Wednesday, November 23, 2011

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่ ๘

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่๘ 
โดยพุทธทาสภิกขุ

          เรื่องการเสวยสุข.
          ทีนี้ข้อสุดท้าย เรื่องที่ ๔ เกี่ยวกับการเสวยสุขแห่งชีวิต. คำว่า ชีวิต แปลว่า เป็นอยู่ สดชื่นอยู่, ก็ต้องหมายถึงอิ่มอยู่. ถ้าหิวกระหายกระวนกระวายอยู่ ไม่ควรเรียกชีวิต.
          คำว่า ชีวิต หรือ ชีวะ นี้เป็นอยู่อย่างสดชื่น เหมือนต้นไม้ต้นไร่ที่มันสดชื่น แล้วมันอิ่มเอิบอยู่ด้วยความมีชีวิต. ถ้าเรียกว่าความสุขแห่งชีวิต มันต้องสดชื่นและอิ่มอยู่ทีนี้เราทำไม่เป็น มันสดชื่นไม่ได้, มันอิ่มไม่ได้ มันหิวกระหายอยู่ตลอดเวลา. ชีวิตที่โง่เขลาหิวกระหายอยู่ด้วยกิเลสตัณหาอยู่ตลอดเวลานั้น ยังไม่ใช่ชีวิตที่ถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา. ถ้าชีวิต ต้องสดชื่น ต้องเยือกเย็น ต้องมีความรู้สึกที่อิ่มอยู่
          ฉะนั้นเราต้องหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยธรรมะ ในทุกแง่ทุกมุม จะต้องทำให้ชีวิตนี้มันอิ่มอยู่ และพอใจอยู่. อย่างที่ได้พูดมาแล้วเมื่อตะกี๊นี้ว่า เมื่อทำการงานก็พอใจในการงาน เป็นสุขสนุกอยู่ในการงาน. ฉะนั้นชีวิตที่ทำการงานนั้นแหละมันอิ่มอยู่ มันพอใจอยู่. ในตัวการงานนั่นแหละมีความสุขของชีวิต; ไม่ใช่เงิน หรือไม่ใช่ผลที่เกิดจากการงาน; นั่นเอามาทำลายชีวิตก็ได้, เอามาทำชีวิตให้เร่าร้อนก็ได้, แล้วมันยุ่งยากลำบาก ที่จะใช้เงินเพื่อหาความสงบสุข. แต่เราหาความสงบสุขจากพระธรรม, มีพระธรรมเมื่อไรมีความสงบสุขเมื่อนั้น, แล้วก็เมื่อทำการงานนั่นแหละ มีพระธรรมได้มากที่สุด มันก็มีความเยือกเย็นอยู่ในการทำการงาน.
          ถือหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการของพระพุทธเจ้า: มีชีวิตอยู่ด้วยสัมมาสังกัปโป; อย่าอยู่ด้วยความหวัง, ความหิวกระหาย, เป็นตัณหาหรือเป็นอาสาสัมมาสังกัปโป แปลว่าความดำริชอบ, มันมีความหวัง ความประสงค์อยู่ในตัวความดำรินั้นด้วยเหมือนกัน แต่ไม่รุนแรง. ไม่รุนแรงถึงกับเป็นตัณหา คือความอยากหรือไม่รุนแรงถึงกับเป็นอาสา คือความหวังที่เผาหัวใจอยู่ตลอดเวลา.
          อย่าให้ชีวิตนี้อยู่ด้วยตัณหา หรือความหวัง. ให้อยู่ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ มีความรู้ความเข้าใจถูกต้อง มีความดำริถูกต้อง มีการพูดจาถูกต้อง ทำการงานทางกายถูกต้อง ดำรงชีวิตถูกต้อง พยายามพากเพียรถูกต้อง มีสติถูกต้อง มีสมาธิถูกต้อง. นี้เป็นชีวิตที่สดใจ อิ่มเอิบตลอดเวลา; ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความผิดหวัง เพราะเราไม่ได้หวังอะไร, เราทำอยู่อย่างประสบความสำเร็จทุกลมหายใจเข้าออก, เอาเป็นอันว่า ประสบความสำเร็จอยู่ทุกวันๆ ก็ดีถมไปแล้ว.
          ทีนี้เราสอนคนโง่ๆ ให้คิดเสียใหม่ว่า อย่าคิดว่าเรายังไม่สำเร็จในการงานที่เรากระทำ. ให้มองเห็นว่าเราสำเร็จในการงานที่กระทำทุกวันๆ; วันนี้ทำได้เท่านี้ก็คือสำเร็จเท่านี้, พรุ่งนี้ทำได้สำเร็จเท่านั้น ก็สำเร็จเท่านั้น; ไม่ใช่ยังไม่สำเร็จ. ถ้ารู้สึกเป็นยังไม่สำเร็จ มันก็แผดเผาและเป็นทุกข์; ฉะนั้นสำเร็จอยู่ทุกครั้งที่ทำ. อย่างว่าถ้านับได้ว่าขุดดินทีหนึ่ง ก็ได้ประสบความสำเร็จทีหนึ่ง, หรือจะทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้าคุณทำงานเขียนหนังสือ เขียนหนังสือได้ตัวหนึ่ง ก็พอใจว่ามันสำเร็จไปตัวหนึ่ง. เขียนหนังสืออีกตัวหนึ่ง ก็สำเร็จอีกตัวหนึ่ง. มันสำเร็จทุกขณะที่เราเขียนหนังสือตัวหนึ่งๆ. เราก็พอใจ ไม่เหนื่อย ไม่ขาดกำลังใจที่จะกระตุ้นให้ทำ.
          ทีนี้คนเขาแปลคำนี้ผิด แปลว่า ความสันโดษแล้วก็ไม่อยากทำอะไร, นั้นมันว่าเอาเอง. แต่ความสันโดษในทางธรรมะนั้น พอใจทุกครั้งทุกขณะที่ทำลงไป, แล้วก็สำเร็จ, แล้วมันก็ยิ่งยั่วให้อยากทำ; เพราะมันสำเร็จเห็นทันตาอยู่. ฉะนั้นความสันโดษชนิดนี้ทำให้ยิ่งทำสนุก พอใจ และยิ่งเป็นสุข, เป็นสุขอยู่ในความสันโดษ ซึ่งเป็นความพอใจ. ฉะนั้นเราเสวยสุขกันที่นี้, อย่าต้องเอาเงินไปซื้อเหล้ามากิน ซื้อปัจจัยแห่งกามารมณ์, คอยแต่ว่าเมื่อไรจะเลิกงาน แล้วจะไปสถานอาบอบนวด; อย่างนั้นมันเป็นเรื่องของอะไรไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องของพุทธบริษัทแล้ว, และไม่ใช่เรื่องของความสุขด้วย.
          เราจะมีชีวิตอยู่ด้วยความพอใจในการเข้าถึงธรรมะ เคลื่อนไหวทุกอิริยาบถให้เป็นธรรมะ ตัวธรรมะนั้นถือว่าเป็นสิ่งถาวร เป็นสิ่งนิรันดร เป็นสิ่งที่ไม่รู้จักตาย. ฉะนั้นขอให้ธรรมะมาอยู่กับเรา อยู่กับความรู้สึกของเรา อยู่กับจิตใจของเรา, ให้แต่ละขณะแต่ละวินาที เราอยู่ด้วยธรรมะ. ฉะนั้นเราอยู่ด้วยกับสิ่งที่ไม่รู้จักตาย เราก็สบาย.
          ศิลปะของการเสวยสุขแห่งชีวิตของพุทธบริษัทจะต้องเป็นอย่างนี้; ฉะนั้นเราไม่มีความทุกข์ เราตกนรกไม่ได้; อย่างน้อยก็มีความเป็นสวรรค์ คือความพอใจในตัวเอง, ยกมือไหว้ตัวเองได้อยู่ตลอดเวลา. นี้เป็นข้อที่สี่.
          เราทำถูกต้องในเรื่องเกี่ยวกับการงาน เราทำถูกต้องในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติ, เราทำถูกต้องเกี่ยวกับครอบครัวการมีครอบครัว, เราทำถูกต้องเกี่ยวกับการเสวยความสุขแห่งชีวิต, ทั้งหมดนั้นเป็นธรรมะไปหมด. นี้มันเป็นชีวิตที่เข้าถึงคุณธรรมสูงสุดแห่งชีวิต, และเป็นความงามอย่างยิ่ง, จึงจัดเป็นศิลปะ. ธรรมะในฐานะที่เป็นศิลปะ มีความงามทั้ง ๓ เวลา, ทั้ง ๓ กาละ คือ เบื้องต้น ท่ามกลาง และ เบื้องปลาย.

         ควรให้งามทั้ง ๓ วัย
          ๓ กาละนี้ มันอธิบายได้มาก แต่อาตมาอยากจะพูดสั้นๆ สรุปสั้นๆ เพราะเวลามันเหลือนิดเดียวแล้วว่า ให้มันงามทั้งปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย. คนทุกคนที่นั่งอยู่นี้ ก็อยู่ในวันใดวัยหนึ่งในวัยทั้ง ๓ นี้.
          ถ้าใครยังอยู่ในปฐมวัย ก็นับว่าโชคดี ทำให้งามเสียแต่ปฐมวัย อย่าให้มันผิดพลาด. ถ้าเข้ามาถึงมัชฌิมวัยเสียแล้ว ก็รักษามัชฌิมวัยนี้ให้มันมีความงดงาม; ถ้าปฐมวัยมันผิดพลาดไปหมด ก็ไม่ต้องไปเสียใจทุกข์ร้อนอะไรกับมัน; มาทำให้มัชฌิมวัยนี้ถูกต้องและงดงาม, ทีนี้บางคนมาถึงปัจฉิมวัยเสียแล้ว เอ้า, ก็เหลืออยู่เท่าไร ก็ทำให้มันงดงามเท่านั้นแหละ ทำปัจฉิมวัยนี้ให้งดงามที่สุด.
          งามให้ทันเวลาเสียในวัยที่ยังเหลืออยู่ แล้วแต่ว่าเราตั้งอยู่ในวัยอะไร ตั้งอยู่ในปฐมวัย ก็งดงามให้ทันในปฐมวัย, และวัยที่เหลืออยู่อีก ๒ วัย ตั้งอยู่ในมัชฌิมวัย ก็ให้มันทันมัชฌิมวัย, และที่เหลืออยู่อีก ๑ วัย. ถ้าตั้งอยู่ในปัจฉิมวัยวัยสุดท้าย ก็ให้มันสวยงามในวาระสุดท้าย งดงามถึงวาระดับจิต ตายอย่างมีศิลปะ. นี่ทำเสียให้มันทัน ทันรู้ทันเห็นเป็นสันทิฏฐิโก, ธรรมะที่แท้จริงเป็นสันทิฏฐิโก. ถ้าไม่ได้ชิม ไม่ได้รู้ ไม่ได้เห็นไม่ได้รู้สึกด้วยตนเอง ไม่ใช่ธรรมะ; ถ้าเป็นธรรมะต้องเป็นสันทิฏฐิโก
          ฉะนั้นทุกคนทำเสียให้ทันเวลา ทันรู้ทันเห็นเป็นสันทิฏฐิโก มิฉะนั้นมันก็เสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา; อย่าให้มันเสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา. ถ้าจำคำนี้ไว้ได้มันก็คงจะไม่ประมาท อย่าให้เสียชาติเกิดมาเป็นมนุษย์และพบพุทธศาสนา. ถ้าจำไว้ได้ก็คงจะไม่ประมาท; ถ้าไม่สนใจก็จะเต็มไปด้วยความประมาท, แล้วก็ไม่ได้รับอะไร, แล้วมันก็จะเสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และได้พบพระพุทธศาสนาจริงๆ.
          รวมความว่า เรามาพูดกันอีกครั้งหนึ่งในวันนี้เรื่องศิลปะแห่งการครองชีวิต. เป็นศิลปะเพื่อจะมีชีวิตอยู่ในโลก โดยไม่ต้องสัมผัสกับเขี้ยวของโลก ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว.

          ต้องขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ ก็เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้า ท่านได้สวดบทพระธรรม ในรูปแบบ คณสาธยาย, แสดงธรรมะเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดความพอใจ ความกล้าหาญความเชื่อในการที่จะปฏิบัติธรรมะถูกต้องถึงที่สุดของธรรมะสืบต่อ ไป.
******* 
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment