Sunday, December 25, 2011

รู้จักธรรมชาติของชีวิต

รู้จักธรรมชาติของชีวิต
โดยพุทธทาสภิกขุ

ภาพประกอบจากwww.NOTTO.com
       ทีนี้ ข้อถัดไป อยากจะให้รู้ถึงธรรมชาติอีกข้อหนึ่งว่า เพราะคนเรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันจึงมีเรื่อง ปัญหายุ่งยากลำบาก; ฉะนั้นอย่าไปทำเล่นกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นแหละตัวเจ้าเหตุ ตัวการแหละ เพราะมนุษย์หรือคนมันมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ละอย่าง ๆ มันมีความรู้สึกรุนแรง, แล้วมันก็ปรุงแต่งอะไรต่าง ๆ นานา จนมีปัญหาทุกอย่างเลย. ถ้ามันเป็นก้อนหิน ก้อนหินไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ไม่มีปัญหา, ก็เห็น ๆ กันอยู่. แต่นี้คนมันไม่ใช่ก้อนหิน มันมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, แต่ละอย่าง ๆ มีขอบเขต, มีหน้าที่อะไรของมันกว้างไกลมาก, กว้างไกลมากไปตามแบบของมัน ตามันก็ทำหน้าที่ไปตามแบบของตา ไม่ซ้ำกับหูหรือจมูกเป็นต้น. ตามันสร้างปัญหาทางตามากเหลือประมาณ, หูก็สร้างปัญหาที่เกี่ยวกับหูกับเสียงน่ะเหลือประมาณ, จมูกก็เกี่ยวกับกลิ่น, ลิ้นคู่กับรส, กายคู่กับความรู้สึกทางผิวหนัง, ใจก็ทางจิต
          ปัญหาของมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์มีชีวิต มันที่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง; ถ้าอย่ามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ไม่มีปัญหา. ถ้ามีกันน้อยหน่อยมันก็มีปัญหาน้อย เช่นต้นไม้มันไม่มีตา มีหู จมูก ลิ้น กาย ใจ อะไรมากมายนัก หรือมันมีไม่ถึงกำหนด; ฉะนั้นปัญหาของต้นไม้มันก็มีน้อยกว่า, สัตว์เดรัจฉานมันก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในลักษณะที่น้อยกว่า มีสมรรถนะน้อยกว่าของมนุษย์, ปัญหามันก็น้อยกว่าของมนุษย์.
          มนุษย์นี่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มีความสามารถกว้างขวาง, แล้วยังเสริมสร้างออกไปได้อีกมาก ให้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันขยายตัวออกไปได้มากมาย, แล้วมนุษย์ก็ชอบทำกันอย่างนั้น และกำลังทำกันอยู่อย่างนั้นทั้งโลก, เสริมปัญหาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ออกไป ด้วยสร้างสิ่งที่เอร็ดอร่อยสนุกสนานสวยงามเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้, แล้วก็หลงกันอยู่แต่กับเรื่องเหล่านี้ จนเห็นแก่ตัวจัด จะฆ่าเพื่อนมนุษย์ให้หมดทั้งโลก มันก็ไม่รู้สึกว่าเป็นอะไร. นี่ความคิดมันหลงขนาดนี้ : ประโยชน์ของเราก็แล้วกัน, ถ้าไม่ได้เราก็จะต้องเอาให้ได้, ถ้าไม่ได้เราก็จะต้องฆ่าคนดีมาขัดขวาง; ฉะนั้นเราจะทำสงครามรบราฆ่าฟันกัน, ฆ่ากันให้หมดโลกก็ไม่เห็นแปลกอะไรนี่, เขาคิดกันอย่างนี้.
          นี่เรื่องของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันดึงชีวิตไปในทางที่มีปัญหาทั้งนั้น อย่างรุนแรงด้วยกันทุก ๆ ทาง พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า ตัวปัญหาตัวต้นตอของปัญหามันอยู่ที่นี่ ที่ผัสสะ คือการกระทบที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. อายตนะเป็นบ่อเกิดของทุกสิ่ง เพราะอายตนะเป็นที่กระทบให้เกิดความรู้สึก; เช่นเรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราจึงฉลาดขึ้นทุกวัน. เราคลอดมาจากท้องแม่แล้ว ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ทำหน้าที่เพิ่มขึ้นทุกวัน, เพิ่มขึ้นทุกวัน เด็กก็รู้อะไรมากขึ้นทุกวัน ฉลาดขึ้นทุกวัน, รู้อะไรไกลออกไป, ไกลออกไป; เพราะว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเขาทำงานแปลกใหม่เพิ่มขึ้น ๆ ทุกวัน ความรู้ที่ถูกต้อง มันก็มาจากการสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ความคิดที่ผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็มาจากการสัมผัส หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, การสัมผัสบางอย่างมันไม่มีโอกาสของปัญญาของวิชชา มันก็ผิด,สร้างความเห็นผิดใหม่ ๆ ขึ้นมาอีก, ก่อนนี้ไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิมากถึงขนาดนั้น, แต่เดี๋ยวนี้มีมิจฉาทิฏฐิมากขึ้น ๆ เพราะการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันหมุนไปทางผิดมันควบคุมไม่ได้.
          เมื่อทำผิดแล้วมันก็เกิดผลร้ายผลดีที่เรียกว่าวิบากกรรม, กรรมก็ดี วิบากกรรม ก็ดี มันมาจากสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ฉะนั้น นรกสวรรค์ก็อยู่ที่นี่ : นรกก็อยู่ที่สัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ, สวรรค์ก็อยู่ที่สัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่เราไม่บอกกันอย่างนี้, เราไม่สอนกันอย่างนี้, ไปชะเง้อมองกันที่อื่นโน่น, ไม่มองว่ามันอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. แม้แต่จะศึกษาเรื่องนิพพาน, มีนิพพานกันก็ต้องศึกษากันที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; แต่เราก็ไปศึกษากันที่อื่น, แล้วหวังที่อื่น หวังในอะไรก็ไม่รู้, ไกลออกไปจนต้องคาดคะเน ต้องเชื่อคนอื่นอย่างโง่เขลางมงาย, มันเป็นเสียอย่างนั้น
          ถ้าเรารู้จักใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้เป็นประโยชน์ที่สุดในการศึกษาแล้ว เราจะรู้ อะไรหมดทุกสิ่ง; เพราะทุกอย่างมันมารวมอยู่ที่ความรู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จริง ๆ. แต่เราก็ไม่รู้อย่างนี้ ไม่ถือหลักอย่างนี้, เราจะไปเรียนกันที่อื่น, มีหนังสือหนังหาตำรับตำราอย่างอื่นสำหรับไปเชื่อ สำหรับไปถือด้วยความยึดมั่นถือมั่น ส่วนตัวจริงของจริง อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ไม่สนใจทำไม่ถูกไม่สามารถจะใช้ให้เป็นประโยชน์ได้
          ท่านผู้ใดต้องการจะมีธรรมะ จะรู้ธรรมะแล้ว ก็จงสนใจศึกษาทุกเรื่องที่เกี่ยวกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, และก็เป็นเรื่องแรกที่สุดด้วย. ถ้าจะมีการถามกันขึ้นมาว่า อะไรเป็น กข ก กา ของพระพุทธศาสนา? ก็บอกตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นแหละเป็น กข ก กา ของพุทธศาสนา; เริ่มเรียนพุทธศาสนาในขั้น กข ก กา ลงไปที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, เรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อะไรนั้นไว้ทีหลังก็ได้, มันไม่ใช่เงื่อนต้น, ไม่ใช่จุดตั้งต้นของปัญหา. ความทุกข์มันอยู่ที่ทำผิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ.
          พระพุทธเจ้าท่านไม่อาจจะมาช่วยทำให้เป็นทุกข์ หรือช่วยให้หายทุกข์ได้โดยตรง, ท่านได้แต่แนะนำ ให้จัดกระทำเกี่ยวกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. การแสดงเรื่องความทุกข์ก็ดี ท่านแสดงที่เรื่องของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, แสดงเรื่องดับทุกข์ ก็ดี ท่านก็แสดงเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; แปลว่าคำสอนทั้งหมด สอนเราให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้รู้จักควบคุมมัน, ให้รู้จักพัฒนามัน, ให้เป็นไปในทางถูกต้อง แล้วจะไม่เกิดความทุกข์ เรื่องมันก็จะจบกันตรงที่มันไม่เกิดความทุกข์ใด ๆ ขึ้นมาได้เลย.
          ฉะนั้น หนังสือเล่มน้อยเล่มนี้ ก็ต้องการให้ท่านทั้งหลาย สนใจเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในฐานะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่มนุษย์จะต้องรู้, ไม่อย่างนั้นท่านจะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ในทางจิตใจ.
          ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันเป็นรากฐานของทุกเรื่อง ที่เกี่ยวกับชีวิตของคนเรา, และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับใจ. ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้มันก็เป็นประตูที่ใจจะสัมผัสกับสิ่งภายนอก, ใจก็สัมผัสในภายในด้วย, สัมผัสเนื่องออกมาถึงภายนอกได้ด้วย, มันก็รวมเป็นเรื่องเดียวกันหมด คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าจิตใจ. ถ้าไม่มีจิตใจอย่างเดียว อะไรมันก็ไม่มีดอก เพราะมันมีจิตใจนี่แหละเรื่องทั้งหลายจึงมี, เรื่องรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ เรื่องสุขเรื่องทุกข์ เรื่องเป็นเรื่องตาย เรื่องอะไรมันจึงมี เพราะมันมีจิตใจอย่างเดียว; ฉะนั้นเป้าหมายมันจึงอยู่ที่จิตใจ.
          ทีนี้ จิตใจนี้มันทำอะไรไม่ได้ ถ้าไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ; ถ้ามีแต่ตากับใจ มันก็รู้อะไรน้อยเกินไป มันจึงต้องมีหู มีจมูก มีลิ้น มีผิวหนัง สำหรับสัมผัสถึง ๕ อย่าง, ๕ อย่าง : ตา หู จมูก ลิ้น กาย สำหรับให้จิตใจติดต่อสิ่งทั้งหลายภายนอกติดต่อกับภาพทางตา, ติดต่อกับเสียงทางหู, ติดต่อกับกลิ่นทางจมูก, ติดต่อกับรสทางลิ้น, สิ่งที่มากระทบทางผิวหนัง. ถ้าอย่ามีสิ่งเหล่านี้ เรื่องก็แทบไม่มีเลย, และถ้าไม่มีจิตใจอย่างเดียว เรื่องหมดเลย, ไม่มีอะไรเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาได้.
          แต่แล้วคนเราก็ไม่สนใจเรื่องจิตใจ; ไปสนใจที่เรื่องผิวเรื่องเปลือกคือเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย, แล้วก็เลือกสนใจแต่ที่มันเป็นกิเลสตัณหา คือความสุข สนุกสนาน เอร็ดอร่อย, เป็นกิเลสตัณหาสนใจกันนัก แล้วก็เสียสละ บูชากันอย่างยิ่งเลย, ไม่ได้สนใจตัวสุขทุกข์ที่จิตใจจริง ๆ ไปสนใจที่ผิวเปลือกที่มันหลอก, ที่มันหลอกให้หลงรักหลงเกลียด, หลงรักหลงเกลียด, อยู่กันแต่อย่างนี้ แล้วขยายออกไปเป็นความกลัว เป็นความวิตกกังวล อาลัย อาวรณ์ อิจฉา ริษยา หึงหวงอย่างนี้ เป็นต้น. แล้วไม่ดูว่าปัญหามันมาจากอะไร, ปัญหานานาชนิดนี้มันมาจากอะไร, มันมีมาจากความโง่ของจิตใจ เมื่อสัมผัสกันกับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ นี่คือ กข ก กา แต่เรื่องอย่างนี้เขาว่าไม่ใช่, นี่เรื่องปรมัตถ์เรื่องสูงสุด อย่าเอามาศึกษา ยังไม่สมควร คนธรรมดายังไม่ต้องศึกษาปรมัตถ์อันสูงสุดอย่างนี้, เด็ก ๆ ก็เลยไม่ต้องรู้เรื่องนี้.
          ที่จริงถ้าเราไปดูตามพระบาลี ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้, เรื่องนี้ท่านว่าเป็นเรื่องเบื้องต้น เป็นจุดตั้งต้นที่จะต้องศึกษา เรื่องปฏิจจสมุปบาทที่เขาห้ามไม่ให้เอามาสอน กันว่ามันเป็นเรื่องสูงเรื่องไกล พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นอาทิพรหมจรรย์, เป็นจุดตั้งต้นของพระศาสนา ที่จะต้องเรียนรู้และปฏิบัติ, จึงขอร้องให้ท่านทั้งหลายทุกคนสนใจเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่าเป็นเรื่องแรกที่เราจะต้องรู้ จะต้องเข้าใจ ครั้นรู้ครั้นเข้าใจแล้ว เราจะรู้เรื่องอื่น ๆ ต่อไป, แล้วเราก็จะรู้เรื่องที่ควรกระทำ, แล้วเราจะไม่ขโมย ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกามได้เองไม่ต้อง, มีใครมาบอกดอก เพราะเรารู้ความจริงอันลึกซึ้งที่เป็นรากฐานของมันหมดแล้ว. เดี๋ยวนี้เราไม่รู้เราก็หลงไป แม้จะมีใครมาห้ามเรา ก็ไม่เชื่อ, เราก็ทำสิ่งที่เป็นของเลวร้าย ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น เพราะเรามันไม่รู้เรื่องนี้, เพราะเรามันไม่รู้เรื่องนี้.
          ขอให้คิดดูใหม่เถิด ให้ทุก ๆ คนไปคิดดูใหม่เถิด ว่าถ้าไม่เข้าใจเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยครบถ้วน เราจะไม่มีทางที่จะเข้าใจธรรมะ ให้ลึก ๆ เข้าไป จนถึงกับว่าจุดที่สำคัญที่สุด ที่มี ประโยชน์ที่สุดที่จะให้ความเป็นมนุษย์ของเราดีที่สุด หรือว่าดับทุกข์ได้. นี่อยากจะให้ถือเป็นหัวข้ออีกหัว ข้อหนึ่งว่า ต้องศึกษาให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ.
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment