Sunday, December 25, 2011

ภาวะธรรมดาแห่งชีวิตมนุษย์

ภาวะธรรมดาแห่งชีวิตมนุษย์
โดย พุทธทาสภิกขุ  
๑ มกราคม ๒๕๒๖


        การบรรยายวันนี้ เป็นการบรรยายวันเสาร์แรกแห่งปีใหม่ เราได้หยุดการบรรยายมาสามเดือน บัดนี้มาถึงงวดที่จะต้องบรรยายต่อไป. วันนี้เป็นวันแรก แห่งการบรรยายประจำวันเสาร์งวดนี้ ซึ่งท่านทั้งหลายก็พอจะทราบได้ว่า การบรรยายเป็นงวด ๆ เป็นเรื่องชุด เป็นชุด ๆ, เมื่อจบการบรรยายงวดหนึ่ง ก็ได้เรื่องชุดหนึ่ง สมบูรณ์ในข้อธรรมะเรื่องหนึ่ง ๆ เพื่อความสะดวกแก่การศึกษา การบรรยายชุดนี้เรียกว่า ชุด ภาคมาฆบูชา ซึ่งมี ๓ เดือน ประมาณ ๑๓ หรือ ๑๔ ครั้ง.
       การบรรยายชุดนี้ อาตมาตั้งใจที่จะได้คำบรรยายพิเศษสักชุดหนึ่ง, สึกชุดหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาที่กำลังมีอยู่ คือว่า เราจะหาหนังสือเล่มเดียวจบ ในเรื่องสำหรับจะศึกษาและปฏิบัติ สำหรับคนทั่วไปไม่ได้, มันมีกระจายอยู่ในหนังสือมากมายมหาศาล เขาก็ติดตามไม่ไหว, จึงตั้งใจว่า จะให้มีหนังสือเล่มเดียวครบ สำหรับการศึกษาของคนธรรมดาสามัญ. ดังนั้นจึงให้ชื่อธรรมบรรยายชุดนี้ว่า ธรรมะเล่มเดียวจบ, ธรรมะเล่มน้อย เล่มเดียวจบ. ขอฟังให้ดี ซึ่งมันก็ต้องมีการบรรยายครบทุกเรื่องเท่าที่ควรจะมี สำหรับคนทั่วไป; อาตมาเลยให้ชื่อชุดนี้ว่า ธรรมะเล่มน้อยหรือธรรมะเล่มเดียวจบ
         การบรรยายจะมีไปตามลำดับ ตามเรื่องที่ควรจะทราบก่อนทราบหลัง ที่จำเป็นสำหรับคนธรรมดาสามัญทั่วไปจะได้ศึกษา.ฉะนั้น ในเรื่องแรกสำหรับการบรรยายในวันแรกนี้ มีหัวข้อว่า ภาวะธรรมดาแห่งชีวิตมนุษย์ คือเราบรรยายเรื่องมนุษย์, บรรยายเรื่องของมนุษย์, บรรยายเพื่อมนุษย์ จะได้เป็นมนุษย์สูงสุดตามที่มนุษย์จะเป็นได้, จึงต้องพูดกันถึงเรื่องธรรมชาติธรรมดาของชีวิตมนุษย์ ให้เป็นที่เข้าใจโดยหลักพื้นฐานทุกแง่ทุกมุมกันเสียก่อน ว่าธรรมดาของมันมีอยู่อย่างไร, และจะไปถึงไหนกัน, โดยเจตนาว่า ผู้ที่ศึกษาและปฏิบัติแล้วจะสามารถพัฒนาชีวิตนั้น ให้เจริญงอกงามไปตามทางของธรรมะ และเขาก็ได้ประสบผลสำเร็จในขั้นสุดท้าย คือเป็นมนุษย์ที่หมดปัญหา
          ฟังดูแล้วก็น่าขัน ที่ว่ามนุษย์นี้ไม่มีอะไรมาก นอกจากมันหมดปัญหาคนทั่วไปมันมีปัญหาเรื่อย, ปัญหานั้นปัญหานี้ไม่มีที่สิ้นสุด ทยอยกันมา, มันจะต้องไปถึงขีดสูงสุดขีดหนึ่ง ซึ่งอยู่เหนือปัญหาโดยประการทั้งปวง. ถ้าพูดเจาะจงมันก็คือเป็นพระอรหันต์นั่นเอง; ถ้าพูดอย่างนี้ก็จะพากันกลัวเสียอีก เพราะว่าคนโดยมากก็กลัวความเป็นพระอรหันต์ ว่าดีเกินไป ว่าสูงเกินไป, ว่าใช้กับเราไม่ได้ ชวนให้เป็นพระอรหันต์นั้น ดูน้อยคนจะเอา เพราะเห็นว่ามันดีเกินไป, นี่จึงติดอยู่ที่นี่ คือเป็นมนุษย์ที่อยู่ในท่ามกลางปัญหา, มีปัญหาอยู่ตลอดเวลา, หมดปัญหาต่ำ ๆ แล้วก็มีปัญหาสูง ๆ ขึ้นมา จนเดี๋ยวนี้ก็ยังมีปัญหา. อยู่ในโลกมนุษย์ก็มีปัญหา, ขึ้นไปอยู่ในโลกสวรรค์ก็มีปัญหา, อยู่ในพรหมโลกก็ยังมีปัญหา, นี่แม้ว่าจะมีจิตใจของเรานี้เป็นอย่างในเมืองสวรรค์ ก็ยังมีปัญหา, มีจิตใจเหมือนกับพวกพรหมอยู่ในพรหมโลก ก็ยังมีปัญหา.
          ปัญหาใหญ่ก็คือปัญหาเรื่องตัวกู-ของกู, ปัญหาเรื่องมีความโง่ว่ามีตัวกู-ของกู, แล้วมันก็ปรุงแต่งความอยากความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด, แล้วมันก็ได้อะไรมา ชนิดจะให้เกิดปัญหาแปลก ๆ ใหม่ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด, มนุษย์จึงมีปัญหาที่ไม่มีที่สิ้นสุด, นี้เรียกว่าธรรมดาของมนุษย์ ธรรมชาติของมนุษย์.
          ถ้ามันไปถึงที่สุดแห่งปัญหา เป็นมนุษย์ที่ไม่มีปัญหา นั่นแหละคือสิ่งสูงสุด เรื่องก็จบ; ถ้าไปถึงนั่นท่านก็เรียกว่าจบ ในภาษาบาลีก็เรียกว่า จบพรหมจรรย์; ไม่มีอะไรที่จะต้องประพฤติให้ดีอย่างนั้นอีก, คือไม่มีอะไรที่จะต้องประพฤติให้ดีอย่างนั้น หรือให้ดีเกินไปกว่านั้นอีก มันจบเรื่อง. เรารู้กันก็แต่ว่าจบเรื่องเมื่อเป็นพระอรหันต์; เดี๋ยวนี้ก็มาพูดให้ชัด ให้ลงเป็นธรรมดาสามัญสักหน่อยว่า มันเป็นมนุษย์ที่จบ ก็เมื่อไม่มีปัญหา, เมื่อหมดปัญหาโดยประการทั้งปวง ก็มีชีวิตอยู่โดยปราศจากสิ่งที่เรียกกันว่าความทุกข์ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม.
          ถ้าท่านทั้งหลายสนใจ และไม่กลัวว่ามันจะดีเกินไป บางทีเราจะพูดกันได้จะพูดกันรู้เรื่อง; ถ้าเข้าใจว่ามันดีเกินไป จิตใจมันไม่สน โดยแท้จริงมันไม่อยากจะสนใจ แล้วมันก็พูดกันไม่รู้เรื่อง, ป่วยการเปล่าทั้งคนพูดและคนฟัง. นี่ก็คือปัญหาที่มันกำลังประสบอยู่กับพวกเรา, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คืออาตมา ซึ่งมีหน้าที่จะบรรยายธรรมะแก่ท่านทั้งหลาย, เท่าที่ทำมาเป็นสิบ ๆ ปีมันก็รู้สึกอย่างนี้ : รู้สึกเป็นปัญหาที่ว่าเราไม่สามารถจะจูงกันไปให้ขึ้นถึงระดับสูง คือหมดปัญหาได้ เพราะเหตุหลายอย่างอย่างที่กล่าวมาแล้ว
          ส่วนมากก็เห็นว่าดีเกินไป ไม่มีรสไม่มีชาติไม่สนุก สู้อยู่ในกองอบายมุขขึ้น ๆ ลง ๆ นี้ไม่ได้; แม้ว่าจะเป็นคนธรรมดาสามัญ ไม่ได้ลุ่มหลงอบายมุขก็ยังเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องของเราอยู่นั่นเอง. เรื่องที่ดีที่สุดของพระพุทธศาสนานั้นไม่ใช่เรื่องสำหรับเรา, ไม่ใช่เรื่องของเราอยู่นั่นเอง; เป็นอย่างนี้กันทั้งพระทั้งฆราวาส, พวกพระในวัดก็เป็นอย่างนี้. ที่สังเกตเห็นเขาไม่ได้สนใจ อย่างยิ่ง อย่างแท้จริงด้วยจิตใจทั้งหมด ในเรื่องของธรรมะ ที่จะทำให้ขึ้นสู่ระดับสูงสุด คือผู้หมดปัญหา, แม้จะทนฟังเรื่องนี้ก็นั่งเหม่อ ๆ นั่งใจลอย นั่งหลับใน อย่างที่กำลังเป็นอยู่แล้วนี้ก็ได้, ไม่มีใครสนใจที่จะติดตามอย่างละเอียดลออ ไปสนใจเรื่องเล่นเรื่องหัว, ไปดูหนังสือที่พวกพระสมัยนี้เขาลงทุนซื้อมาดูบ้างซิ, ไปค้นหนังสือที่พวกพระสมัยนี้เขามีกันอยู่ดูบ้างเถิดว่าเขามีหนังสืออะไรกัน มันมีหนังสืออื่นไม่เกี่ยวกับเรื่องดับทุกข์, ไม่เกี่ยวกับเรื่องหมดกิเลสและหมดทุกข์เลย, หนังสืออ่านเล่นก็มีมาก, หนังสือวิชาทั่ว ๆ ไปไม่เกี่ยวกับดับทุกข์โดยตรงก็มีมาก เขาอยากจะเป็นนักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงในทางภาษาในทางวิชาพิเศษอย่างนั้นอย่างนี้; ธรรมะแท้จริงในระดับสูงสุดจึงยังคงเป็นหมันอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้. คนที่เอามาพูดมาสอนนั่นแหละ มันจะกลายเป็นคนบ้าเอง เขาว่ามันเอาเรื่องที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้ฟังมาสอน
          นี้คือปัญหาที่ได้ประสบมาตลอดเวลา จึงมีความตั้งใจว่า จะต้องมีหนังสือสักเล่มหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ จึงพยายามพูดด้วยการบรรยายชุด นี้แต่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ก็ยังเป็นปัญหาอยู่อีกนั่นเอง อาตมาก็ยังไม่เชื่อว่า มันจะประสบความสำเร็จคอยดูกันต่อไปแล้วกัน.
          ทีนี้ก็จะพูดกันให้เป็นข้อ ๆ เพื่อฟังง่าย ศึกษาง่าย ธรรมชาติแห่งชีวิตมนุษย์ตามธรรมดานั้นเป็นอย่างไร ที่เราควรจะทราบเป็นประเด็น ๆ คือเป็นข้อ ๆ ไป. ขอให้สนใจจนเข้าใจชัดเจนทุก ๆ ประเด็น
******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment