Friday, December 30, 2011

จิตมีความรู้ผิดมาตั้งแต่เกิด กิเลสจึงมีมาก.

     จิตมีความรู้ผิดมาตั้งแต่เกิด กิเลสจึงมีมาก
โดยพุทธทาสภิกขุ 


       เรามันไม่มีความรู้มาแต่ในท้องตามธรรมชาติ, เราไม่ได้มีความรู้ถูกต้องตามธรรมชาติมาแต่ในท้อง, มันว่างความรู้ที่ถูกต้องมาแต่ในท้อง จิตนั้นมีความรู้แต่จะรู้สึกสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเท่านั้น, มีแต่รู้อย่างนี้เท่านั้น; แต่ไม่รู้ว่าสัจจะของจริงคืออะไร, ไม่มีความรู้เรื่องปัญญาวิมุติเจโตวิมุติ, ไม่มีความรู้เรื่องทุกข์คืออะไร, เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร, ความดับทุกข์คืออะไร, ทางดับทุกข์คืออะไร, อย่างนี้มันไม่รู้มาแต่ในท้อง, จิตมันว่างความรู้ชนิดนี้มาแต่ในท้อง พอมันคลอดมาจากท้องแม่ สิ่งต่าง ๆ เข้ามาแวดล้อมเด็กนั้น ให้รู้ไปทางอื่น, ให้รู้ไปทางอื่นผิดตรงกันข้ามไปจากความจริง ตรงข้ามจากสัจจะ; แต่ไปเป็นเรื่องมิจฉา เท็จ มุสาไปหมดสิ้น. ฉะนั้นเด็กจึงเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความหลอกลวงของสิ่งแวดล้อมทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ยิ่งไม่รู้สัจจะ, ไม่รู้ทางรอด ไม่รู้นิพพาน, ไม่รู้อะไรยิ่งขึ้น ๆ.
          นี่คือบาปดั้งเดิมของเรา; พวกศาสนาอื่นก็มีบาปดั้งเดิม พูดไว้อย่างอื่น, พวกเราชาวพุทธนี่ มีบาปดั้งเดิมพูดไว้อย่างนี้ ว่าพอเราคลอดมาจากในท้องแล้ว สิ่งต่าง ๆ มันแวดล้อมให้เราเข้าใจผิดทั้งนั้น : คนเลี้ยงก็หาของเอร็ดอร่อยมาให้กิน จนเราหลงในความเอร็ดอร่อยแหละ, หาสิ่งสวยงามมาล่อให้หลง ก็หลงในทางสวยงาม แล้วหลงที่จะยึดถือตัวกูยึดถือของกู, ยึดถือความเห็นแก่ตัว ก็ผิดมาเรื่อย ๆ จนโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วมันก็ไม่ลดลง, มันก็มีความเห็นผิดชนิดนี้ไปจนแก่จนเฒ่า.
          ลองสังเกตดู ลองสอบสวนตัวเองดูซิ ว่าความเข้าใจผิดที่เราได้มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่คลอดจากท้องแม่นั้น มันลดลงหรือเปล่า? มันมีแต่เพิ่มขึ้นเหนียวแน่นขึ้น เลยเป็นการลำบากยุ่งยาก ที่จะเอาสิ่งเหล่านี้ออกไป. เมื่อเอาออกไปไม่ได้ มันก็ต้องทนทุกข์, ต่อเมื่อเราไม่อยากจะทนทุกข์ เราจึงกระทำอย่างที่ตรงกันข้าม คือแก้ไขมัน, ฉะนั้นถ้ามันเป็นโชคดี เราได้รับความรู้ว่า โอ้! สิ่งเหล่านี้แก้ไขได้โว้ย แล้วเราก็ตั้งหน้าตั้งตาแก้ไข, แล้วมันก็จะแก้ไขได้, แล้วเราก็จะเป็นทุกข์น้อยลง. เราจะอยู่อย่างไม่มีความทุกข์. โดยบุคคลก็ไม่ต้องเป็นทุกข์, โดยสังคมก็ไปต้องเป็นทุกข์, ทั้งครอบครัวก็ไม่ต้องเป็นทุกข์, ทั้งบ้านทั้งเมืองก็ไม่ต้องเป็นทุกข์, กระทั่งว่าทั้งโลกก็ไม่ต้องเป็นทุกข์, นั่นแหละมันดีที่สุด ทำอย่างไรมันจึงจะได้อย่างนั้น? จะต้องให้ธรรมะช่วยโลก ครองโลก ให้โลกไม่มีความทุกข์.
          เราไม่มีความรู้มาแต่ในท้อง, หมายความว่าว่างมา; พอออกมาจากท้องก็บรรจุความรู้ผิด ๆ เข้าไป ๆ ความรู้ถูก ๆ มันไม่ได้สอนนี่. ใครบ้างที่สอนเด็ก ๆ ทารกให้มันรู้เรื่องดับทุกข์ มันไม่มีนี่, มีแต่ป้อนเข้าไปให้กินเข้าไป ประเล้าประโลมเข้าไป, ประคบประหงมเข้าไป เอาอกเอาใจเข้าไป จนเด็กมันเสียนิสัย; นี่มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นบาปของใคร? ที่เราไม่มีความรู้ที่ถูกต้องมาโดยธรรมชาติ โดยกำเนิดออกมาแต่ในท้อง ว่างออกมา, พอมาถึงก็ได้ รับการบรรจุผิด ๆ ผิด ๆ เห็นแก่ตัว ๆ ๆ, หลงใหลในความเอร็ดอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเพิ่มขึ้น ๆ จนถึงขนาดที่เรียกว่าบูชา บูชาความสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ จนเงินไม่พอใช้, เงินเดือนไม่พอใช้ ที่เอามาหล่อเลี้ยงความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ.
          รู้สึกกันเสียทีว่า ปัญหามีอยู่อย่างนี้, ความยากลำบากนั้นมันมีอยู่ถึงขนาดนี้, ความเป็นอย่างนี้มันชิน ๆ เพิ่มความชินซ้ำ ๆ ซาก ๆ ชิน ๆ ๆ นี้เขาเรียกว่า อนุสัย. กิเลสแล้ว เคยชินเพิ่มขึ้น, ความเคยชินแห่งกิเลสนั้นเขาเรียกอนุสัย. กิเลสก็เป็นกิเลสที่มันเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยเป็นคราว ๆ เกิดโลภบ้าง เกิดโกรธบ้าง เกิดหลงบ้าง, นี้เรียกว่ากิเลส แต่พอเกิดแล้วมันก็เกิดความเคยชินที่จะเกิดนั้นเพิ่มขึ้น ๆ ; นี่มันได้เปรียบอย่างนี้ กิเลสเกิดทีหนึ่งมีความเคยชินเพิ่มขึ้นทีหนึ่ง, มันก็เกิดความเคยชินที่จะเกิดกิเลส มันก็เหนียวแน่น. เพราะฉะนั้นเราจึงสู้มันไม่ได้ มันเกิดเสียทุกที, กิเลสมันชิงเกิดเสียทุกที, เพราะมันมีความเคยชินในการเกิด. มากกว่าที่จะไม่เกิด
******* 
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment