Monday, December 26, 2011

รู้เรื่องธรรมชาติของจิต

รู้เรื่องธรรมชาติของจิต 
โดยพุทธทาสภิกขุ

       เอ้า, ทีนี้ก็มาถึงเรื่องจิต, ข้อถัดไปก็ให้รู้เรื่องจิต. จิตนี้ตามธรรมชาติตามธรรมดา มันเป็นสิ่งที่ไม่มีกิเลส, เขาเรียกจิตประภัสสร. จิตนี้ก็เป็นธาตุตามธรรมชาติชนิดหนึ่ง เรียกว่า จิตตธาตุ เรียกว่า มโนธาตุ เรียกว่า อรูปธาตุ อะไรก็แล้วแต่จะเรียก, มันเป็นธาตุชนิดหนึ่ง เหมือนกับธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ นี้ก็เป็นธาตุ. มโน หรือ วิญญาณ หรือ จิต นี้มันก็เป็นธาตุ, ธาตุนี้มันปรุงแต่งตัวเองมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า จิต ในชั้นแรกพื้นฐานธรรมดา มันก็ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่เศร้าหมอง ไม่มีกิเลส ไม่มีอะไร,ใช้คำเรียกว่า ประภัสสร คือแวววาวโชติช่วงเหมือนกับเพชร, หรือเหมือนกับว่าดวงอาทิตย์ที่ ประภัสสรรุ่งเรืองแสงอย่างยิ่ง; แต่มิได้หมายถึงว่าเป็นทางวัตถุนะ เป็นทางนามธรรม เป็นทางจิตใจ ไม่มีกิเลส.
          ธรรมชาติประภัสสรไม่มีกิเลส แต่แล้วมันเกิดปรุงกิเลสขึ้นมาได้ โดยทางเปลือกนอก : ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้ มันทำให้เกิดส่วนที่เป็นกิเลสขึ้นมาได้, ครอบงำความเป็นประภัสสร, ความประภัสสรก็สูญเสียไปเป็นคราว ๆ ไม่ประภัสสรเพราะมีกิเลสเกิดขึ้นเป็นคราว ๆ แต่โดยเหตุปัจจัยของกิเลสหมดไป กิเลสดับไปความเป็นประภัสสรก็มีอีก; นี่จิตมันอยู่อย่างนี้ ธรรมชาติของจิตแท้ ๆ เป็นอย่างนี้, มีความ เป็นประภัสสรในตัวมันเองตามธรรมชาติ, แล้วก็มีการปรุงแต่งผิด ๆ จนเกิดกิเลสครอบงำจิตนั้น ให้ สูญเสียความเป็นประภัสสร. ในขณะเป็นประภัสสรไม่มีทุกข์ ไม่มีวุ่นวาย ไม่มีอะไร, ในขณะที่ไม่ ประภัสสร คือเศร้าหมองแล้วนี้ ยุ่งมีกิเลสมีความทุกข์ มีวุ่นวายโกลาหลวุ่นวาย มันเป็นอยู่อย่างนี้.
          ความสำคัญมันอยู่ที่ว่า จิตนี้โดยเนื้อแท้มันไม่ใช่มีกิเลส, กิเลสมันเป็นของเพิ่งเกิด เพราะ ฉะนั้นจึงแยกออกกันได้ว่าจิตไม่ใช่กิเลส, กิเลสไม่ใช่จิต, จิตเกิดมาโดยไม่มีกิเลสแต่ถูกครอบงำโดย กิเลสคือ กิเลสเกิดขึ้นมาครอบงำจิต โดยการทำผิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, โดยการทำผิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และทางจิตเองนั่นแหละ มันจึงเกิดกิเลสขึ้นมาครอบงำจิต.
          เมื่อเราเชื่อหรือเห็นชัดลงไปว่า กายกับจิตมันแยกกันได้ คือว่าจิตนี้มันจะมีกิเลสครอบงำก็ได้, ไม่มีกิเลสครอบงำก็ได้ เราจัดให้มันอยู่อย่างที่ไม่มีกิเลสครอบงำ, เราจัดให้จิตมันอยู่โดยที่ไม่มี กิเลสครอบงำ ให้มันคงความเป็นประภัสสรไว้ นั่นคือทำวิปัสสนา,ทำกัมมัฏฐาน ทำวิปัสสนา, หรือการ อบรมจิต.
          การอบรมจิตหรือการทำจิตตภาวนา ก็คือการทำให้ไม่มีอะไรมาทำความเศร้าหมองแก่จิต; แต่เขาพูดกลับไปอีกทีหนึ่งว่า อบรมจิตชนิดที่ไม่มีอะไรมาทำให้เศร้าหมองได้, อบรมที่จิตให้อยู่ในลักษณะที่ไม่มีอะไรมาทำให้เศร้าหมองได้ ก่อนนี้มันง่ายเกินไป ที่จะมีอะไรมาทำให้จิตเศร้าหมองได้ ไม่ ประภัสสรและเป็นทุกข์, เดี๋ยวนี้เราทำจิตตภาวนา สมถกัมมัฏฐาน หรืออะไร ๆ ที่เรียกกันนั่นแหละ, เมื่อทำไป ๆ แล้ว จิตนั้นมันเปลี่ยนไปอยู่ในสภาพที่จะทำให้เศร้าหมองไม่ได้อีกเพราะมันฉลาดขึ้น นั่นเอง, เพราะมันสามารถมันฉลาดขึ้นมารอบตัว, ป้องกันก็ได้ ระวังก็ได้ แก้ไขก็ได้ ไม่ให้ เกิดความเศร้าหมองขึ้นแก่จิต.
          ฉะนั้นถ้าผู้ใด มีความรู้จักธรรมชาติของจิต ว่าเป็นอย่างนี้ ผู้นั้นก็เชื่อตัวเองว่า เราอบรมจิตได้, หรือจิตเป็นสิ่งที่อบรมได้, และเราก็อาจจะอบรมจิตได้; เพราะฉะนั้นเขาจึงยินดีที่จะทำการศึกษาเพื่ออบรมจิต. เมื่อเขายินดีที่จะอบรมจิต จิตตภาวนาก็มีแก่บุคคลนั้น มีแก่บุคคลนั้นที่เห็นว่า จิตนี้เป็นสิ่งที่อบรมได้.
          เดี๋ยวนี้เราไม่มองเห็นชัดถึงอย่างนี้ เราก็ไม่เชื่อว่าจะอบรมได้; ไปลองทำสมาธิดู ไม่ถึงอึดใจ ร้องยอมแพ้ ๆ ๆ , หลายคนมาที่นี่ถามว่าอบรมเท่าไร? ไม่ถึงอึดใจพอเห็นว่าจิตมันฟุ้งซ่าน มันไม่ยอมเอาด้วย ดิ้นรนอยู่นั่น ยอมแพ้ ๆ เลิก ๆ ๆ อย่างนี้ทั้งนั้นแหละ, ไม่มีใครต่อสู้ยืดเยื้อ ที่จะอบรมจิตให้อยู่ในอำนาจ อยู่ในอำนาจ อยู่ในอำนาจ จนอยู่ในอำนาจถึงที่สุด จนอุปกิเลสเกิดขึ้นในจิตไม่ได้นั่นแหละไม่มี, มีแต่ยอมแพ้ง่าย ๆ เกินไป ไม่ยอมต่อสู้เป็นครั้งที่ยี่สิบ สามสิบ ห้าสิบ หรือครั้งที่ร้อย, มันไม่เอานี่.
          ขอให้รู้เถอะว่า จิตเป็นธรรมชาติที่ไม่ได้เศร้าหมองอยู่ในเนื้อในตัว มีอะไรเข้าไปทำให้เศร้าหมอง; เพราะฉะนั้นเราจึงแยกความเศร้าหมองออกจากจิตได้ โดยวิธีการกระทำที่ถูกต้อง ที่เรียกว่าจิตตภาวนา : เป็นสมาธิก็ได้ เป็นวิปัสสนาก็ได้, รวมกันเรียกว่าจิตตภาวนา การอบรมจิต นี้ก็เป็นสิ่งที่เราต้องรู้.
*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment