Tuesday, December 13, 2011

ความไม่เห็นแก่ตัว

ความไม่เห็นแก่ตัว
โดย พุทธทาสภิกขุ
ธรรมกถาในคราวเปิดการอบรมครูฝ่ายอนุกาชาดที่ค่ายธรรมบุตร
ของโรงเรียนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี


         นี่ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ในข้อนี้ว่า ความเจริญก้าวหน้าของโลกมีมากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความเห็นแก่ตัวให้แก่คนในโลกมากขึ้นเท่านั้น ; เพราะว่าความเจริญของโลกนั้น มีแต่เป็นไปในทางวัตถุ ซึ่งเป็นธรรมดาของเรื่องแต่ในทางฝ่ายวัตถุ : เช่นเรื่องที่ยั่วยวน เย้ายวนความต้องการให้มากยิ่งขึ้น. เมื่อ ต่างคนต่างมีความต้องการมากยิ่งขึ้น ก็หลีกไม่พ้นที่จะมีความเห็นแก่ตัว, เห็นแก่ความสุขส่วนตัวมากยิ่งขึ้น.
          การกล่าวอย่างนี้ดู ๆ คล้ายกับว่า เป็นการติเตียนระบบการศึกษา หรือความเจริญก้าวหน้าของโลกในปัจจุบันนี้. ที่จริงก็ควรจะติเตียน ; ในฐานะที่อาตมาเป็นนักบวชในศาสนาก็อยากจะกล่าวตรง ๆ ว่าเป็นการติเตียน, หรือจะเรียกว่าดูหมิ่นด้วยซ้ำไป ที่การศึกษาและความเจริญ ก้าวหน้าของโลก ในปัจจุบันนี้ ก้าวหน้าไปในลักษณะที่เพิ่มความเห็นแก่ตัวให้คนในโลก ; มิได้ก้าวหน้าไปในทางที่จะบรรเทาความเห็นแก่ตัว. หากแต่ว่าความเห็นแก่ตัวนั้น มันเป็นไปอย่างเร้นลับ, หรือการเพิ่มความเห็นแก่ตัวให้แก่คนในโลกนี้ ก็เป็นไปอย่างเร้นลับ และโดยไม่เจตนา ; ทางออกมีอยู่หน่อยเดียวตรงที่ว่า "โดยไม่เจตนา". การศึกษาหรือความเจริญก้าวหน้าแผนใหม่นี้ แม้ไม่ได้เจตนาที่จะไม่ทำให้คนเห็นแก่ตัว ผลมันก็ยังมีไปในลักษณะที่มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น ; แม้ไม่มีเจตนาก็เป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ ; ถ้าพูดให้ยุติธรรม.
          นักศึกษาหรือผู้ขวนขวายความก้าวหน้าในโลกปัจจุบันนี้ อาจจะไม่รับผิดชอบในข้อนี้, บิดพลิ้วบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมรับผิดชอบ, แล้วก็ดำเนินการไปในทำนองนั้นมากขึ้น ทีนี้ บาปก็เกิดขึ้นในโลก คือเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ; โลกก็ต้องมีความทุกข์ความเดือดร้อน ไม่มีทางที่จะแก้ไขได้, อย่างที่ได้เห็นอยู่ชัด ๆ ว่า ไม่ได้ดีขึ้นเลย ไม่อาจแก้ไขได้เลย เพราะว่าจิตใจหรือดวงวิญญาณหรือ เจตนารมณ์ของสิ่งทุกสิ่งมันเป็นไปเพื่อเพิ่มความเห็นแก่ตัว. นี่แหละเรียกว่าเป็นปัญหาใหญ่ของโลกในปัจจุบันนี้ จนกระทั่งเหลือวิสัย เหลือกำลัง เหลืออำนาจของฝ่ายศีลธรรม หรือฝ่ายของศาสนา ที่จะช่วยกำจัดหรือควบคุมความเห็นแก่ตัวในโลกนี้ได้.
          ในสมัยโบราณที่แล้วมา ทางฝ่ายศาสนาหรือศีลธรรม หรือขนบธรรมเนียมประเพณีของมนุษย์นั้นมีอิทธิพลมาก ; ทางฝ่ายวัตถุยังไม่เจริญก้าวหน้า คนส่วนมากก็ไม่เป็นบ่าว ไม่เป็นทาสของวัตถุมากเหมือนเดี๋ยวนี้. เดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่ถูกทำให้มึนเมาด้วยความก้าวหน้าทางวัตถุ ทางสุขสนุกสนานทางวัตถุ ถึงขนาดที่เรียกว่ามึนเมาและเสพติด, คนส่วนใหญ่ในโลกจึงเป็นคนมึนเมาด้วยวัตถุ แล้วก็เพิ่มความเห็นแก่ตัวมากขึ้นด้วยเหตุนั้น. ส่วนทางฝ่ายศาสนา ศีลธรรม ประเพณีนี้กลายเป็นเรื่องหมดกำลัง ; เหลือแต่พิธีรีตอง, ทำพอเป็นพิธี.
          ปัจจุบันนี้ไม่ว่าเมืองไทย หรือเมืองไหน ประเทศไหน ; เรื่องทางฝ่ายศาสนาทำแต่พอเป็นพิธี และเป็นพิธีทั่วไป. แม้กระทั่งในกองทัพ ในที่ ๆ ไม่น่าจะมี ก็มีพิธีทางศาสนา, ซึ่งก็เป็นเพียงพิธีเท่านั้น ไม่ได้ครอบงำน้ำใจของคนทั้งหลายให้บรรเทาความเห็นแก่ตัวเลย ; มันเลยทิ้งกันไกล. ส่วนใหญ่และเนื้อแท้ในจิตใจของมนุษย์เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ; ศาสนาหรือวัฒนธรรมหรือประเพณีก็กลายเป็นเพียงพิธีรีตองไป, ไม่มีอิทธิพล ไม่มีอำนาจ ไม่มีกำลังอันแท้จริง. เพราะฉะนั้น โลกเรานี้จึงเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่งอยู่ในสมัยนี้, เป็นปัญหาอย่างที่เรียกว่าเหลือประมาณ ครอบงำโลกสมัยนี้อยู่ มีมากมายหลายแขนงหรือทั่วทุกแขนง. จะถือโอกาสยกตัวอย่าง เอามาให้ดูสักแขนงหนึ่ง เช่นเรื่องการกีฬา :-
          เดี๋ยวนี้ การกีฬา ที่จัดที่ทำกันอยู่ในโลกนี้ทั่ว ๆ ไปทั้งโลก ไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทย กลายเป็นสิ่งที่เห็นแก่ตัว, และอบรมน้ำใจที่ไม่เป็นนักกีฬา, นักกีฬาสมัยนี้เลวกว่านักกีฬาสมัยโบราณมาก มีการเอาเปรียบทั้งต่อหน้าและลับหลัง, มีการทำอันตรายในสนามนั้นเอง, มีความคิดที่จะเอาเปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง คือฝ่ายตรงกันข้ามมาตั้งแต่บ้าน มาตั้งแต่จะออกเดินทางมา, แล้วก็คิดเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลาเป็นนักกีฬาแต่ชื่อแต่พิธีเท่านั้น แต่ในจิตใจนั้นไม่เป็นนักกีฬา, ถ้าเป็นอย่างนี้อย่ามาเล่นกีฬา อย่าจัดกีฬาขึ้น บางทีคนจะมีน้ำใจเป็นนักกีฬามากกว่า. พอว่าจัดกีฬาขึ้น ก็เป็นโอกาสให้คนมีน้ำใจเอาเปรียบผู้อื่น เพราะความเห็นแก่ตัว ; และยิ่งเล่นกีฬา อย่างที่คนในโลกเล่นกันอยู่ในบัดนี้ ก็คือยิ่งเพิ่มความที่ไม่ใช่นักกีฬา หรือเพิ่มความเห็นแก่ตัวมาก ยิ่งกว่าที่จะลดความเห็นแก่ตัว.
          นี่เพราะ โลกก้าวหน้าทางวัตถุ คนที่เป็นนักกีฬาแต่ละคนเป็นไปในทางของวัตถุ ต้องการวัตถุ ต้องการประโยชน์ ยิ่งกว่าต้องการน้ำใจนักกีฬา ซึ่งเป็นธรรมะมากเกินไป ; เขาถือว่าไม่เห็นแก่ตัว เป็นอุดมคติมากเกินไป ซื้ออะไรกินไม่ได้, sporting spirit นั้นมันซื้ออะไรกินไม่ได้ เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ. ส่วนเกียรติยศชื่อเสียงของประเทศชาติ หรือประโยชน์ ที่จะได้สนุกสนานจากการแข่งขัน การต้อนรับในการเลี้ยงดูนั้นมันมีมาก, เลยคำนึงแต่เรื่องจะเอาชนะ ; ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยกลก็เอาด้วยเวทมนต์ คือการเอาเปรียบนั่นเอง. มนุษย์เราเลวลงมากถึงขนาดนี้ ว่าแม้แต่การจะเล่นกีฬาก็เป็นการเพิ่มความไม่เป็นนักกีฬาเสียแล้ว ; เพราะว่า ทุกคนมึนเมาไปด้วยอำนาจของวัตถุ ซึ่งเรียกกันว่า เป็นที่ตั้งของกิเลส.
          ตัวอย่าง เพียงเรื่องกีฬาเรื่องเดียว ก็เห็นได้ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปมากจากสมัยโบราณ ; นี่จะเรียกว่าด่า หรือจะเรียกว่าติเตียน หรือจะเรียกว่าดูหมิ่น หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตามใจเถิด. อาตมาพูดไปในฐานะที่เป็นนักบวชในศาสนาพุทธ ได้มองเห็นสิ่งนี้อยู่อย่างไรก็พูดไปอย่างนั้น. รู้สึกว่าเป็นปัญหาที่เพิ่มให้มากขึ้นแก่ทางฝ่ายศาสนา ; ในเมื่อ ทางฝ่ายศาสนาต้องการจะช่วยทำความสงบสุขสันติสุขให้แก่โลก มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าคนในโลกเปลี่ยนไปในทางเห็นแก่ตัว หรือเป็นทาสของฝ่ายวัตถุอย่างมากขึ้น. ในที่สุดกิจกรรมทางฝ่ายศาสนาก็เป็นหมันไปโดยส่วนใหญ่, ไม่สามารถจะสร้างสันติสุขให้แก่โลกได้, กลายเป็นเรื่องของบุคคลบางคน ไม่กี่คนเพื่อแสวงหาความสุขอันแท้จริงทางฝ่ายจิตใจเท่านั้น และมีเพียงไม่กี่คน.
          สิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" นั้น เขามีไว้หรือต้องการเพื่อจะทำความสุขให้แก่มนุษย์เป็นส่วนรวม คือโลกเป็นส่วนรวม. เดี๋ยวนี้ กลายเป็นเรื่องถอยหลังเข้าคลองแต่ในทางที่จะเป็นหมัน ; เพราะว่า มนุษย์ส่วนใหญ่ในโลกนี่หันหลังให้ศาสนา, สลัดสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ; เพราะว่าเขาไปหมกมุ่นมัวเมาแต่เรื่องทางฝ่ายวัตถุให้ก้าวหน้า ไปตามทางของความเจริญของคนสมัยนี้ ; แล้วการศึกษาของโลกสมัยนี้ ก็ถูกลากไป ทำตามความประสงค์อันนั้น.
          ท่านที่เป็นนักศึกษาอย่าได้อวดดิบอวดดีไปเลยว่า เรามีอะไรเป็นตัวเรา, เป็นอิสระ มีอุดมคติ มีหลักการอะไรของเรา ; ที่จริงทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลกมันเป็นไปตามความนิยมของคนส่วนมากในโลก. เมื่อคนส่วนมากในโลกมึนเมาในทางวัตถุธรรมเสียแล้ว การศึกษาซึ่งจัดโดยคนในโลกนั้น มันก็ต้องเป็นอุปกรณ์ เพื่อวัตถุประสงค์อันนั้นไป. การศึกษาจะก้าวหน้าอย่างไร มันก็เป็นไปเพื่อความเจริญทางวัตถุ, และเพื่อเป็นทาสทางวัตถุกันมากขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ความก้าวหน้าทางวิชาความรู้ ทางแขนงไหนก็ตาม ก็เพื่อให้ได้มาซึ่งความเจริญทางวัตถุ เพื่อมีอำนาจ เพื่อมีกำลังที่จะต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามนั้นทางหนึ่ง, แล้วก็ เพื่อความฟุ่มเฟือยในการอยู่ดีกินดี ตามที่เรียกกันในโลกปัจจุบันนี้อีกส่วนหนึ่ง. มันจึงมีวิกฤตกาลถาวรในโลกนี้ ; เพราะเหตุนี้ถึงต่อสู้กัน แย่งชิงกัน แข่งขันกัน ในทางการศึกษา ทางการสร้างความเจริญก้าวหน้า ทั่วไป.
          ทีนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายมองดูว่า spirit ของการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่นมันเหลืออยู่ที่ตรงไหน ? spirit ของอนุกาชาด คือการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่นนั้นมันเหลืออยู่ที่ไหน ? ในจิตใจของคนในโลกสมัยนี้ ใคร กลุ่มไหน สมาคมไหน กำลังทำประโยชน์ผู้อื่นอันแท้จริง ด้วยความบริสุทธิ์ใจบ้าง ? แทบจะหาทำยายาก การช่วยกันดูเป็นการจ้างกันมากกว่า ; การที่คน ๆ หนึ่ง พวกหนึ่ง หรือหมู่หนึ่งไปช่วยอีกหมู่หนึ่งนั้น ดูเหมือนเพื่อจะผูกมัดเขาให้เป็นพวกของตัว, หรือจ้างเขาให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งร่วมมือกันกับตัวมากกว่า. น้ำใจแท้จริงที่บำเพ็ญประโยชน์ให้ผู้อื่นนั้น ค่อย ๆ จางไป ๆ ๆ จนบัดนี้แทบจะไม่เหลือหลออยู่ในโลกนี้ แม้ในประเทศไทยเรา.
          ดูตัวอย่างว่า เมื่อเรา ต้องการเงินสักจำนวนหนึ่ง สมัยก่อนก็บอกกันได้ด้วยปาก แล้วก็ได้เงินจำนวนนี้มา. สมัยนี้ต้องจัดงานบอลล์ กินเหล้า เมายา เป็นภูติผีปิศาจกันไปแทบทั้งหมด จึงจะได้เงินมาสักจำนวนหนึ่ง จากการจัดงานบอลล์นั้นเป็นต้น. นี่จะเห็นได้ว่า ไม่มีเจตนารมณ์ที่จะช่วยผู้อื่นด้วยบริสุทธิ์ใจ ในการบริจาคเงินนี้ ; บริจาคไป เพราะได้กินเหล้า ; หรือว่าได้ทำอะไรไปตามที่เขามีให้แล้วก็เพื่อเอาหน้าเอาตา เพื่อให้มีชื่อว่า ตนได้บริจาคไปเท่านั้นเท่านี้ ; แล้วก็เลี้ยงพวกบริจาคไปพลาง เอาเงินไปพลาง บางทีเงินนั้นเหลือนิดเดียว เพราะเอาไปเลี้ยงสุรากันเสียหมดในงานบอลล์ครั้งนั้น.
          นี่มองเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ที่จะบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น หรือช่วยผู้อื่นนั้น เสียไปหมด ; มีแต่การหลอกลวง ในเมื่อปากพูดว่า "นี่แหละเป็นการกุศล เพื่อช่วยการกุศล" เพื่อช่วยการกุศลอันนี้ ๆ. แต่ใจจริงนั้นไปเพื่อกินเหล้าแล้วบริจาคอยากเอาหน้า ไม่ได้บริจาคไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ. นี่มันไม่เหมือนกับเมื่อครั้งสมัยบิดามารดา ปู่ย่าตาทวดของเรา ซึ่งบริจาคอะไรก็ไม่ต้องเอาเหล้ามาให้กิน ท่านก็บริจาคกันได้ ; หมายความว่า มันมีเจตนารมณ์ จะบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น มีอยู่เหลืออยู่ ในจิตใจของท่าน. เวลานี้เขาก็กำลังนิยมกัน ไม่เท่าไรก็จะมาถึงจังหวัดนี้ถึงที่นี่ ที่จะมีการเรี่ยไร เพื่อจัดงานบอลล์ อย่างนี้เป็นต้น. วิธีเช่นนี้มันมาจากเมืองนอกแล้วก็มาเมืองไทย แล้วก็ไปทุก ๆ หัวระแหง ; นี่ spirit ของการเห็นแก่ตัว, ไม่มี spirit ของการเห็นแก่ผู้อื่น.
          เท่าที่กล่าวมานี้ เป็นการมองดูโลกในปัจจุบันนี้ ว่ามีอยู่ในสภาพอย่างไร ? มันสูงต่ำกว่าเจตนารมณ์ของพวกเราอนุกาชาดอย่างไร ? เดี๋ยวนี้ เรากำลังประชุมกันที่นี่เพื่อปรึกษาหารือกันใน หลักการอนุกาชาด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในทางไม่เห็นแก่ตัว, ให้เห็นแก่ผู้อื่น มีการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น และหวังว่าท่านทั้งหลายมีความตั้งใจอันดีในเรื่องนี้. แต่เราก็ต้องมาพิจารณาดูถึงอุปสรรคที่มันเกิดขึ้น ; แล้วก็มองใกล้ ๆ เรานับตั้งแต่เด็ก ๆ ของเรา เพื่อนฝูงของเรา ใกล้ ๆ นี่แหละ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีนี้.
          เด็ก ๆ ของเราเป็นอย่างไร ? นักเรียนของเรากำลังเป็นอย่างไร ? แม้แต่ครูบาอาจารย์เองกำลังเป็นอย่างไร ? ถ้าเด็กของเราและครูบาอาจารย์ของเรากำลังเดินตามก้นฝรั่ง วัฒนธรรมอย่างฝรั่ง, เป็นอะไรลึกลับในทางเห็นแก่ตัว. เห็นแก่ความเจริญอย่างวัตถุ เป็นไปเพื่อความอยู่ดีกินดีทางวัตถุแล้ว เราก็จะต้องสูญเสียความรู้สึกที่บำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น ไปอย่างเดียวกันทีละน้อยโดยไม่รู้สึกตัว ; แล้วเราก็จะเป็นอนุกาชาดแต่ชื่อ ไม่ได้มีหัวใจบริสุทธิ์ที่จะบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น.
          เป็น "อนุกาชาดแต่ชื่อ" ก็หมายความว่า เป็นเพียงแต่ว่าให้ได้ติดเครื่องหมาย หรือว่ามารับการอบรมครั้งนี้ ก็เพียงเพื่อจะให้เป็นคะแนนเกี่ยวกับงานในหน้าที่ เพื่อความดีความชอบไปเสีย ; มันก็จะกลายเป็นอย่างนี้ไปเสีย. ฉะนั้น ขอให้สำรวมให้ดี, ให้ตั้งจิตอธิษฐานให้ดี ให้เปิดพิธีการอบรมนี้ ด้วยการจุดธูปบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และตั้งใจว่าเราจะอบรม เราจะปลูกฝัง เราจะยึดมั่นในอุดมคติที่เป็นการบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น. ส่วนเรื่องคะแนนที่จะได้มาเกี่ยวกับเรื่องหน้าที่การงานนี้เป็นเรื่องเล็ก น้อย และถ้าเอาแต่สนใจในเรื่องนั้นแล้ว จะกลายเป็น "คนเห็นแก่ตัว" โดยไม่รู้สึกตัวได้เหมือนกัน.



*******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment