Friday, December 30, 2011

ทุกข์ให้เป็น ไม่เป็นทุกข์

ทุกข์ให้เป็น ไม่เป็นทุกข์
 โดยพระไพศาล วิสาโล


        เช้าวันนี้อากาศหนาว แต่ก็ไม่หนาวมากกว่าวันก่อนๆ สำหรับผู้มาใหม่อาจจะยังไม่ทราบว่าทุกวันที่เราเดิน มีผู้เอาใจช่วยและคอยติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราอยู่ทุกวันหรืออาจจะทุก ช่วงก็ได้ เพราะทุกวันจะมีการส่งข่าวไปยังสถานีวิทยุชุมชน ต้นน้ำลำปะทาวที่ท่ามะไฟหวาน เพราะฉะนั้นคนบนหลังเขาจะรับทราบถึงเรื่องราวของเราอยู่ทุกช่วง และคอยเป็นกำลังใจ ที่จริงไม่ใช่เฉพาะคนบนหลังเขาหรือจังหวัดใกล้เคียงที่อยู่ในรัศมีของวิทยุ ชุมชนเท่านั้น คนที่อยู่ต่างประเทศไกลถึงยุโรปหรืออเมริกา ก็รับรู้ข่าวคราวของพวกเราผ่านทางเฟสบุ๊ค เราไม่ได้ส่งข่าวให้เขาฝ่ายเดียว เขาก็ส่งกำลังใจมาให้พวกเราด้วย เมื่อวานมีสารจากเพื่อนเราที่แม้หลายคนไม่รู้จัก แต่ก็ไม่ใช่คนแปลกหน้า เพราะธรรมยาตราไม่มีคนแปลกหน้ามีแต่มิตรที่เพิ่งรู้จัก เขาเขียนกลอนเป็นกำลังใจ และอาจจะเป็นกำลังความคิดให้กับพวกเราด้วย
        มาฝึกทุกข์ฝึกทนฝึกฝนจิต
       
เพียงเสี้ยวนิดในชีวิตที่ยากเข็ญ
        เกิดเป็นคนใครจะพ้นทุกข์ลำเค็ญ
        ทุกข์ให้เป็นทุกข์ให้สู้ให้รู้เอา
        ทุกข์เป็นทีมเป็นทุกข์ที่สุขนัก
        มีเพื่อนรักมากมายอายใครเขา
        ชีวิตจริงทุกข์ลำพังยังรอเรา
        รู้จักเจ้าในวันนี้โชคดีจริง

      เขาเขียนว่า “ทุกข์เป็นทีมเป็นทุกข์ที่สุขนัก” คนเราถ้าทุกข์คนเดียวก็จะหน้าดำคร่ำเครียด แต่เวลาทุกข์เป็นทีมอย่างน้อยเราก็อุ่นใจที่มีคนอื่นเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ด้วย เหมือนคนที่กรุงเทพฯ มีความทุกข์น้อยลงเมื่อได้ฟัง จส.๑๐๐ เพราะเห็นว่าคนอื่นเขาก็รถติดเหมือนเรา อันนี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เมื่อเรารู้ว่ามีคนที่ร่วมทุกข์กับเรา จะเกิดความรู้สึกใกล้ชิดและกลมเกลียวกันมากขึ้น พวกเราที่เคยไปค่ายอาสาพัฒนาพอเสร็จค่าย จะรักกันมาก ตัวอาตมาเองเคยไปเข้าค่ายที่ขอนแก่น อำเภอสีชมพู เป็นค่ายที่โหดมาก เมื่อปี ๑๖ หลายคนยังไม่เกิดด้วยซ้ำ สมัยนั้นชนบทไทยนับว่ากันดารจริงๆ คนที่อยู่รุ่นเดียวกับอาตมาจะนึกถึงหนังเรื่อง “หนองหมาว้อ” คือสภาพของหมู่บ้านยากจนกันดาร แม้แต่น้ำฝนก็มีน้อยมาก ต้องใช้น้ำจากบ่อที่ขุดตามทุ่งนา เขาเรียกน้ำสร้าง น้ำในบ่อสีขุ่นขาว เหมือนกับเวลาเรากินนมเสร็จแล้วเติมน้ำเปล่าลงไป น้ำจะขุ่นๆ ขาวๆ คล้ายๆ กัน กว่าจะทำใจกินน้ำอย่างนี้ได้ก็หลายวัน แต่พอกินไปแล้วก็อร่อยเหมือนกัน น้ำแบบนี้มีรสชาติไม่เหมือนใคร
       บทกวีที่เพื่อนเราส่งมายังมีที่น่าสนใจอีกหลายประเด็น เธอบอกว่า “เกิดเป็นคนใครจะพ้นทุกข์ลำเค็ญ ทุกข์ให้เป็นทุกข์ให้สู้ให้รู้เอา” “ทุกข์ให้เป็น”หมายความว่าอย่างไร พูดอย่างสั้นๆ ตามสำนวนของหลวงพ่อคำเขียนคือทุกข์อย่างผู้รู้ ไม่ใช่ทุกข์อย่างผู้เป็น ถ้าทุกข์อย่างผู้เป็นแสดงว่าทุกข์ไม่เป็น ทุกข์อย่างผู้รู้ก็คือว่าเห็นทุกข์โดยไม่เป็นผู้ทุกข์ หรือเดินโดยใจไม่ทุกข์ไปกับกาย ส่วนใหญ่เราไม่ค่อยเห็นทุกข์กันเท่าไหร่ เมื่อทุกข์เกิดขึ้นเราก็เป็นผู้ทุกข์เลย เกิดความรู้สึกว่ากูทุกข์ กูเจ็บ กูปวด แทนที่จะเห็นว่า มันเป็นกายที่ปวด มันเป็นเท้าที่ปวด เราไม่ค่อยเห็นกันอย่างนั้น แต่ถ้าเราเห็น ความทุกข์จะเบาลง เพราะมันเป็นเรื่องของกาย ไม่ใช่เป็นเรื่องของเรา เมื่อมีเราเมื่อไหร่ ก็ทุกข์เมื่อนั้น หรือมีกูเมื่อไหร่ก็ทุกข์เมื่อนั้น แต่ถ้าไม่มีกู ไม่มีเรา มีแต่กายที่ทุกข์ มีแต่เท้าที่ทุกข์ ให้เป็นเรื่องของกายไป ไม่ใช่เราไม่ใช่กู
       ตรงนี้อาจจะเข้าใจยากสำหรับผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติหรือไม่เคยเจริญสติ หรือว่าทำแบบแผ่วๆ แต่เราก็สามารถฝึกได้ที่นี่ อย่าลืมว่าคนเราถึงอย่างไรก็หนีทุกข์ไม่พ้น เขาเขียนว่า “เกิดเป็นคนใครจะพ้นทุกข์ลำเค็ญ” ไม่มีใครที่จะหนีทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมใจ ต้องพร้อมที่จะทุกข์ให้เป็น สิ่งใดที่เราหนีไม่ได้ เราต้องเตรียมใจรับมัน จะให้ดีกว่านั้น ก็รับมาเป็นเพื่อนเสียเลย ศัตรูนั้น ถ้าเอาชนะไม่ได้ก็ต้องรับมาเป็นเพื่อน ความทุกข์ก็เช่นกัน เราก็ต้องรู้จักเอามาเป็นเพื่อน คือสามารถจะอยู่ร่วมกันได้ หรือสามารถหาประโยชน์จากเขาเสมือนครูก็ได้ ใครที่สามารถเอาทุกข์มาเป็นครูได้เรียกว่าทุกข์เป็น ความทุกข์สามารถทำให้เราเข้มแข็ง หรือยิ่งกว่านั้นคือทำให้เราเกิดปัญญา

       คนเราจะพ้นทุกข์ได้ก็ต้องรู้จักทุกข์ ถ้าเรารู้จักทุกข์แล้วจะพ้นทุกข์ได้ แต่ถ้าเราไม่รู้จักทุกข์ก็ไม่มีทางที่จะเกิดปัญญาพาใจให้พ้นทุกข์ได้เลย แล้วเราจะรู้จักทุกข์ได้อย่างไร ก็ต้องเจอทุกข์บ่อยๆ เหมือนเราเล่นฟุตบอล เราเจอคู่ต่อสู้ที่เก่งและแกร่งมาก วิธีที่เราจะเอาชนะทีมนี้ได้คือต้องเล่นกับเขาบ่อยๆ เล่นบ่อยๆ จนรู้ทางและรู้จุดอ่อนของเขา ความทุกข์ไม่ว่าจะมีจุดแข็งแค่ไหนก็ต้องมีจุดอ่อนที่เราสามารถจะรู้ได้ หรือสามารถจะรู้ทางกันได้ เมื่อเรารู้ทางแล้วก็สามารถเอาชนะได้ อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้ปัญญา ใหม่ๆ ก็ต้องยอมแพ้ สู้เขาไม่ได้ก็แพ้ไป เมื่อแพ้แล้วก็ไม่ได้คร่ำครวญ แต่มาใคร่ครวญว่าแพ้เพราะอะไร จนกระทั่งรู้ว่าเป็นเพราะเรามีจุดอ่อนอย่างนี้ ๆ และใคร่ครวญจนเห็นจุดอ่อนของเขาด้วย ความทุกข์ก็มีจุดอ่อน ถ้าเรารู้จักจุดอ่อนของมัน เราก็สามารถจัดการเป็นนายความทุกข์ ไม่ใช่เป็นทาสของความทุกข์
        หลวงพ่อคำเขียนอุปมาเหมือนกับช้างหรือควาย ตัวมันใหญ่ แรงมันเยอะมาก มนุษย์เราสู้ไม่ได้เลยถ้าพูดถึงพละกำลัง แต่ทำไมมนุษย์เราถึงสามารถล่ามควายได้ ทำไมเราถึงสามารถควบคุมช้างได้ ช้างยอมให้เราขึ้นไปอยู่บนหลังและสามารถควบคุมมันได้เพราะเหตุใด ควายก็มีจุดอ่อนตรงจมูก ถ้าเอาเชือกสนตะพายได้มันก็อยู่ในอำนาจของเรา ช้างก็มีจุดอ่อนเหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่น่ากลัวล้วนมีจุดอ่อน ความทุกข์ก็มีจุดอ่อน จุดอ่อนอยู่ที่ไหน จุดอ่อนอยู่ตรงที่ว่าถ้าเรารู้ทุกข์เมื่อไหร่มันก็หมดฤทธิ์พิษสงทันที มันพ่ายแพ้ต่ออาการรู้ เหมือนกับโจรกำลังจะเข้าบ้าน ถ้าเจ้าบ้านเห็นโจร โจรก็หนีกระเจิง ความทุกข์มันมีจุดอ่อนอย่างนี้เหมือนกัน
       เพราะฉะนั้นขอให้ถือโอกาสนี้เป็นการฝึกสติ ฝึกจิต นี้คือสาเหตุที่ธรรมยาตราเป็นการเดินหน้าเข้าหาทุกข์ ธรรมยาตราในแง่หนึ่งแปลว่ายาตราเข้าหาธรรม แต่จะยาตราเข้าหาธรรมได้ ก็ต้องเดินหน้าเข้าหาทุกข์ด้วย เพราะในทุกข์ก็มีธรรมที่รอการค้นพบจากเรา และในทุกข์ก็มีความสุขด้วย อย่างที่พูดว่าถ้าทุกข์เป็นทีมก็สุขได้ แม้จะลำบาก นอนกลางดิน กินกลางทราย ก็สุขได้ อีกทั้งยังประทับแน่นในใจ จดจำได้ไม่ลืมแม้ผ่านไปเป็นสิบปี ในอนาคตเมื่อเรานึกถึงวันนี้เชื่อว่าหลายคนจะยิ้มแย้มกับประสบการณ์ในวันนี้ แม้ลำบากเหลือเกินแต่ก็มีความหอมหวานที่นึกถึงเมื่อไหร่ก็อดยิ้มและปิติไม่ได้ที่เราผ่านเหตุการณ์นี้มาได้ เพราะฉะนั้นพวกเราอย่ากลัวทุกข์ ทุกข์ไม่ได้มีไว้ให้คร่ำครวญหรือโวยวาย ทุกข์มีไว้ให้ใคร่ครวญ ทุกข์มีไว้เพื่อฝึกให้เราเข้มแข็ง แต่จะทำอย่างนั้นได้ต้องมีสติ โดยเฉพาะการหมั่นรู้ใจดูใจของเรา
       คนเรามักจะมองออกไปนอกตัว ซึ่งบ่อยครั้งก็จำเป็นเพราะความทุกข์ของคนเรามักจะมาจากสิ่งภายนอก ธรรมชาติจึงให้อายตนะมาถึง ๕ อย่างเพื่อให้เรารอดพ้นจากอันตราย ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นจุดอ่อนที่ทำให้เราเผลอได้ มีเรื่องเล่าว่ามีหัวขโมยกับเศรษฐี บังเอิญต้องมานอนพักค้างแรมในโรงเตี๊ยมเดียวกันอยู่หลายวัน ช่วงนั้นมีงานจาริกแสวงบุญ ทั้งสองคนหาที่พักไม่ได้เลยต้องมานอนอยู่ในห้องเดียวกัน หัวขโมยก็เล็งเอาทรัพย์จากเศรษฐี ทุกเย็นเมื่อถึงเวลาอาหาร หัวขโมยจะออกอุบาย บอกเศรษฐีว่าคุณลงไปกินอาหารก่อนนะ ผมขออาบน้ำก่อน พอเศรษฐีลงไปกินอาหาร หัวขโมยก็จะออกมาจากห้องน้ำและเริ่มค้นกระเป๋าของเศรษฐี รวมทั้งค้นใต้เตียง ใต้หมอน ของเศรษฐี เพราะเชื่อแน่ว่าเศรษฐีต้องซ่อนเงินเอาไว้ เนื่องจากเศรษฐีใส่ชุดลำลองออกไป ไม่น่าจะพกเงินไปได้ แต่หัวขโมยก็ไม่เจอเงิน
         วันรุ่งขึ้นก็ใช้อุบายเดียวกันนี้ เศรษฐีว่าง่าย ลงไปกินอาหาร ส่วนขโมยก็ลงมือค้นหาเงินของเศรษฐีอีก ทำอย่างนี้อยู่ ๓ วันไม่เจอเงินเลย จึงกลัดกลุ้มใจว่าเป็นไปได้อย่างไร เศรษฐีก็ไม่ได้เอาเงินลงไป เมื่อเศรษฐีจะออกจากโรงเรียน ขโมย จึงถามเศรษฐีตรง ๆ ว่า ช่วยบอกทีเถอะว่าคุณเอาเงินไปซ่อนไว้ที่ไหน พร้อมกันนั้นก็สารภาพว่าตัวเองเป็นหัวขโมย อยากจะรู้จริง ๆ เศรษฐีก็เฉลยว่า “ตอนคุณเข้าห้องน้ำ ผมก็เอาเงินไปไว้ใต้หมอนของคุณ”
        คำตอบของเศรษฐีเป็นสิ่งที่ขโมยไม่เคยคิดมาก่อน ขโมยค้นทุกจุดเลยนะ แต่จุดเดียวที่ลืมค้นก็คือใต้หมอนใต้เตียงของตัว เป็นเพราะอะไร มันสะท้อนธรรมชาติของคนเรา คือเรามักจะมองข้ามสิ่งใกล้ตัว ยิ่งใกล้ตัวที่สุดก็ยิ่งมองข้าม สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวไม่ได้หมายถึงสิ่งของหรือคนที่อยู่ใกล้ตัวเท่านั้นแต่ยัง รวมถึงสิ่งที่อยู่ในตัวด้วย และสิ่งที่ใกล้ตัวเราที่สุดก็คือจิตใจ คนเรามักมองข้ามจิตใจของตัวเอง ดังนั้นเวลาเรามีความทุกข์ เราจะมองไปที่ภายนอกว่าเป็นตัวการทำให้เราทุกข์ แต่เราไม่ค่อยหันมาดูใจของเราเท่าไร ว่าใจของเราต่างหากที่เป็นตัวการ เวลาเราปวด เวลาเราเจ็บ เราก็จะโทษสิ่งภายนอก โทษถนน โทษแดด โทษคนที่อยู่ข้างๆ โทษคนที่อยู่ข้างหน้า แต่เราลืมดูใจของเราที่กำลังบ่น งอแง โวยวาย หงุดหงิด ใจอย่างนี้ต่างหาก ที่ทำให้คนเราทุกข์มากกว่าอย่างอื่น
        เวลามีอะไรมากระทบใจ หรือกระทบกาย ไม่ใช่ว่าเราทุกข์ทันที มันจะมีข้อต่อตรงกลางที่เป็นสะพานให้ความทุกข์เข้ามาถึงใจ เวลาเจอแดด เจอฝน เจอเสียงดัง เราไม่ได้ทุกข์ทันที มันต้องผ่านข้อกลางหรือสะพานก่อน ข้อกลางหรือสะพานนั้นคืออะไร ถ้าพูดอย่างง่ายๆ คือความหลงลืม ความไม่มีสติ เมื่อไม่มีสติ เวลามีอะไรมากระทบมันก็แล่นตรงไปถึงใจทันที ทำให้ทุกข์
        เคยเล่าเรื่องหลวงปู่บุดดา ถาวโรแล้ว มีเสียงดังจากห้องข้างเคียง ทำให้ลูกศิษย์รำคาญ หงุดหงิด เพราะรบกวนหลวงพ่อที่กำลังจำวัด ลูกศิษย์จึงบ่นออกมาว่า เดินเสียงดังจัง หลวงพ่อแม้จะหลับแต่ก็ได้ยิน จึงพูดเบา ๆ ว่า “เขาเดินของเขาอยู่ดีๆ เราเอาหูไปรองเกี๊ยะเขาเอง” เราเอาหูไปรองเกี๊ยะเขาเพราะอะไรเพราะเราไม่มีสติ เมื่อเสียงเกี๊ยะมากระทบหู เราไม่ได้ทุกข์ทันที มันต้องมีความหลงลืมเกิดขึ้นก่อน ความทุกข์ถึงจะเดินไปถึงใจได้ แต่ถ้าเรามีสติ ก็เหมือนกับเรากำลังชักสะพานออก เหมือนกับว่าข้อตรงกลางมันหลุด เสียงที่มากระทบก็ไม่สามารถกระเทือนไปถึงใจได้ เมื่อสะพานถูกชักออกแล้ว มันก็ไม่สามารถเข้ามาถึงใจได้
        สตินั้นสำคัญมาก สติก็คือใจของเรานี่แหละ เราต้องหัดมาดูใจของเรา แล้วชีวิตเราจะง่ายขึ้น จะทุกข์น้อยลง การดูใจเป็นสิ่งที่ทำกันได้ ฝึกฝนกันได้แม้แต่เด็กๆ มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อปลาวาฬอายุแค่ ๔ ขวบ วันหนึ่งถูกแม่ดุ ธรรมดาเด็กเวลาถูกแม่ดุก็มักเถียงแม่หรือแสดงอาการฮึดฮัด แต่ปลาวาฬไม่ทำอย่างนั้น พอถูกแม่ดุ ปลาวาฬก็เดินออกไปทันที แม่สงสัย ถามปลาวาฬว่าจะไปไหน ปลาวาฬตอบว่า “ไปสงบสติอารมณ์”
        ปลาวาฬรู้ดีว่าตอนนี้กำลังอารมณ์ไม่ดี ถ้าคนปกติเมื่ออารมณ์เสีย ก็ไม่คอยรู้หรอกว่าอารมณ์เสีย คิดแต่จะระบายอารมณ์ใส่คนอื่น เช่นระบายใส่แม่ แต่ปลาวาฬรู้ว่าตอนนี้ใจกำลังโกรธ และรู้ด้วยว่าความโกรธไม่ดี ก็เลยเดินหนีเพื่อไปสงบสติอารมณ์ แสดงว่าเขาเห็นแล้วว่าตัวการอยู่ที่ใจ ความโกรธนั่นแหละที่ทำให้ใจทุกข์ ก็เลยพยายามจัดการที่ใจของตน แทนที่จะไปโวยวายใส่แม่
        น้องไอซ์อายุประมาณ ๔ - ๕ ขวบวิ่งไปชนประตูกระจกอย่างแรง เสียงดังไปถึงหูของแม่ที่กำลังทำครัวอยู่ แม่ตกใจรีบวิ่งไปหาลูก พอจะเข้าไปโอบกอดปลอบใจน้องไอซ์ น้องไอซ์กลับบอกว่า “แม่ไม่ต้องๆ น้องไอซ์นั่งสมาธิก่อน เดี๋ยวก็หาย” ธรรมดาเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตามเวลาเดินหรือวิ่งชนกระจก อย่างแรกที่เรามักทำคือโวยวายว่า ใครปิดประตูอย่างนี้ โทษคนโน้นโทษคนนี้ แล้วก็ระบายความโกรธ หากไม่รู้จะระบายใส่ใคร ก็ระบายใส่กระจก อาจจะเตะกระจกให้หายแค้น แต่น้องไอซ์ไม่ได้ทำอย่างนั้น กลับนั่งสมาธิ เพราะรู้ว่าถ้าทำสมาธิแล้วความปวดจะทุเลาลง
         เด็กเขารู้ได้ แม้อายุไม่กี่ขวบ เขาก็รู้ว่าเวลาปวดขึ้นมา ถ้านั่งสมาธิก็หายหรือบรรเทาได้ เด็กอาจจะรู้ด้วยซ้ำว่าเวลาปวดกายแล้ว มันยังปวดใจ ทำให้เกิดโทสะขึ้นมา ซึ่งซ้ำเติมให้ความปวดกายรุนแรงขึ้น น้องไอซ์อาจจะรู้ว่าถ้านั่งสมาธิแล้วจะช่วยระงับใจไม่ให้เกิดโทสะ ซึ่งทำให้ความทุกข์กายลดลง หรือเขาอาจจะเห็นด้วยว่าถ้านั่งสมาธิแล้วทุกข์กายก็จะเบาลงด้วย นี่เป็นสิ่งที่ฝึกกันได้ ถ้าพ่อแม่ฉลาด ก็ฝึกให้ลูกรู้อย่างนี้ได้
        แต่พวกเราหลายคนโตแล้ว ก็ต้องฝึกเอง ทำอย่างไร ก็ต้องมาฝึกกันแบบนี้ ใช้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้เป็นประโยชน์ ไม่มีใครอยากจะมาเจอความทุกข์ แต่ว่าเมื่อทุกข์เกิดขึ้นแล้วก็ต้องรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ เช่น ใช้เป็นเครื่องฝึกสติ อย่างนี้เรียกว่าทุกข์เป็น ถ้าทุกข์ไม่เป็นก็แย่ พวกเราจึงอย่าไปกลัวความทุกข์ อย่าไปกลัวความยากลำบาก
         เด็กสมัยนี้ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องลำบากด้วย ทำไมต้องอยู่แบบเรียบง่าย ทำไมไม่อยู่แบบหรูหรา เราก็มีกินมีใช้ ทำไมไม่กินให้มันเต็มที่ สนุกให้มันเต็มที่ คำตอบก็คือ เพราะมันจะทำให้เราอ่อนแอ ทำให้เราประมาท ทำให้เราติดสบายจนกระทั่งกลายเป็นทาสของความสบาย พอไม่มีความสบายก็จะเป็นทุกข์ กลายเป็นคนทุกข์ง่าย สุขยาก เพราะได้เท่าไหร่ก็ไม่พอ สบายเท่าไหร่ก็ไม่พอ นี่คือธรรมชาติของความสะดวกสบาย คือมันไม่มีขีดจำกัด มันต้องการเรื่อยๆ ไม่เคยเกิดความรู้สึกพอสักที แต่ถ้าเราฝึกใจให้มีสติเราก็จะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรพอ เมื่อไหร่ควรหยุด เราจะรับมือกับสิ่งต่างๆ ได้ กลายเป็นคนสุขง่าย ทุกข์ยาก
        ธรรมยาตราดำเนินมาเป็นวันที่ ๖ แล้ว อีกไม่นานก็จะถึงที่หมาย มีโอกาสเหลือไม่มากที่เราจะฝึกตัวเอง ใครที่ยังทุกข์ใจเพราะความลำบากก็ลองดูใจของตัวเองไปเรื่อย ๆ ใครที่รู้สึกว่าปรับตัวได้แล้วก็ลองเพิ่มความลำบากให้มากขึ้นอีกหน่อย เช่นคนที่เคยซื้อขนมกินตามใจปากระหว่างทางหรือเมื่อมาถึงที่พัก ลองตั้งจิตว่าเราจะไม่ใช้เงินตลอด ๒ วันนี้จนถึงวันที่ ๘ การตั้งจิตแบบนี้เราเรียกว่าอธิษฐาน อธิษฐานไม่ได้แปลว่าขอ เดี๋ยวนี้คนไทยเข้าใจว่าอธิษฐานแปลว่าขอ เลยขอกันใหญ่เลย อธิษฐานแปลว่าตั้งจิตมั่นที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยไม่วอกแวก ลองอธิษฐานว่าจะไม่ใช้เงินตลอด ๒ วันนี้จนกว่าจะถึงที่หมาย ลองดูว่าเราจะตายไหม ส่วนคนที่เริ่มปรับตัวกับความร้อนได้ลองถอดหมวกดู ลองถอดผ้าคลุมดู ใครที่ทำอย่างนี้อยู่แล้วก็ลองถอดรองเท้าดู มันเป็นการฝึกนะ ฝึกหลายอย่าง รวมทั้งฝึกความกล้าด้วย
     การถอดรองเท้าก็ต้องอาศัยความกล้า แต่ว่าก็ต้องระวังให้ดี เพราะว่าถอดไปแล้วอาจเกิดความหลงตัวลืมตน ว่าฉันแน่กว่า ฉันเก่งกว่าคนที่ใส่รองเท้า อาจจะเหมือนกับบางคนที่กินเจแล้วก็คิดว่าตนประเสริฐกว่าคนไม่กินเจ ถ้าทำอย่างนี้แทนที่จะเป็นการลดการละตัวตนก็จะกลายเป็นการเพิ่มตัวตน เพิ่มมานะ เพิ่มกิเลส เพิ่มมานะคือการถือตัวว่าเหนือกว่า เก่งกว่า ดีกว่า ขอให้เตือนใจตัวเองว่า เราถอดรองเท้าไม่ใช่เพื่ออวดใคร ไม่ใช่เพื่อแข่งกับใคร แต่เพื่อทวนกระแสกิเลส แต่ถ้าเราคิดว่าเราเหนือเขา เราก็กำลังโดนกิเลสเล่นงาน แล้ว ถ้ารู้สึกว่าเราไม่ไหวก็ใส่รองเท้าได้ คนใส่รองเท้าต้องใช้ความกล้าถึงจะถอดรองเท้าได้ ส่วนคนถอดรองเท้าก็ต้องใช้ความกล้าถึงจะใส่รองเท้าได้ เพราะว่ากลัวเสียหน้าใช่ไหมถ้ากลับมาใส่รองเท้า ถ้าคิดอย่านี้แสดงว่ากิเลสเล่นงานเราแล้ว เรากลัวเสียหน้าก็ไม่ถูก และอย่าไปกลัวแพ้ บางคนตั้งเกณฑ์ไว้ว่าชนะคือถอดรองเท้าตลอด แพ้คือใส่รองเท้า การใส่รองเท้าไม่ใช่ความพ่ายแพ้ หรือถึงจะเป็นความพ่ายแพ้ก็ไม่เสียหาย เพราะเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความพ่ายแพ้ให้ได้ด้วย เพราะชีวิตมันไม่ได้มีแค่ชนะอย่างเดียว
       เมื่อคนเราอยู่กับความพ่ายแพ้ไม่ได้ ประการแรก จะเป็นคนที่ไม่กล้าทำอะไรเลย หลายคนไม่กล้าทำอะไรเพราะกลัวแพ้ แต่ถ้าเราไม่กลัวแพ้ เราก็จะกล้าทำ อย่างที่บอกไว้แล้วว่าชนะหรือแพ้ สำเร็จหรือล้มเหลวไม่สำคัญ ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าทำให้เต็มที่ ทำความเพียรให้เต็มที่ จะเดินถึงหรือไม่ถึงที่หมายไม่เป็นไรขอให้ทำเต็มที่แล้วกัน
         ประการที่ ๒ กลายเป็นคนที่ชอบแข่งกับคนตลอดเวลา จนกระทั่งกลายเป็นคนน่ารังเกียจ น่าระอา ทุกวันนี้มีคนแบบนี้อยู่มาก คือทำอะไรฉันต้องเป็นเบอร์ ๑ ตลอดเวลา คนอื่นวิจารณ์ไม่ได้ ตำหนิไม่ได้ เสนอแนะไม่ได้ หลายคนเป็นคนเก่ง แต่ว่าเป็นคนที่น่าเบื่อ น่าระอามาก เพราะเขาไม่สามารถยอมรับความจริงได้ว่าชีวิตนี้มันเหมือนกีฬาคือมีแพ้มีชนะ การยอมรับความพ่ายแพ้ได้ต้องอาศัยความกล้า ไม่กลัวเสียหน้า ทำผิดทำพลาดก็ยอมรับ เราต้องกล้าทำสิ่งเหล่านี้ด้วย รวมทั้งกล้าขอโทษ บางคนคิดว่าการขอโทษเป็นความพ่ายแพ้ แต่แม้จะเป็นความพ่ายแพ้ก็ไม่น่าเสียหายอะไร การกล้าขอโทษมันช่วยลดอัตตาไปได้เยอะ การขอโทษเป็นความกล้าไม่ใช่เป็นความอ่อนแอ
       รายการเมื่อคืนวานนี้ก็ทำให้เราเห็นว่าต้องใช้ความกล้าเหมือนกัน แม้ผู้ที่เราขอโทษจะเป็นบิดาบังเกิดเกล้า ก็ต้องอาศัยความกล้าในการกล่าวคำในใจ ตอนที่อาตมาจะขอโทษพ่อต้องรวบรวมความกล้ามาก ก่อนหน้านั้นมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง อาตมาก็รู้สึกว่าตัวเองผิด ตอนนั้นยังไม่บวช รวบรวมความกล้าไปขอโทษพ่อ เมื่อขอโทษแล้วรู้สึกโล่งอกสบายใจมาก กิเลสหรือมานะฝ่อลงไปเลย พอเราขอโทษแล้วมันก็เลิกอาละวาดอย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง
       เราต้องกล้าสู้กับกิเลส สู้กับมานะ ด้วยการทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นการขอโทษหรือการเปลี่ยนมาทำสิ่งที่ทางโลกอาจจะมองว่าเป็นความอ่อนแอ แต่ว่ามันเกิดจากความเข้มแข็งของใจเรา อันนี้ก็ขอฝากเป็นการบ้าน วันนี้ วันพรุ่งนี้ และวันมะรืน ลองท้าทายตัวเองให้ลองทำในสิ่งที่ยากขึ้นสำหรับคนที่ปรับตัวได้แล้ว สำหรับคนที่ยังปรับตัวไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ทำต่อไป แล้วอย่าลืมว่าไม่ว่าจะท้อแค่ไหนก็ขอให้สู้ ท้อหลายครั้งแต่ไม่เลิก ดีกว่าท้อครั้งเดียวแล้วเลิก 


******* 


กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

No comments:

Post a Comment