Sunday, December 25, 2011

ภาวะธรรมดาแห่งชีวิตมนุษย์

ภาวะธรรมดาแห่งชีวิตมนุษย์
โดย พุทธทาสภิกขุ 


                                   ชีวิตมีหลายแบบตามเหตุปัจจัย 
         ข้อแรกที่สุด อาตมาอยากจะเสนอว่า ชีวิตนี้มันเป็นสิ่งที่มีได้หลายแบบ ตามเหตุปัจจัยของมัน. ท่านทั้งหลายฟังดูให้ดีว่า ชีวิตนี้เป็นไปได้หลายแบบหรือทุกรูปแบบตามเหตุปัจจัยของมัน. ชวิตแบบที่เรามีกันอยู่เป็น ๆ กัน อยู่ตามธรรมดานี้ แน่นอนมันมีแล้วและเราต้องเห็นอยู่แล้ว; แต่มีเหตุมีปัจจัยของมันที่ทำให้เราต้องมีชีวิตแบบนี้, และขอให้เข้าใจต่อไปถึงว่า ชีวิตแบบอื่นมันก็มีได้อย่างเดียวกันนี้. ที่มันเลวมากกว่านี้ มันก็มีได้ง่าย ๆ เหมือนกับที่เรากำลังมีแบบของเราอยู่อย่างง่าย ๆ สำหรับเรา. ชีวิตแบบที่เลว ๆ มันก็มีได้ง่าย ๆ สำหรับคนเลวตามแบบของคนเลว, ชีวิตที่สูงขึ้นไปที่ดีที่ประเสริฐ จนถึงแบบของพระอรหันต์ มันก็มีได้อีกเหมือนกัน, มีได้ง่าย ๆ ตามแบบของพระอรหันต์ แต่ว่าสำหรับผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์.
          เราควรจะมองให้กว้างทั่วไปหมดว่า โอ้ ชีวิตนี้จะมีได้หลายแบบ หรือหลายสิบแบบ แล้วแต่จะจัดให้มันแตกต่างกันมากน้อยเท่าไร, แต่ละแบบมีเหตุมีปัจจัยเครื่องปรุงแต่งของมันเอง เราไม่รู้เรื่องนี้ เราก็ปล่อยให้มันลอยไปตามยถากรรม, ปล่อยไปตามยถากรรม แล้วแต่ว่ามันจะเป็นอะไร ตามความอยากความต้องการชั่วขณะของเรา.
          พระเณรเข้ามาบวชนี้ ไม่รู้ว่าต้องการอะไรโดยแท้จริง แล้วก็ปล่อยไปตามเหตุตามปัจจัยชั่วขณะ เห็นเพื่อนเขาเรียนนักธรรมก็เรียนนักธรรม, เห็นเพื่อนเขาเรียนบาลีก็เรียนบาลี แล้วไม่รู้ว่าเรียนไปทำไม โดยเรียนไปเผื่อว่ามันจะดี หรือมันอาจจะเป็นหนทางที่จะได้รับประโยชน์. อย่างนี้เรียกว่าไม่ได้รู้จักโดยแท้จริง ว่า จะทำอะไร, จะทำทำไม นี่เรื่องเกี่ยวกับพระธรรม หรือเกี่ยวกับพระศาสนาโดยเฉพาะ สำหรับผู้ที่เข้ามาบวช
          ผู้ที่ไม่ได้เข้ามาบวช ที่อยู่ที่บ้านที่เมือง ก็ปล่อยไปตามยถากรรม ของความต้องการเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ละวัน ๆ ของกิเลส เพราะมันไม่รู้ทั้งหมด, มันไม่รู้จักทั้งหมด, มันไม่รู้จนสามารถจะรวบรัดเอามาทั้งหมด, หรือรวบรัดเอามาแต่สิ่งที่ดีที่สุดเพราะมันไม่รู้ว่า มันเป็นได้ ถ้ารู้จักเหตุปัจจัยของชีวิตแบบนั้น ๆ เราต้องการชีวิตแบบไหนชนิดไหน, เราต้องรู้เหตุรู้ปัจจัย สำหรับการปรุงแต่งแห่งชีวิตแบบนั้น ๆ
          นี่ขอให้ท่านเข้าใจ หรือแน่ใจกันเสียก่อนสักข้อหนึ่งว่า ชีวิตนี้มีได้หลายแบบ แล้วแต่เหตุปัจจัยของมัน, และเราอาจจะเลือกเอาที่ดีที่สุดได้ ถ้าเรารู้จักเลือกรู้จักต้องการ ไม่ปล่อยไปตาม ยถากรรม
          สรุปความว่า เราไม่รู้ว่าเราเกิดมาทำไม, เพื่อจะได้อะไร, เราไม่รู้ก็ปล่อยไปตามยถากรรม, ให้ความเป็นยถากรรมมันเลือกเอาเองตามความชอบใจมัน ดูมันเป็นเรื่องบ้าบอไปเสียอีก, ให้ความเป็นยถากรรมมันเลือกเอาเอง ตามความชอบใจยถากรรม รู้สึกสงสารในข้อนี้ จึงพยายามที่จะพูดให้เข้าใจว่า มันมีเหตุปัจจัยเฉพาะที่จะปรุงแต่งให้ได้ตามที่ควรจะได้. ขอให้สนใจศึกษาให้มากพอตามที่ท่านได้กล่าวไว้ แล้วเลือกเอาแบบที่เหมาะสำหรับเราที่สุด โดยความรู้ที่เพียงพอ, ไม่ใช่ละเมอ ๆ หรือทำเพ้อ ๆ เผื่อ ๆ ไปเท่านั้น, อาจจะมีชีวิตที่ดีที่สุด ที่ชอบใจเราที่สุด แต่เราไม่รู้จัก เราก็เลยไม่ได้
          อยากจะพูดว่า เราอาจจะทำชีวิตแบบหนึ่ง ให้เต็มไปด้วยความสุขสนุกสนาน ไม่มีความทุกข์เลยก็ได้ ถ้าเรารู้จักทำจิตใจ : เรามีธรรมะในพระพุทธศาสนามาทำจิตใจของเรา ให้อยู่ในสภาพที่เฉลียวฉลาดแจ่มแจ้ง รู้จักสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง, ไม่ยึดถืออะไร เอามาไว้เป็นของหนัก หรือเป็นความทุกข์เรื่องที่เขาถือกันว่าเป็นความทุกข์ เราก็เห็นว่ามันเช่นนั้นเอง หน้าที่ที่เราจะต้องทำ เราเห็นว่าดีแล้ว ประเสริฐที่สุดแล้ว เราก็พอใจ, เราจึงทำมาหากินอยู่ด้วยความพอใจ ในการงานที่กระทำ เป็นสุขที่ได้กระทำ ถ้าเราพอใจ
          อาตมาไปยืนดูเขาทำงานในโคลน, เขาจับปลากันในโคลน เลอะเทอะสกปรกแล้วเหม็น ด้วยรกรุงรังไปด้วยขวากหนาม แต่เขาก็ทำกันอย่างสนุกสนานเลยเพราะว่าเขาชอบที่จะได้ปลา. เขาก็เพลิดเพลินในการที่ได้มาทีละตัวสองตัว, มันจะยุ่งยากลำบากสกปรกเน่าเหม็นอย่างไร ก็ทำกันอย่างสนุกสนาน ชีวิตนี้ก็เหมือนกันแหละ; ถ้าเรารู้จักจัดรู้จักทำ ทำความเพลิดเพลินให้เกิดขึ้นในการกระทำ มันก็ไม่มีความทุกข์; ถ้ามันผิดหวังในบางกรณี เอ้า, มันเช่นนั้นเอง, มันเป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติ, จะต้องไปเป็นทุกข์กับมันทำไม; ถ้ามันเหนื่อยยากลำบากก็ยิ่งเห็นว่า เอ้า มันก็เป็นอย่างนี้เองเหมือนกัน ความเป็นอย่างนี้เพ่งแต่ในแง่ดี, เอาผลที่ได้เป็นวัตถุมุ่งหมายอยู่เสมอมันก็สนุก; ฉะนั้นเราได้มีงานที่สนุก และก็ได้ผลได้ประโยชน์มาหล่อเลี้ยงชีวิต
          แต่ว่าคนทั่วไปเขาไม่คิดกันอย่างนี้ เขาว่ามันเหน็ดเหนื่อยลำบากยุ่งยาก, เขาคิดว่าวิธีอื่นมี ที่ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยยุ่งยากลำบาก เช่นไปขโมย ไปจี้ ไปปล้นเขาก็ยังได้ พักเดียวได้เป็นแสนเป็นล้านก็มี; เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ไม่มีใครที่จะอดทน ทำสิ่งที่ยากลำบากในหน้าที่การงาน อย่างว่าจะแจวเรือจ้าง จะถีบสามล้อ จะล้างท่อถนน จะกวาดถนน จะอะไรก็ตามเถอะ ไม่มีใครชอบดอก เพราะว่าไม่รู้จักปรับปรุงจิตใจให้มันชอบ
          ต้องศึกษาธรรมะให้เพียงพอ สามารถปรับปรุงใจให้ชอบ สิ่งที่เป็นหน้าที่การงาน; แม้จะเหน็ดเหนื่อยลำบากเหงื่อไหลไคลย้อย ก็ปรับปรุงจิตใจให้มันรัก ให้มันชอบ ให้มันพอใจได้ ก็เลยไม่มีความทุกข์ในหน้าที่การงาน อุปมาเหมือนกับผีเสื้อ ทำมาหากินด้วยการเที่ยวสูบน้ำหวานในดอกไม้ ทำให้ธรรมชาติสวยงาม, ไม่มีความทุกข์เลย มองดูกันแต่ในแง่นี้ ว่ามนุษย์ก็สามารถจะทำได้ ให้ทำการงานสนุกสนานไม่มีความทุกข์เลย; แต่ต้องรู้จักปรับปรุงจิตใจ, ไม่ใช่มันจะทำได้เองตามธรรมชาติเหมือนผีเสื้อ ซึ่งมันเป็นได้เองตามธรรมชาติ, เราจะต้องรู้จักปรับปรุงจิตใจให้สนุกสนานในการทำงาน
          คนเขาไม่เชื่อก็ว่า มันทำไม่ได้ หรือไม่อยากทำ มันต้องปรับปรุงจิตใจกันมากเกินไป; แต่ขอให้สนใจเถิดว่า ทางนี้มันเป็นทางสำคัญที่จะรอดได้:-
          อย่างว่าเราเป็นลูกจ้างซักผ้าล้างจานนี้ ทำไมจะทำให้สนุกไม่ได้ล่ะ เราอย่าเห็นเป็นความยากลำบาก เพราะมันก็ทำได้, แล้วมันก็ทำไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องมีตัวตนที่น้อยอกน้อยใจเสียใจในโชควาสนาอะไรทำนองนั้น, โดยเชื่อลงไปเถอะว่า มันเป็นของดี, มันเป็นของถูกต้อง, จนเรียกว่าเป็นธรรมะอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน ถ้าเราเป็นลูกจ้างล้างจาน ถูบ้านกวาดบ้าน หุงข้าว ทำข้าวปลาอาหาร,ทำอะไรก็ให้มันเป็นศิลปะสนุกสนานไปในการงานเหล่านั้น; แม้แต่จะกวาดบ้านหรือกวาดพื้นบ้านลานบ้านให้เตียนให้สวยงามนี้, ลองไปดูใหม่ซิ กวาดด้วยความรักศิลปะ มันจะรู้สึกพอใจทุกครั้งที่กวาด, ทุกครั้งที่กวาด พูดอย่างนั้นเลย, มันจะเป็นสุขทุกครั้งที่กวาดเลย ไม่ใช่ต่อกวาดเสร็จแล้วจึงจะเป็นสุข เพราะมันสามารถกวาดให้ ดีที่สุด ทุกครั้งที่ไม้กวาดมันจะเขี่ยไป แต่เดี๋ยวนี้คนไม่ได้ทำด้วยจิตใจ, จิตใจมันอยู่ที่อื่น, แล้วบางทีก็รู้สึกว่างานชนิดนี้งานไพร่ งานขี้ข้า กูไม่รัก กูไม่พอใจ มันก็ทำไม่ได้ ในการที่จะทำให้มันดี.
          ถ้าเราจะถือให้ตรงตามความจริงว่า ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องไพร่ เรื่องขี้ข้า, ถ้ามันเป็นการงาน มันจะช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตได้เหมือนกัน; มันอยู่ที่จิตใจของเรารู้จักคิดนึกหรือไม่ต่างหาก ถ้าเราฉลาดพอ ก็สร้างความพอใจขึ้นมาได้ ในการงานทุกชนิด ที่ไม่ใช่เป็นเรื่องบาปเรื่องอกุศล, เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เขาถือกันว่าเป็นเรื่องที่ต่ำต้อย เรื่องของคนชั้นต่ำ ถ้าเราไม่มีปัญญาจะทำให้สูงไปกว่านั้น เราก็ต้องยินดี, เราจะค่อย ๆ มีปัญญาทำงานที่ดีกว่านั้น ง่ายกว่านั้น สูงกว่านั้น แต่ก็ต้องสำเร็จทำด้วยความพอใจ สมัครใจทำทั้งหมดทั้งสิ้นอีกเหมือนกัน, เราก็จะประสบความสำเร็จในการที่ว่า การงานนั่นแหละเป็นสวรรค์ของเรา.
          นี่ สรุปความนิดเดียวว่า ชีวิตนี้มีได้มากแบบ พัฒนาได้มากแบบ, แล้วบางแบบน่าอัศจรรย์ ประเสริฐ และมีปาฏิหารย์อยู่ในตัวของมัน, มีปาฏิหารย์อยู่ในตัวของมัน คือมันให้เกิดความพอใจที่สุดอย่างยิ่งได้ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าเรารู้จักทำจิตใจนี่ไม่พูดถึงการงานทุจริตของพวกคนพาล อันธพาลนั้นมันก็เป็นที่พอใจของมันเพราะเขามีจิตใจอย่างนั้น เขาก็พอใจในสิ่งเหล่านั้น แต่พวกเราที่เป็นสัตบุรุษ ก็มีความพอใจตามแบบของสัตบุรุษ ก็มีความพอใจอย่างนี้, ความพอใจอย่างนี้ ได้ผลงานที่ดี ไม่ทำให้เกิดโทษ ลำบากยุ่งยากในภายหลัง จึงได้เลือกเอา.
          ขอให้ยุติกันทีว่า ชีวิตนี้มันมีมากแบบ เลือกได้ อย่าโง่เกินไป จนเลือกไม่ถูกต้อง, มันต้องเลือกได้มาอย่างหนึ่งเสมอ ที่เหมาะสมกับสถานะของเรา, จะเป็นคนโง่คนฉลาดมากน้อยเพียงไร อย่าต้องเสียใจ เพราะว่ามันอับโชค ไม่มีวาสนา, ถ้าพอใจให้ความสุขได้ แล้วก็เรียกว่ามันดี หรือมีโชคด้วยกันทั้งนั้น, เพียงแต่มันไม่เหมือนกัน
          ถ้าเราถือหลักกันอย่าง นี้ก็จะไม่มีใครทำผิดทำชั่ว หรือเป็นอันธพาล จะไม่มีใครว่างงาน จะไม่มีใครที่จะว่างงาน, จะมีคนที่มีงานทำกันอย่างสนุกสนาน และเป็นสุขในการงานอยู่ด้วยกันทุกคน. โรงเหล้าโรงยาโรงหนังโรงละครนั้นปิดได้ ปิดหมดเลยได้ เพราะไม่มีใครไป ไม่มีใครต้องการ; เพราะแต่ละคนมันสนุกสนานอยู่กับชีวิตการงานหน้าที่นั้น ๆ, จะไม่ต้องหมดเปลืองเรื่องสำรวย สำราญ สำเริง เกินความจำเป็น อยู่แต่พอดี ๆ มีความสงบสุข, ถึงเหน็ดเหนื่อยก็นอน หายเหนื่อยก็ทำงาน. เมื่อนอนก็เป็นสุข, เมื่อพักผ่อนก็เป็นสุข, เมื่อทำงานก็เป็นสุข, แล้วก็จะเอากันอย่างไร มันหมดแล้ว คือมันมีความสุขอยู่ทุกอิริยาบถ
          นี่ธรรมชาติเขามีให้เลือกถึงอย่างนี้; แต่คนมันโง่เอง มันเลือกเอาไม่ได้, มันไม่เลือกด้วยซ้ำไป, มันไม่รู้จะเลือกอย่างไร, ได้แต่คิดผิว ๆ เผิน ๆ : ดูตัวอย่างของการที่ไม่ต้องทำอะไรเหน็ดเหนื่อยแล้วก็ร่ำรวย, พอเขาบอกว่ามันมีได้ด้วยการเซ่นสรวงบนบานผีสางอะไร มันก็ทำไปอย่างนั้นแหละ ด้วยหวังว่าจะรวย หรือว่าซื้อหวยซื้อสลากกินแบ่งอะไรกันไปตามเรื่อง ว่ามันจะรวย แล้วมันก็รวยไม่ได้, แต่ว่ามันรวยด้วยโรคประสาท มันเป็นโรคประสาทกันได้มาก ๆ
          นี่ ข้อแรกที่จะขอให้สนใจว่า ชีวิตมีให้เลือกหลายแบบ ครบทุกแบบแล้วก็ล้วนมีเหตุมีปัจจัยของมัน ที่เราจะต้องทำให้ถูกต้อง
*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment