง ความทะเยอทะยาน ซึ่งเป็นกิเลสตัณหา; นี่เป็นศิลปะแห่งการทำงาน
          มีการดำรงชีวิตอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการงาน, ก็เลยเป็นความสุขอยู่ในการงาน, เป็นการศึกษาที่ทำให้ฉลาดมากขึ้น, แล้วเป็นการก้าวหน้าทางจิตของวิญญาณ ในการเป็นมนุษย์ของตน. เป็นอันว่าหมดปัญหาไปอันหนึ่ง; เป็นการประสบผลสำเร็จด้วยความงดงามอย่างยิ่ง, แล้วก็เป็นงานฝีมืออย่างยิ่ง. เพราะการปฏิบัติอย่างนี้มันไม่ใช่ง่าย มันละเอียดอ่อน มันก็เป็นงานฝีมืออย่างยิ่ง, ศิลปะแห่งการครองชีวิตในแง่ของการงาน.
                                   *******
 กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment