Wednesday, December 21, 2011

เรื่องส่วนตัว1

เรื่องส่วนตัว1
โดยพระไพศาล วิสาโล


        เขาเหม่อมองออกไปข้างหน้า ด้วยอาการครุ่นคิด ชั่วครู่ก็ถอนหายใจ แล้วสายตาของเขาก็ลดต่ำมาที่ขาทั้งสอง ซึ่งบัดนี้ยืดตรง แน่นิ่ง ไม่ไหวติงบนลานหญ้า ขาคู่นี้เคยรับใช้เขาทุกโอกาสและทุกสมรรถนะ เคยพาเขาวิ่งเล่นเป็นที่ครึกครื้นกับเพื่อน ๆ เมื่อครั้งยังเล็กในสมัยวันคืนอันชื่นบาน ครั้นโตขึ้น เมื่อชีวิตที่สดใส กลับกลายเป็นชีวิตที่ต้องดิ้นรนแข่งขันประจัญบานกับผู้คนรอบข้าง อย่างไม่คิดชีวิต เพียงแม้แต่ขึ้นรถเมล์ทุกเช้า-เย็น ก็ต้องกรูวิ่งแข่งแย่งหาที่นั่ง แม้กระทั่งที่ยืน อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่กระนั้นเขาก็ได้อาศัยขาคู่นี้แหละเอาตัวรอดมาได้โดยตลอด ขาทั้งสองข้างนี้เคยเป็นมิตรสนิทที่ซื่อสัตย์ต่อเขาอย่างยิ่ง คอยช่วยเหลือเกื้อกูลในทุกสถาน อย่างหาใดเทียบไม่ได้ โดยเฉพาะในสังคมปาก (ถูก) ถีบ ตีน (ถูก) กัด เยี่ยงกรุงเทพมหานครเมืองอมรแย้มฟ้านี้ แต่แล้ว...

       มาบัดนี้ ขาแบบบางคู่นี้ ไม่อาจช่วยเขาได้ดังใจคิดอีกต่อไป ไม่อาจพาเขาวิ่งเล่นเหมือนเคย เขาไม่อาจแข่งขัน ยื้อแย่ง กับใครได้อีกต่อไป กลายเป็นผู้ปราชัยในการแข่งขันบนถนนชีวิตโดยสิ้นเชิง แม้กระทั่งจะขึ้นรถเมล์ เขาก็ไม่อาจวิ่งเบียดเสียดฝูงชนที่กรูหาที่นั่งที่ยืนได้อีก มีแต่ถูกปล่อยทิ้งไว้เบื้องหลัง มองรถคันแล้วคันเล่าแล่นผ่านไปโดยที่เขาได้แต่มองตาปริบ ๆ ด้วยความหวังว่า คันต่อไปเขาจะได้รับเมตตา หรือมีโอกาสขึ้นกับเขาสักที สังคมทุกวันนี้ เป็นสังคมของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด มีอำนาจที่สุด และเสียเปรียบน้อยที่สุด นี่มิใช่สังคมสำหรับคนอย่างเขาในสภาพเยี่ยงนี้ เป็นความเจ็บปวดอย่างยิ่งที่พบว่า ความสามารถที่เคยมีอยู่ ที่เคยได้พึ่งพาอาศัย ได้ถูกลดทอนไปกลายเป็นข้อจำกัด สิ่งที่เคยทำได้ และทำได้ดี มาเดี๋ยวนี้กลับทำไม่ได้ และไม่ได้ทำ ได้แต่เฝ้าดูผู้อื่นเดินเหินวิ่งเต้น หาความสุขอย่างไม่มีขอบเขต สำหรับเขา นี่เป็นความพิการที่คนอื่นยากจะเข้าใจได้

       เมื่อเงยหน้าขึ้นมา ภาพที่เห็นเบื้องหน้าก็ยิ่งตอกย้ำกระหน่ำความรู้สึกให้กินลึกถึงใจลงไปอีก ทั้งเด็กทั้งวัยรุ่น กำลังเล่นฟุตบอลอย่างสนุกสนาน ลูกหนังถูกเลี้ยงเลี้ยวลดอย่างชำนิชำนาญ และส่งต่ออย่างแม่นยำ เวลาหวดลูกหนังใส่ประตูแต่ละที เขาอดไม่ได้ที่จะลิงโลดระทึกใจไปกับเกมกีฬาด้วย มันเป็นศิลปะเท่า ๆ กับเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยความสมบูรณ์ครบครันของร่างกาย ชวนให้นึกถึงวันคืนในอดีต ที่เขาเคยคลุกง่วนอยู่กับลูกหนังไม่ว่าเช้าว่าเย็น จนความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายจมหายไปกับลีลาของการชิงชัย มีแต่ฟุตบอลที่เป็นเพื่อนแก้เหงาคลายเครียด แต่ความสุขและความดื่มด่ำเช่นนี้จะมีวันหวนกลับคืนมาได้อีกหรือ “ตึง ? !!” เสียงลูกฟุตบอลกระแทกหน้าผากเขาถนัดถนี่ จนหงายหลังแผ่พังพาบกับพื้นหญ้า ความคิดฝันล่องลอยไปในอดีตสลายไปทันที กลับมาสู่ปัจจุบัน ซึ่งมีแต่ความเจ็บปวดและมึนงง เห็นดาวพราวพรายเต็มฟ้ามืดไปหมด แต่ถึงจะเจ็บเพียงใด ก็ไม่มากเท่ากับความแค้นเคือง แม้ความรู้สึกเจ็บจะหายไปในเวลาไม่นาน

        แต่ความแค้นเคืองก็ยังไม่คลาย มันคุกรุ่นจนเขาต้องประทุ คำรามขึ้นมาในใจ หลังจากทรงตัวขึ้นมาได้ใหม่ว่า

       “ฮึ่ม... สึกออกไปเมื่อไหร่ พ่อจะวิ่งให้เป็นม้าไปเลย ฟุตบง ฟุตบอลจะเตะให้กระจุยไปเลย รถเมล์ก็เหมือนกัน จะวิ่งแซงขึ้นรถก่อนใครหมด คอยดูก็แล้วกัน”

        ข้อความข้างต้นข้าพเจ้าเขียนไว้ประมาณปี ๒๕๒๗ หลังจากที่บวชมาได้ ๑ พรรษา โดยตั้งชื่อว่า “ใครเลยจะเข้าใจ” และใช้นามปากกาว่า “วินาศสันตะโร” พิมพ์ครั้งแรกและครั้งเดียวในเอกสารโรเนียวชื่อ “ระฆัง” ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มเพื่อนพ้องที่เคยมาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าสุคะโตช่วงปี ๒๕๒๖-๒๕๒๗

       แม้เขียนแบบทีเล่นทีจริงโดยมี การเติมสีสันลงไปบ้างเพื่อให้อ่านสนุก แต่ก็สะท้อนความรู้สึกบางด้านของพระหนุ่มรูปหนึ่งได้ไม่น้อย นั่นคือความรู้สึกอึดอัดขัดข้องที่ไม่สามารถดำเนินชีวิตอย่างที่เคยเป็นได้ จนบางครั้งรู้สึกเหมือนคนขาพิการ เพราะไม่สามารถวิ่งขึ้นรถเมล์หรือเล่นฟุตบอลเหมือนตอนเป็นฆราวาสได้ ความรู้สึกอึดอัดเช่นนี้คงไม่ได้เกิดกับข้าพเจ้าคนเดียวเท่านั้น เชื่อว่าพระหนุ่มเณรน้อยจำนวนมากก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเวลาอยู่ในกรุงเทพ ฯ แต่จะมีฆราวาสกี่คนที่เข้าใจ เพราะไม่ค่อยมีพระเณรพูดเรื่องนี้ให้ญาติโยมฟังเท่าไรนักนอกจากคนใกล้ชิด

       อันที่จริง ๑ ปีในผ้าเหลืองก็มากพอที่จะทำให้ข้าพเจ้าปรับตัวได้กับข้อจำกัดดังกล่าวเมื่อต้องขึ้นรถเมล์ในกรุงเทพ ฯ แม้บางครั้งยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นคนนอกเวลาต้องหลบมาลงเดินบนไหล่ถนนเพราะทางเท้าเต็มไปด้วยผู้คนแน่นขนัด ซึ่งไม่สนใจจะเปิดช่องให้พระเดินได้สะดวก
แต่พอทำเป็นอาจิณ เรื่องแบบนี้ก็กลายเป็นธรรมดาไปในที่สุด

        จะว่าไปแล้วข้าพเจ้าไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตขาดอะไรไปเลยเมื่อไม่อาจวิ่งขึ้นรถเมล์ได้ แต่ที่รู้สึกขาดอะไรไปบางอย่างก็ตรงที่ไม่อาจเล่นฟุตบอลได้ ฟุตบอลเป็นกีฬาอย่างเดียวที่ข้าพเจ้าเล่นเป็น ได้เล่นคราใดใจก็ลืมอย่างอื่นไปหมด รวมทั้งปัญหาต่าง ๆ ที่แบกเอาไว้ เมื่อบวชพระแล้วจึงมีความอาลัยอยู่บ้าง แต่มาคิดดูอีกทีถึงแม้ตอนนั้นยังเป็นฆราวาสอยู่ ก็คงมีโอกาสเล่นฟุตบอลไม่มากนัก เพราะนอกจากงานการจะรัดตัวแล้ว สังขารยังไม่ค่อยเอื้ออำนวยอีกด้วย หลายปีก่อนบวชข้าพเจ้าเล่นฟุตบอลนับครั้งได้ แต่ละครั้งก็เล่นได้ไม่นาน แค่วิ่งติดต่อกันไม่ถึง ๑๐ นาทีก็เหนื่อยแล้วเพราะขาดการเล่นหรือฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง

        การครองเพศบรรพชิตทำให้ข้าพเจ้าต้องละทิ้งหลายสิ่งที่จัดว่าเป็นเครื่องผ่อนคลาย นอกจากการเล่นฟุตบอลแล้ว อีกอย่างหนึ่งก็ได้แก่การดูหนัง ก่อนบวชข้าพเจ้าเป็นคนที่ชอบดูหนัง (แต่ก็ไม่เคยดูหนังเกินเดือนละ ๓ เรื่อง เพราะกลัวว่าถ้ามากกว่านั้นจะติดจนไม่สนใจการผ่อนคลายวิธีอื่น) ตอนบวชใหม่ ๆ ยังนึกเสียดายที่ไม่ได้ดูหนังบางเรื่อง และเมื่อบวชใกล้ครบสามเดือนซึ่งเป็นกำหนดสึก ก็เริ่มคิดแล้วว่าจะไปดูหนังเรื่องอะไรหากกลับไปเป็นฆราวาส แต่เมื่อตั้งใจบวชต่อเป็นระยะ ๆ แม้ไม่รู้สึกว่าหนังเป็นปลิโพธิเลย แต่บางคืนก็ฝันว่าแอบเข้าไปดูหนังในโรงทั้ง ๆ ที่เป็นพระ ในฝันยังรู้สึกกลัวด้วยซ้ำว่าคนอื่นจะรู้เมื่อไฟสว่างทั้งโรงหลังฉายหนังจบ

        สิ่งผ่อนคลายที่ข้าพเจ้าใช้มาโดยตลอดตั้งแต่บวชคือการอ่านหนังสือ ข้าพเจ้าติดหนังสือมาก่อนจะสนใจฟุตบอลและหนังเสียอีก นี้คงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ข้าพเจ้าเล่นกีฬาแทบไม่เป็นและไม่สนใจเครื่อง ดนตรีเลย ข้าพเจ้าอ่านหนังสือมากมาตั้งแต่เล็ก แต่มาถึงจุดหนึ่งก็รู้ว่าหนังสือนั้นมีข้อจำกัดหลายอย่าง มีสิ่งสำคัญในชีวิตหลายอย่างที่หนังสือไม่ช่วยให้เข้าถึงได้ หรือช่วยได้แต่บางแง่เท่านั้น การปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและการหันมาสนใจศาสนธรรมทำให้เห็นถึงข้อจำกัดของ หนังสือ รวมไปถึงความคิดและเหตุผล คนที่อ่านหนังสือมาก คิดเก่ง แต่มีพฤติกรรมย่ำแย่ และอมทุกข์ แก้ปัญหาชีวิตของตัวเองไม่ได้ มีให้เห็นทั่วไป บ่อยครั้งข้าพเจ้าก็พบว่าหนึ่งในคนเหล่านั้นคือข้าพเจ้านั่นเอง

        ข้าพเจ้ายังพบอีกว่าโทษของหนังสืออีกอย่างหนึ่งคือมันทำให้เสพติดได้ บ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าเป็นทุกข์เพราะไม่มีหนังสืออ่าน ไปไหนถ้าไม่มีหนังสืออ่าน พาลจะกระสับกระส่าย คงไม่ต่างจากคนติดบุหรี่เมื่อไม่มีบุหรี่สูบ ทำให้เป็นปัญหามากเวลาข้าพเจ้าไปเข้ากรรมฐานหลายวัน ที่จริงแค่วันเดียวก็แย่แล้วถ้าขาดหนังสือ เคยไปค้างแรมในหมู่บ้านหลายวัน ทั้งตอนเข้าค่ายและออกไปทำงาน พอเข้าเมืองจะรู้สึกกระชุ่มกระชวยมากเพราะแน่ใจว่าจะมีหนังสือพิมพ์ให้อ่าน

        จะว่าไปแล้วการติดหนังสือเป็นผลมาจากความคิดที่หยุดนิ่งไม่ได้ จนไม่สามารถอยู่กับตัวเองเฉย ๆ ได้ ดังนั้นถ้าอยู่ว่างเมื่อไรเป็นต้องหาหนังสือมาอ่าน เพื่อให้ความคิดมีงานทำ หาไม่มันจะวกมาเล่นงานตัวเอง ในอีกด้านหนึ่งการอ่านมาก ๆ ก็ทำให้ใช้ความคิดจนหยุดไม่ได้ ก็เลยต้องอ่านต่อไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่สมองเครียดแล้วแต่ก็วางหนังสือไม่ได้ สุขภาพกายและใจจึงแย่ลง เกิดวัฏจักรอย่างเดียวกับสิ่งเสพติด นี้เป็นอาการอย่างหนึ่งที่เกิดกับข้าพเจ้าก่อนบวช

        ด้วยเหตุนี้เมื่อข้าพเจ้าเครียดและเสียศูนย์จนต้องขอลางานมาบวช จึงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะหยุดอ่านหนังสือ เพื่อทำกรรมฐานอย่างเต็มที่ ใหม่ ๆ ก็รู้สึกขาดอะไรไปบางอย่าง แต่ก็ปรับใจได้ในเวลาไม่นาน สามารถปฏิบัติได้ทั้งวันแม้จะวางใจผิดเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อคลำทางได้ถูก ก็เห็นผล ได้เห็นความคิดของตนเองบ่อยขึ้น และรู้วิธีที่จะวางความคิดได้ ก่อนหน้านี้คิดเก่ง แต่หยุดคิดไม่ได้ จนนอนไม่หลับ แต่ถึงตอนนี้สามารถรู้ทันความคิดได้ดีขึ้น มันไม่สามารถเป็นนายที่คอยบงการข้าพเจ้าได้ตามอำเภอใจดังแต่ก่อน

        เมื่อบวชและปฏิบัติแล้ว ข้าพเจ้าสามารถอยู่เฉย ๆ ว่าง ๆ ได้โดยไม่หวนคิดถึงหนังสือ ใจไม่ได้กระเจิดกระเจิงหรือฟุ้งซ่านมากมายเหมือนก่อน แต่อยู่เป็นที่เป็นทางได้มากขึ้น คืออยู่กับกาย เช่น อิริยาบถ หรือนิ้วที่คลึงเบา ๆ ยามที่ใจเผลอคิด ก็รู้ทันได้ไวขึ้น ดังนั้นการโหยหาหนังสือเพื่อคุมใจไม่ให้ฟุ้งจึงเกิดขึ้นน้อยลง

        อย่างไรก็ตามตลอดเวลาที่ผ่านมาหนังสือกับข้าพเจ้าก็แทบจะไม่ได้ห่างจากกันเลย แต่ระยะหลังหนักไปทางเขียนมากกว่าอ่าน และส่วนใหญ่ที่อ่านก็มิใช่เพื่อความผ่อนคลาย แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของงาน ทั้งงานเขียน งานบรรยาย และงานอบรม ซึ่งมีมากขึ้นเรื่อย ๆ กล่าวได้ว่าโอกาสที่จะได้อ่านหนังสือที่ชอบมีน้อยลง จะได้อ่านสบาย ๆ ก็ตอนเดินทาง หาไม่ก็ต้องเก็บตกระหว่างรอคน รอรถ หรือช่วงพัก

เสียของอย่าเสียใจ  

******* 
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

No comments:

Post a Comment