Tuesday, December 27, 2011

ต้องเข้าใจเรื่องจิตให้ถูกตรง มิฉะนั้นจะหลงไสยศาสตร์

ต้องเข้าใจเรื่องจิตให้ถูกตรง มิฉะนั้นจะหลงไสยศาสตร์
โดยพุทธทาสภิกขุ
       ข้อต่อไปนะ ที่ว่าประเด็นที่จะต้องรู้ เนื่องจากว่าจิตมันเข้าใจยาก, เข้าใจให้ถูกจริงให้ตรงไม่ได้ มันก็เข้าใจผิด, เห็นเรื่องจิตเป็นเรื่องผีสางเทวดา เป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ได้, แล้วก็พูดกันขึ้นมาตามพอใจ แปลก ๆ ประหลาด ๆ ที่เรียกกันว่าไสยศาสตร์. ไสยศาสตร์ คือ สิ่งที่เข้าใจไม่ได้ แล้วก็ว่าเอาเองผิด ๆ ไม่มีเหตุผลและงมงายอย่างยิ่ง. ฉะนั้น ไสยศาสตร์เกิดขึ้น ก็เพราะว่าคนไม่รู้เรื่องจิตโดยแท้จริง. ถ้าคนเราสามารถรู้เรื่องจิตโดยแท้จริงแล้ว ความรู้ทางไสยศาสตร์ก็เกิดขึ้นไม่ได้, ไม่มีใครคิดอย่างนั้น ไม่มีใครเชื่ออย่างนั้น.
          เดี๋ยวนี้ เราไม่รู้เรื่องจิตอันแท้จริง มันลึกลับต่อเรา, เราก็พูดกันอย่างสันนิษฐาน ตามความรู้ความเข้าใจของครูบาอาจารย์คนหนึ่ง ๆ ๆ ๆ. ความรู้ประเภทไสยศาสตร์ที่ไม่มีเหตุผลและงมงายเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าจิตนั้น ก็เกิดขึ้นสะพรั่งสะพราวไปหมด หลายลัทธิหลายแขนงหลายอาจารย์; นี่ไสยศาสตร์เกิดขึ้นมา จากการที่เราไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตอย่างถูกต้องตามที่เป็ฯจิง, แล้วไสยศาสตร์ก็มีอำนาจมากเหลืออยู่จนกระทั่งบัดนี้, ระบบไสยศาสตร์นี้มีอำนาจมาก แล้วยังเหลืออยู่กระทั่งบัดนี้. นี้มันได้เกิดขึ้นมาด้วยความเข้าใจผิดเป็นหมื่นปีแสนปี ตั้งแต่มนุษย์แรกมี ไม่รู้แน่ว่ากี่แสนปีหรือ กี่ล้านปี, ตั้งแต่มนุษย์เริ่มคิดเรื่องจิตแล้วเข้าใจผิด, เข้าใจผิดต่อจิต, ระบบความคิดประเภทไสยศาสตร์ก็เกิดขึ้น และมีมาจนกระทั่งบัดนี้.
          ทีนี้ไสยศาสตร์นั้นมันได้เปรียบ เพราะมันไม่ต้องอธิบายนี่ มันเชื่ออย่างเดียว, มันเชื่ออย่างเดียว มันก็เลยตั้งมั่น, แล้วเขาก็พูดไว้ในลักษณะที่เรียกว่าน่าเอาด้วย , น่าเอาด้วย สิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์นั้นน่าเอาด้วยที่สุดแหละ, แล้วมันลึกลับ, มันยิ่งลึกลับคนยิ่งเชื่อถ้าเปิดเผยชัดเจนเสียแล้วคนไม่ค่อยเชื่อดอก ถ้ายิ่งลึกลับเท่าไร เข้าใจไม่ได้เท่าไร จะยิ่งเชื่อตามที่เขาพูดเท่านั้น, นี่ข้อได้เปรียบของไสยศาสตร์.
          ที่น่าหัวกว่านั้น ก็คือว่า เรื่องไสยศาสตร์นี่ใคร ๆ ก็ชอบเพราะมันลงทุนน้อย, เข้าใจไหม? เรื่องไสยศาสตร์มันลงทุนน้อยนี่ เสียหัวหมูสักหัวหนึ่งแล้วเอาอะไรอีกเท่าไร ๆ ก็ได้, เสียเหล้าสักขวดหนึ่งให้เซ่นสรวง, ลงทุนน้อยที่สุด แล้วก็ได้ผลมากที่สุด มันก็เป็นข้อได้เปรียบของไสยศาสตร์ที่ ทำให้มนุษย์ชอบและใช้ไสยศาสตร์กันอยู่จนกระทั่งบัดนี้, แล้วไสยศาสตร์ชนิดนี้ มันเกิดมาจาก สัญชาตญาณแห่งความโง่, เพราะฉะนั้นมันจึงเข้ากันได้ กับสัญชาตญาณแห่งความโง่ที่ยังเหลืออยู่ สัญชาตญาณแห่งความโง่, เช่นว่า ความรู้สึกที่จะให้ผู้อื่นช่วย ไม่ช่วยตัวเอง นี้ ไสยศาสตร์เขาเสนอตัว เข้ามาช่วย, คนก็รับเอา เพราะเข้ากับสัญชาตญาณแห่งการให้คนอื่นช่วย. เด็ก ๆ พอเกิดมาจากท้องแม่ ก็ได้รับการช่วยเหลือจากบิดามารดาหรือคนเลี้ยง จนสูญเสียนิสัยที่จะช่วยตัวเอง, ต้องให้คนอื่นช่วย และช่วยเรื่อย ๆ มา เรื่อย ๆ มา จนเป็นนิสัยว่าต้องช่วย พ่อแม่ต้องช่วย ใคร ๆ ต้องช่วย นี่ก็ได้ เปรียบทางไสยศาสตร์เพราะเขาเสนอการช่วย ไม่ต้องทำเอง พระเจ้าผีสางเทวดาอะไรทำให้.
          เมื่อมันเดินไปทางนี้แล้ว มันก็เกิดอุปสรรคในทางความจริง, แล้วมันก็เหมาะสำหรับคนปัญญาอ่อน ในโลกนี้มีคนโง่มาก ในโลกนี้มี คนปัญญาอ่อนมาก; ฉะนั้น ไสยศาสตร์มันเหมาะกว่า, เหมาะกว่า พระธรรม เหมาะกว่าของจริง, โลกนี้จึงรับเอาไสยศาสตร์เข้าไว้อย่างแน่นแฟ้น อย่าเข้าใจว่าใน ประเทศในเมืองที่เขาเจริญกันเช่นพวกฝรั่งนั้นไม่มีไสยศาสตร์, มันก็มีเหมือนกันตรงแบบของเขาความ. เชื่อพระเจ้าให้พระเจ้าช่วยก็ยังมีอยู่, เพราะว่ามนุษย์มันมีสัญชาตญาณแห่งการให้คนอื่นช่วย.
          ในที่สุด มันก็สับสนกันหมด ไสยศาสตร์ที่คนสร้างขึ้นมา มันกลับเป็นเจ้าของคน, ไสยศาสตร์ที่ความโง่ของคนสร้างขึ้นมา มันกลับเป็นเจ้าเหนือหัวของคนสร้าง นี้มันไม่รู้จะประหลาดอย่างไรแล้ว สิ่งที่ความโง่ของคนสร้างขึ้นมา มันกลับเป็นเจ้านายของคนสร้าง.
          นี้เรียกว่าไสยศาสตร์ เป็นหัวข้อหัวข้อหนึ่งที่เราจะต้องเข้าใจชัดเจน เพราะเราทำผิดเข้าใจผิดต่อสิ่งที่เรียกว่า จิต, ความเข้าใจผิดความรู้ผิดมันก็เป็นระบบขึ้นมาสำหรับโง่สำหรับงมงาย, ระบบนี้เรียกว่าไสยศาสตร์ มีอะไร ๆ ตรงข้ามจากความเป็นจริงทั้งนั้น. พวกที่เขาถือไสยศาสตร์เขาด่าอาตมาจนไม่รู้จะด่าอย่างไรแล้ว, อาตมาก็ไม่กลัว พูดไปเรื่อย พูดไปตามความจริง ว่ามันมีอยู่อย่างนี้, เราก็พูดความจริงเหมือนกัน ว่ามันมีอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นถ้าว่ารู้จักเรื่องจิตเสียให้ตรงตามที่เป็นจริงแล้วระบบไสยศาสตร์ก็สลายไปหมดเอง.
          เดี๋ยวนี้มันถึงขนาดประหลาดมหัศจรรย์ที่สุด คนนี่เจิม เจิมพระพุทธรูปให้เป็นพระพุทธเจ้าได้ เขาหล่อพระพุทธรูปออกมาจากโรงหล่อ เป็นองค์พระพุทธรูปแล้ว ยังใช้ไม่ได้, ยังใช้ไม่ได้, ต้องไปเอาใครมาเจิม ๆ ๆ จึงจะเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา นี่ คิดดูเถอะ คนแท้ ๆ นี่เจิมพระพุทธเจ้า, สร้าง พระพุทธเจ้า, ก็ทำกันได้ในหมู่ไสยศาสตร์ แล้วก็เจิมนิดเดียวแหละ ดีตลอดชาติ : เอาปูนเอาแป้งมาแตะ หน้าผากนิดเดียว ดีไปตลอดชาติ, แล้วดีจริงไม่ดีจริงก็ดูเอาเองสิ.
          เรื่องความเข้าใจผิดต่อสัจจะ ต่อธรรมะ ต่อจิตแล้ว มันก็เกิดระบบไสยศาสตร์ขึ้นมา ถ้าเรายังพ่ายแพ้แก่ระบบไสยศาสตร์แล้ว เราไม่สามารถจะเข้าถึงธรรมะได้, ธรรมะจะเป็นหมัน, เป็นหมันต่อเรา, เราใช้ให้เป็นประโยชน์ไม่ได้เพราะเรามันเข้าใจผิด ต่อของจริงของธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือจิต เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าจิตผิดจากของจริง ก็ไปยึดถือไสยศาสตร์ มีเท่านั้นแหละ, แล้วมันกำลังเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ที่เราทำให้คนถือพุทธศาสตร์โดยสมบูรณ์ไม่ได้ ก็เพราะว่าระบบไสยศาสตร์นี้มันปิดกั้น มันต่อต้าน มันหุ้มห่อเอาไว้ ไม่ให้เข้าถึงของจริง.
          ถ้ามนุษย์ไม่รู้เรื่องนี้ ไสยศาสตร์มันก็ครอบงำมนุษย์ยิ่งขึ้น, แล้วโลกนี้ก็จะน่าหัวเราะยิ่งขึ้น คือจะดับทุกข์ไม่ได้, ทั้งที่ความทุกข์นั้น ความโง่ของคนก็สร้างขึ้นมาเอง แล้วคนก็ดับมันไม่ได้ เพราะไม่เข้าถึงของจริง ของสิ่งที่เรียกว่าจิตใจและร่างกาย. ศึกษาเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้ให้พอเถิด แล้วจะรู้ความจริง, รู้ของจริง ที่เรียกว่าธรรมะอันสูงสุด ที่จะบรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้อยู่เหนือความทุกข์, จิตใจจะไม่มีกิเลสอีกต่อไป, จิตใจจะประภัสสรตลอดกาล.
*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment