Wednesday, December 21, 2011

เรื่องส่วนตัว2

เรื่องส่วนตัว 2
โดยพระไพศาล วิสาโล

        พรรษาแรกนั้นข้าพเจ้ามีงานน้อยมาก แต่หลังจากนั้นก็มีงานเข้ามาเรื่อย ๆ ทั้งงานเขียน งานบรรยาย ต่อมาก็งานอบรม ยังไม่นับงานในวัด เช่น งานอนุรักษ์ป่า ตามมาด้วยงานบริหารวัด โดยได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อคำเขียนเมื่อข้าพเจ้ามีพรรษามากขึ้น งานเหล่านี้โดยเฉพาะงานนอกวัด มักเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าเดินทางอยู่เป็นประจำ จึงนับว่าเป็นผู้มีกิจวัตรแตกต่างจากคนอื่น
        ในวัดซึ่งดูจะไม่มีกิจใดนอกจากการทำกรรมฐาน (ยกเว้นแม่ชีซึ่งมีงานอยู่ไม่น้อย รวมทั้งงานครัว)

เป็นเพราะบำเพ็ญตนแบบนี้ ข้าพเจ้าจึงมักได้ยินคนพูดเข้าหูอยู่หลายครั้งว่า ข้าพเจ้าไม่ค่อยปฏิบัติธรรม คำพูดเช่นนี้ข้าพเจ้าได้ยินมาตั้งแต่พรรษาแรก ๆ เลยก็ว่าได้ จำได้ว่าตอนพรรษา ๗ มีพระรูปหนึ่ง(ซึ่งอ่อนพรรษากว่า)พูดตำหนิเช่นนี้ต่อหน้าข้าพเจ้า ท่านเห็นว่าพระวัดป่าต้องเคร่งครัดกับการทำกรรมฐาน ตัวท่านเองถึงกับหลีกเร้นไปอยู่ในกุฏิที่ไกลผู้คน ในช่วงเข้าพรรษา ท่านก็เก็บตัวอยู่ในกุฏิ ปฏิบัติแบบอุกฤษฏ์ ไม่สุงสิงผู้คน แต่พอออกพรรษาได้ไม่กี่วัน ท่านก็ลาสิกขา ไม่นานหลังจากนั้นก็มาขอแต่งงานกับสาวชาวบ้านที่อยู่ข้างวัด ซึ่งมาถวายจังหันเป็นประจำ ได้ทราบในเวลาต่อมาว่าช่วงที่ท่านอ้างว่าปฏิบัติแบบอุกฤษฏ์นั้น ท่านออกมาพบกับหญิงสาวในสวนริมป่าอยู่หลายครั้ง
         น่าแปลกก็คือบรรดาท่านที่พูดว่าข้าพเจ้าไม่ค่อยปฏิบัติธรรม ส่วนใหญ่สึกหาลาเพศไปแล้ว และแทบทั้งหมดก็ละทิ้งการปฏิบัติอย่างที่ตนเองเคยทำ หันไปใช้ชีวิตอย่างฆราวาสทั่วไป ทำให้ข้าพเจ้าอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาปฏิบัติธรรมอย่างไร เหตุใดจึงไม่มั่นคงในชีวิตพรหมจรรย์ พูดเช่นนี้มิได้หมายความว่าเป็นฆราวาสแล้วจะปฏิบัติธรรมไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่าในความคิดของท่านเหล่านั้น การปฏิบัติธรรมคือการหลีกเร้นเก็บตัว และแสดงออกด้วยการเดินจงกรมและเคลื่อนไหวมือไปมา (สำนักของข้าพเจ้าใช้อิริยาบถดังกล่าวเป็นอารมณ์หรือฐานของการเจริญสติตาม แนวทางของหลวงพ่อเทียน) ถ้าไม่ทำเช่นนั้นก็แสดงว่าไม่ได้ปฏิบัติธรรม กล่าวอีกนัยหนึ่งท่านมองการปฏิบัติธรรมแต่ในแง่รูปแบบหรืออากัปกิริยาภายนอก
        บ่อยครั้งข้าพเจ้าอดคิดต่อไปไม่ได้ว่า ผู้ที่พูดเช่นนั้น ไม่เพียงให้ความสำคัญกับการปฏิบัติธรรมตามรูปแบบเท่านั้น หากยังเกิดความหลงตนเมื่อได้ทำตามรูปแบบดังกล่าว โดยคิดว่าตนเองเคร่งครัดในการปฏิบัติธรรม พลอยเกิดอาการยกตนข่มท่าน พูดตำหนิคนอื่นที่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างท่าน โดยหาได้ระมัดระวังไม่ว่า มานะที่เกิดขึ้นมานั้นในที่สุดได้ย้อนกลับมาเล่นงานท่าน ทำให้ท่านประมาท และพลั้งเผลอจนต้องลาสิกขาไป
        ที่พูดมานี้ไม่ได้หมายความว่าข้าพเจ้าดีกว่าท่านเหล่านั้นจึงสามารถครองเพศบรรพชิตได้นานกว่า อายุพรรษานั้นไม่ได้เป็นเครื่องบ่งบอกถึงคุณภาพหรือความเข้มข้นของการปฏิบัติธรรม
บวชนานกว่าไม่ได้แปลว่าปฏิบัติธรรมมากกว่าคนที่บวชไม่กี่ปี ในทำนองเดียวกันตัวอย่างเหล่านี้ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าที่ข้าพเจ้าทำ งานมากมายนั้นเป็นสิ่งที่ถูกแล้ว ข้าพเจ้าเพียงแต่อยากชี้ว่าการปฏิบัติธรรมนั้นไม่ได้อยู่ที่รูปแบบหรืออากัป กิริยาภายนอก เพียงแค่ดูจากกิริยาภายนอก เราไม่สามารถบอกได้ว่าใครปฏิบัติธรรมได้มากกว่าหรือน้อยกว่ากัน
        ก่อนบวชข้าพเจ้าเคยทำงานให้กับหน่วยงานภาคเอกชน(ที่ปัจจุบันเรียกว่า NGO ) คือกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ บทเรียนอย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ตลอด ๗ ปีที่ได้ทำงานที่นั้น (และจากการสังเกตผู้คนในแวดวงเดียวกัน) ก็คือ การทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมนั้น จะต้องทำควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงตนเองหรือการฝึกฝนพัฒนาตนด้วย ไม่เช่นนั้นการทำงานเพื่อสังคมอาจลงเอยด้วยการกระทำเพื่อสนองอัตตาตนเอง ซึ่งนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ตลอดจนการวิวาทบาดหมางกับผู้อื่นเพียงเพราะคิดไม่เหมือนตัว หรือเพราะอยู่คนละหน่วยงานกับตน ส่วนบางคนที่รักษาอุดมคติของตัวไว้ได้ ก็อาจมีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือท้อแท้ผิดหวังที่งานไม่ได้ผล สังคมไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้ทำงานด้วยความทุกข์ และอยู่อย่างคนสิ้นเรี่ยวสิ้นแรง
        ข้าพเจ้ายิ่งเห็นชัดจากประสบการณ์ของตนเองว่า ในการทำงานเพื่อสังคมเราจำเป็นต้องรู้เท่าทันตัวเองอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้อัตตาหรือความเห็นแก่ตัวครอบงำ ขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยให้จิตใจจมอยู่ในความทุกข์หรือความท้อแท้ผิดหวัง ข้าพเจ้าพบว่าการทำงานเพื่อสังคมจะได้ผลและเป็นไปอย่างต่อเนื่องหากเรามุ่ง ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตนเองควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงสังคม
         ไปด้วย การวางใจเช่นนี้จะช่วยให้เราตระหนักว่า ทุกวินาทีที่เราทุ่มเทไปกับงานนั้นไม่สูญเปล่า เพราะถึงแม้สังคมยังไม่เปลี่ยนแปลง ชาวบ้านยังไม่พ้นจากความลำบากยากจน แต่อย่างน้อยจิตใจของเราก็มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เช่น เห็นแก่ตัวน้อยลง ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคและความยากลำบาก ยึดติดกับยศ ทรัพย์ อำนาจ และคำสรรเสริญน้อยลง นั่นคือเป็นอิสระจากโลกธรรมมากขึ้น
        คุณูปการสำคัญ ๒ ประการที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากการทำงานเพื่อสังคม ก็คือ กลัวอุปสรรคและความล้มเหลวน้อยลง ส่วนหนึ่งก็เพราะเจอสิ่งเหล่านั้นจนชิน อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ พบว่าอุปสรรคและความล้มเหลวสามารถให้อะไรแก่ตนเองได้มากมาย เช่น ให้บทเรียนและประสบการณ์ ทำให้ตนเองมีความเข้มแข็งในจิตใจมากขึ้น รวมทั้งช่วยลดอหังการ ไม่สำคัญตนว่าเก่งกล้าสามารถ ทำให้ไม่ประมาท
         นอกจากนั้นการทำงานเพื่อสังคมยังสอนให้ข้าพเจ้าคิดถึงตัวเองน้อยลง นึกถึงส่วนรวมและผู้คนที่ลำบากกว่าตนได้มากขึ้น ข้าพเจ้าพบว่าเมื่อนึกถึงสังคม ประเทศชาติ หรือพระศาสนาแล้ว เราสามารถปล่อยวางหรือเสียสละอะไรต่ออะไรที่เป็นของเราได้มากขึ้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ จนน่ากลัวว่าสงครามกลางเมืองจะเกิดขึ้นในเร็ววันอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน ข้าพเจ้าไม่ลังเลใจที่จะทำงานรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนให้กับกศส. ร่วมกับเพื่อน ๆ อีกหลายคนและผู้ใหญ่อีกหลายท่าน เพื่อนำไปสู่การสมานไมตรีระหว่างคนในชาติ แม้จะต้องเสี่ยงกับการติดคุกก็ตาม เพราะงานที่ทำนั้นสวนทางกับรัฐบาลซึ่งเป็นเผด็จการอย่างเต็มที่ และสามารถจับคนเข้าคุกได้อย่างง่ายดายมาก ในตอนนั้นรู้สึกเลยว่ามีแต่ชีวิตเท่านั้นที่ยังหวงแหน ไม่กล้าพอที่จะสละให้ได้อย่างเต็มใจ แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วพร้อมจะสูญเสียหากจำเป็น รวมทั้งอิสรภาพของตนด้วย
        กล่าวโดยสรุป การทำงานเพื่อสังคมช่วยลดละขัดเกลาข้าพเจ้าได้มาก รวมทั้งทำให้มีความกล้ามากขึ้นที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง และห่วงน้อยลงว่าจะเกิดผลเสียอะไรกับตน (เพราะผลเสียเหล่านั้นก็คือเครื่องฝึกใจให้รู้จักปล่อยวางนั่นเอง) ที่จริงไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม จะเป็นงานเพื่อชุมชน เพื่อพระศาสนา ก็สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ ๒ ประการข้างต้นได้เป็นอย่างน้อย
       อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าพบว่าการทำงานภายนอกนั้น แม้จะสำคัญเพียงใด ก็ควรจัดให้สมดุลกับงานด้านในด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งนอกจากทำงานเกี่ยวข้องกับโลกภายนอกแล้ว เราควรมีเวลาอยู่กับตัวเองเพื่อทำสมาธิภาวนาด้วย ในด้านหนึ่งก็เป็นการพักใจ ให้จิตได้ว่างจากการครุ่นคิด และปล่อยวางอารมณ์หมักหมมต่าง ๆ ออกไปจากใจ ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการฝึกสติและเจริญปัญญา เพื่อให้รู้ทันความรู้สึกคิดของตนได้ดีขึ้น และเพื่อดึงจิตให้กลับมาตระหนักถึงสัจธรรมของชีวิต อันได้แก่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หาไม่ก็จะหลงยึดติดถือมั่นกับสิ่งต่าง ๆ หรือจมอยู่ในโลกแห่งสมมติบัญญัติ รวมทั้งโลกธรรมทั้งหลาย สติและปัญญาที่เพิ่มพูนจากสมาธิภาวนาจะช่วยให้เราอยู่ในโลก(ผ่านการทำงาน)โดยไม่ติดกับโลกได้ หรือถึงจะเผลอติดจม ก็สามารถหลุดออกมาได้รวดเร็ว
       คนที่ทำงานเพื่อสังคม หรืองานใด ๆ ก็ตามที่เป็นประโยชน์ จึงควรสนใจสมาธิภาวนา โดยเฉพาะการเจริญสติ มิใช่เพื่อช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุขแล้วเท่านั้น แต่ยังทำให้มีชีวิตที่โปร่งเบามากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะทำให้มีฐานที่มั่นคงในการแปรเปลี่ยนงานนั้น ๆ ให้เป็นการปฏิบัติธรรมไปด้วยในตัว กล่าวคือเจริญสติไปพร้อมกับการทำงาน เห็นความไม่เที่ยงของโลกธรรมในระหว่างที่ข้องเกี่ยวกับโลก เช่น เห็นว่าสรรเสริญกับนินทานั้นมาคู่กัน และผันแปรอย่างรวดเร็ว ใครที่ยึดติดกับสรรเสริญ ย่อมทุกข์เมื่อถูกตำหนิ เป็นต้น
         เป็นเพราะข้าพเจ้าเห็นว่าการทำงานนั้นสามารถเป็นอุปกรณ์แห่งการฝึกจิตและลดละขัดเกลาได้ตัวตนได้ ข้าพเจ้าจึงไม่ปฏิเสธการงาน ยิ่งตนเองมีโอกาสมาบำเพ็ญสมาธิภาวนามากกว่าคนส่วนใหญ่ โดยได้รับความเอื้อเฟื้อสนับสนุนจากผู้คนมากมาย จึงเห็นเป็นหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะในด้านธรรมะ ซึ่งไม่ควรมีความหมายแต่เฉพาะการสอนคนให้มีศีลธรรม ถือธรรมเป็นใหญ่ และวางใจให้ถูกต้องสอดคล้องกับธรรมเท่านั้น หากยังรวมถึงการพยายามทำให้สังคมมีธรรมเป็นพื้นฐาน ไม่เป็นปฏิปักษ์กับความดี เช่น มีความเป็นธรรม เชิดชูธรรม เปี่ยมไปด้วยเมตตากรุณา มิใช่ส่งเสริมให้ผู้คนฝักใฝ่ในวัตถุนิยม เต็มไปด้วยความโกรธเกลียด หรือเบียดเบียนทำร้ายกัน
       หลายเรื่องที่ผู้คนเห็นว่าเป็นเรื่องทางโลก แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นหน้าที่ทางธรรม เช่น การเตือนสติผู้คนไม่ให้ใช้ความรุนแรงต่อกัน อย่าให้ความโกรธเกลียดครอบงำจนเห็นเพื่อนมนุษย์เป็นผักปลา หรือการกระตุ้นเตือนให้คนรวยไม่เอาเปรียบคนจน ไม่แย่งชิงป่าไม้ แหล่งน้ำ และที่ดินอันเป็นที่พึ่งพาอาศัยของชาวบ้าน เพื่อเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตน บนความพินาศของผู้อื่น
       ข้าพเจ้าเห็นว่าชาวพุทธไม่ควรสนใจแค่การทำตนให้เป็นคนดีมีจิตใจบริสุทธิ์ผ่องใสเท่านั้น แต่ควรช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น และส่งเสริมให้เกิดสังคมที่ดีงามหรือเป็นมิตรกับธรรมะด้วย คนดีที่คิดถึงแต่ความสงบสุขของตัวเองเท่านั้น จะเรียกว่าเป็นคนดีได้อย่างไร เมตตากรุณานั้นมิได้แสดงออกด้วยการแผ่เมตตาก่อนนอนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลงมือกระทำตามหลักสังคหวัตถุ ๔ คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริย และสมานัตตา มิใช่หรือ
        มีนักปฏิบัติธรรมจำนวนไม่น้อยที่ปฏิเสธการงาน เพราะเกรงว่าจิตใจจะว้าวุ่น ไม่สงบ แต่หากจิตใจเราจะสงบได้ก็ต่อเมื่อไม่มีงานทำ ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่น เราจะแตกต่างจากคนอื่นที่ไม่ปฏิบัติธรรมตรงไหน เพราะคนธรรมดา ๆ ก็สงบได้เวลาไม่มีงานทำหรืออยู่ในที่ ๆ สงบ ไม่มีผู้คนคลาคล่ำ การปฏิบัติธรรมจะมีความหมายอะไรหากไม่สามารถทำให้ใจเราสงบได้แม้จะแวดล้อมด้วยผู้คน หรืออยู่ในสถานที่ที่วุ่นวาย และถ้าการปฏิบัติธรรมทำให้เราไม่มีความสุขกับการทำงาน หรือไม่สามารถอยู่กับผู้คนได้ นั่นมิหมายความดอกหรือว่าการปฏิบัติธรรมกลับทำให้เรามีจิตใจอ่อนแอมากขึ้น อ่อนไหวและถูกกระทบได้ง่าย ในขณะที่คนหาเช้ากินค่ำกลับไม่รู้สึกเช่นนั้นเลย
       ถ้ายิ่งปฏิบัติธรรม ก็ยิ่งอยากหนีงาน อยากทิ้งความรับผิดชอบ ก็ควรตั้งข้อสงสัยไว้ได้เลยว่า นั่นไม่ใช่การปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา เพราะผู้ที่ปฏิบัติธรรม ฝึกฝนจิตจนเจริญงอกงาม ตามคำสอนของพระพุทธองค์ ไม่เพียงเปี่ยมด้วยเมตตากรุณา อยากช่วยเหลือผู้อื่นเท่านั้น หากยังมีสติและปัญญาที่พัฒนาแล้ว จนสามารถมีความสุขในทุกงานและทุกสถาน
         จริงอยู่สำหรับคนที่ยังไม่ก้าว หน้าการปฏิบัติ ควรมีโอกาสหลีกเร้น เพื่อฝึกฝนพัฒนาจิตอย่างเต็มที่ ไม่มีอะไรให้ห่วงกังวล หรือดึงความสนใจออกจากการภาวนา แต่ก็ไม่ควรลืมว่าการทำงานนั้นก็สามารถเป็นอุปกรณ์แห่งการปฏิบัติธรรมได้ แม้การทำงานจะทำให้เราพบกับแรงเสียดทาน ประสบกับสิ่งที่ไม่พอใจ แต่ในเวลาเดียวกันมันก็เป็นการบ้านสำหรับการฝึกจิตให้มีสติฉับไว เพื่อปล่อยวางอารมณ์อกุศลได้อย่างรวดเร็ว เวลาถูกตำหนิหรือประสบอุปสรรค ก็เป็นโอกาสที่เราจะได้เห็นตัวเองว่ามีความยึดติดกับโลกธรรมแค่ไหน ถ้าเรายังปรารถนาคำชื่นชม อยากให้คนสรรเสริญ ก็ย่อมเป็นทุกข์เมื่อถูกตำหนิ ถ้าเราเป็นทุกข์เพราะงานล้มเหลว นั่นเป็นเพราะเรายึดติดถือมั่นในตัวตนใช่หรือไม่ คือยึดติดถือมั่นว่างานนั้นเป็น “ตัวกู ของกู” งานล้มเหลวก็คือ “กู” ล้มเหลว หรือทำงานเพื่อหวังประกาศตัวตนว่า “กูเก่ง” จึงทนไม่ได้เมื่องานล้มเหลว
        ยิ่งเป็นงานส่วนรวมด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นเครื่องทดสอบว่าเรามีความเห็นแก่ตัวมากน้อยเพียงใด ถ้าเราคำนึงแต่ความสุขของตนเอง โดยไม่สนใจประโยชน์สุขของส่วนรวม นั่นอาจเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเรายังมีความเห็นแก่ตัวอยู่มาก และยิ่งเห็นแก่ตัวมากเท่าไร อย่าว่าแต่เวลาทำงานเลย แม้ไม่ได้ทำอะไรก็ยังมีความทุกข์ แม้นั่งกินนอนกินอยู่เฉย ๆ ก็ยังรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง ข้อสำคัญก็คือ ความเห็นแก่ตัว หากยังหวงแหนถนอมรักษามันเอาไว้ จะทำให้เราก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมได้อย่างไร
       มักมีคำพูดว่าเราต้องช่วยตัวเองก่อนที่จะไปช่วยใคร ข้าพเจ้าได้ยินคำกล่าวเช่นนี้มาตั้งแต่เป็นนักเรียนสมัยออกค่ายอาสาพัฒนา (ผู้พูดมักเป็นคนที่เอาแต่เรียนหนังสือ แต่ก็มีหลายคนที่ไม่สนใจเรียน และไม่สนใจคนยากคนจนด้วย) ข้ออ้างดังกล่าวแม้ดูมีเหตุผล แต่ถ้าพูดแบบไม่แยกแยะจะกลายเป็นการหนีปัญหาหรือเห็นแก่ตัว
        ก่อนอื่นก็ต้องชัดเจนก่อนว่าจะไปช่วยใครเรื่องอะไร ถ้าจะไปช่วยให้คนอื่นเข้าถึงนิพพาน ก็สมควรที่เราจะต้องช่วยตัวเองให้ถึงนิพพานก่อน แต่ถ้าจะไปช่วยคนยากจนหายหิวโหย ปลอดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ คำถามก็คือเรามีกินแล้วหรือยัง มีสุขภาพดีไหม ถ้ามีกินมีใช้สมบูรณ์ มีสุขภาพพลานามัยดีแล้ว ก็ควรลงมือไปช่วยเขาให้พ้นจากความหิวโหยและความเจ็บป่วย เช่น บริจาคอาหารและยาให้เขา ช่วยรักษาพยาบาลเขา หรือช่วยให้บ้านเมืองมีสวัสดิการสำหรับคนยากคนจน ในกรณีอย่างนี้ใครที่พอมีพอกินหรืออยู่ดีมีสุขแล้วแต่ยังบอกว่าฉันต้องช่วยตัวเองก่อนที่จะไปช่วยเด็กขาดอาหาร คำพูดเช่นนั้นย่อมแสดงถึงความเห็นแก่ตัวของเขาโดยแท้ เพราะตัวเองอยู่สบายกินสบายแล้ว ทำไมจะแบ่งปันช่วยเหลือเขาไม่ได้ ในกรณีอย่างนี้คงต้องถามว่าเขาจะรวยไปถึงไหน และรวยแค่ไหนถึงจะพอ
        สำหรับคนที่มีฐานะทางสังคมดีอยู่แล้ว การช่วยเหลือให้คนอื่นได้ลืมตาอ้าปาก เป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง จะถือว่าเป็นหน้าที่ก็ได้ในฐานะเพื่อนมนุษย์ ส่วนการฝึกฝนตนในทางจิตใจ ก็ควรทำไป และเป็นหน้าที่ที่พึงทำด้วย เราฝึกตนได้แค่ไหน ก็ช่วยคนอื่นแค่นั้น (หรือน้อยกว่านั้นก็ได้) ถึงแม้ยังไม่บรรลุมรรคผล แต่หากเราปฏิบัติธรรมได้ถึงจุดหนึ่งแล้ว เราก็สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ ไม่แต่ในทางโลก แต่รวมถึงในทางธรรมด้วย เหมือนกับนักศึกษาปริญญาเอก ย่อมมีความรู้มากพอที่จะไปสอนนักศึกษาปริญญาโทปริญญาตรีหรือนักเรียนชั้นมัธยมได้ ไม่ใช่ว่าต้องจบปริญญาเอกก่อนถึงจะไปสอนประถม มัธยม หรือปริญญาตรีได้ ถ้ามีใครบอกว่าตราบใดที่ฉันยังไม่จบปริญญาเอก ฉันจะไม่สอนใครเลย แม้แต่นักเรียนอนุบาล ประถม หรือมัธยม เพราะฉันต้องช่วยตัวเองก่อนที่จะไปช่วยใคร คำพูดเช่นนี้มีน้ำหนักหรือไม่
       อย่าลืมว่าการไปช่วยสอนนักศึกษาปริญญาตรีหรือปริญญาโท ก็เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาปริญญาเอกได้ ทำให้มีความรู้แตกฉานในประเด็นที่ตนกำลังศึกษา และอาจเป็นประโยชน์ต่อการทำวิทยานิพนธ์ของตนได้ ฉันใดก็ฉันนั้น การช่วยเหลือผู้อื่น ก็เป็นประโยชน์ต่อนักปฏิบัติธรรมเช่นเดียวกัน แม้การช่วยเหลือนั้นจะเป็นการช่วยเหลือในทาง “โลก”ก็ตาม เช่น การไปช่วยเด็กขาดอาหาร หรือคนยากคนจน ย่อมเป็นการช่วยฝึกฝนตนให้ลดละความเห็นแก่ตัวและยึดติดถือมั่น ไม่ใช่แค่ลดละความยึดติดในทรัพย์ แต่ยังสามารถช่วยลดละความยึดติดในสรรเสริญ เพราะเวลาไปช่วยคนอื่น เราอดไม่ได้ที่ต้องการคำชมหรือสร้างภาพพจน์ให้ดีขึ้น แต่ถ้าทำแล้วไม่มีใครชม แทนที่จะทุกข์ ควรมองว่านี้เป็นการทรมานอัตตาที่ได้ผลทีเดียว นอกจากนั้นยังเป็นการฝึกสติได้ด้วย ได้ดูใจที่กระเพื่อมขึ้นลง เวลาถูกกระทบหรือประสบปัญหา เป็นโอกาสที่เราจะเห็นกิเลสของตัว ใช่หรือไม่ว่าเวลาอยู่สบาย ๆ ใจก็มักสงบ จนบางทีอดคิดไม่ได้ว่ากิเลสเบาบาง แต่เมื่อเจอสิ่งไม่พอใจมากระทบ ก็จะได้เห็นว่ากิเลสเบาบางจริงหรือไม่ บ่อยครั้งแรงเสียดทานต่าง ๆ ก็ช่วยให้เราเห็นกิเลสภายในใจได้ชัดเจนขึ้น
        ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวเสมอว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” ท่านต้องการชี้ให้เห็นว่าโลกกับธรรม หรือ โลกียะกับโลกุตตระไม่ได้แยกจากกัน การทำงานในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการทำมาหากินเท่านั้น แต่รวมถึงการทำงานเพื่อสังคมด้วย ในเมื่อเรายังฝึกดูจิตขณะทำมาหากินได้ เหตุใดในระหว่างทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เราจะดูจิตตัวเองไม่ได้
       การทำงานกับการปฏิบัติธรรมแยก จากกันไม่ได้ฉันใด การช่วยเหลือตนกับการช่วยเหลือผู้อื่นก็ไม่อาจแยกจากกันได้ฉันนั้น ดังมีพุทธพจน์ว่า “บุคคลเมื่อรักษาผู้อื่น ก็ชื่อว่ารักษาตน” ความข้อนี้เป็นข้อเตือนใจอย่างดีสำหรับผู้ที่มุ่งทำสมาธิภาวนาจนละเลยการ ช่วยเหลือสังคม แต่สำหรับผู้ที่ทำงานเพื่อสังคมมาก พึงระลึกถึงพุทธพจน์อีกตอนหนึ่งที่มาคู่กันว่า “บุคคลเมื่อรักษาตน ชื่อว่ารักษาผู้อื่น”
       การรักษาตนโดยสารัตถะก็คือการรักษาจิตมิให้กิเลสหรืออกุศลครอบงำ หาไม่แล้วไม่ว่าจะทำอะไร ก็อาจกลายเป็นการสนองกิเลสมากกว่าอย่างอื่น ในทางตรงข้ามหากรักษาใจให้เป็นกุศล มีความตื่นรู้อยู่เสมอ เปี่ยมด้วยเมตตากรุณา ก็สามารถแผ่รัศมีอันสงบเย็นให้ผู้อื่นหายจากความรุ่มร้อน และกลับมามีสติได้ง่ายขึ้น
        การทำงานเพื่อสังคมนั้น จักต้องเป็นไปอย่างมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ จึงจะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง แม้กระนั้นหากทำมากไป ไม่รู้จักพักบ้าง กายและใจก็จะอ่อนล้า จิตจะหยาบกระด้างจนไม่อาจสัมผัสความสุขที่ประณีตได้ ทำให้โหยหาความสุขแบบหยาบ ๆ คือกามสุข ราคะครอบงำ และอาจถึงขั้นเสพติดกามสุขจนถอนตัวถอนใจได้ลำบาก ถึงตอนนั้นก็อาจพลัดสู่ทางที่ต่ำได้ ในทางตรงข้ามหากได้ทำสมาธิภาวนาสม่ำเสมอ แม้ปัญญาจะยังไม่เกิด แต่ก็ได้รับความสุขประณีต ซึ่งเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจให้สดชื่น ทำให้ไม่โหยหากามสุข จึงสามารถรักษาใจให้เบิกบานแจ่มใสได้เสมอ และสามารถทำกิจเพื่อส่วนรวม ด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ได้ต่อเนื่อง
       สำหรับคนที่หนักไปในการทำงาน เพื่อสังคมอย่างข้าพเจ้า จึงจำเป็นต้องหมั่นทำสมาธิภาวนาอยู่เสมอ แน่ละบางครั้งก็ย่อหย่อน การติติงจากผู้อื่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อ ๒-๓ ปีก่อน มีฆราวาสผู้หนึ่งซึ่งมีบทบาทอย่างแข็งขันในการเผยแผ่พุทธศาสนาให้คนในเมือง ได้พูดผ่านมาถึงหูข้าพเจ้า ว่าข้าพเจ้าไม่ค่อยปฏิบัติธรรม ตอนที่ได้ยินครั้งแรก รู้สึกไม่พอใจ อดนึกตอบโต้ในใจไม่ได้ว่า แล้วคุณล่ะปฏิบัติธรรมมามากแค่ไหน? ปฏิบัติธรรมในความเข้าใจของคุณหมายถึงการหลีกเร้นหลับตาเท่านั้นหรือ? ว่าแล้วก็นึกไปถึงหลายคนที่พูดตำหนิข้าพเจ้าอย่างนี้แต่แล้วกลับแพ้ภัยตนเอง
       แต่เมื่อตั้งสติได้ ก็หันมาดูตัวเอง เห็นใจที่กระเพื่อม เห็น “ตัวกู”ที่เป็นทุกข์ ก็รู้สึกว่าดีแล้วที่เขาพูดเช่นนั้น นอกจากจะได้เห็นอัตตาของตัวเองที่ยึดแน่นแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นเตือนให้ตนหันมาทำสมาธิภาวนาให้มากขึ้น เขาจะพูดถูกหรือผิด ไม่สำคัญเท่ากับความจริงที่ว่าการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ไม่ควรปล่อยปละละเลย ไม่ว่าพระหรือฆราวาส แม้จะบวชมากว่า ๒๐ พรรษา ก็ยังต้องใส่ใจในเรื่องนี้อยู่
       เมื่อทบทวนชีวิตที่ผ่านมา รู้สึกว่าตนได้เดินทางมาไกลพอสมควร วันที่รู้สึกอาวรณ์ในชีวิตฆราวาส(เพราะไม่ได้เล่นฟุตบอล) หรือรู้สึกว่าชีวิตขาดอะไรไปบางอย่างเมื่อได้มาบวชพระนั้นได้ผ่านไปนานแล้ว มาถึง  วันนี้รู้สึกว่าตนมีโชคอย่างมากที่ได้ครองเพศบรรพชิตมากว่าครึ่งชีวิต หาไม่แล้วจะต้องทุกข์มากกว่านี้อย่างแน่นอน แม้ทุกวันนี้ก็ยังมีสุขระคนทุกข์เยี่ยงปุถุชน เพราะยังไม่ถึงมรรคผล แต่ก็ได้รับความสุขจากชีวิตนี้อย่างที่น้อยคนจะได้รับ อย่างไรก็ตามจะพึงพอใจเพียงเท่านี้หาได้ไม่ ในเมื่อจุดหมายปลายทางยังอยู่อีกไกล ก็จำต้องก้าวเดินต่อไปไม่หยุด ต้องประคองตัวประคองใจไปให้ถึงจุดหมาย แต่หากมีเหตุให้มิอาจบรรลุถึง ก็ต้องไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

วิดีทัศน์ ประวัติพระไพศาล   วิสาโล

******* 
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

No comments:

Post a Comment