Wednesday, November 23, 2011

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่ ๖

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่  ๖ 
โดยพุทธทาสภิกขุ

       
          เรื่องทรัพย์สมบัติ.
          เอ้า, ทีนี้จะพูดถึง เรื่องที่ ๒ คือ เรื่องทรัพย์สมบัติ. คนโง่มีทรัพย์สมบัติมาเป็นสำหรับนรกสุมเผาตน, คนมีปัญญามีทรัพย์สมบัติมาสำหรับรับใช้ให้เกิดความสะดวกสบายแก่ตน.
          คนโง่มีทรัพย์สมบัติมาสำหรับสุมเผา ถ้าพูดตรงๆ ก็ว่าสุมกะบาลแหละ มันหยาบคายนักไม่พูดละ มาสำหรับสุมเผาตนให้มีความทุกข์. เขามีทรัพย์สมบัติด้วยความยึดถือว่าตัวกูว่าของกู มันก็สุมเผาอยู่ด้วยความวิตกกังวล เป็นโรคประสาทกันมานักแล้ว เพราะการมีชีวิตอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่น ในทรัพย์สมบัติเป็นต้น.

          การหาและมีทรัพย์อย่าให้มีกิเลส
          ฉะนั้น การหาทรัพย์ ก็อย่าเป็นการหานรกมาใส่ตัว, การมีทรัพย์ก็อย่ามีนรกสำหรับสุมเผาตัว, การบริโภคทรัพย์สมบัติก็อย่าให้เป็นการบริโภคนรกเข้าไป, ถึงคราวที่จะต้องสละทรัพย์สมบัติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ก็ให้มันเป็นเรื่องสนุกสนานเป็นความสุขไป. อย่าหาสมบัติด้วยกิเลสตัณหา ด้วยความหวังอย่างที่ว่านั้น. มีทรัพย์ก็อย่ามีด้วยความวิตกกังวล, บริโภคทรัพย์ก็อย่าได้บริโภคด้วยความตะกละของกิเลส, ทำด้วยสติปัญญามันก็จะมีความงดงาม ทั้งในการหาทรัพย์ มีทรัพย์บริโภคทรัพย์ แล้วก็สละทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น

          ควรรู้จักสละทรัพย์แก่เพื่อนมนุษย์ด้วย
          เราต้องสละทรัพย์เพื่อเพื่อนมนุษย์; มองดูให้เห็น แล้วก็จะสนุกสนานในการสละทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์. ถ้าผ่านทางพระพุทธเจ้าได้ก็ยิ่งดี สละทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ แต่ว่าผ่านทางพระพุทธเจ้า คือผ่านทางพระศาสดาของพระพุทธเจ้า. เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ธรรมวินัย คือศาสนาของตถาคต นี้ มีเพื่อประโยชน์ความสุขเกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวง ทั้งเทวดาและมนุษย์. ให้พวกเราพุทธบริษัทช่วยกันรักษาพระศาสนาไว้เพื่อประโยชน์อย่างยิ่งแก่สัตว์ ทั้งหลาย ทั้งเทวดาและมนุษย์. ท่านตรัสว่า พระองค์เองเกิดมาเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายทรงแสดงศาสนา คือธรรมวินัยเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย.
          สาวกทั้งหลายช่วยกันรักษาธรรมวินัยหรือศาสนาไว้ เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย ก็หมายความว่า ถ้าพระธรรมวินัยคือศาสนายังอยู่แล้วละก็ สัตว์ทั้งหลายยังได้รับประโยชน์ทั้งโลก ทั้งมนุษย์โลก เทวโลก, คือทั้งคนยากจนและคนมั่งมี,ว่าอย่างนี้ก็ได้. คนยากจนก็จะหายยากจน, คนมั่งมีก็จะไม่ขี้เหนียวขี้ตืด จะเอื้อเฟื้อช่วยเหลือคนยากจน. นี้เรียกว่าเป็นประโยชน์ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์. ฉะนั้นเราทำประโยชน์ผู้อื่นสละทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น โดยผ่านทางพระศาสนาของพระพุทธเจ้า นี้ประโยชน์มันกว้างขวาง.
          เราจะมีความสุขเมื่อหาทรัพย์, มีความสุขเมื่อมีทรัพย์, มีความสุขเมื่อบริโภคทรัพย์, และมีความสุขเมื่อสละทรัพย์, มันก็มีความสุข มันไม่ตกนรก, ถ้าผิดจากนี้ มันจะตกนรก เมื่อหาทรัพย์ เมื่อมีทรัพย์ แม้เมื่อบริโภคทรัพย์ แม้เมื่อสละทรัพย์ออกไปช่วยเหลือผู้อื่น มันเป็นนรกไปหมด. ต้องมีธรรมะที่ถูกต้อง เป็นไปในรูปของศิลปะ ขจัดความทุกข์ออกไปเสียได้. หาทรัพย์ คือทำการงานก็สนุก เพราะได้ทำหน้าที่ของมนุษย์.
          บุญกุศลสูงสุดอยู่ที่การทำหน้าที่ของมนุษย์; พูดอย่างนี้บางคนไม่ชอบ แล้วก็โกรธด้วย. อาตมาพูดว่า ไม่ต้องไปทำบุญกุศลที่ไหน; บุญกุศลมันอยู่ที่ทำหน้าที่ของมนุษย์ให้ถูกต้องให้เต็มเปี่ยมให้ครบถ้วนให้ สมบูรณ์. หน้าที่ของเราในฐานะที่เป็นมนุษย์อย่างไร ทำมันให้ถูกต้องและครบถ้วนสมบูรณ์; นั้นคือการทำบุญทำกุศล มันเป็นการปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั่น.
          ฉะนั้นเมื่อ หาทรัพย์ ก็หาด้วยสติสัมปชัญญะ ปัญญาว่านี้เป็นหน้าที่ของผู้ที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์, แล้วก็พอใจ. เมื่อมีทรัพย์ ก็มีอย่างมีวัตถุปัจจัยสำหรับอำนวยความสะดวก ไม่ใช่มีไว้สำหรับยึดถือหลงใหล, เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์, หรือว่ายึดถือจนนอนไม่หลับ จนได้เป็นโรคประสาท เพราะไม่รู้ธรรมะในข้อนี้. ฉะนั้นบริโภคทรัพย์ก็บริโภคไม่ลง หวงแหนขี้เหนียวขี้ตืด อย่างนี้ก็มี, หรือว่าโง่ บริโภคในลักษณะที่เป็นการเฟ้อการกิน อย่างนี้ก็มี, ไม่มีธรรมะเข้ามาประกอบด้วยแล้ว การบริโภคทรัพย์ก็เป็นการทำลายล้าง เป็นความวินาศมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์.
          ขอให้มีชีวิตถูกต้องในการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติให้สมกับ คำว่าทรัพย์. ทรัพย์ มีความหมายหรือคำแปลว่าเครื่องปลื้มใจ, ทรัพย์นี้แปลว่าเครื่องปลื้มใจ; จะเป็นทรัพย์ในภาษาไทย หรือ วิตฺต ในภาษาบาลี หรือ ทฺรวฺย ในภาษาสันสกฤต, ภาษาอะไรก็ตาม มันมีรากศัพท์ว่า ความปลื้มใจหรือ สิ่งให้เกิดความปลื้มใจ. ฉะนั้นผู้ใดมีทรัพย์อย่างถูกต้องทรัพย์นั้นจะให้เกิดความปลื้มใจ.

          รู้จักทรัพย์ให้ถูกต้อง
          ถ้ามีทรัพย์แล้วร้อนอกร้อนใจ เหมือนอยู่ในกองไฟ; อย่างนี้มันไม่เป็นทรัพย์เสียแล้ว. ทรัพย์ที่เขามีอยู่นั้นมันไม่เป็นทรัพย์เสียแล้ว, มันไม่เกิดความปลื้มใจเสียแล้ว, มันเกิดนรกเสียแล้ว. ฉะนั้น จงมีทรัพย์ให้ตรงตามตัวหนังสือของคำว่าทรัพย์แปลว่าเครื่องปลื้มใจ. อย่าให้กลายเป็นนรกสุมเผาจิตใจ; เมื่อหาก็ร้อน เมื่อมีอยู่ก็ร้อน เมื่อบริโภคก็ร้อน เมื่อจ่ายไปก็ร้อน; นี่มันร้อนไปหมด; อย่างนี้ไม่ใช่ทรัพย์ เพราะว่าถ้าทรัพย์ในความหมายที่ถูกต้อง ต้องมีความปลื้มใจ.
          เรามีทรัพย์ เราก็มีความปลื้มใจว่าปลอดภัยไปขั้นหนึ่งแล้ว, มีหลักประกัน มีปัจจัยเพียงพอ เป็นเครื่องอุ่นใจ มันก็ปลื้มใจ, เมื่อเอามากิน มาใช้ มันก็ปลื้มใจ, เมื่อเอาไปช่วยเหลือผู้อื่นก็ยิ่งปลื้มใจ; เพราะคนชนิดนี้เขาเห็นเขารู้สึก เขาเห็นแจ้งว่า ให้ผู้อื่นกินนั้นสบาย หรือเป็นสุขมากกว่ากินเอง เขาก็เป็นสุขเมื่อบริจาคช่วยเหลือผู้อื่น. การให้นั้นมีความสุขมากกว่าการรับเอามา; แต่คนธรรมดาเขาไม่คิดอย่างนั้น. เรารับเอามาเราได้สิจึงจะมีความสุข; ส่วนผู้มีปัญญาชนิดละเอียดอ่อนนี้เขาเห็นว่า การให้ผู้อื่นไป นั่นแหละเป็นความสุขยิ่งกว่าการรับเอาของผู้อื่นมา. ดังนั้นเขาจึงพร้อมที่จะให้เสมอ แล้วเป็นสุขสนุกสบายอย่างยิ่งเมื่อได้ให้, ไม่ใช่เมื่อได้รับนะ. เมื่อได้รับกลับจะรู้สึกสะอิดสะเอียน รู้สึกมีปมด้อย; แต่เมื่อได้ให้แล้วก็สบายใจอย่างยิ่ง. นี่ไม่ใช่สอนให้เป็นสมาชิกพระเวสสันดร; บอกความจริงว่ามันเป็นจริงอย่างนี้, ว่าเมื่อให้นั้นสบายกว่าเมื่อเอา. เอ้า, เป็นอันว่า เรื่องทรัพย์ควรจะมีศิลปะกันให้ได้ถึงขนาดนี้.
 *******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org


No comments:

Post a Comment