Monday, October 31, 2011

สุขภาวะทางปัญญา

สุขภาวะทางปัญญา
โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี 


       สุขภาพคือสุขภาวะ ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา สุขภาวะทั้ง 4 ด้าน เชื่อมโยงกันเป็นบูรณาการเชื่อมโยง ถึงกัน และอยู่ในกันและกัน แต่ละด้านมีองค์ประกอบ 4 รวมกันเป็นสุขภาวะ 4x4 = 16 การที่ว่ามีองค์ประกอบด้านละ 4 ไม่ได้แสดงว่ามีเท่านั้น แต่เป็นการพอประมาณและเพื่อให้จำได้ง่าย
          ทางกาย 4 อย่างเป็นไฉน ทางกาย 4 อย่าง ประกอบด้วย ร่างกายแข็งแรง ความปลอดสารพิษ มีความปลอดภัย ความมีปัจจัย 4 ซึ่งมาจากการมีสัมมาชีพ
          ทางจิต 4 อย่างเป็นไฉน ทางจิต 4 อย่างประกอบด้วย ความดี ความงาม หรือ สุนทรียะ ความสงบ ความมีสติ
          ทางสังคม 4 อย่างเป็นไฉน ทางสังคม 4 อย่างประกอบด้วย สังคมสุขสัมพันธ์หรือมีความสัมพันธ์ที่ดีในทุกระดับ สังคมเข้มแข็ง สังคมยุติธรรม สังคมสันติ
          ทางปัญญา 4 อย่างเป็นไฉน ทางปัญญา 4 อย่างประกอบด้วย ปัญญารู้รอบรู้เท่าทัน ปัญญาทำเป็น ปัญญาอยู่ร่วมกันเป็น ปัญญาบรรลุอิสรภาพ
          ปัญญาเป็นศูนย์กลาง ถ้าปราศจากปัญญา สุขภาวะทางกาย ทางจิต และทางสังคมก็เป็นไปไม่ได้ การพัฒนาปัญญาต้องนำไปสู่การ พัฒนากาย จิต และสังคม การพัฒนากาย จิต และสังคม ต้องนำไปสู่การพัฒนาปัญญาทั้ง 4 ร่วมกัน จึงเกิดสุขภาวะที่สมบูรณ์ ในที่นี้จะ ขยายความเฉพาะเรื่องปัญญา 4 ประการ คือ

              (1) ปัญญารู้รอบรู้เท่าทัน การรู้อะไรแจ่มแจ้งแทงทะลุทำให้เกิดความสุข ความมืด ความไม่รู้อะไร ความไม่แจ่มแจ้ง ทำให้เกิด ความบีบคั้น เสมือนคนที่อยู่ในเหวทั้งมืดทั้งไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน จะมีความทุกข์ความบีบคั้นอย่างยิ่ง ต่อเมื่อขึ้นมาจากปากเหวมองเห็นได้ทั่วไป เกิดความสุขจากการหลุดพ้นความบีบคั้นของความไม่รู้  การมีปัญญาเห็นโดยรอบรู้เท่าทันสิ่งต่างๆ ทำให้มีความสุข คนที่รู้รอบที่เรียกว่าเป็น พหูสูต จึงมีความสงบและมีความสุขอยู่ในตัว รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตรงข้ามกับคนที่ไม่รู้ รู้น้อย รู้เป็นส่วนๆ ไม่รู้เชื่อมโยงย่อมอยู่ในความบีบคั้น เอะอะ โวยวาย แก้ปัญหาไม่ตก หลุดไปเป็นพาลได้ง่าย
              การ รู้เท่าทันปัญหาแม้ยังไม่ได้แก้ปัญหา ก็ทำให้ความเป็นปัญหาหมดไปได้ ยกตัวอย่างเช่น ป้าคนหนึ่งมีความทุกข์มาก เพราะแกพูดอะไรลูกสาวก็ไม่เชื่อแก เมื่อได้รับคำบอกเล่าว่าแบบนี้เป็นกันทุกบ้าน แกอุทานว่า “หรือ ฉันนึกว่าเป็นแต่ฉันคนเดียว ถ้ามันเป็นกันทุกบ้าน ฉันก็ค่อยยังชั่ว” ที่หายทุกข์ก็เพราะมีปัญญารู้เท่าทันว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง หรือ “ธรรมดาเนาะ”
              เรื่อง การมีปัญญารอบรู้ รู้เท่าทัน รวมไปถึงโลกทัศน์และวิธีคิด ถ้ามีโลกทัศน์และวิธีคิดที่ถูกต้องก็ทำให้มีความสุข การมีปัญญา เข้าใจธรรมชาติตามที่เป็นจริงเห็นความเป็นกระแสของเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา) ของสรรพสิ่ง ทำให้ไม่ถูกบีบคั้นจากความเห็นผิดว่าสิ่งต่างๆ ดำรงอยู่อย่างแยกส่วนตายตัว เมื่อเป็นอิสระจากความบีบคั้นก็ไม่ทุกข์ เมื่อเห็นอะไรเป็นกระแสของอิทัปปัจจยตาก็จะอยู่ในกระแสแห่งปัญญา มีสุขภาวะเพราะปัญญา

              (2) ปัญญาทำเป็น หมายถึงปัญญาที่เกิดจากการลงมือทำและทำเป็น ในการพัฒนากาย 4 ประการ และทางจิต 4 ประการดังกล่าว ข้างต้น การเรียนรู้จากการทำ และเกิดปัญญาที่ทำให้ทำได้ดี ทั้งเรื่องทำให้ร่างกายแข็งแรงปลอดสารพิษ มีความปลอดภัย สร้างสัมมาชีพ มีปัจจัย 4 มีจิตใจที่มีความดี ความงาม ความสงบ และความมีสติ ปัญญาในการทำเป็นนี้ย่อมก่อให้เกิดความสุขอย่างยิ่ง

              (3) ปัญญาอยู่ร่วมกันเป็น ได้แก่ ปัญญาที่คำนึงถึงการอยู่ร่วมกัน (Living together) ไม่ใช่ตัวใครตัวมันเป็นเอกเทศ สามารถสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีในทุกระดับ รวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็นชุมชนเข้มแข็งและประชาสังคม มีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) การที่มีความเสมอภาคและภราดรภาพจนสามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำได้จะทำให้เกิด ความสุขประดุจบรรลุนิพพาน และทำให้ ทำอะไรๆ สำเร็จได้ง่าย ตรงนี้เป็นอปริหานิยธรรมหรือธรรมะเพื่อความเจริญถ่ายเดียว การอยู่ร่วมกันเป็นต้องสามารถสร้างสังคมยุติธรรม ความยุติธรรมในสังคมเป็นบ่อเกิดของความสุขอย่างยิ่ง การอยู่ร่วมกันเป็นต้องสามารถสร้างสังคมสันติ สามารถแก้ความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ขจัดความรุนแรงประเภทต่างๆ มีสันติภาพ สังคมสันติเป็นสุขภาวะทางสังคมอย่างยิ่ง บุคคลควรเรียนรู้ให้เกิดปัญญาอยู่ร่วมกันเป็น

              (4) ปัญญาบรรลุอิสรภาพ ความไม่รู้หรืออวิชชาเป็นเครื่องก่อทุกข์ วิชชา หรือปัญญาเป็นเครื่องออกจากทุกข์ เพราะความไม่รู้ มนุษย์ยึดถือตัวตนของตนเองเป็นศูนย์กลางจึงขัดแย้งกับความจริง ความขัดแย้งคือทุกขตาหรือความทุกข์ อาการของการเอาตัวเองเป็นใหญ่ ประกอบด้วย ตัณหา อันได้แก่ความอยากเอาอยากเป็น มานะ อันได้แก่การใช้อำนาจเหนือคนอื่น ทิฏฐิ การเอาความเห็นของตนเป็นใหญ่ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ บีบคั้นตนเอง และบีบคั้นผู้อื่น ยิ่งมีมากยิ่งก่อทุกข์มาก ถึงอาจก่อให้เกิดจลาจลและสงครามได้ ไม่เป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกัน อย่างสันติ เพราะอวิชชาจึงมีตัณหา มานะ ทิฏฐิ หรือความเห็นแก่ตัว หากลดความเห็นแก่ตัวลงได้มากเท่าไร เรียกว่ามีปัญญาเพิ่มมากขึ้น เท่านั้น มีอิสรภาพจากความบีบคั้นมากขึ้น ปัญญาและอิสรภาพจึงซ้อนทับอยู่ที่เดียวกัน ผู้ที่หมดความเห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิงก็มีอิสรภาพ หลุดพ้นจากความบีบคั้นโดยสิ้นเชิง มีความสุขอย่างยิ่ง เป็นวิมุตติสุข
        มนุษย์ ควรเรียนรู้เพื่อลดความเห็นแก่ตัวหรือเพื่อบรรลุอิสรภาพในทางพุทธ ได้แก่ไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นมรรควิถีที่พิสูจน์ มาแล้วว่ามนุษย์จำนวนมากที่ศึกษาบนเส้นทางนี้แล้วบรรลุอิสรภาพได้จริง ตามปรกติมนุษย์ไม่สามารถสัมผัสความจริงได้เพราะติดอยู่ใน ความคิด การมีสติรู้กายรู้ใจ ทำให้จิตสงบจากความคิด สัมผัสความจริง และถอดถอนจากความยึดมั่นในตัวตนได้ การเจริญสติจึงเป็นเครื่องมือ พัฒนาจิตและปัญญาอย่างยิ่งยวด
        การ เจริญสติทำให้เกิดสุขภาวะอันล้ำลึกอย่างไม่เคยเจอมาก่อน ขณะนี้มีผู้ฝึกเจริญสติกันมากขึ้นอย่าง รวดเร็ว เพราะพบว่าทำให้ทุกอย่าง ดีขึ้นหมด เช่น สุขภาพดี สมองดี ความสัมพันธ์ดีขึ้น และเกิดสุขภาวะอันล้นเหลือ เป็นความสุขที่ราคาถูก (Happiness at low cost) เป็นความสุขที่ไม่ต้องการบริโภคมากขึ้น เป็นเครื่องลดบริโภคนิยมอย่างชะงัด ฉะนั้นถ้ามนุษย์เจริญสติกันมากๆ แล้ว นอกจากจะลดความ ร้อนอกร้อนใจแล้ว จะช่วยลดสภาวะโลกร้อนได้ดีที่สุด

        ขณะนี้มีการเรียนรู้ที่เรียกว่า จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education) ด้วยวิธีการต่างๆ อันไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับความเชื่อ ทางศาสนา แต่ก็รวมอยู่ที่การเรียนรู้ที่รู้จิตของตัวเอง จิตตปัญญาศึกษาทุกประเภทเป็นไปเพื่อบรรลุอิสรภาพ โดยสรุปสุขภาวะทางปัญญาเกิด จากการเรียนรู้ที่ทำให้รู้รอบ รู้เท่าทันสรรพสิ่ง เรียนรู้ให้ทำเป็น เรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกัน และการเรียนรู้เพื่อบรรลุอิสรภาพ การเรียนรู้ดังกล่าว ทำให้เกิดสุขภาวะทางกาย สุขภาวะทางจิต สุขภาวะทางสังคม และสุขภาวะทางปัญญา รวมกันเป็นสุขภาวะที่สมบูรณ์ สุขภาวะที่สมบูรณ์ เกิดจากการเรียนรู้ที่ดี การเรียนรู้ที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของมนุษย์ จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะแสวงหาและช่วยให้เพื่อนมนุษย์ได้พบการ เรียนรู้ที่ด

*******
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน คอลัมน์จิตวิวัฒน์
วันที่ 14 มิถุนายน 2551 
    
 *******
กิ่งธรรมจาก http://www.budnet.org 

มองชีวิตและสังคมผ่านวัฒนธรรมความตาย

มองชีวิตและสังคมผ่านวัฒนธรรมความตาย 
โดยพระไพศาล วิสาโล


        จุดหมายเป็นตัวกำหนดวิธีการฉันใด ท่าทีต่อความตายก็เป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตของผู้คนฉันนั้น ด้วยเหตุนี้ในแต่ละสังคมหรือแต่ละยุคสมัย เราสามารถทำความเข้าใจวิถีชีวิตของผู้คนและความเป็นไปในสังคมนั้นได้ จากการศึกษาว่าผู้คนมีทัศนคติหรือปฏิบัติต่อความตายอย่างไร ทัศนคติหรือการปฏิบัติที่กลายเป็นแบบแผนของสังคม เราอาจเรียกได้ว่า “วัฒนธรรมความตาย”
          วัฒนธรรมความตายที่เป็นกระแสหลักในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อร้อยปีนี้เอง จะเข้าใจได้ชัดก็ต่อเมื่อเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมความตายของสังคมไทยในอดีต ซึ่งยังคงหลงเหลือให้เห็นอยู่บ้างในปัจจุบันโดยเฉพาะในชนบท
          คนไทยแต่ก่อนมองว่าความตายมิได้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตเท่านั้น หากยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฏสงสารอันไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ ในวัฏสงสารนี้มีการเวียนเกิดเวียนตายนับครั้งไม่ถ้วน ด้วยเหตุนี้จึงยอมรับความตายว่าเป็นเรื่องธรรมดา อีกทั้งไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว เพราะความตายสามารถเป็นทางผ่านไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่าได้ หากทำบุญมามากพอในชีวิตนี้อีกทั้งรู้จักน้อมจิตให้เป็นกุศลก่อนตาย การตระหนักว่ามีชีวิตหลังความตาย ทำให้ภาวะหลังความตายมิใช่สิ่งลี้ลับ อย่างน้อยก็แน่ใจว่า ถ้าทำดีก็ได้ไปสู่สุคติ ในภาคอีสานผู้ป่วยที่เพียบหนักจะประนมมือพร้อมดอกไม้ธูปเทียนเพราะเชื่อว่า ตายแล้วก็จะได้ไปไหว้พระเกศแก้วจุฬามณีเจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

          ความเชื่อว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งของวัฏสงสารอันไม่มีประมาณ ยังทำให้ผู้คนเห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่ในชาตินี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญสูงสุด เพราะเป็นของชั่วคราว และเป็นแค่ส่วนเสี้ยวของวัฏสงสารอันยาวไกล ขณะเดียวกัน ความเชื่อว่านอกจากชาตินี้แล้ว ยังมีชาติก่อนและชาติหน้า ในด้านหนึ่งทำให้ผู้คนยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ในชาตินี้ แม้ว่าจะยากลำบากเพียงใด ก็ไม่ดิ้นรนเปลี่ยนแปลง เพราะถือว่าเป็นผลกรรมจากชาติก่อน ขณะเดียวกันก็มีความหวังกับชาติหน้า จึงให้ความสำคัญกับชาติหน้ามากกว่าด้วยการมุ่งทำความดี สั่งสมบุญกุศล
          การไม่ให้ความสำคัญมากนักกับชีวิตความเป็นอยู่ในชาตินี้ เห็นได้จากการไม่ขวนขวายที่จะสร้างความพรั่งพร้อมบริบูรณ์ทางวัตถุ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เห็นว่าความร่ำรวยเป็นจุดหมายของชีวิต จึงทำมาหากินแต่พอเลี้ยงตัวได้ ทรัพย์สมบัติจึงมีไม่มาก ไม่ใช่แต่ทรัพย์สินเท่านั้น แม้แต่ชื่อเสียงก็ไม่ถือว่าสำคัญมาก ศิลปินที่สร้างนฤมิตกรรมชั้นนำในทางศิลปะ ไม่ว่าพระพุทธรูป หรือจิตรกรรมฝาผนัง ไม่เคยมีใครที่จารึกชื่อไว้ในผลงานของตนเลย ความสุขทางโลกหรือสิ่งที่พุทธศาสนาเรียกว่า “ประโยชน์ปัจจุบัน” มิได้มีความสำคัญยิ่งยวดอย่างที่เป็นกับคนปัจจุบัน
          ในวัฒนธรรมดังกล่าว มิติด้านจิตใจสำคัญกว่าร่างกาย วัตถุ หรือชื่อเสียง เพราะสามอย่างหลังนั้นเป็นของชั่วคราว ตายไปแล้วก็ไร้ความหมายเพราะเอาไปไม่ได้ แต่จิตใจนั้นสามารถส่งผลไปถึงภพภูมิในชาติหน้า จิตที่เปี่ยมด้วยบุญกุศลย่อมนำพาไปสู่สุคติ ด้วยเหตุนี้การดำเนินชีวิตของคนในอดีตจึงให้ความสำคัญกับเรื่องบุญกุศลมาก แม้แต่อาชีพการงานก็มุ่งถึงบุญกุศลควบคู่กับการเลี้ยงชีพ ท่านอาจารย์พุทธทาสเมื่อครั้งยังเป็นพระเงื่อม เคยถามชาวนาระหว่างออกบิณฑบาตว่า ทำนาทำไม คำตอบที่ได้รับก็คือ เพื่อมีข้าวไว้ใส่บาตร ไว้เลี้ยงตนเองและครอบครัว และแจกจ่ายญาติมิตร สำหรับชาวบ้านในเวลานั้น การมีข้าวเพื่อทำบุญนั้น เป็นเรื่องที่มาก่อนการเลี้ยงตนเองและครอบครัว เสียอีก
          ในวัฒนธรรมดังกล่าว มิติด้านจิตใจสำคัญกว่าร่างกายหรือวัตถุ ไม่จำเพาะกับวิถีชีวิตในยามปกติเท่านั้น ในยามใกล้ตายก็เช่นกัน การช่วยให้ผู้ป่วยมีจิตใจที่สงบหรือเปี่ยมด้วยบุญกุศล เป็นเรื่องที่สำคัญกว่าการยืดลมหายใจให้นานที่สุด หากจะมีการเยียวยาร่างกายก็ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำจิตให้สงบ
          ในระดับสังคม วัฒนธรรมดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจแบบยังชีพ ซึ่งเน้นการพึ่งตนและพออยู่พอกิน มากกว่าที่จะมุ่งความเจริญเติบโตทางวัตถุ ประสิทธิภาพในทางเศรษฐกิจมีความสำคัญน้อยกว่าดุลยภาพทางสังคมและสิ่งแวดล้อม การทำนาของชาวบ้านไม่ได้มุ่งให้เกิดผลิตผลมากที่สุด แต่มุ่งเจือจานทั้งคนและสัตว์ คาถากันขโมยที่เด็กชายเงื่อมได้รับจากแม่เมื่อถูกสั่งให้ไปเฝ้านาก็คือ “นกกินก็เป็นบุญ คนกินก็เป็นทาน” เศรษฐกิจแบบเจือจาน (gift economy)เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมดังกล่าว โดยถือว่าอาหารและน้ำเป็นของให้เปล่า มิใช่สินค้าที่จะซื้อขายกันได้
          อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ศาสนา และเทคโนโลยี ที่เกิดกับสังคมไทยในรอบร้อยปีที่ผ่านมา ได้ทำให้วัฒนธรรมความตายแปรเปลี่ยนไป จนกระทั่งทัศนคติกระแสหลักคือ เห็นความตายเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับชีวิต (มิใช่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตดังแต่ก่อน) มีจำนวนไม่น้อยที่เห็นเลยไปอีกว่าความตายเป็นจุดสุดท้ายของชีวิตอย่างสิ้น เชิง ไม่มีอะไรหลังจากนั้น
          ความตายจึงเป็นสิ่งที่น่ากลัว ที่พึงหลีกเลี่ยงหรือปกปิดให้มากที่สุด การพูดถึงความตายกลายเป็นเรื่องอัปมงคล แม้กระทั่งคำว่า “ความตาย” ก็กลายเป็นคำอุจาดไป ต้องเลี่ยงไปใช้คำอื่น เช่น “หมดลม” “จากไป” “สิ้นชีวิต” หากจะมีใครตาย ก็ต้องไปตายในที่รโหฐาน คือที่มิดชิดหรือลับตา มีคนรู้เห็นเพียงไม่กี่คน การตายที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะในห้องไอซียู จึงถือว่าดูดีกว่าตายที่บ้าน และหากตายแล้ว ก็ไม่ควรตั้งศพที่บ้าน แต่ต้องไปตั้งในวัด ซึ่งมักเป็นที่ที่แยกออกไปจากชุมชน (ลองนึกภาพว่าหากมีการตั้งศพและทำพิธีที่บ้านซึ่งอยู่กลางหมู่บ้านจัดสรร ผู้คนในหมู่บ้านนั้นจะรู้สึกอย่างไร)
          วัฒนธรรมดังกล่าวนับว่าตรงกันข้ามกับสมัยก่อนที่ ถือว่าความตายเป็นปรากฏการณ์ของชุมชน เป็นเรื่องสาธารณะ ที่ทุกคนในหมู่บ้านรับรู้และเข้าไปมีส่วนร่วมทั้งขณะใกล้ตายและหลังตายแล้ว เช่น พากันไปเยี่ยมเยียนผู้ป่วยที่บ้าน และอยู่กับเขาจนหมดลม เมื่อตายแล้วก็ตั้งศพที่บ้านโดยชาวบ้านช่วยกันจัดงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เมื่อจะเผาก็ไปร่วมพิธีทั้งหมู่บ้าน อีกทั้งยังมีการเปิดโลงเพื่อล้างหน้าศพก่อนเผาด้วย
          นอกจากนั้นในปัจจุบันความตายยังเป็นสิ่งต้องห้าม มิใช่แต่คนทั่วไปเท่านั้นที่ถูกกีดกันไม่ให้รู้เห็น โดยเฉพาะเด็ก แม้กระทั่งผู้ป่วยเอง ส่วนใหญ่ก็ยังถูกกีดกันไม่ให้รับรู้ว่าวาระสุดท้ายกำลังจะมาถึง ในเวลาเดียวกันความตายยังถือว่าเป็นความพ่ายแพ้ มิใช่ของของแพทย์และพยาบาลเท่านั้น หากยังเป็นความพ่ายแพ้ของเจ้าตัวด้วย วิทยาการสมัยใหม่ทำให้เกิดความเชื่ออย่างแพร่หลายว่าความตายเป็นสิ่งที่ควบ คุมหรือจัดการได้ เช่นเดียวกับที่สามารถปรับเปลี่ยนร่างกายและสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้นหากต้องตายท่ามกลางการดูแลของแพทย์และเทคโนโลยีนานาชนิด จึงถือว่าเป็นความล้มเหลวของแพทย์ ขณะเดียวกันการตายก่อนอายุขัยก็ถือว่าเป็นความล้มเหลวของเจ้าตัวด้วยเช่นกัน
          ด้วยเหตุนี้ความตายจึงเป็นสิ่งที่ต้องประวิงเวลาให้มาถึงช้าที่สุด อะไรที่สามารถทำได้ต้องทำเพื่อให้มีลมหายใจยืนยาวนานที่สุด แม้จะยังความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยจนกระทั่งวินาทีสุดท้ายก็ตาม การปล่อยให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบโดยแพทย์ไม่เข้าไปแทรกแซงเลยนั้นเป็นเรื่อง ที่แพทย์และญาติยอมรับได้ยาก การเยียวยารักษาจึงเน้นแต่ด้านร่างกาย ขณะที่การเยียวยาหรือดูแลรักษาจิตใจถูกมองข้ามไป ในกระบวนการดังกล่าวความตายถูกลดทอนให้เหลือแค่มิติทางกาย กล่าวคือดูที่ลมหายใจ การเต้นของหัวใจ หรือการทำงานของสมอง ความตายมีความหมายเพียงแค่ความแตกดับทางกาย ส่วนอะไรจะเกิดขึ้นกับจิตใจ หรือสามารถเกิดขึ้นได้กับจิต ไม่ต้องคำนึง เมื่อเป็นเช่นนี้ ความตายจึงเป็นได้แค่ “วิกฤต” สถานเดียว ทั้ง ๆ ที่ยังสามารถเป็น “โอกาส”ได้ด้วย กล่าวคือเป็นวิกฤตทางกายก็จริง แต่เป็นโอกาสทางจิตวิญญาณ ถึงแม้กายจะเต็มไปด้วยทุกขเวทนา แต่ใจไม่จำเป็นต้องทุกขทรมานก็ได้ ซ้ำยังอาจเข้าถึงความสงบอย่างลึกซึ้งได้ด้วย
          ทัศนคติและการปฏิบัติต่อความตายดังกล่าว ส่งผลถึงการดำเนินชีวิตของผู้คน กล่าวคือทำให้ผู้คนอยู่อย่างลืมตาย ไม่พยายามนึกถึงหรือพูดถึงความตาย คิดแต่จะทำใจให้เพลิดเพลินกับความสนุกสนาน จนลืมไปว่าสักวันตัวเองก็จะต้องตาย หากนึกถึงเมื่อใดก็คิดว่าไปตายเอาดาบหน้าก็แล้วกัน คือถึงตอนนั้นก็ค่อยว่ากันอีกที ไม่คิดที่จะเตรียมตัวเตรียมใจไว้ขณะที่ยังมีเวลาและมีสุขภาพดี
          ในวัฒนธรรมความตายดังกล่าว ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อเรื่องชาติหน้าหรือชีวิตหลังความตาย จึงให้ความสำคัญสูงสุดกับชีวิตนี้ ความสุขทางโลกหรือ “ประโยชน์ปัจจุบัน” จึงเป็นเรื่องใหญ่มาก ชีวิตทั้งชีวิตทุ่มเทให้กับการแสวงหาเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ และสถานะ ยิ่งกว่าการทำความดีหรือสร้างบุญกุศล
          ในบรรดาความสุขทางโลก สิ่งที่มาก่อนอื่นใดคือความสุขทางวัตถุหรือทางร่างกาย ดังนั้นควบคู่กับการแสวงหาวัตถุก็คือการหลงใหลในร่างกาย เพราะร่างกายไม่เพียงเป็นอุปกรณ์แสวงหาความสุข(ด้วยการกิน เที่ยว และมีเซ็กส์) เท่านั้น หากยังเป็นเครื่องมือแสวงหาปัจจัยแห่งความสุข (คืองานและเงิน) รวมทั้งเป็นที่มาแห่งความสุขโดยตัวมันเอง กล่าวคือเป็นสุขเพราะมีรูปร่างที่สวยงาม ได้มาตรฐาน จึงหมกมุ่นกับการตกแต่งและเปิดเผยทรวดทรงให้มากที่สุดแม้จะใส่ชุดนักศึกษาก็ ตาม
          เมื่อมีทัศนคติเช่นนี้ คนส่วนใหญ่จึงกลัวแก่เพราะจะทำให้ไม่ได้เสพสุขจากร่างกายอย่างเต็มที่ ยิ่งความตายแล้ว ไม่ต้องพูดถึง เพราะนั่นหมายถึงการไม่ได้เสพสุข จึงทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะความแก่และความตาย การเป็นอมตะจึงเป็นสุดยอดปรารถนาของคนปัจจุบัน แต่ในเมื่อหลีกความตายไม่พ้น ก็ขอให้มีชื่อเสียงดำรงคงอยู่ต่อไปหรือมีอนุสาวรีย์เป็นเครื่องสืบทอดตัวตน
          ด้วยเหตุนี้จึงเป็นธรรมดาที่สังคมปัจจุบันจะเน้นการสร้างความพรั่งพร้อมทาง วัตถุ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่างยิ่ง ในเมื่อไม่เชื่อสวรรค์ในชาติหน้า ก็สร้างสวรรค์ในชาตินี้เสียเลย แต่สิ่งที่ตามมาคือการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน พร้อมกันนั้นก็มีการเอาเปรียบและกดขี่ขูดรีดเพื่อนมนุษย์ จนต้องมีชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้นหิวโหย บังเกิดเป็นนรกขึ้นมาทั่วทุกมุมโลก
          มองในแง่นี้วัฒนธรรมความตายในปัจจุบันจึงเป็นปฏิปักษ์ต่อชีวิต นอกจากสร้างความทุกข์แก่สรรพชีวิตแล้ว ยังปิดโอกาสที่บุคคลจะเข้าถึงคุณค่าและสิ่งสุดสุดที่ชีวิตพึงเข้าถึง สิ่งที่ควรทำก็คือ ช่วยกันฟื้นฟูวัฒนธรรมความตายที่เกื้อกูลต่อชีวิต กล่าวคือส่งเสริมให้ผู้คนมีความเอื้ออาทรต่อสรรพชีวิต และช่วยให้ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง ปล่อยวางแทนที่จะติดยึดหรือมุ่งตักตวง เพื่อเข้าถึงสภาวะอันประเสริฐสุดที่ชีวิตเข้าถึงได้
          วัฒนธรรมความตายดังกล่าวก็คือ การมองความตายเป็นธรรมดาของชีวิต เห็นคุณค่าของการตายอย่างสงบ และรู้จักใช้ความตายให้เป็นโอกาสในการยกระดับทางจิตวิญญาณ โดยอยู่อย่างพร้อมจะตายทุกขณะ หรือดียิ่งกว่านั้นก็คือ เรียนรู้ที่จะ “ตายก่อนตาย” ดังคำของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ

*******
กิ่งธรรมจาก http://www.budnet.org/peacefuldeath/node/155

Sunday, October 30, 2011

ความสุขจากอิสรภาพทางปัญญา

ความสุขจากอิสรภาพทางปัญญา

พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตโต)
ตัดทอน จากหนังสือเรื่อง “รุ่งอรุณของการศึกษา
เบิกฟ้าแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน” 


        ภาวนาในพระพุทธศาสนามี ๔ อย่าง แต่ในที่นี้ จะไม่เอามาอธิบาย เพราะได้อธิบายไว้แล้วในหนังสือหลายเล่ม แสดงไว้แต่หัวข้อว่า ในพระพุทธศาสนาท่านจำแนกไว้ว่า คนเรานี้จะต้องภาวนา ๔ ด้าน คือ
        ๑. พัฒนาด้านกาย เรียกว่า กายภาวนา
        ๒. พัฒนาด้านศีล เรียกว่า ศีลภาวนา
        ๓. พัฒนาด้านจิต เรียกว่า จิตภาวนา
        ๔. พัฒนาด้านปัญญา เรียกว่า ปัญญาภาวนา 

       เป็นเรื่องที่แปลกที่ว่า ภาวนานี้เป็นของเก่ามาก แต่จำเพาะมาใกล้กันมากกับ development ๔ อย่าง ของวงการการศึกษาสมัยใหม่ ซึ่งกล่าวถึงการพัฒนาที่แปลจากของฝรั่งว่า development ๔ ด้าน หรือ growth ๔  ด้าน คือ
        ๑.Physical development        พัฒนาทางกาย
        ๒.Social development           พัฒนาการทางสังคม
        ๓.Emotional development      พัฒนาการทางอารมณ์
        ๔.Intellectual development   พัฒนาการทางปัญญา

       เรื่องนี้เราพูดกันมาหลายสิบปีแล้ว แต่ไม่เคยพูดถึงภาวนา ๔ อย่างในพระพุทธศาสนา คำว่า ภาวนานี่ ให้ไปดู dictionary ภาษาบาลี-อังกฤษ เขาแปลเป็น development ทั้งนั้น ภาวนาเราแปลว่าพัฒนา ฝรั่งแปลว่า development ตรงกันเลย แล้วภาวนาก็มี ๔ development ก็มี ๔ ตรงกันอีก คือ
        ๑.พัฒนากาย  หรือพัฒนาทางกาย ได้แก่ Physical development ตรงกับ กายภาวนา
        ๒.พัฒนาศีล หรือพัฒนาทางสังคม ได้บอกแล้วว่า ศีลคือการอยู่ร่วมสังคมโดยไม่เบียดเบียนกัน     แต่มีชีวิตที่เกื้อกูลต่อกัน และมีวินัยจึงได้แก่ Social development ตรงกับ ศีลภาวนา
        ๓.พัฒนาจิตใจ หรือพัฒนาทางอารมณ์ เรื่องอารมณ์ที่เพี้ยนมาในภาษาไทยปัจจุบัน ก็คือเรื่องของจิตใจนั่นเอง พัฒนาด้านนี้ จึงได้แก่ Emotional development ตรงกับ จิตภาวนา
        ๔.พัฒนาปัญญา หรือพัฒนาการทางปัญญา ได้แก่ Intellectual development ตรงกับ ปัญญาภาวนา

       พัฒนาสี่ด้าน แต่โยงกันเป็นระบบอันเดียว
        เป็นอันว่า ภาวนา ๔ กับ development ก็ตรงกันหมด แต่ความหมายมีนัยที่แยกกัน ต่างกัน กว้างกว่ากัน หรือลึกกว่ากันบ้าง คือ
        กายภาวนา พระพุทธศาสนาไม่เน้นที่การทำให้ร่างกายเติบโตแข็งแรง แต่ถือว่าการกินอาหารให้ได้คุณค่า กินพอดี ด้วยความรู้จักประมาณ ให้ร่างกายอยู่ผาสุก มีสุขภาพดี เป็นฐานให้การพัฒนาด้านอื่นๆ ต่อไป
        การมีร่างกายที่ระบบภายในต่างๆ ทำงานเรียบร้อยดี ท่านเรียกว่าเป็น ปธานิยังคะ อย่างหนึ่ง คือเป็นองค์หนึ่งของสภาพชีวิตที่เหมาะแก่การใช้ความเพียรพยายามในการพัฒนา ชีวิต แต่การพัฒนากายไม่ใช่แค่นั้น การพัฒนากายนี่ ท่านเน้นที่อะไร
        การที่เราดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ ส่วนของร่างกายที่สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมในการดำรงอยู่ ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น และประสาทกาย ที่เรียกว่าอินทรีย์ ฉะนั้น การพัฒนากาย ในพระพุทธศาสนาจึงเน้นไปที่การพัฒนาอินทรีย์ ในการสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ให้ใช้งานได้ดี เกิดประโยชน์สูงสุด มีผลในทางส่งเสริมคุณภาพชีวิต เช่นพัฒนาการใช้ตาให้ดูเป็น พัฒนาการใช้หูให้ฟังเป็น ฯลฯ การพัฒนากาย จะต้องไม่ลืมเรื่องนี้
        การพัฒนาอินทรีย์ คือ การฝึกใช้อินทรีย์ให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิต ไม่ใช่ใช้อินทรีย์ให้เกิดโทษ ฉะนั้น การศึกษาจะต้องมีกายภาวนา ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเพียงฝึกให้ร่างกายเติบโต แข็งแรง มีสุขภาพดีเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาให้ใช้อินทรีย์เป็น นอกจากนั้น การพัฒนาทักษะต่างๆ ในทางอาชีพ ก็รวมอยู่ในข้อนี้ด้วย แต่ที่เป็นแกนกลางก็คือการพัฒนาที่เป็นอินทรีย์นี้ จนพูดได้ว่า การพัฒนากายก็คือการพัฒนาอินทรีย์
        ส่วน ศีลภาวนา ที่ว่าเป็นการพัฒนาทางสังคมนั้น ไม่มุ่งแต่การอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดีโดยไม่เบียดเบียนกันเท่านั้น แต่มุ่งถึงการฝึกอบรมกายวาจา ให้เป็นฐานในการพัฒนาจิตต่อด้วย กล่าวคือการฝึกอบรม ให้รู้จักควบคุมตนในเรื่องกาย วาจานั้น เริ่มด้วยการไม่เบียดเบียนผู้อื่น ให้อยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้ดี เป็นไปในทางที่เกื้อกูลต่อกันในสังคม อันนี้เป็นศีลขั้นพื้นฐาน แต่นอกเหนือจากนั้น ยังมีการศึกษาอบรมกายวาจาให้ประณีตยิ่งขึ้นไปอีก โดยที่ความสามารถในการฝึกพฤติกรรมทางกายวาจาของตนนั้น จะเป็นฐานแก่การพัฒนาจิตใจต่อไปด้วย
        เมื่อเรารู้จักควบคุมฝึกหัดกายและวาจาของเรา เราจะได้ฝึกฝนพัฒนาจิตใจพร้อมไปด้วย มันจะส่งผลต่อกันตามหลักปัจจัยสัมพันธ์ หมายความว่าภาวนา ๔ ด้านนี้ จะต้องโยงเป็นระบบเดียวกัน ไม่ใช่แยกเป็นด้านๆ ไม่ใช่เป็นความคิดแบบ reductionist เพราะพวกนั้นแยกแล้วไม่โยง คือแยกภาวนา หรือพัฒนา ๔ ด้าน แยกออกไปได้หมด แต่ไม่ได้ดูว่า ๔ ด้านนั้น สัมพันธ์กันอย่างไร ทางที่ถูกต้องโยงด้วยว่า ๔ ด้านนี้เกื้อกูลและอาศัยกันอย่างไรอีกที แยกแล้วต้องโยงด้วย
         ทางด้านการพัฒนาจิตใจก็ต้องโยงว่า เมื่อพัฒนาจิตใจดี ก็ส่งผลดีออกมาต่อร่างกาย เช่น ใจไม่โกรธไม่เครียด ช่วยให้มีสุขภาพดีและมีผลในการสัมพันธ์หรือในการอยู่ร่วมสังคมด้วย ทำให้การสัมพันธ์กับโลก และสภาพแวดล้อมภายนอกพลอยดีไปด้วย และการพัฒนาจิตใจนั้น เช่น เมื่อมีสมาธิ ใจไม่ว้าวุ่นสับสน ก็เป็นฐานให้แก่การพัฒนาปัญญาต่อไป
        เมื่อพัฒนาปัญญาดีแล้ว ก็ทำให้จิตใจเป็นอิสระ เพราะรู้ว่าจะทำจะปฏิบัติต่ออะไรอย่างไร แก้ไขข้อติดขัดขจัดปัญหา หายอึดอัดหลุดโล่งไปได้ ตลอดจนรู้เท่าทันชีวิตและโลกตามเป็นจริง รู้เท่าทันเหตุปัจจัย มีอะไรเกิดขึ้นก็รู้จักมองตามเหตุปัจจัย ก็ไม่มีอะไร มาบีบคั้นตัว อย่างน้อยก็ไม่ค่อยมีการกระทบกระแทก เพราะทำตามปัญญา ไม่ใช่ทำตามใจอยาก
        การพัฒนาปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนานี้ จะใช้คำว่า intellectual ก็ไม่ค่อยตรง เพราะคำว่า  intellectual  เน้นไปที่ความคิดเหตุผล ซึ่งเป็นเพียงขั้นหนึ่งหรือด้านหนึ่งของปัญญา
ปัญญาในพระพุทธศาสนา มีอยู่หลายขั้น เริ่มตั้งแต่การรู้จักรับ รู้ประสบการณ์ให้ตรงตามเป็นจริง การคิดตามเป็นจริง โดยไม่ถูกครอบงำด้วยอคติ หรือโลภะ โทสะ โมหะ จนถึงความรู้ความเข้าใจโลกและชีวิตตามเป็นจริง ที่ทำให้มีจิตใจเป็นอิสระ ด้วยเหตุนี้ ปัญญาภาวนาอาจจะต้องใช้คำว่า wisdom development
        ภาวนา ๔ นี้เป็นหลักสำคัญอีกชุดหนึ่ง ขอพูดโดยรวบรัดว่า ภาวนาหรือพัฒนานี่  แสดงถึงหนทางในการพัฒนาคน เมื่อพูดแยกเป็นแง่ด้านต่างๆ แล้ว ก็ต้องเอามาโยงเข้าด้วยกันให้เป็นภาพรวมอันหนึ่งอันเดียวกันอีกที
       จุดหมายของการศึกษา คือ จุดหมายของชีวิต
        การพัฒนาสู่อิสรภาพ ผ่านจุดหมายหลายระดับ
        ต่อไปก็จะต้องมีเรื่องจุดหมายในการพัฒนาคน ซึ่งเป็นจุดหมายของการศึกษา ซึ่งพูดสั้นๆ ได้ว่า จุดหมายนั้นก็คือ การพัฒนาตนของแต่ละคนให้เข้าถึง อัตถะ คือเข้าถึงจุดมุ่งหมายของชีวิตในระดับต่างๆ คือ
        ๑. เริ่มด้วยชีวิตระดับรูปธรรม หรือชีวิตด้านนอก ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตามองเห็น เช่นให้พึ่งตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ ให้พึ่งตนได้ในทางสังคม โดยอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดี มีความเจริญก้าวหน้าในสังคม มีฐานะตำแหน่งเป็นที่ยอมรับนับถือ เป็นต้น  ซึ่งเป็นขั้นที่ทางพระเรียกว่า ทิฏฐธัมมิกัตถะ คือประโยชน์ที่ตามองเห็น อันเป็นประโยชน์ในขั้นของจุดหมายสามัญ เป็นอิสรภาพของชีวิตด้านนอก หรืออิสรภาพทางกายภาพและทางสังคม  ขั้นนี้แม้จะสำคัญ แต่ไม่เพียงพอ ถ้ามีได้เพียงขั้นนี้ ไม่มีขั้นที่ ๒ จะไม่ปลอดภัย
        ๒. ต้องเข้าถึงจุดหมายในทางชีวิตจิตใจที่ลึกซึ้งลงไป คือมีจิตใจที่ดีงาม เชื่อมั่นในความดีและการกระทำสิ่งที่ถูกต้องดีงาม มีคุณธรรมและรู้จักเสียสละสร้างสรรค์ทำประโยชน์ต่างๆ มีปัญญากอปรด้วยวิจารณญาณ ซึ่งทำให้เกิดความมั่นใจและความสุขในบุญกุศล หรือการมีชีวิตที่มีคุณค่า ซึ่งเรียกว่า สัมปรายิกัตถะ คือ ประโยชน์ที่ล้ำเลยจากที่ตามองเห็น เป็นอิสรภาพของชีวิตด้านใน ที่ปลอดพ้นจากความชั่วร้ายตกต่ำ และความทุกข์ที่ร้ายแรงขั้นที่เรียกว่าตกอบาย
        ๓. สุดท้ายคือ ปรมัตถะ แปลว่า ประโยชน์สูงสุด คือถึงขั้นที่มีจิตใจเป็นอิสระด้วยปัญญาที่รู้ความจริง อย่างที่เรียกว่ารู้แจ้งสังขารหรือรู้เท่าทันโลกและชีวิต ไม่ตกเป็นทาสของสิ่งทั้งหลาย ไม่หวั่นไหวตามความเป็นไปภายนอก เป็นภาวะเต็มอิ่มสัมบูรณ์ ซึ่งมีแต่ความสุขที่โปร่งเบา ไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพขั้นสูงสุดหรือขั้นสุดท้าย ที่ความเป็นอิสระของชีวิตจิตใจถึงขั้นเป็นภาวะเด็ดขาดสิ้นเชิง เพราะปัญญากำจัดเหตุปัจจัยแห่งความติดข้องของจิตหมดสิ้นแล้ว

        แม้แต่ความสุขก็แบ่งได้เป็นหลายประเภท หลายระดับ เช่นที่แบ่งอย่างง่ายๆ ว่า ความสุขของมนุษย์แยกออกเป็น ๒ แบบ คือ
        ๑. สามิสสุข ความสุขที่อาศัยอามิส และ
        ๒. นิรามิสสุข ความสุขที่ไม่อาศัยอามิส
        สำหรับคนธรรมดาทั่วๆ ไปที่ยังมีจิตใจไม่เป็นอิสระ ไม่ถึงปรมัตถ์ ก็ต้องอาศัยสิ่งภายนอกมา  เป็นปัจจัยช่วยให้ได้รับความสุข ความสุขของเขาขึ้นต่อวัตถุ ต้องอาศัยสิ่งบำรุงบำเรอ หรือแหล่งความสุขจากภายนอก ถ้าไม่มีอะไรภายนอกมาช่วยให้ได้เสพได้บริโภค เป็นต้น ก็เป็นทุกข์ ไม่สบาย ไร้ความสุข อย่างนี้เรียกว่ามีแต่สามิสสุข พูดสั้นๆ ว่า ความสุขที่ยังพึ่งพาวัตถุ

        แต่ถ้าได้พัฒนาตนขึ้นไปถึงปรมัตถ์แล้ว หรือแม้แต่ในแนวทางของปรมัตถ์ ก็จะมีนิรามิสสุข สุขที่ไม่ต้องอิงอาศัยอามิส ไม่ต้องขึ้นต่อสิ่งภายนอก มีความสุขได้โดยลำพังตัว เป็นตัวของตัวเอง เป็นความสุขแบบอิสระ เป็นการพึ่งตัวเองได้ด้วยความมีอิสรภาพทางจิตทางปัญญา
       การพึ่งตนได้ ก็มีหลายขั้นเป็นระดับๆ ขึ้นมา เริ่มแต่พึ่งตนได้ทางรูปธรรม ไม่ต้องขึ้นต่อผู้อื่นในด้านวัตถุภายนอก ในทางสังคม ในทางจิตใจ จนถึงพึ่งตนเองได้ในทางปัญญา จึงเข้าถึงอิสรภาพอย่างแท้จริง
       รวมความว่า การพึ่งตนได้ก็คือ อิสรภาพในระดับต่างๆ จนถึงอิสรภาพสูงสุด ทั้งหมดนี้จึงกลับเข้าสู่หลักข้างต้น ที่ว่า
        ๑. รู้ความจริงของสิ่งทั้งหลาย เข้าถึง สัจธรรม
        ๒. จึงดำเนินชีวิต หรือปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายได้สอดคล้องกับหลักความจริง เป็นผู้มี จริยธรรม
        ๓. จึงสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ ไร้ทุกข์ เกิดมี อิสรภาพ
       เรื่อง อัตถะ คือจุดหมายของชีวิต ๓ ขั้น ตามอธิบายในที่นี้ อาจจะเยิ่นเย้อจับความยากไปบ้าง และยังไม่มีเวลาปรับปรุงคำอธิบายนี้ ผู้ที่ต้องการคำอธิบายที่กะทัดรัด พึงดูในหนังสือ วินัยชาวพุทธ หน้า ๙ – ๑๐ หรือ ธรรมนูญชีวิต หน้า ๘ - ๙
 
 *******
กิ่งธรรมจาก http://www.budnet.org

Friday, October 28, 2011

จงเอาชนะความรุนแรงด้วยการไม่เคียดแค้นชิงชัง


จงเอาชนะความรุนแรงด้วยการไม่เคียดแค้นชิงชัง
โดย พระไพศาล วิสาโล  
จาก ฅ คน Magazine
ฉบับเฉพาะกิจ ก้าวข้ามความเกลียดชัง



       ในท่ามกลางความหดหู่ สิ้นหวัง และยังไม่อาจมองเห็นทางออก สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ถามพระไพศาล วิสาโล ถึงวิธีการออกจากความทุกข์ ทุกข์แห่งความขัดแย้งรุนแรง และนี่คือคำตอบ... 
       ในความรู้สึกหดหู่ ห่อเหี่ยวนั้น ก็สืบเนื่องมาจากการที่เห็นคนไทยทำลายล้างกัน ฆ่ากัน แตกแยกกันอย่างขนานใหญ่ ในแง่นี้อาตมาเชื่อว่า ถ้าเรามองไปยังอดีต สังคมไทยก็เคยผ่านเหตุการณ์คล้ายๆ แบบนี้มาแล้ว และเราก็สามารถก้าวข้ามพ้นไปได้ อย่างเช่นเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 อาตมาเชื่อว่า ภาพนักศึกษาถูกฆ่าที่ธรรมศาสตร์ ที่สนามหลวง สั่นสะเทือนความรู้สึก มันหดหู่ หมดศรัทธาในมนุษย์ หมดศรัทธาในคนไทยด้วยกัน หลังจากนั้น 2-3 ปี ก็ดีขึ้นใหม่ แล้วก็มีความหวังขึ้น
       ถ้าเราเอาประวัติศาสตร์เป็นบทเรียน อาตมาเชื่อว่า เราจะต้องข้ามความหดหู่ เศร้าหมอง ขอเพียงแต่เรามีศรัทธาในอนาคต ศรัทธาในความดีที่ยังมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน ในคนไทย .... แม้ว่าจะมีความพลั้งพลาดพลั้งเผลอไปบ้าง ความจริงแล้วความหดหู่เศร้าหมองนี้ อาจจะยังไม่น่ากลัวเท่าความเคียดแค้นชิงชัง ... ความหดหู่ เป็นเพียงความรู้สึกว่า เราไม่อยากจะทำอะไร หมดเรี่ยวหมดแรง เพราะไม่มีศรัทธาอะไรเลย แต่ก็ไม่ร้ายเท่ากับความโกรธเกลียดเคียดแค้นพยาบาท ....
       เมื่อเรามีความโกรธเกลียดเคียดแค้น เราอยากจะทำอะไรบางอย่าง อยากจะแก้แค้น อยากจะตอบโต้ และก็มักจะนำไปสู่ความรุนแรงที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม อาตมารู้สึกว่า น่ากลัวกว่าความหดหู่เศร้าหมอง
       ความโกรธเกลียดเคียดแค้นเป็นสิ่งที่จะต้องรีบจัดการเยียวยาให้ได้ เพราะว่าเมื่อเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นในใจ มันทำร้ายจิตใจเราเป็นคนแรก แล้วคนอื่นก็จะพลอยได้รับโทษภัยจากความรู้สึกนี้ตามมา เริ่มจากคนใกล้ตัวเราไปถึงคนที่เรามองว่าเขาเป็นศัตรู เขาไม่ใช่พวกเรา เขาเป็นตัวการที่ทำให้เราสูญเสียเจ็บปวด
        ปัญหาคือว่า ตอนนี้ทุกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองถูกกระทำ ทุกฝ่ายมีความเจ็บปวดรวดร้าว แต่อาตมาเชื่อเลยว่า ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดงหรือไม่ใช่คนเสื้อแดงล้วนเจ็บปวดทั้งนั้น เคียดแค้น เพราะรู้สึกว่าตัวเองถูกกระทำ ฝ่าย นปช. ก็รู้สึกว่าตัวเองสูญเสียเพื่อนของเขา เพื่อนเขาถูกยิงในสมรภูมิ บางคนอาจจะมีแค่มือเปล่า บางคนไปช่วยเพื่อนที่กำลังล้มแล้วถูกยิง คนที่ถูกยิงขณะที่ไปช่วยพยาบาลคนเจ็บป่วยมีเยอะมาก ซึ่งเราไม่ทราบ และตอนนี้ ก็คงจะไม่พูดว่าเป็นใครที่ยิง แต่ฝ่าย นปช. คนเสื้อแดงที่เขารู้สึกว่าเพื่อนเขาที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอาวุธ แต่ว่าต้องตายไป นี่คือความรู้สึกว่า เขาถูกกระทำ แต่ว่าคนที่ไม่ใช่เสื้อแดงเขาก็รู้สึกว่า เขาถูกกระทำเหมือนกัน ... ตลอด 2 เดือน เขารู้สึกว่า เดือดร้อน เสร็จแล้วก็ลงเอยด้วยทรัพย์สินของเขาสูญไปหมด ทำมาหากินไม่ได้ บางคนก็รู้สึกว่า เจ็บปวดเคียดแค้นที่คนรักต้องตาย บางคน ก็ไม่ได้เป็นคนเสื้อแดงแต่ว่าก็ตาย ตายไปกับเหตุการณ์ ตายไปเพราะไม่รู้อีโหน่อีเหน่ อย่างเช่น ลูกของเพื่อนอาตมา ก็เสียชีวิตไป เขาเคยเป็นการ์ดพันธมิตร คราวนี้ เพียงแต่เขาไปอยู่ในเหตุการณ์ แล้วเขาก็ถูกลูกหลงตาย คนเหล่านี้ต้องเจ็บปวดเคียดแค้นว่า ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่า ตัวเองสูญเสียเจ็บปวด เป็นฝ่ายถูกกระทำ อาตมาคิดว่า ต้องมาช่วยกันเยียวยาสมานแผลความเจ็บปวดความเคียดแค้นนี้ให้ได้
       สังเกตว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นกลางเมือง มักจะเกิดขึ้นทุกๆ 20 ปี 6 ตุลาคม 2519 เสร็จแล้วก็พฤษภา 2535 มันก็ประมาณ 16 -17 ปี นับจากพฤษภา 2535 มาถึง พ.ศ. นี้ ก็ 18 ปี เป็นเจเนอเรชันหนึ่ง อาตมาก็ยังมีความรู้สึกว่า เป็นเพราะเราหลงลืม ตอนพฤษภาทมิฬคนจำนวนไม่น้อยหลงลืมเหตุการณ์ 6 ตุลา ซึ่งผ่านไปไม่นานนัก คือไม่ถึง 20 ปี แล้วมาถึงตอนนี้ยิ่งไม่ตระหนักเลยว่า เราเคยผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา และพฤษภาทมิฬมาแล้ว หลายคนไม่ตระหนัก
      6 ตุลาเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดมากว่า เมื่อคนเรายึดติดในอุดมการณ์แล้วทำลายล้างกันได้ คนธรรมดามือเปล่าๆ สามารถที่จะเผานักศึกษาทั้งเป็นได้ เพราะอะไร เพราะความโกรธเกลียด เพราะความเชื่อมั่นในความถูกต้องว่า ฉันถูก แกผิด และความรู้สึกนี้ ก็เกิดขึ้นอีกในช่วงที่ผ่านมา 1-2 เดือนนี้
       อาตมาเชื่อในคำอธิบายนี้ ข้อหนึ่งก็คือ เราหลงลืม คนไทยเรามักจะพูดแต่เรื่องการให้อภัย ให้อภัยด้วยการลืม
        เราไม่มีอนุสรณ์สถานของ 6 ตุลา 2519 เพื่อที่จะเตือนใจว่า เราเคยผ่านการทำลายล้างกันแบบนี้มาแล้ว และตอนนั้นก็เกือบจะนำพาเมืองไทยสู่สงครามกลางเมือง เพราะว่ามีนักศึกษาประชาชนจำนวนเป็นพันๆ เข้าป่าจับอาวุธ สู้รบกับทหาร ก็ตายกันไปเยอะ ตายกันเป็นร้อยเป็นพัน เจ็บกันทั้งสองฝ่าย แต่ในที่สุดเราก็กลับมาได้ เรียนรู้ว่า การฆ่ากันไม่มีประโยชน์
      สำหรับกรณีนี้ มันก็ให้ความหวังแก่เราว่า ครั้งหนึ่ งเมืองไทยเราเคยจะทำสงครามกลางเมืองกันมาแล้ว แต่ว่าเราเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เจ็บปวดว่า ความรุนแรง ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ทหารก็รู้ว่า ถ้าใช้ความรุนแรงปราบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ มันจะยิ่งเพิ่มขึ้น เขาก็เลยใช้วิธีเอาชนะใจเขาดีกว่า ด้วยการเปิดโอกาสให้กลับมาเป็นผู้ร่วมอาสาพัฒนาบ้านเมือง ตรงนี้ได้ให้ทั้งความหวังกับเราว่า ครั้งหนึ่งเมืองไทยเราเกือบจะเกิดสงครามกลางเมือง แต่เราก็ผ่านมาได้ อาตมาจึงมองว่า ยังมีความหวังว่าวันที่มืดมิดในขณะนี้ สักวันหนึ่ง มีโอกาสที่ฟ้าจะสางขึ้น ถ้าดูจากบนเรียนในประวัติศาสตร์
       ขณะเดียวกัน บทเรียนนั้นก็ทำให้เราเห็นว่า เมื่อต่างฝ่ายต่างยึดมั่นในความถูกต้องแล้ว ไม่ยอมถอย ก็จะเกิดการสูญเสียขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ อาตมาก็ยังเป็นห่วง เพราะว่าฝ่ายที่ต้องการเรียกร้องให้ปราบปรามคนเสื้อแดงก็ยังมีอยู่มาก ให้จัดการกับเขาด้วยวิธีอะไรก็ได้ ซึ่งการทำแบบนี้ มันก็จะนำไปสู่การผลักดันให้เขาเป็นปฏิปักษ์กับส่วนที่เหลือในสังคมไทยมาก ขึ้น แล้วก็จะไม่มีทางที่จะคืนดีกันได้ พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า เรามองข้ามกระบวนการ ยุติธรรมนะ กระบวนการยุติธรรมก็ควรจะทำไป แล้วก็สำคัญด้วย การทำความจริงให้ปรากฏว่า ใครที่ทำผิด ใครที่รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะต้องนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่ไหนๆ เขาก็ใช้วิธีนี้ กระบวนการยุติธรรม จะช่วยเยียวยาจิตใจของผู้คนได้ แต่เราจะเข้าใจเรื่องนี้ได้เราต้องไม่ลืมบทเรียนจากอดีต เป็นเรื่องที่เราจะต้องหันมาเรียนรู้กันใหม่ ความเข้าใจที่ว่า เราลืมๆ กันไปเถิด แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง คงไม่ใช่ ต้องกลับมาเรียนรู้เหตุการณ์ที่ผ่านมา ให้อภัยก็ดีแล้ว แต่ว่าต้องไม่ลืม ภาษาฝรั่งเขามีว่า forgive but not forget
      คุณูปการของ 6 ตุลา ก็คือทำให้เราไม่เกิดการนองเลือดในช่วงเดือนแรก ในช่วง 45 วันแรกของการชุมนุมนปช. มีคนเตือนว่า อย่าทำ ! อย่าทำ ! เพราะว่ามันเคยเกิดเหตุการณ์แบบ 6 ตุลา มาแล้ว 14 ตุลา ก็เช่นเดียวกัน พฤษภาทมิฬก็เช่นเดียวกัน แต่คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เรียนรู้จากอดีต ก็เรียกร้องให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงสลายฝูงชน และในที่สุดเราก็ไม่สามารถจะทัดทานเสียงเรียกร้องอย่างนี้ได้ เราไม่พูดว่าใครผิดใครถูก เพราะว่า นปช. เองก็คงจะมีส่วนด้วยเหมือนกัน รัฐบาลก็อาจจะอยู่ในภาวะที่ถูกกดดันให้ต้องใช้วิธีการเหล่านี้ แต่อาตมาคิดว่า ถ้าสังคมไทยได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ 6 ตุลา เราจะไม่มีวันนี้อีก
      คนไทยมักจะมองว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องตัวบุคคล การที่ขบวนการเสื้อแดงขยายตัวมากขึ้นก็เพราะว่าคุณทักษิณ ขณะที่คนเสื้อแดงก็มองว่า ปัญหาของระบบอำมาตย์ทั้งหมดอยู่ที่พล.อ.เปรม คือคนเรามักจะมองปัญหาในแง่ตัวบุคคล เหมือนกับกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็มองว่าที่เกิดเรื่องวุ่นวายนี้เป็นเพราะว่าผู้ก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน ซึ่งมีอยู่ไม่กี่คน อาจจะรวมถึงพวกผู้มีอิทธิพลที่ค้าของหนีภาษีอะไรต่างๆ เราไม่เคยมองให้เห็นถึงรากเหง้าปัญหาที่ดึงคนจำนวนนับล้านๆ ให้มาสนับสนุนคนกลุ่มที่อาตมาพูดถึง
       กรณีความรุนแรงในกรุงเทพฯ มันเป็นเรื่องที่เชื่อมต่อ หรือเป็นเรื่องเดียวกันกับกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องเดียวกัน หรือเป็นเรื่องที่สืบเนื่อง ทั้งๆ ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มีเรื่องของชาติพันธุ์ เรื่องของศาสนา ที่อาจจะไม่มีอะไรเหมือนกับ 73 จังหวัดที่เหลือ หรือในกรุงเทพฯ เลย แต่มันมีสองอย่างที่เหมือนกัน ที่ทำให้เกิดความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วก็ที่กรุงเทพฯ แล้วก็ในหลายจังหวัด ขณะนี้
       กอส. เคยศึกษาเรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาพูดว่า ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ... จริงอยู่ ... ที่มีขบวนการก่อการร้าย แต่ที่ขบวนการก่อการร้ายเติบใหญ่เข้มแข็งก็เพราะว่า มันมีรากเหง้าอยู่สองตัว หนึ่ง ความยากจน สอง ความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ ถ้าแก้สองปัญหานี้ได้ ขบวนการก่อการร้ายที่มีคนไม่กี่คนจะไม่มีกำลังพอ จะไม่ขยายตัว จะไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนจนกระทั่งว่า ยิงใครไปแล้วก็ลอยนวล เพราะประชาชนไม่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ
       สองข้อนี้ ไปสอดคล้องกับกรณีที่คนเสื้อแดงบอกว่า มันมีความไม่เป็นธรรม สองมาตรฐาน ต้องเติมข้อหนึ่งว่า มันมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจด้วย เราจะต้องมองให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหาว่า เป็นเรื่องโครงสร้าง เพราะว่าในกรณีคนเสื้อแดง ถ้าไม่มีสองอันนี้ คุณทักษิณจะไม่มีทางเป็นนักการเมืองที่ได้รับความนิยมอย่างที่ไม่เคยมีมา ก่อน เพราะคุณทักษิณสามารถทำให้ประชาชนที่เขารู้สึกว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม เขายากจน รู้สึกเงยหน้าอ้าปากขึ้นมาได้ ถ้าเขามีเครือข่ายกับพรรคไทยรักไทยแล้ว ส.ส. ก็จะคุ้มครองเขาจากการเอาเปรียบของเจ้าหน้าที่รัฐ คนที่เป็นหัวคะแนน นายอำเภอ ตำรวจไม่กล้ายุ่ง เพราะว่าสามารถต่อสายไปยัง ส.ส. จนถึงรัฐมนตรีฯ ซึ่งสามารถสั่งย้ายนายอำเภอ หรือแม้กระทั่งผู้ว่าฯ ได้
       ความรู้สึกแบบนี้ ทำให้คนเทใจไปที่พรรคไทยรักไทย และคุณทักษิณ เพราะมันมีเชื้อของมันอยู่ คือว่าเขารู้สึกไม่มีความเป็นธรรม เขาถูกรังแกจากเจ้าหน้าที่รัฐ สังคมมีความเหลื่อมล้ำ เขายากจนแล้วมีโครงการสามสิบบาทจากคุณทักษิณให้มา เขาก็ยิ่งมีความสุข ทั้งๆ ที่สิ่งที่คุณทักษิณให้กับประชาชนมันน้อยกว่าสิ่งที่เขาแบ่งปันให้กับเครือ ข่าย อาจจะรวมถึงครอบครัวของตัวด้วยซ้ำ แต่นั่นเราไม่ลงรายละเอียด แต่ชาวบ้านเนื่องจากเขาเคยถูกละเลย เขายากจน แต่พอมีนโยบายประชานิยม เขาก็ชื่นชมและเทิดทูนในทักษิณ อันนี้ คือมันมีสาเหตุรากเหง้าในเชิงโครงสร้างที่ทำให้คนอย่างคุณทักษิณสามารถที่จะ เป็นศูนย์รวมของขบวนการ นปช. หรือสามารถทำให้แกนนำ นปช. รวบรวมคนได้มากมายทั้งประเทศ อาตมาคิดว่าถ้าไม่แก้ปัญหานี้ แม้จะจัดการกับคุณทักษิณได้ แม้คุณทักษิณจะมีอันเป็นไปในวันข้างหน้า มันก็จะยังมีนักการเมืองแบบคุณทักษิณสามารถที่จะดึงประชาชนเข้ามาร่วมขบวน การและต่อสู้เพื่อเรียกร้องอย่างที่ นปช. ได้ทำมาแล้ว
       ตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้ปัญญามองให้ถึง ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยมองไปไม่ถึงตรงนี้ คือไปติดแค่ตัวบุคคล คือคุณทักษิณ หรือเวลามองสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มองไปติดแค่ผู้ก่อการร้ายหรือผู้ก่อ ความไม่สงบไม่กี่คน แต่ไม่เห็นถึงรากเหง้าของปัญหา ทั้งๆ ที่จะว่าไปแล้วมันเหมือนกับภูเขาน้ำแข็ง ภูเขาน้ำแข็งเราเห็นแต่ยอด แต่เราไม่เห็นข้างล่างซึ่งมันมีถึง 10 ส่วนของส่วนที่อยู่เหนือน้ำขึ้นมา
        กรณี นปช. เราเห็นแต่คุณทักษิณอยู่ข้างบน แต่เราไม่เห็นถึงรากเหง้าของปัญหาที่เป็นโครงสร้างที่ไม่ยุติธรรม ซึ่งมันอยู่ข้างใต้ ที่มองไม่เห็นเพราะมันเป็นนามธรรม เพราะฉะนั้นอาตมาคิดว่าต้องใช้ปัญญาที่จะช่วยกันมองให้เห็น แล้วก็พากันขับเคลื่อนสังคมไทยให้มีการปฏิรูป ให้มีการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เรื่องภาษีที่ดินแบบก้าวหน้า เรื่องภาษีมรดก เรื่องปฎิรูปที่ดิน ก็ต้องทำ อย่าขัดขวาง เพราะถ้าขัดขวางมันจะไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาอย่างที่ว่าได้ และถ้าเราแก้ปัญหานี้ไม่ได้ มันก็จะเกิดกรณีปะทะขึ้นมาใหม่ อาจจะไม่ใช่ลักษณะของ นปช. กับรัฐบาล แต่อาจจะมาในลักษณะใหม่ เหมือนคนป่วย ถ้าภูมิต้านทานอ่อนแอ มันก็จะมีโรคต่างๆ เดี๋ยวเป็นโรคนี้ บ้างโรคนั้นบ้าง ถ้าเรารักษาตามอาการ อาการนั้นหาย แต่โรคใหม่ก็เกิดขึ้นอีก
       ถ้าจะอธิบาย อาตมาว่ามันก็เป็นผลพวงของสังคมไทยที่มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะสังคมที่มีช่องว่างทั้งในแนวดิ่ง คือความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การแบ่งชนชั้น ... ขอใช้ความหมายนี้นะ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สถานภาพที่แตกต่างกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น .... ซึ่งอันนี้มีมาก่อนที่จะเกิดโลกาภิวัตน์ ช่องว่างทางเศรษฐกิจมีมาก่อน แต่ทีนี้พอโลกาภิวัตน์มันเข้ามา ก็ทำให้เกิดความแตกต่างในแนวระนาบ ชนชั้นกลางด้วยกันก็มีความเห็นไม่เหมือนกัน เพราะว่าดูสื่อคนละช่อง ดูโทรทัศน์คนละช่อง หรือว่ามีวิธีคิดคนละแบบ ความหลากหลายมันเป็นสภาวะที่สังคม เกิดแตกตัวเป็นกลุ่มย่อยๆ แม้กระทั่งคนในบ้านเดียวกัน พ่อแม่ลูกก็คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว หรือลูกซึ่งเป็นผู้หญิงกับผู้ชายก็มีความเห็นที่แตกต่างกันมาก ยังไม่พูดถึงคนที่อยู่ในซอยเดียวกัน บ้านอยู่ในซอยเดียวกันก็ยังมีความหลากหลาย อันนี้แสดงให้เห็นว่า ทำไมในบ้านเดียวกันมีทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อขาว มันเป็นความหลากหลายในแนวระนาบ เมื่อผสมกับความเหลื่อมล้ำหรือช่องว่างในแนวดิ่ง คือรวยกับจน สูงกับต่ำ ก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ได้ง่าย ทวีความซับซ้อน และเกิดความแตกต่างจนคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง และยิ่งทุกฝ่ายเชื่อว่า ตัวเองถูก อีกฝ่ายหนึ่งผิด มีเหตุผลรองรับ อีกฝ่ายหนึ่งเอาศีลธรรมมาเป็นหลักว่า ฉันอยู่ฝ่ายศีลธรรม ใช้วาทกรรมเรื่องคุณธรรม จริยธรรม เช่น พวกคุณทักษิณแกไม่มีคุณธรรม คอร์รัปชัน นักการเมืองซื้อเสียง นปช. รับเงินเขามา ใช้วาทกรรมเรื่องคุณธรรม อีกฝ่ายหนึ่งใช้วาทกรรมเรื่องประชาธิปไตย เรื่องสิทธิ สังคมสองมาตรฐาน เน้นเรื่องการเสมอภาค สิทธิ เสรีภาพ ประชาธิปไตย ทั้งสองฝ่ายยืนยันความถูกต้องโดยอาศัยวาทกรรมคนละแบบ มันก็เลยยิ่งปะทะกันเข้าไปใหญ่
        การอธิบายเรื่องเหตุการณ์ตอนนี้ เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องทำ ซึ่งอาตมาก็ไม่มีความสามารถพอที่จะอธิบายได้ทั้งหมด แต่คิดว่า สิ่งที่เราควรจะต้องใส่ใจตอนนี้ก็คือว่าการที่ช่วยเยียวยาความเจ็บปวดของ ทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่ความหดหู่เศร้าหมองอย่างที่เราพูดกันตอนต้น ความเจ็บแค้น ความพยาบาท ซึ่งสืบเนื่องมาจากความทุกข์ที่ถูกกระทำ ตรงนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องมาจัดการเป็นเรื่องเร่งด่วนเลย
        สิ่งแรกที่อยากจะเชิญชวนให้ทำนั้นคือว่า ลองเปิดใจรับรู้ถึงความทุกข์ของฝ่ายอื่นด้วย คือตอนนี้ ทุกคนทุกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองถูกกระทำโดยอีกฝ่ายหนึ่ง คนเสื้อแดงก็รู้สึกว่า ตัวเองถูกกระทำโดยรัฐบาล และก็โดยคนกรุงเทพฯ ซึ่งมีเงิน ส่วนคนในกรุงเทพฯ หรือว่าคนเสื้อเหลือง เสื้อขาว เสื้อสีชมพู ก็รู้สึกว่าตัวเองถูกกระทำจากคนเสื้อแดง ซึ่งมายึดบ้านยึดเมืองมา 2 เดือน แล้วก็เผาบ้านเผาเมืองอีก นี่คือความรู้สึกของแต่ละฝ่าย โดยที่ไม่ได้ตระหนักว่าไม่ใช่เราทุกข์ฝ่ายเดียว คนอื่นเขาก็ทุกข์ คนอื่นเขาก็เจ็บปวดเหมือนกัน อาตมาเชื่อว่า ถ้าเราลองเปิดใจรับรู้ถึงความทุกข์ของอีกฝ่ายหนึ่งว่า เขาไม่ได้เป็นฝ่ายกระทำเราอย่างเดียวนะ เขาก็ถูกกระทำด้วย ถูกกระทำโดยพวกเรา อาตมาเชื่อว่า ถ้าคนเราเปิดใจรับรู้ถึงความทุกข์ของอีกฝ่ายหนึ่ง เราจะลดความโกรธเกลียดลง เราจะเห็นใจกันมากขึ้น แล้วก็จะตระหนักว่า ในที่สุดแล้วเราเป็นเพื่อนทุกข์เหมือนกัน
        เคยมีครูคนหนึ่งมีปัญหามาก นักเรียนในห้องทะเลาะกันเพราะว่า ฝ่ายหนึ่งผิวสี ผิวดำกับผิวเหลือง อีกฝ่ายหนึ่งผิวขาว เม็กซิกัน สเปน อันนี้เกิดขึ้นในอเมริกา ทะเลาะกัน ทำร้ายกันอยู่เป็นประจำ ครูไม่รู้จะทำอย่างไร นักเรียนในห้องมีแค่ 30 คน แต่ว่าเป็นศัตรูกัน สิ่งหนึ่งที่ครูทำคือ วันหนึ่งครูขีดเส้นตรงกลางห้อง แล้วถามว่าใครที่ไม่เคยสูญเสียพี่น้องมาอยู่ตรงฝั่งนี้ ใครที่เคยสูญเสียพี่น้องหรือเพื่อนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ปรากฏว่าแทบทั้งห้องเฮโลไปอยู่ฝั่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผิวเหลือง ผิวดำ ผิวขาว ไปอยู่ฝั่งเดียวกันหมด ใครที่ไม่เคยถูกกระทำบ้างให้อยู่ฝั่งนี้ ใครที่ถูกกระทำอยู่ฝั่งนี้ ทั้งกลุ่มเฮโลมาอยู่ฝั่งเดียวกัน และทุกคนก็เริ่มรู้ว่า ไม่ว่าเราผิวสีไหน ล้วนแต่มีความทุกข์เหมือนกัน เป็นผู้ถูกกระทำเหมือนกัน เขาเริ่มรู้สึกว่า ที่เห็นว่าเป็นคนละพวก คนละกลุ่ม คนละสี ที่จริงแล้วเรามีชะตากรรมเดียวกัน ก็คือเราเจ็บปวดเหมือนกัน เราถูกกระทำเหมือนกัน ตรงนี้ทำให้นักเรียนในห้องเริ่มจะเข้ามาใกล้กันมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเห็นแต่ความแตกต่าง แต่เราไม่เห็นความเหมือนเลย และความเหมือนอย่างหนึ่งก็คือว่า เราต่างเป็นผู้สูญเสีย ถูกกระทำเหมือนกัน
       อาตมา อยากจะเชิญชวนให้ทุกฝ่ายได้เปิดใจรับรู้ถึงความทุกข์ของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งสื่อก็มีส่วนสำคัญ เพราะถ้าสื่อพูดถึงแต่ความสูญเสียของคนกรุงเทพฯ ที่ถูกไฟเผา ถูกเพลิงไหม้ แต่ไม่ได้พูดถึงคนที่เขาสูญเสียพี่น้องจากการถูกยิง จากการสลายฝูงชน ทั้งๆ ที่ไม่มีอาวุธ ทั้งๆ ที่ไปช่วยเพื่อนที่กำลังเจ็บถูกยิงอยู่บนถนน แล้วก็ถูกยิงกลับมา ทั้งๆ ที่อยู่ในเขตอภัยทาน แต่ถูกยิงจากข้างนอกเข้ามา เราก็ต้องให้พื้นที่กับคนเหล่านี้เขาได้พูดถึงความทุกข์ของเขา ให้เขาได้เล่าเรื่องราวความทุกข์ของเขา อาตมาคิดว่า การให้คนได้พูดถึงความทุกข์ของตัว ความคับแค้นของตัว ความเจ็บปวดของตัว มันจะช่วยเยียวยาได้ เราควรจะมีพื้นที่ให้กับทุกฝ่ายที่เจ็บปวด ให้เขาได้พูด ให้เขาได้เล่า ให้เขาได้ระบาย มันเป็นประโยชน์ต่อคนพูดเอง และเป็นประโยชน์ต่อคนฟังหรือคนดูด้วยว่า โอ้... เราคิดว่าเขาไม่สูญเสียนะ แต่เขาสูญเสียเยอะเลย ความเห็นใจมันจะมีมากขึ้น และจะมาช่วยลบเลือนความเกลียด แค้น ความพยาบาทได้
       ในแอฟริกาใต้ มีความขัดแย้งมาก ระหว่างคนดำกับคนขาว และสู้กันมา 40-50 ปี จนกระทั่งเนลสัน แมนเดลา ต้องถูกจับเข้าคุก อยู่ในคุก 27 ปี และรัฐบาลแอฟริกาใต้รู้เลยว่า ถ้าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นต่อไป สงครามกลางเมืองเกิดขึ้นแน่ เขาปล่อยเนลสัน แมนเดลา ออกมา แล้วก็หันมาเจรจากัน นำไปสู่การเลือกตั้ง แล้วมีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเขามีการจัดตั้งคณะกรรมการความจริง และสมานฉันท์ Truth and Reconciliation Commission … ก็คือมีหน้าที่สืบหาความจริงว่าการฆ่ากัน การละเมิดสิทธิมนุษยชน ใครทำ ใครรับผิดชอบ แต่ที่น่าสนใจ คือมีการบอกว่า ใครที่รับผิดในการกระทำที่ไม่ดีของตัวจะนิรโทษกรรมให้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายคนผิวดำ คนผิวขาว หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ถ้ายอมรับว่า ตัวเองเคยทำสิ่งที่ไม่ดี เช่น ไม่ฆ่าเขา ไม่ทรมานเขา ก็จะนิรโทษกรรม ใครที่ไม่ยอมรับก็ขึ้นศาล กระบวนการขึ้นศาลก็น่าสนใจ เพราะเขาเอาผู้เดือดร้อนมาพูด มีคนนึงแกตาบอดและเป็นคนผิวดำ หลังจากที่แกได้มาพูดถึงความทุกข์ของแกในศาลว่าถูกรังแก ถูกเอาเปรียบอย่างไรบ้าง จนกระทั่งตาบอด เป็นครั้งแรกที่แกรู้สึกว่าโล่งอก เหมือนกับตาแกมองเห็นอีกครั้งหนึ่ง เพราะแกได้เล่าเรื่องความทุกข์ของแก ซึ่งไม่เคยคิดว่า จะมีโอกาสได้พูดได้ระบาย และไม่เคยคิดว่าจะมีคนฟัง
       อาตมาคิดว่าตอนนี้สังคมไทย ก็เริ่มจะน้องๆ แอฟริกาใต้เข้าไปทุกทีแล้ว เพราะฉะนั้นอยากจะให้มีพื้นที่และกระบวนการที่จะทำให้เรารับฟังความทุกข์ของกันและกันไม่ว่าสีใด และในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้พูดถึงความทุกข์ เราต้องเปิดพื้นที่ให้กับ นปช. ให้กับคนเสื้อแดงด้วย ไม่ใช่เฉพาะคนใน กทม. ที่สูญเสียจากเพลิงไหม้เท่านั้น ทุกฝ่าย อาตมาเชื่อว่ามันจะนำไปสู่การเยียวยา อาจจะไม่ทั้งหมด เพราะว่ากระบวนการยุติธรรมก็จำเป็นต้องมี อาตมาเชื่อว่านี่เป็นสิ่งที่อยากจะชักชวนให้เราทำกัน
       ในระดับบุคคล มันมีตัวปิดกั้นไม่ให้เราเห็นปัญหา หรือสาเหตุ ดังที่ได้พูดมา ตัวปิดกั้นนั้นก็คือ ความโกรธ ความเกลียด และอคติ รวมทั้งการตีตราประทับป้ายให้กับคนอื่น อย่างเช่นถ้าเราเชื่อตั้งแต่แรกว่า ผู้ที่ชุมนุมคนเสื้อแดงรับเงินมา เราก็จะไม่มีทางรับรู้ถึงความรู้สึกเป็นทุกข์ ความรู้สึกอาจจะถึงเคียดแค้นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ความรู้สึกเจ็บปวดที่เขาถูกดูถูก
       อาตมาได้ไปคุยกับชาวบ้านหลายคนก่อนที่เขาจะกลับภูมิลำเนา ช่วงที่เขาอยู่ที่วัดปทุมวนาราม หลายคนพูดด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า ทำไมคนในเมืองหาว่า เขาว่าโง่ ทำไมหาว่าเขารับเงินมา ทำไมไปดูถูกเขาอย่างนั้น ใช่ไหม คือเราไม่เคยได้ยิน และเราจะไม่ได้ยินความรู้สึกแบบนี้ ถ้าเราคิดตั้งแต่แรก หรือสรุปตั้งแต่แรกว่า พวกนี้ มันรับเงินเขามา หรือพวกนี้มันหลงผิด อาตมาไม่เคยปฏิเสธนะ เรื่องรับเงินเรื่องหลงผิดมันก็มี แต่คนจำนวนไม่น้อย เราไม่เชื่อเลยว่า เขาคิดแบบนี้ เขาน้อยอกน้อยใจ เขารู้สึกเจ็บปวดว่า คนกรุงเทพฯ ดูถูกเขา หาว่าเขาโง่ เขารู้สึกคับแค้นใจ ทำไมไม่มีใครเห็นด้วยกับเขาเลย ทำไมเขาเป็นผู้ถูกกระทำตลอดเวลา ตรงนี้อาตมาคิดว่า เป็นเพราะเราอคติ เป็นเพราะเราตีตราประทับป้ายให้เขาแล้ว อาตมาคิดว่า เสื้อแดงก็คงมองกับคนอื่นในทำนองนี้เหมือนกัน ก็เลยไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ทำไมคนกรุง ถึงมีปฏิกิริยากับเขาอย่างนั้น
      สำหรับสำหรับปัจเจกบุคคล อาตมาถึงได้พูดแต่แรกว่า ต้องเปิดใจ เปิดใจรับรู้ความทุกข์ของเขา แต่จะเปิดใจรับรู้ความทุกข์ของเขาได้ ก็ต้องรู้ทันอคติ และความโกรธ เกลียด ถ้ามันมีความโกรธ เราก็มองเขาเป็นผู้ร้าย หรือมีความคิดที่จะทำร้ายเขา หรือถ้าเขาแพ้ เราก็จะทับถม ซ้ำเติม สมน้ำหน้าเขา

       อาตมา ก็อยากจะขอร้องว่า อย่าทำ เพราะการทำเช่นนั้นจะเป็นการผลักให้เขาเป็นปฏิปักษ์ต่อสังคมมากขึ้น
      เมื่อเราเปิดใจ เราได้ยินว่า เขาทุกข์อย่างไร และเราก็จะเห็นได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่เป็นเรื่องของตัวบุคคล ไม่ใช่เป็นเรื่องของนักการเมือง เช่น คุณทักษิณเท่านั้น แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น ทำไมเราเคยรู้สึกว่า ทำไมคนจนเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำไมเขารู้สึกว่า ทำไมเวลาลูกเขาเจ็บป่วยแล้ว ต้องตายเพราะไม่มีเงินรักษา แต่พอมี 30 บาทแล้ว มันก็เหมือนมีอะไรมาชุบชีวิตเขาใหม่ แต่เราก็รู้ว่า 30 บาทนี่มันก็เป็นการแก้ปัญหาบางด้านของเขาเท่านั้นเอง แต่เขายังมีความทุกข์อีกเยอะ ยังเป็นหนี้จำนวนไม่น้อย แล้วจะแก้ จะจัดการกับปัญหาหนี้สินได้อย่างไร เขาถูกเจ้าหน้าที่เอาเปรียบ ไม่รู้จะปกป้องตัวเองอย่างไร ต้องอาศัยนักการเมืองในท้องถิ่น ถ้านักการเมืองคนไหนปกป้องเขาจากเจ้าหน้าที่ได้ เขาก็พร้อมจะเลือก ถ้าให้เงินด้วยเขาก็ยินดี ยิ่งพร้อมจะเลือกเข้าไปใหญ่ แต่ถึงแม้ไม่ให้เงิน อาตมาก็เชื่อว่า เขาก็พร้อมจะเลือกนะ ถ้าได้รับการปกป้องจากความไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างที่นักการเมืองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาก็ไม่ได้มีเงินมากนัก แต่ประชาชนก็เลือกเพราะเห็นว่านักการเมืองเหล่านี้พร้อมจะปกป้องเขาได้
      อาตมาคิดว่าอย่างแรกเลยที่ปัจเจกชนทำได้ ก็คือ รู้เท่าทันความโกรธ เกลียด ในใจเรา รู้เท่าทันอคติในใจเรา และอย่าไปตีตราประทับป้ายให้แก่ใคร เพราะถ้าเรา ไปตีตราประทับป้ายให้แก่ใคร เราจะเห็นแต่ป้าย เห็นแต่สีเสื้อ แต่จะไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของเขา เราจะไม่เห็นความเจ็บปวดของเขา เราจะเห็นแต่ความไม่ดีของเขา ตามที่ได้ยินได้ฟังมาจากสื่อซึ่งอาจจะมีความจริง แต่คนก็ไม่ได้มีแต่ความไม่ดี เขาอาจจะมีความดีและอาจมีความทุกข์ด้วย เป็นความทุกข์ที่ไม่ได้เกิดจากความที่เขาขี้เกียจ ไม่ใช่เป็นความทุกข์ที่เขาไม่ทำมาหากิน แต่มันเป็นความทุกข์ที่เขาไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม
        สอง เมื่อเราเปิดใจรับฟังความทุกข์ของเขา เราจะได้เห็นว่า ความทุกข์ในสังคมนี้ มันมากมายเหลือคณานับ ในเมื่อเราเป็นเพื่อนร่วมทุกข์กัน เราต้องช่วยแก้ไข คราวนี้ในแง่ของสื่อ สื่อก็เช่นเดียวกัน ทำอย่างไร สื่อถึงจะเปิด ทำอย่างไรถึงจะลดอคติของผู้คนในสังคมให้ได้ และทำให้เป็นเสมือนหน้าต่างที่ทำให้เห็นอะไรกว้างๆ คนในประเทศนี้ก็เหมือนกับอยู่ในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง เราก็เห็น เราดูสื่อเฉพาะของตัว เราดูสื่อเฉพาะที่ถูกใจเรา ใช่ไหม เราดูสื่อเฉพาะผู้ร่วมหลักของเรา ทีนี้ คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ดูแต่ P Chanel ไม่ดูสื่ออื่น คนเสื้อเหลืองก็ดูแต่ ASTV ใช่ไหม มันก็เลยไม่เห็นซึ่งกันและกันจากความเป็นจริง เห็นเฉพาะจากภาพที่สื่อทำให้ สื่อจะต้องกล้าที่จะเป็นหน้าต่าง เพื่อให้คนที่อยู่ในห้องแคบๆ เขามองไปเห็นความจริงที่กว้างกว่าเดิม เห็นความทุกข์ของคนทุกสี ทุกฝ่าย เห็นจนเลยความเป็นสี ความเป็นอุดมการณ์ของเขา เห็นความเป็นมิตรของเขา อย่างที่อาตมาพูดเมื่อตอนต้นว่า จะต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเขาได้พูดถึงความทุกข์ของเขา และตรงนี้เองปัจเจกชนก็สามารถจะช่วยได้
       อาตมาก็จะชักชวนมีเพื่อนๆ หลายคนอยากจะเป็นอาสาสมัครเพื่อไปรับฟังความทุกข์ อาจจะลืมความคับแค้น ความเจ็บปวดที่ทุกฝ่ายได้รับ ไม่ว่าแดง หรือไม่แดง คนเหล่านี้เขาอยากจะพูดอยากจะระบาย แต่ไม่มีคนฟัง มีแต่คนตำหนิ มีแต่คนประณาม ถ้าเรามีกลุ่มคนเหล่านี้เข้าไป รวมทั้งมีกระบวนการที่กว้างกว่านั้นที่ทำให้เขาได้พูด อาตมาเชื่อว่า จะช่วยคลี่คลายความรู้สึก และสร้างเมตตาให้เกิดขึ้น สร้างกรุณาให้เกิดขึ้น และเปิดมุมมองให้กว้างทำให้เกิดปัญญาขึ้นมา
       กรุณากับปัญญานี่สำคัญมากที่เราต้องมีในวันนี้ และถ้าเราไม่มี สังคมไทยก็คงจะถลำไปสู่ความเลวร้าย หรือว่าหุบเหวลึกในที่สุด

        เรื่องสื่อนั้น อาตมาก็ตระหนัก และก็ยอมรับเลยว่า เป็นปัญหามาก ซึ่งไม่ต้องเสนอภาพที่ถูกต้องก็ได้ เพียงแต่อย่าไปเสนอภาพที่ตกแต่ง บิดเบือน คลาดเคลื่อน อันนี้เป็นปัญหา อาตมาเชื่อว่าในเรื่องของการปฏิรูปสื่อเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อไป แล้วก็สำนึกของผู้เสพ ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าตอนนี้ มันเป็นปัญหาของคนทั้งประเทศ คือเรื่องของการใช้วิจารณญาณและการรู้จักคิด อันนี้ก็คงไม่อยากจะโทษระบบการศึกษาแต่มันเป็นปัญหาทั้งหมด ซึ่งมันต้องปฏิรูปไปพร้อมๆ กัน มันเป็นแผนในระยะยาว เรื่องการปฏิรูปสื่อ ซึ่งในแผนปรองดองแห่งชาติ ก็พูดเรื่องเรื่องปฏิรูปสื่อ ซึ่งถ้าหากไม่มีการทำให้เป็นผลที่เกิดขึ้นได้จริงๆ ก็น่าเสียดาย แล้วเราก็จะเกิดการรบราฆ่าฟันกันใหม่ เหมือนอย่างเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ก็โทษว่าเป็นเพราะสื่อ แล้วเราก็พยามมีการปฏิรูปสื่อ มีไอทีวี มีอะไรต่างๆ แต่ว่าสุดท้าย กระแสโลกาภิวัตน์ ก็มาจนกระทั่งเราตั้งตัวไม่ติด คือว่าเดี๋ยวนี้ใครก็มีสื่อได้ มีเสรีภาพมากเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นสื่อวิทยุชุมชน ไม่ว่าจะเป็นสื่ออินเตอร์เน็ต อันนี้เป็นปัญหาโลกาภิวัตน์ที่เราต้องรับมือกับมัน
       เราจะทำอย่างไรให้สื่อได้รับการปฏิรูปตามแนวทางที่ว่ามา ทั้งนี้มันก็ขึ้นอยู่กับผู้เสพ ถ้าผู้เสพฉลาด มีวิจารณญาณ สื่อที่สุดโต่ง ก็จะอยู่ไม่ได้ หรือไม่มีทางขยาย หรืออาจจะอยู่เป็นเว็บไซต์ เป็นสถานีวิทยุเล็ก เป็นสถานีเล็กๆ แต่ไม่มีทางขยาย ไป อาตมาคิดว่า คุณภาพของคนสำคัญมากในการที่จะควบคุมกำกับสื่อให้ไปในทางที่ถูกต้อง แต่ทีนี้เรื่องของคน ซึ่งก็มีอยู่หลายมิติใช่ไหม คนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ขณะเดียวกันก็อาจจะดำเนินชีวิตอย่างที่เรียกว่า ทำร้ายตัวเอง เบียดเบียนตัวเอง เอาเปรียบตัวเอง ติดเหล้า ติดอบายมุข ไม่มีความสำนึกในเรื่องของความถูกต้องเท่าที่ควร
       ตอนนี้อาตมารู้สึกว่า ประชาชนมีสำนึกทางการเมืองสูง แต่ว่าสำนึกทางจริยธรรมรู้สึกว่าจะต่ำลง อันนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง การที่คนเรามีสำนึกการเมืองที่สูง มันเป็นเรื่องดี แต่ว่าถ้าสำนึกทางจริยธรรมไม่ได้สูงขึ้นตามไปด้วย มันก็จะกลายเป็นการต่อสู้ขับเคี่ยวเอาชนะด้วยวิธีใดก็ได้ เน้นการเรียกร้องจากผู้อื่น แต่ไม่เรียกร้องจากตัวเอง ตรงนี้เป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไข ก็ไม่อยากจะโทษสื่อ แต่ก็ต้องยอมรับว่า สื่อก็มีส่วนปลุกเร้าให้คน กระตุ้นให้คนติดอบายมุข หรือว่าหวังรวยทางลัด แต่เราก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นวัฒนธรรมของคนไทยไปแล้วคือว่า ต้องการรวยทางลัด ต้องการหวังผลเร็วๆ ความต้องการผลเร็วๆ มันก็เลยต้องการอัศวินม้าขาวมาแก้ปัญหาบ้านเมือง ทำให้เราต้องการแก้ปัญหาขัดแย้งระหว่างกลุ่มชน ด้วยวิธีการที่เร็วๆ ซึ่งก็หนีไม่พ้นต้องใช้กำลังทหาร การรัฐประหาร การปฏิวัติ ถ้ายังมีความคิดแบบนี้อยู่มันก็คงจะแก้ปัญหาไม่ได้
       อาตมาคิดว่าคงต้องขับเคลื่อนกันไปหลายด้านทีเดียว ไม่เฉพาะการปฏิรูปสื่ออย่างเดียว คืออคติมีได้ แต่ก็ต้องรู้ทัน แล้วก็ต้องเปิดใจรับรู้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ซึ่งอาจไม่ตรงกับใจของเรา สื่อก็เหมือนกัน มีอคติได้ แต่ก็ต้องรู้เท่าทันอคติ เหมือนอย่างที่อาตมาพูดมาทั้งหมดตั้งแต่ต้น ก็คิดว่ามันก็อาจจะมีบางอย่างที่แฝงไปด้วยอคติ ฉันทาคติบ้าง โมหะคติบ้าง พญาคติบ้าง รู้ แต่ว่าเปิดใจรับฟังความเห็น ข้อมูล ที่ไม่ตรงกับเรา ตรงนี้มันโยงกับหลักกาลามสูตร ซึ่งมีทั้งหมด 10 ประการ ข้อใหญ่ๆ มันมี 3 ข้อ อันที่หนึ่ง อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะใครๆ เขาว่ากัน อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะเชื่อในแหล่งที่มา จะเป็นตำรา จะเป็นผู้พูด จะเป็นครูก็ตามแล้วก็อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะว่ามันเข้าได้กับความเห็นของเรา หรือว่ามันสอดคล้อง กับทฤษฎีอุดมการณ์ของเรา ถ้าเรามีเรื่องนี้เตือนใจแล้ว ก็จะทำให้เราไม่หลงเชื่อในข้อมูลข่าวสารอะไรง่ายๆ ในขณะเดียวกัน ถ้าเราไม่ปิดตัวเอง ไม่ดูแต่สื่อที่มันถูกใจเราแล้วนี่ เราไปรับรู้สื่ออื่นๆ ไปอยู่พื้นที่อื่นๆ ที่มีความหลากหลาย อาตมาเชื่อว่ามันจะช่วยจะทำให้เราไตร่ตรองแล้วก็รู้เท่าทันอคติได้
       ตอนนี้คนที่จะไปเปิดใจรับรู้สื่อต่างๆ กว้างขวางมันไม่ค่อยมี ก็ยังคิดว่า ถ้าเราตระหนักถึงคุณค่าของความจริง สัจจะและไม่ต้องการทำร้ายตัวเองด้วยความคิดที่คับแคบ ก็ต้องเปิดใจไปรับรู้สื่อต่างๆ ด้วย ไม่ดูแต่ PTV ASTV อาจจะดู Free TV ด้วย เปิดเวบไซต์ อาจจะดูเฟชบุค ที่มีความหลากหลาย และก็ควรจะมีพื้นที่ในการที่จะโต้เถียงกัน สังคมไทยมันมีพื้นที่ที่จะโต้เถียงกันแบบอารยะชนไม่พอ ถ้าเรามีพื้นที่ที่เปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้ มีการโต้เถียงกัน คนก็จะได้เห็น ได้ฟังความคิด ความเห็นในข้อมูลที่หลากหลาย
      ที่พูดไปนี้ คงจะไม่สามารถจะแทนความรู้สึกของทุกฝ่ายได้อย่างถูกต้องครบถ้วน ในสิ่งที่อาตมาพูดนี่ ต้องมีทั้งฝ่ายที่ชอบและไม่ชอบ ทีนี้ฝ่ายที่ไม่ชอบต้องพูดว่า ไม่เห็นพูดถึงความทุกข์ของเขาเลย ไม่เห็นพูดว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างไรบ้าง อาตมารู้สึกว่า มันมีข้อจำกัดในการพูด ในการพูดอย่างนี้ว่าไม่เห็นพูดให้ครอบคลุม ทุกเรื่องหรือว่าให้น้ำหนัก หรือพูดถึงความทุกข์ของผู้คน หรือให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายอย่างครบถ้วน หรือพูดครบถ้วน แต่ให้น้ำหนักไม่เท่ากัน ทำไมไม่พูดถึงความทุกข์ของคนกรุงเทพฯเลย พูดแต่เรื่องความทุกข์ของคนเสื้อแดง ส่วนคนเสื้อแดงก็จะพูดว่า ทำไมพูดถึงความทุกข์คนเสื้อแดงน้อยเหลือเกิน ทำไมพูดถึงแต่ความทุกข์ของคนกรุงเทพฯ ต้องมีความรู้สึกแบบนี้เสมอมา อาตมาเชื่อว่ามันมีข้อจำกัด แม้กระทั่งไม่เจาะจงตัวบุคคลเลย แม้จะพยายามพูดเพียงใด ทั้งสองฝ่ายซึ่งตอนนี้ กำลังโกรธแค้นและต้องการระบายความทุกข์ และต้องการความเห็นใจ ต้องการให้คนรับรู้ความทุกข์ของตัว จะรู้สึกว่าสิ่งที่อาตมาพูดมันไม่พอ บางคนอยากให้อาตมาประณามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เสื้อเหลืองก็อยากให้อาตมาประณามเสื้อแดง เสื้อแดงก็อยากให้อาตมาประณามรัฐบาล
       คำพูดแบบนี้ จะไม่มีทางที่จะเป็นที่พอใจของทุกฝ่ายได้ แต่ไม่เป็นไร เพราะมันมีข้อจำกัดนี่เอง อาตมาคิดว่ามันจะดีกว่าถ้าเราฟังกันมากขึ้นแทนที่เราจะพูด เพราะจะพูดยังไงมันก็ไม่ครบถ้วน แต่ถ้าเราฟัง ฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังอย่างเข้าใจ ฟังอย่างเปิดใจ แล้วก็ฟังอย่างหลากหลายรอบด้าน มันจะดีกว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องฟังกันให้มากขึ้น ที่ผ่านมาเราพูดกันมาก เราแสดงความเห็นกันมาก เราประณามกัน เราฟังกันน้อย ให้ฟังกันด้วยสติ ฟังกันด้วยใจที่เปิด และพร้อมจะรู้เท่าทันอคติ และรู้อารมณ์ของตัว อาตมาเชื่อว่ามันจะเกิดการคิดอย่างสร้างสรรค์และนำไปสู่การเยียวยาได้ดีกว่า
        เมืองไทยตอนนี้ ถึงแม้ว่าการชุมนุมที่ราชประสงค์จะไม่มีแล้ว แต่มันยังไม่จบ ความเคียดแค้น ชิงชัง ความโกรธ ความพยาบาท พร้อมจะประทุเป็นความรุนแรงขึ้นมาอีก นปช. ก็อาจจะชุมนุมที่อื่นต่อ อาตมาคิดว่า เรื่องนี้รัฐบาลอาจจะใช้ความระมัดระวังมาก ถ้าสมมติรัฐบาลคิดว่าการชุมนุมที่ราชประสงค์ คือมะเร็ง ตอนนี้มะเร็งมันกระจายไปแล้วเพราะเราใช้ยาแรง และยาที่เราใช้มันทำลายเซลล์ที่ดีๆ ไปด้วย เราใช้ฉายแสง คีโมเข้าไป มันแรงเกินไป ไม่ใช่เซลล์มะเร็งที่ตาย เซลล์ดีๆ ก็ตายไปด้วย เซลล์ดีๆ นี้อาจหมายถึง ผู้ชุมนุมที่เขาไม่ได้ใช้ความรุนแรง ประชาชนทั่วไป อาสาสมัคร พยาบาล ต่างๆ รวมทั้งคนที่สูญเสียบ้านเรือน คนที่สูญเสียทรัพย์สิน มันกระจายไปแล้ว ตอนนี้รัฐบาลต้องใช้สติแล้วก็ความระมัดระวังให้มากขึ้น           สถานการณ์ หลังจากเกิดเหตุการณ์ 6ตุลา แล้วนี่ ถ้ารัฐบาลซึ่งใช้วิธีการที่รุนแรง ไล่ปราบพวกคอมมิวนิสต์ มันจะไม่จบ จะต้องหันมาหาวิธีที่จะเยียวยาและปรองดองให้มากขึ้น กระบวนการยุติธรรมจะต้องเริ่มได้แล้วเพื่อจะพิสูจน์ว่า ใครผิดใครถูกแล้วนำคนผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วถ้าสถานการณ์ดีขึ้น ต้องขับเคลื่อนไปสู่กระบวนการปฏิรูปอย่างแท้จริง
ประชาชนทั่วไปอาตมาคิดว่า จะต้องไม่ผลักไสคนที่คิดต่างจากเราไปเป็นศัตรู เมื่อเกิดเหตุการณ์ 11 กันยา ขึ้นนี่ ประธานาธิบดีบุช บอกว่าคนที่คิดไม่เหมือนกับเรา ก็คือ พวกผู้ก่อการร้าย คือ บินลาเดน ถ้าเขาไม่เห็นด้วยกับเราแสดงว่าเขาเป็นศัตรูกับเรา ความคิดแบบนี้ทำให้อเมริกาเข้าสู่สงครามยืดเยื้อในอัฟกานิสถาน ในอิรัก หรืออาจจะในปากีสถานด้วย ทีนี้ถ้าคนไทย หรือรัฐบาลมีความคิดว่า ถ้าใครไม่เห็นด้วยกับฉัน ก็เป็นศัตรูกับฉัน ถ้าไม่เห็นด้วยกับเสื้อเหลือง ก็กลายเป็นเสื้อแดง ถ้าไม่เห็นด้วยกับเสื้อแดง ก็เป็นเสื้อเหลือง ความคิดแบบนี้มันจะนำไปสู่ความแตกแยกที่ร้าวลึกมากขึ้น อย่าทำอย่างนั้น ถึงแม้ว่าเขาไม่ได้เห็นด้วยกับเรา เขาก็เป็นยังเพื่อนเรา สามารถอยู่ร่วมกันได้ อย่าคิดแบบบุช แต่ต้องคิดอย่างพระพุทธเจ้า คือว่า เห็นมนุษย์ทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์ที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์เช่นเดียวกันกับเรา
       พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า พระองค์ทรงมีพระเมตตากับราหุล ซึ่งเป็นลูก มีเมตตากับราหุลเท่าเทียมกับพระเทวทัต พระเทวทัตนี่จ้องจะทำร้ายชีวิตพระองค์อยู่หลายครั้ง แต่พระองค์ก็ทรงมีความรักความเมตตาเสมอกันกับลูกของพระองค์ เราอาจจะทำไม่ได้เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า แต่เราเป็นชาวพุทธ เราต้องนำเอาพระกรุณาของพระพุทธเจ้ามาเป็นประทีปนำทาง ต้องระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงคำสอนของพระองค์ นึกถึงพระพุทธคุณ ที่ทำให้เกิดมหาบุรุษอย่างพระพุทธเจ้า
       พระพุทธคุณนั้นคือปัญญา และกรุณา ปัญญาคือการมองมนุษย์ว่า เป็นเพื่อนร่วมทุกข์กับเรา ปัญญาคือการมองว่าศัตรูที่แท้ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่คนต่างสี แต่คือความโกรธ ความเกลียด คืออวิชชา ความโลภ ความเห็นแก่ตัว คือ ตัณหา มานะ ทิฐิ นี่คือปัญญา และถ้าเรามองแบบนี้ เราจะมีปัญญา มีเมตตา คือไม่เห็นคนที่คิดต่างจากเราเป็นศัตรู ไม่เห็นคนที่ทำร้ายเราเป็นศัตรู เพราะรู้ว่าเขาเองก็มีความทุกข์ มีความพลั้งพลาด มีความหลงผิดด้วย กรุณาจะทำให้เราสามารถที่จะร่วมมือกัน ผิดก็ว่าไปตามผิดนะ อาตมาไม่ว่าอะไร แต่ว่าจะทำให้เราให้อภัยกันมากขึ้น และถ้าเรามีปัญญาด้วย ก็จะนำไปสู่การขับเคลื่อนสังคมไทย การปฏิรูป ขจัดรากเหง้าของความรุนแรงและนำไปสู่ความหวัง
        อาตมาเชื่อว่าเราต้องมีความหวัง เราต้องมีศรัทธาในเพื่อนมนุษย์ เราต้องมีศรัทธาทุกคนที่เป็นคนไทย และตรงนี้จะนำพาเราฝ่าข้ามวิกฤติขณะนี้ไปได้

******* 
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org 


ความดับไม่เหลือ

ความดับไม่เหลือ
โดย พุทธทาสภิกขุ  

       เรื่อง ดับไม่เหลือนั้นมีวิธีปฏิบัติเป็น ๒ ชนิด คือ ตามปกติ ขอให้มีความดับไม่เหลือแห่งความรู้สึกยึดถือว่า “ตัวกู” และ “ของกู” อยู่เป็นประจำ นี้อย่างหนึ่ง
      อีกอย่างหนึ่งหมายถึง เมื่อร่างกายจะต้องแตกดับไปจริงๆ ขอให้ปล่อยทั้งหมด รวมทั้งร่างกายชีวิตจิตใจ ให้ดับเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีเชื้ออะไรเหลืออยู่หวังอยู่ สำหรับการเกิดมีตัวเราขึ้นมาอีก ฉะนั้น ตามปกติประจำวันก็ใช้อย่างแรก เมื่อถึงคราวจะแตกดับทางร่างกายก็ใช้อย่างหลัง
     ในกรณีที่ประสบอุบัติเหตุ ไม่ตายทันที มีความรู้สึกเหลืออยู่บ้างชั่วขณะก็ใช้อย่างหลัง ถ้าสิ้นชีวิตไปอย่างกะทันหัน ก็หมายความว่าดับไปด้วยความรู้สึกในอย่างแรก อยู่ในตัว และเป็นอันว่ามีผลคล้ายกัน คือความไม่อยากเกิดอีก นั่นเอง
      วิธีปฏิบัติอย่างที่ ๑ คือทำเป็นประจำวันนั้นหมายความว่า มีเวลาว่างสำหรับทำจิตใจเมื่อไร ก่อนนอนก็ดี ตื่นนอนใหม่ก็ดี ให้สำรวมจิตเป็นสมาธิด้วยการกำหนดลมหายใจหรืออะไรก็แล้วแต่ถนัด พอสมควรก่อน แล้วจึงพิจารณาให้เห็นความที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงทุกสิ่งไม่ควรยึดมั่นถือ มั่นว่าเป็นเราหรือเป็นของเรา แม้แต่สักอย่างเดียว เป็นเรื่องอาศัยกันไปในการเวียนว่ายตายเกิดเท่านั้นเอง ยึดมั่นในสิ่งใดเข้า ก็เป็นทุกข์ทันทีและทุกสิ่ง
     การเวียนว่ายตายเกิดนั้นเล่า ก็คือการทนทุกข์ทรมานโดยตรง เกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที เกิดทุกชนิด เป็นทุกข์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ก็เป็นทุกข์ไปตามแบบของการเกิดเป็นอย่างนั้น เกิดเป็นแม่ก็ทุกข์อย่างแม่ เกิดเป็นลูก ก็ทุกข์อย่างลูก เกิดเป็นคนรวยก็ทุกข์อย่างคนรวย เกิดเป็นคนจนก็ทุกข์อย่างคนจน เกิดเป็นคนดี ก็ทุกข์อย่างคนดี เกิดเป็นคนชั่วก็ทุกอย่างคนชั่วเกิดเป็นคนมีบุญก็ทุกข์ไปตามประสาคนมีบุญ เกิดเป็นคนมีบาปก็ทุกข์ไปตามประสาคนมีบาป ฉะนั้น สู้ไม่เกิดเป็นอะไรเลย คือ “ดับไม่เหลือ” ไม่ได้ ฯลฯ
      นี่แหละ คือข้อที่บอกให้ทราบว่า การเกิดนั้น ไม่ใช่หมายถึง เกิดจากท้องแม่ทางเนื้อหนังโดยตรง แต่มันหมายถึงการเกิดทางหายใจของ “ตัวกู”ที่เกิดจากท้องแม่ของมัน คือ อวิชชา
      การ “ดับไม่เหลือ” ในที่นี้ก็คือ อย่าให้ตัวกูชนิดดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นมาได้นั่นเอง เมื่อแม่ของมัน คือ อวิชชา ก็ให้ฆ่าแม่ของมันเสีย ด้วยวิชชา หรือปัญญา ที่รู้ว่า “ไม่มีอะไรควรยึดมั่นถือมั่น” นั่นเอง หรืออีกอย่างหนึ่งกล่าวว่ามันเกิดได้เพราะเราเผลอสติ ฉะนั้น เราอย่าเผลอสติ เป็นอันขาด
      ถ้าเป็นคนขี้มักเผลอสติ ก็จงแก้ด้วยความเป็นผู้รู้จักอาย รู้จักกลัวเสียบ้าง โดยอายว่า การที่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้นๆ มันเป็นคนสาระเลว ยิ่งกว่าไพร่หรือขี้ข้าสถุลเสียอีก ไม่สมควรแก่เราเลย ที่ว่ารู้จักกลัวเสียบ้างนั้น หมายความว่า มันไม่มีอะไรที่น่ากลัว ยิ่งไปกว่าความเกิดชนิดนี้แล้ว มันยิ่งกว่าตกนรกหรืออะไรทั้งหมด เกิดขึ้นมาทีไร เป็นสูญคนเสียคน ไม่มีอะไรเหลือ
      เมื่อมีความอายและความกลัว อย่างนี้บ่อยๆ แล้วสติมันจะไม่กล้าเผลอของมันเอง การปฏิบัติก็จะดีขึ้นตามลำดับ จะเป็นผู้ที่มีการ “ดับไม่เหลือ” อยู่เป็นประจำ ทุกค่ำเช้าเข้านอน ต้องมีการคิดบัญชีเรื่องเกี่ยวกับการดับไม่เหลือนี้ให้รู้รายรับรายจ่ายไว้เสมอไป ข้อนี้มีอานิสงส์สูงไปกว่าไหว้พระสวดมนต์ หรือทำสมาธิเฉยๆ
      เรื่องเกี่ยวกับดับไม่เหลือทำนองนี้ ไม่เกี่ยวกับการเพ่ง หรือหลับตาเห็นสีเห็นดวงหรืออะไรที่แปลกๆ เป็นทำนองปาฏิหาริย์หรือศักดิ์สิทธิ์ แต่เกี่ยวกับสติปัญญา หรือสติสัมปชัญญะโดยตรงเท่านั้น อย่างมากที่สุดที่มันจะสำแดงออกก็เพียงถ้ามีสติสมบูรณ์จริงๆ ได้ที่เต็มที่แล้วก็จะสำแดงออกมาเป็นความเบากายเบาใจ สบายกายสบายใจอย่างที่บอกไม่ถูกเท่านั้นเอง ถึงกระนั้นก็อย่านึกถึงเรื่องนี้จะดีกว่า เพราะจะกลายเป็นที่ตั้งอุปาทานอันใหม่ขึ้นมาแล้วมันก็จะดับไม่ลง และมันจะ “เหลือ” อยู่เรื่อย คือ เกิดเรื่อยทีเดียว เดี๋ยวจะได้กลุ้มกันใหญ่และยิ่งไปกว่าเดิม
      พวกที่ทำวิปัสสนาไม่สำเร็จ ก็เป็นเพราะคอยจับจ้องเอาความสุขอยู่เรื่อยไป มุ่งนิพพานตามความยึดถือของตนอยู่เรื่อยไป มันก็ดับไม่ลง หรือนิพพานจริงๆ ไม่ได้ มีตัวกูเกิดในนิพพานแห่งความยึดมั่นถือมั่นของตนเองเสียเรื่อย
     ฉะนั้น ถ้าจะภาวนาบ้าง ก็ต้องภาวนาว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่นแม้แต่สิ่งที่เรียกว่า นิพพานนั่นเอง “สัพเพ ธัมมา นาลังอภินิเวสาย สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”
      สรุปความว่า ทุกค่ำเช้าเข้านอน ต้องทำความแจ่มแจ้ง เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ให้แจ่มกระจ่างอยู่เสมอ จนเคยชินเป็นนิสัย จนหากบังเอิญตายไปในเวลาหลับ ก็ยังมีหวังที่จะไม่เกิดอีกต่อไปอยู่นั่นเอง มีสติปัญญาอยู่เรื่อยอย่าให้อุปาทาน “ตัวกู” หรือ “ของกู” เกิดขึ้นมาได้เลยในทุกๆ กรณีทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งตื่นและหลับ
      นี้เรียกว่า เป็นอยู่ด้วยความดับไม่เหลือ หรือ ความไม่มีตัวตน มีแต่ธรรมะอยู่ในจิตที่ว่างจากตัวตนอยู่เสมอไป เรียกว่า ตัวตนไม่ได้เกิด และมีแต่การดับไม่เหลืออยู่เพียงนั้น ถ้าเผลอไป ก็ตั้งใจทำใหม่เรื่อย ไม่มีการท้อถอยหรือเบื่อหน่าย ในการบริหารใจเช่นนี้ก็เช่นเดียวกับเราบริหารกายอยู่ตลอดเวลานั้นเหมือนกัน ให้ทั้งกายและใจ ได้รับการบริหารที่ถูกต้อง คู่กันไปดังนี้ ในทุกกรณีที่ทำอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก เป็นอยู่ด้วยปัญญา ไม่มีความผิดพลาดเลย
      ทีนี้ก็มาถึง วิธีปฏิบัติอย่างที่ ๒ คือ ในเวลาจวนเจียนจะดับจิตนั้นอยากจะกล่าวว่า มันง่ายเหมือนตกกระไดแล้วพลอยกระโจน มันยากอยู่ตรงที่ไม่กล้าพลอยกระโจน ในเมื่อพลัดตกกระไดมันจึงเจ็บมาก เพราะตกลงมาอย่างไม่เป็นท่าเป็นทาง ไหนๆ เมื่อร่างกายนี้มันอยู่ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จิตหรือเจ้าของบ้านก็พลอยกระโจนตามไปเสียด้วยก็แล้วกัน
      ให้ปัญญากระจ่างแจ้งขึ้นมาว่าไม่มีอะไรที่น่าจะกลับมาเกิดใหม่เพื่อเอาเพื่อเป็น เพื่อหวังอะไรอย่างใดต่อไปอีก หยุด สิ้นสุด ปิดฉากสุดท้ายกันเสียทีเพราะไปแตะเข้าที่ไหนมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นอะไรเข้าที่ไหน หรือได้อะไรที่ไหนมา จิตหมดที่หวังหรือความหวังละลายไม่มีที่จอด มันจึงดับไปพร้อมกับกายอย่างไม่มีเชื้อเหลือมาเกิดอีก
      สิ่งที่เรียกว่าเชื้อ ก็คือความหวัง หรือความอยาก หรือความยึดมั่นถือมั่น อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั่นเอง
     สมมติว่า ถูกควายขวิดจากข้างหลัง หรือรถยนต์ทับหรือตึกพังทับ ถูกลอบยิง หรือถูกระเบิดชนิดไหนก็ตาม ถ้ามีความรู้สึกเหลืออยู่ แม้สักครึ่งวินาทีก็ตาม จงน้อมจิตไปสู่ความดับไม่เหลือ หรือทำความดับไม่เหลือเช่นว่านี้ให้แจ่มแจ้งขึ้นในใจ เหมือนที่เราเคยฝึกอยู่ทุกค่ำเช้าเข้านอนตื่นขึ้นมา ในขณะนั้นทำให้จิตดับไป ก็เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับการ “ตกกระไดพลอยโจน”ไปสู่ความดับไม่มีเชื้อเหลือ
      ถ้าหากจิตดับไปเสีย โดยไม่มีเวลาเหลืออยู่สำหรับให้รู้สึกได้ ดังนั้นก็แปลว่า ถือเอาความดับไม่เหลือที่เราพิจารณาและมุ่งหมายอยู่เป็นประจำใจทุกค่ำเช้า เข้านอนนั่นเองเป็นพื้นฐานสำหรับการดับไป มันจะเป็นการดับไม่เหลืออยู่ดี ไม่เสียท่าเสียทีแต่ประการใด อย่าได้เป็นห่วงเลย
      ถ้าป่วยด้วยโรคที่เจ็บปวด หรือทนทรมานมาก ก็ต้องทำจิตเบ่งรับว่าที่ยิ่งเจ็บปวดมากนี่แหละ มันจะได้ดับไม่เหลือเร็วเข้าอีก เราขอบใจความเจ็บปวดเสียอีก เมื่อเป็นดังนี้ ปีติในธรรม ก็จะข่มความรู้สึกปวดนั้นไม่ให้ปรากฏหรือปรากฏแต่น้อยที่สุด จนเรามีสติสมบูรณ์อยู่ดังเดิม และเยาะเย้ยความเจ็บปวดได้ ฯลฯ
      สรุปความในที่สุด วิธีปฏิบัติทั้ง ๒ ชนิดก็คือ จงมีจิตที่มีปัญญาแท้จริงมองเห็นอยู่ว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น แม้แต่สักสิ่งเดียว ในจิตที่ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นโดยสิ้นเชิง อย่างนี้แหละ “ไม่มีตัวกู” หรือ “ของกู” มีแต่ธรรมะที่เป็นความหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเราจะสมมติเรียกว่า พระรัตนตรัยหรือ มรรค ผล นิพพาน หรืออะไรที่เป็นยอดปรารถนาของคนยึดมั่นถือมั่นนั้นได้ทุกอย่างแต่เราไม่ยึด มั่นถือมั่นด้วยอุปาทานในสิ่งเหล่านั้นเลย จึงดับไม่เหลือหรือนิพพานได้จริงสมชื่อ นิ แปลว่า ไม่เหลือ, พาน แปลว่า ไป หรือ ดับนิพพาน จึงแปลว่า ดับไม่เหลือ เป็นสิ่งที่มีลักษณะความหมาย การปฏิบัติและอานิสงส์อย่างที่กล่าวมานี้แล
     ข้อความทั้งหมดนี้ยังย่ออยู่มาก แต่ถ้าขยันอ่านและพิจารณาอย่างละเอียดไปทุกอักษร ทุกคำ ทุกประโยคแล้ว ก็คงจะพิสดารได้ในตัวมันเองและเพียงพอแก่การเข้าใจและปฏิบัติ ฉะนั้น หวังว่าคงจะอ่านจะฟังกันอยู่เป็นประจำโดยไม่ต้องคำนึงว่า กี่เที่ยว กี่จบ จนกว่าจะเป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งโดยปัญญา และมั่นคงโดยสมาธิ นำมาใช้ได้ทันท่วงที ด้วยสติ สมตามความประสงค์ทุกประการ 

*******
กิ่งธรรมจาก http://www.mindcyber.com/

Thursday, October 27, 2011

การบวชอยู่ที่บ้าน

การบวชอยู่ที่บ้าน
 โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ

        บางคนจะสงสัยว่า บวชทำไมอยู่ที่บ้าน? มันก็พอจะตอบได้ว่า เราทำอย่างเดียวกัน ในวัตถุประสงค์ที่มุ่งหมายของคำว่า บวช แปลตามตัวหนังสือ ก็ว่า เว้นหมดจากที่ควรเว้น ก็คือ เว้นจากการปฏิบัติหรือการเป็นอยู่ชนิดที่เป็นทุกข์, สิ่งใดเป็นไปเพื่อความทุกข์ เราจะเว้นเสียโดยเด็ดขาด; ไม่ทำในใจว่า อยู่ที่บ้านหรืออยู่ที่วัด แต่ว่าโดยแท้จริงก็อยู่ที่บ้าน แต่ไม่ต้องทำในใจว่า อยู่ที่บ้านหรืออยู่ที่วัด, ทำในใจแต่การประพฤติปฏิบัติ ให้ตรงตามความหมายนั้นเท่านั้น คือว่า เว้นหมดจากสิ่งที่ควรเว้น ในทุกๆระดับ.

        หรือแม้ว่าเราจะอาศัยคำอีกคำหนึ่ง คือคำว่า พรหมจรรย์ แปลว่า การประพฤติประเสริฐ, ประพฤติอย่างพรหม ก็ไม่ได้จำกัดว่าที่บ้านหรือที่วัด ถ้าประพฤติได้ก็ประพฤติ; อย่างจะถือศีลพรหมจรรย์อยู่ที่บ้าน ศีล 8 ศีล 10 นั้นก็ยังถือได้ คำว่า พรหมจรรย์ นั้นมีความหมายว่า การประพฤติอย่างเต็มที่หรือเคร่งครัด ติดต่อกันเป็นระยะยาว เป็นการปฏิบัติตลอดชีวิต อย่างนี้ก็ยังได้ พูดกันง่ายๆ ว่า ประพฤติพรหมจรรย์ที่บ้าน มันก็ยังทำได้.

        ทีนี้เมื่อบุคคล บางคนไม่อาจจะออกไปบวช หรือว่าเป็นสตรี ไม่อาจจะบวชเป็นภิกษุณี ก็เสียใจ หรือน้อยใจ อย่างนี้ก็มี, หรือด้วยเหตุอย่างอื่นออกไปบวชไม่ได้ อย่างนี้ก็มี, ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องน้อยใจ, พยายามประพฤติปฏิบัติในธรรมะ ซึ่งเป็นการปฏิบัติให้ดีที่สุดให้สูงที่สุด ตามที่จะทำได้ ก็จะเป็นการบวชอยู่ที่บ้าน เรียกว่า บวชอยู่ที่บ้าน. ฟังดูให้ดีๆ เพราะบวช นั้นคือการเว้นเสียจากสิ่งที่ควรเว้น, พรหมจรรย์นั้น หมายถึงการประพฤติข้อธรรมอย่างจริงจังเคร่งครัด แม้ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ถ้าทำอย่างเคร่งครัดติดต่อกันจนตลอดชีวิต ก็เรียกว่า พรหมจรรย์ได้เหมือนกัน.

        เดี๋ยวนี้เราจะถือเอาหลักปฏิบัติตาม ที่มีอยู่อย่างไรในพระพุทธศาสนานั้น เอามาถือไว้เป็นหลักปฏิบัติ ก็จะทำให้เกิดผลอย่างเดียวกัน กับพวกที่บวชออกไปอยู่ที่วัด หรือไปอยู่ที่ป่า, และในบางกรณี บวชอยู่ที่บ้าน จะทำได้ดีกว่าบางคนหรือบางพวก ที่ไปบวชเหลวไหลอยู่ที่วัด หรือแม้อยู่ในป่า ด้วยเหตุนี้แหละพอที่จะกล่าวได้ว่า เรื่องสถานที่นั้น ก็ไม่ได้สำคัญเด็ดขาด อะไรนัก, มันสำคัญหรือเด็ดขาดอยู่ที่การประพฤติกระทำมากกว่า ซึ่งขอให้ท่านทั้งหลายตั้งใจฟังให้ดีๆ ว่า การบวชอยู่ที่บ้านนั้น จะบวชกันได้อย่างไร?

        การบวชอยู่ที่บ้านนั้น ก็ต้องอาศัยหลักธรรมะที่เป็นเนื้อแท้ หรือเป็นตัวแท้ของพระพุทธศาสนาที่มีอยู่เป็นหลักชัดเจนตายตัว ในที่นี้ จะเลือกเอามาสักหมวดหนึ่ง สำหรับยึดเป็นหลักปฏิบัติ แต่ก็มิได้เลือกเอาหมวด เช่น อริยอัฏฐังคิกมรรค เป็นต้น นั้นมันเป็นหลักทั่วไป ที่วัดก็ได้ ที่ไหนก็ได้, จะเอาชนิดที่สูงขึ้นไป ละเอียดขึ้นไปกว่านั้น คือหมวดธรรมที่มีชื่อว่า อินทรีย์ทั้ง 5, จำไว้ให้ดี.

         อินทรีย์ทั้ง๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ๕ อย่างนี้ แต่ละอย่างเรียกว่า อินทรีย์. คำว่า อินทรีย์ แปลว่า สำคัญ ตัวการสำคัญ หลักการสำคัญ, ธรรมะทั้ง ๕ ข้อนี้ จะมีอยู่ในการปฏิบัติทั่วไป, จะทำสมาธิหรือเจริญภาวนาอย่างไร ก็ต้องทำให้มีอินทรีย์ครบทั้ง ๕.

        ขอให้ฟังให้ดีว่า จะปฏิบัติธรรมะพวกไหนก็ตาม จะต้องปฏิบัติให้มีอินทรีย์ ในคำเหล่านั้น ครบทั้ง ๕ ที่เรียกว่า ๕, ๕ นี้ ก็คือ สัทธาวิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ดังที่กล่าวแล้ว.

        ๑. มีสัทธา-เชื่อในธรรม เป็นเครื่องดับทุกข์. ข้อแรก คือ สัทธา แปลว่า ความเชื่อ บวชอยู่ที่บ้านก็มีความเชื่อในธรรมะนั้นๆ ถึงที่สุด. เชื่อในอะไร? ถ้าถามว่า เชื่อในอะไร? ก็คือ เชื่อในธรรมที่เป็นเครื่องดับทุกข์ ที่รู้กันทั่วไป ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ อริยอัฏฐังคิกมรรค มีองค์ ๘ นี้ เป็นธรรมที่ดับทุกข์. เราได้ศึกษาแล้ว เห็นแล้ว มีความเชื่อว่าธรรมเหล่านี้ดับทุกข์ได้จริง หรือว่า ธรรมเหล่านี้เป็นที่พึ่งได้จริง, เชื่อลงไปเสียทีหนึ่งก่อน.

        แล้วก็เชื่ออีกทีหนึ่ง คือ เชื่อตัวเอง ว่า ตัวเองนี่สามารถที่จะปฏิบัติธรรมะเหล่านั้น ในเนื้อในตัวของตน มีความถูกต้องเหมาะสมที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมะเหล่านั้น, นี่ก็เป็นอีกเชื่อหนึ่ง รวมกันเป็น ๒ เชื่อ : เชื่อในสิ่งที่จะประพฤติปฏิบัติว่าดับทุกข์ได้, แล้วก็เชื่อว่า ตัวเองมีคุณธรรมที่จะดับทุกข์เหล่านั้นได้อย่างเพียงพอ.

        นี่ มีศรัทธา อย่างนี้ แล้วก็อยู่ที่บ้าน บวชอยู่ที่บ้าน มันก็พอที่จะทำให้เกิดอำนาจ เกิดกำลัง กำลังภายในก็ได้, ใช้คำอย่างนี้กับเขาบ้าง. เกิดอำนาจเกิดกำลังในการที่จะปฏิบัติธรรมะเหล่านั้น คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นหลักทั่วไป; เช่นว่า รับศีล เอาไป ไปถือที่บ้าน ก็ต้องทำให้เป็นศีลของบุคคลที่มีศรัทธาอย่างแน่นแฟ้น แน่วแน่ โดยเชื่อว่า ศีลนั้นเป็นเครื่องดับทุกข์ได้, แล้วก็เชื่อว่า ตัวเองสามารถรักษาศีลได้ ให้มีความเชื่ออย่างนี้เถิด ก็จะเป็นผู้มีศรัทธา, แล้วก็มีอาการเหมือนกับว่า เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์อย่างยิ่ง มีความหนักแน่น จริงจัง เคร่งครัดในการปฏิบัตินั้นๆ.

        ทีนี้ก็ปล่อยให้ศรัทธานั้นแหละ ดำเนินไปตามที่ควรจะมีในแต่ละวันๆ อำนาจของศรัทธา ทำให้มีการประพฤติจริง ทำจริง ถึงที่สุดแล้วก็มีกำลังใจที่เกิดมาแต่ศรัทธานั้นมากมาย ประพฤติปฏิบัติได้เต็มที่.

        เดี๋ยวนี้ คนมีศรัทธากันแต่ปาก มีศรัทธากันแต่ผิวๆ ว่ามีศรัทธา มีศรัทธา แต่หาได้มีศรัทธาตัวจริงแท้ แท้จริงตามที่กล่าวมานี้ไม่, คือไม่ได้เชื่อแม้ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์โดยแท้จริง, แล้วก็ไม่ได้เชื่อว่า ตัวเองจะสามารถประพฤติปฏิบัติได้ ตามคำสอนเหล่านั้น. มาจัดการกันเสียใหม่ มาชำระสะสางกันเสียใหม่: อยู่ที่บ้าน แต่ให้มีศรัทธาเต็มเปี่ยมทั้ง ๒ ประการ คือมีศรัทธาในธรรมะ ที่จะประพฤติว่าดับทุกข์ได้จริง แล้วมีศรัทธาในตัวเอง, ตัวเองนั่นแหละ ว่าสามารถที่จะปฏิบัติธรรมะเหล่านั้นได้, รวมกำลังกันเป็น ๒ ฝ่ายอย่างนี้แล้ว ก็เป็นศรัทธาที่สมบูรณ์อยู่ที่บ้าน ก็มีลักษณะอาการเหมือนบวชอยู่ที่บ้าน.


        ๒. มีวิริยะ-มีความเพียรและกล้าหาญ ทีนี้ ข้อที่ ๒ มีวิริยะ วิริยะแปลว่า ความเพียร หรือ ความกล้าหาญ, บวกกันทั้งความเพียรและความกล้าหาญเข้าด้วยกัน ก็เรียกว่า วิริยะ, ยิ่งมีศรัทธาในธรรมะหรือในตัวเองมาก่อนแล้ว วิริยะก็จะเข้มแข็งถึงที่สุด; อาศัยอำนาจของศรัทธา นั้นเป็นพื้นฐาน กระทำอย่างกล้าหาญ อย่างพากเพียร ในสิ่งที่ควรจะทำ ทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องเกี่ยวกับโลก หรือ เกี่ยวกับเหนือโลก.

        เรื่องที่เราจะต้องทำ ถ้ากล่าวกันแต่ใจความสรุปสั้นๆ แล้วก็จะมีอยู่ ๔ ประการ ด้วยกัน คือ มีความพากเพียรกล้าหาญในการที่จะป้องกัน, พากเพียรกล้าหาญ ในการที่จะสละ, พากเพียรกล้าหาญในการที่จะสร้างสรรค์, และพากเพียรกล้าหาญในการที่จะรักษา. คำ ๔ คำนี้มีความหมายคลุมหมดในหน้าที่ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ป้องกัน สละ สร้าง และรักษา.

        (๑) ป้องกัน คือ ป้องกันไม่ให้ สิ่งที่ไม่ควรจะเกิดจะมีนั้น เกิดมีขึ้นมา; เช่นศัตรูอย่างนี้ เราต้องใช้การป้องกันไม่ให้เกิด ไม่ให้มีขึ้นมา. กิเลสเป็นศัตรูร้ายกาจกว่าอะไรหมด ก็มีการป้องกัน อยู่อย่างถูกต้อง, ราวกับว่าป้องกันข้าศึกอันใหญ่หลวง ไม่ให้เกิดขึ้นได้. แล้วก็อันที่ (๒) สละที่เกิดขึ้นแล้ว; ถ้าสิ่งที่ไม่พึงปรารถนานั้นได้เกิดขึ้นเสียแล้ว ก็ต้องพากเพียร เข้มแข็ง กล้าหาญ ในการที่จะสละมันออกไปเสีย.
ทีนี้ก็มาถึงส่วนที่ (๓) ต้องสร้างสรรค์ ได้แก่สิ่งที่ยังไม่มี ความดี ความงาม กุศล สุจริต ทุกอย่างทุกประการที่ควรจะมีในตนที่มันยังไม่เคยมี ก็ต้องสร้างให้มีขึ้นมา, ด้วยอาศัยความเชื่อในสิ่งนั้นๆ และเชื่อตัวเอง ว่าจะปฏิบัติได้ ดังที่กล่าวมาแล้วในข้อศรัทธา ก็สามารถจะสร้างสิ่งที่ยังไม่มีในตน, ความดีหรือกุศลที่ยังไม่มีในตน ให้เกิดมีขึ้นมาในตนให้จนได้, นี้เรียกว่า ในทางสร้างสรรค์.ทีนี้ (๔) ข้อสุดท้าย ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาได้เท่าไร เพียงไร ต้องมีการรักษา, มีการรักษา หรือจะถึงกับพัฒนาให้เจริญงอกงามยิ่งๆ ขึ้นไป เป็นหน้าที่สุดท้าย คือรักษา. เหมือนกับว่าหาเงินมาได้ มันก็ต้องรักษาให้อยู่ในสภาพที่ถูกต้อง, ให้ใช้จ่ายในลักษณะที่ถูกต้อง, ให้มีอยู่อย่างถูกต้อง.

        เราอยู่ที่เรือน บวชอยู่ที่เรือน แต่มีวิริยะ: ความพากเพียร หรือกล้าหาญถึงที่สุด ในการที่จะป้องกันไม่ให้ความชั่วร้ายอกุศลบาปใดเกิดขึ้นในตน, ป้องกันได้เต็มที่. แล้วถ้ามีบาป มีอกุศลที่ได้เกิดขึ้นโดยพลั้งเผลอ ก็ละไปเสีย อย่างเต็มที่, แล้วก็สร้างที่มันยังไม่เกิด บุญกุศลความดีที่ยังไม่เกิด ก็สร้างให้เกิด, ทำให้เกิดขึ้นมา. ครั้นเกิดขึ้นได้แล้ว ก็รักษาให้เจริญรุ่งเรือง ยิ่งๆ ขึ้นไป, นี้เรียกว่า มีวิริยะอยู่ที่บ้านที่เรือน.
        โดยมากไม่สนใจที่จะทำให้จริง คือปล่อยไปตามบุญตามกรรม: แต่เดี๋ยวนี้เราต้องการจะเป็นผู้บวช จะเป็นนักบวชอยู่ที่บ้าน ก็จะต้องตั้งใจเป็นพิเศษ ในฐานะที่ว่าเป็นนักบวช; แม้ว่าจะอยู่ที่บ้าน มีความระมัดระวัง ให้เกิดความถูกต้องในการที่จะป้องกัน หรือ สละ หรือ สร้าง หรือ รักษา ดังที่กล่าวมาแล้ว.

        ๓. มีสติ- ต้องใช้ในทุกกรณีทีนี้ ข้อถัดไป ก็คือ มีสติ, มีสติ สิ่งที่เรียกว่า สติ นี้เป็นธรรมะพิเศษ, เป็นธรรมะจำเป็นสำคัญที่จะต้องใช้ในทุกกรณี; ช่วยจำข้อความนี้ไว้ให้ดีๆ ว่าธรรมะที่จะ ต้องใช้ทุกกรณี ไม่ว่าที่ไหน อย่างไร ได้แก่ สติ. ทุกเรื่องมันต้องทำไป หรือเป็นไป ในความควบคุมของสติ; ถ้าไม่มีสติ มันก็ทำอะไรไม่ได้, แม้แต่จะลุกขึ้นยืนจะเดินไปมันก็ทำไม่ได้, มันก็หกล้มหกลุกซวนเซไป, แม้แต่จะรับประทานอาหาร ถ้ามันไม่มีสติ เดี๋ยวมันก็ป้อนอาหารเข้าจมูกไป, หรือว่าถ้าไม่มีสติ มันก็จะกินอาหารอย่างตะกละ อย่างที่เป็นกิเลส ไปคิดดูเองก็แล้วกันว่า เรื่องอะไร ทุกเรื่องที่อยู่ที่บ้านที่เรือน นับตั้งแต่ว่าจะทำงานชั้นหยาบ ตักน้ำ ผ่าฟืน ล้างหม้อล้างไห ก็ต้องทำไปด้วยความรู้สึกที่เรียกว่า สติ ถ้ามันเป็นเรื่องของกิเลสแล้ว ก็จะต้องระมัดระวังยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงมีหลักในชั้นสูงว่า มีสติในทุกผัสสะ, มีสติในทุกผัสสะ.

        สิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ นี้ เข้าใจว่าคงจะเป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้ว เพราะพูดกันมามากมายหลายสิบครั้งเต็มทีแล้ว พูดสรุปอีกทีหนึ่งก็ว่า เรา คนเรานี่ มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อย่างที่จะกระทบกันเข้ากับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ที่อยู่ข้างนอก ที่เป็นคู่กระทบ; เรียกว่า มันมีคู่ติดต่อ หรือ คู่กระทบ: ตาเป็นคู่กับรูป หูเป็นคู่กับเสียง จมูกเป็นคู่กับกลิ่น ลิ้นเป็นคู่กับรส ผิวหนังเป็นคู่กับโผฏฐัพพะที่จะมากระทบผิวหนัง; นี้เป็นฝ่ายกาย เป็นฝ่ายรูปธรรม, คู่สุดท้ายเป็น ฝ่ายนามธรรม คือ ใจ ที่จะรู้สึกกระทบต่อความรู้สึกคิดนึกของใจ ที่เรียกว่า ธัมมารมณ์ ใจนี้เป็นคู่กับธัมมารมณ์ จะต้องพบกันอยู่เสมอ คือ มันคิดนึกรู้สึกได้, จะอาศัยความจำแต่หนหลัง ที่จำอะไรๆ ไว้ได้มาก สิ่งเหล่านั้น ก็จะมากลายเป็นสิ่งสำหรับคิดนึกรู้สึกขึ้นมาแล้วก็กระทบใจ. นี้ก็เรียกว่า มีคู่กระทบ :

        ตา ก็มีสิ่งสำหรับกระทบ คือ รูป,
        หู
ก็มีสิ่งสำหรับกระทบ คือ เสียง
        จมูก
ก็มีคู่กระทบ คือ กลิ่น
        ลิ้น
มีคู่กระทบ คือ รส
        ผิวกาย
ก็มีคู่กระทบ คือ โผฏฐัพพะ
       ใจ
ก็มีคู่กระทบ คือ ธัมมารมณ์


        เป็นสิ่งที่อยู่กับเนื้อกับตัว หรือเป็นเนื้อเป็นตัวของตนอยู่แท้ๆ แต่แล้วคนก็ไม่รู้จัก นี่พิจารณาดูกันถึงข้อนี้ก่อนเถอะว่า มันเป็นเนื้อเป็นตัวของตัวอยู่กับตัวแท้ๆ แต่คนก็ไม่รู้สึก ไม่รู้จัก ว่ามันมีอยู่อย่างไร ในฐานะอย่างไร

        ถ้าจะศึกษาธรรมะให้เป็นธรรมะกันจริงๆ แล้ว จะต้องรู้จักสิ่งสำคัญ ๖ คู่นี้ ให้แจ่มแจ้งชัดเจนแน่นอน รู้กันให้ทั่วถึงเกี่ยวกับเรื่องทั้ง ๖ นี้; เพราะว่าอะไรๆ มันก็สำเร็จมาจากอายตนะ ๖ คู่นี้, หรือว่า โลก โลกทั้งโลกมันจะมีปรากฏอยู่ได้ก็เพราะว่าเรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ถ้าเราไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็คือ ไม่มีอะไร, มันก็คือไม่มีโลก ไม่มีอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง. จงรู้จักสิ่งที่เรามี สำหรับทำให้สิ่งต่างๆ มี และเป็นเรื่องราวขึ้นมา ก็เพราะสิ่งทั้ง ๖ นี้, สิ่งทั้ง ๖ นี้จึงอยู่ในฐานะสำคัญว่า ถ้าจัดการกับมันถูกก็ดีไป ถ้าจัดการกับมันผิด ก็เป็นเรื่องร้ายเหลือที่จะร้าย ไม่มีอะไรจะร้ายยิ่งไปกว่านี้.

        จึงขอชักชวนวิงวอนท่านทั้งหลายว่า จงรู้จักสิ่งทั้ง ๖ คู่นี้ให้ดีที่สุด ในฐานะที่มันมีอยู่ในตัวเรา หรือมันเป็นตัวเราอยู่นั่นเอง, แล้วก็มีสติเมื่อสิ่งนี้ทำหน้าที่: มีสติเมื่อตาทำหน้าที่เป็นรูป, มีสติเมื่อหูทำหน้าที่ได้ยินเสียง, มีสติเมื่อจมูกทำหน้าที่ดมกลิ่น, มีสติในเมื่อลิ้นทำหน้าที่รู้รส, มีสติเมื่อผิวหนังทำหน้าที่กระทบสิ่งที่มากระทบผิวหนัง, และมีสติเมื่อใจทำหน้าที่กระทบเข้ากับธัมมารมณ์ คือ ความรู้สึกนึกคิด ให้รู้โดยประจักษ์ว่ามันเป็นอย่างไร แล้วมันมีการกระทำสืบต่อต่อไปอย่างไร ซึ่งก็ควรจะทราบไว้ด้วยเหมือนกัน.
        ยกตัวอย่างคู่แรก คือ ตากับรูป พอตากับรูปกระทบกัน มันก็เกิดวิญญาณทางตา คือการเห็นแจ้งทางตาขึ้นมา นี่เรียกว่า วิญญาณทางตา ตากับรูปที่มากระทบ และวิญญาณทางตา มีอยู่พร้อมกัน ๓ อย่างนี้ในหน้าที่เดียวกัน, นั่นแหละเรียกว่า ผัสสะ; ไม่ใช่เพียงแต่ตากระทบรูป นั้นมันพูดหยาบๆ เกินไป พูดตามพระบาลี ที่ชัดเจนแล้ว จะต้องมี ๓ เสมอ คือ มีอายตนะภายใน อายตนะภายนอก และ วิญญาณ ที่เกิดออกมาจากอายตนะนั้นๆ เหมือนอย่างในทางตาดังที่กล่าวแล้ว พอตาเห็นรูป กระทบกับรูป ก็เกิดการเห็นทางตา คือ จักษุวิญญาณ, เลยได้เป็น ๓ อย่าง คือ ตา อย่างหนึ่ง รูป อย่างหนึ่ง จักษุวิญญาณอย่างหนึ่ง, จักษุวิญญาณทำหน้าที่สัมผัสรูปทางตา นี่เรียกว่า จักษุสัมผัส, จักษุสัมผัส มีการสัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ฯลฯ ก็เหมือนกันแหละ มันมีอยู่ ๓ อย่าง อย่างนี้ ทำหน้าที่รู้สึกอยู่ก็เรียกว่า ผัสสะ.

        ทีนี้ ผัสสะมีแล้ว เช่น ผัสสะทางตามีแล้ว มันก็ จะเกิดเวทนา คือ ความรู้สึกที่พอใจ หรือไม่พอใจ หรือ เฉยๆ เป็นเวทนา ๓ อย่างขึ้นมา เรียกว่า เวทนาที่เกิดมาจากการสัมผัสโดยทางตา นี่เวทนาเกิดแล้ว มันไม่หยุดอยู่เพียงนั้น มันให้เกิดอันอื่นต่อไปอีก ถ้าในขณะสัมผัสนั้นเราเป็นคนโง่ คือ ไม่มีสติ หรือ ไม่มีปัญญา ใดๆ ในขณะที่สัมผัสทางตานั้น มันก็ เป็นสัมผัสโง่, มันก็ออกมาเป็น เวทนาโง่ ที่ไม่มีสติควบคุม. มันก็ปรุงความคิดนึกต่อไป คือ มีความยินดี เมื่อสัมผัสนั้นให้พอใจ ยินร้าย โกรธแค้นขัดเคือง เมื่อสัมผัสนั้น ไม่เป็นที่พอใจ หรือ เกิดพะวงหลงใหลอยู่ อยากจะรู้แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไร อย่างนี้ เมื่อสัมผัสนั้น มันไม่แสดงว่าเป็นที่พอใจ หรือ ไม่เป็นที่พอใจ เมื่อเวทนานั้น ไม่ชัดลงไปว่า เป็นที่พอใจหรือ ไม่เป็นที่พอใจ.

        นี่มัน เกิดโลภะ โทสะ โมหะ ขึ้นมาตรงนี้; ถ้ารับเอาด้วยความพอใจ ก็เกิดโลภะ รับเอาด้วยความไม่พอใจ ก็เกิดโทสะ รับเอาด้วยความไม่แน่ใจว่า พอใจหรือไม่พอใจ ก็เกิดโมหะ ถ้าเกิดโลภะ โทสะ โมหะ แล้ว มันเกิดไฟเสียแล้วนั่นเอง.

        ทีนี้มันก็ จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ตัณหา คือ อยากต่อไป ในกรณีที่เกิดโลภะ คือ เวทนาเป็นที่ถูกใจ เกิดโลภะ มันก็เกิดตัณหา สำหรับจะได้ จะเอา จะมีไว้ หรือ จะหามาอีก; หรือถ้าหากว่ามัน เกิดโทสะ คืออารมณ์นั้นไม่น่าพอใจ เกิดโทสะ มันก็เกิดความอยาก คือ ตัณหา อยากจะฆ่าเสีย อยากจะทำลายเสีย หรืออยากจะผลักไสออกไปเป็นอย่างน้อย ตามแบบของโทสะ ถ้าว่ามัน ไม่แน่ว่าอย่างไร มันก็วนเวียนอยู่ที่นั่น เป็นลักษณะของ โมหะ.

        นี่มัน เกิดโลภะ โทสะ โมหะ อย่างนี้แล้ว มันก็คือ เกิดไฟ, เกิดไฟขึ้นในจิตใจ ถ้ามีสติเสียแต่ในขณะผัสสะ แล้ว มันไม่เกิดอย่างนี้ มันกลายเป็นเกิดอีกทางหนึ่ง คือ ทางที่ให้รู้ว่า นี่อะไรนะ นี่อะไรนะ ควรทำอย่างไรนะ นี่ควรทำหรือไม่ควรทำ ควรทำอย่างไร ก็ทำไปตามที่ควรจะทำ ไม่มามัวยินดียินร้ายโกรธแค้นขัดเคืองอะไรอยู่ มันก็เลยไม่เกิดไฟ ไม่เกิดทุกข์ นี่เพราะ อำนาจสติ แท้ๆ ที่ป้องกันไว้ไม่ให้เกิดไฟขึ้นมา ในเมื่อมีการกระทบทางผัสสะ

        เมื่อมีตัณหา เป็นความอยากแล้ว มันก็ ปรุงแต่ไปเป็น อุปาทาน คือ ผู้อยาก ความรู้สึกอยาก มันก็จะปรุง ให้เกิดความรู้สึกว่า มีผู้อยาก ซึ่งเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น ไม่ใช่ตัวตนอะไร; พอมีผู้อยากแล้ว มันก็ถึงที่สุดแล้ว ที่มันจะเป็นเรื่องสำหรับจะเป็นทุกข์ทรมาน คือมันมีความรู้สึกหนัก ด้วยความมีตัวตน ความมีตัวตน, และเมื่อมีตัวตนแล้ว มันก็มีอะไรเป็นของตน.

        เมื่อเกิดตนขึ้นมาอย่างนี้แล้ว เกิดตนในความรู้สึก ไม่ใช่ตัวจริงอะไร เพียงแต่ในความรู้สึกว่าตัวตน มันเกิดตัวตนอย่างนั้นแล้ว มันก็เอาอะไรๆ มาเป็นของตน ทั้งภายนอกและภายใน เช่น ยึดถือเอาความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มาเป็นของตน มันก็หนักเท่าไร ทุกข์เท่าไร ร้อนเท่าไร ทีนี้ ภายนอก มันก็ยึดถือเอา ทรัพย์สมบัติสิ่งของ บุตรภรรยาสามี เป็นต้นว่า เป็นของตน, มันก็หนักเท่าไร มันก็เลยหนักรอบด้าน หนักทุกทิศทุกทาง เพราะเมื่อผัสสะ ทำผิดเมื่อผัสสะ แล้วก็ ความทุกข์มันก็เกิด อย่างนี้.

        ถ้ามีสติเมื่อผัสสะ คือได้ศึกษาฝึกฝนมาดี มีสติมีปัญญา แล้วก็มีสติมาทันเวลาที่มันมีอะไรมากระทบตา มันก็เป็นการกระทบที่ฉลาด เป็นสัมผัสที่ฉลาด คือสัมผัสด้วยสติ มันไม่หลงปล่อยให้กิเลสเกิด แต่มันกลับรู้ว่า ควรทำอย่างไร แล้วมันก็ทำไปในทางที่ควรทำ ให้เกิดประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ไม่เกิดโทษ ถ้าไม่มีสติ มันก็ไปเกิดกิเลส แล้วมันก็เกิดโทษ มันเป็นได้อย่างนี้ทั้ง ๖ ทางคือ ทั้งทาง ตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ มีวิธีที่จะปรุงแต่งจนเกิดความทุกข์กันอย่างนี้

        นี่เป็นวิทยาศาสตร์ของธรรมชาติ เรื่องของความทุกข์ ในเรื่องของความทุกข์ ตามหลักแห่งพุทธศาสนาเป็นหลักวิทยาศาสตร์ตามธรรมชาติ ในพระพุทธศาสนาว่ามีอยู่อย่างนี้ ความสุข และ ความทุกข์ มันเกิดขึ้น เพราะทำผิดหรือทำถูกในขณะแห่งผัสสะ; มันไม่ได้เกิดมาจากผีสางเทวดา เคราะห์ โชค ดวงดาวอะไรที่ไหน พระองค์จึงตรัสว่า มันไม่ได้เกี่ยวกับผลกรรมแต่ชาติก่อนด้วยซ้ำไป มันเกิดมาจากการกระทำผิดหรือกระทำถูก ที่นี่และเดี๋ยวนี้ คือผัสสะ นั่นเอง นี้เราก็มีผัสสะชนิดที่มีสติ เราจึงต้องมีสติ เพื่อจะได้ควบคุมผัสสะ

        สติขนเอาปัญญามาทันเวลา ที่มีการกระทบทางอายตนะนี้, มันก็ รู้ว่าควรทำอย่างไร มันก็เลยทำไปในทางที่ไม่เกิดทุกข์ ไม่เกิดความรัก ไม่เกิดความโกรธ ไม่เกิดความเกลียด ไม่เกิดความกลัว ไม่เกิดความอิจฉาริษยา ไม่เกิดความหึงความหวง ไม่เกิดความอาลัยอาวรณ์ ไม่เกิดอะไรต่างๆ ที่เป็นที่ตั้งแห่งความทนทุกข์ทรมาน นี่เรียกว่า มีสติ

      บวชอยู่ที่บ้าน แต่มีสติอย่างนี้ ลองคิดดูคำนวณดู; บวชอยู่ที่บ้านโดยการมีสติอย่างนี้ อยู่ที่บ้านมันดีกว่าที่บวชอยู่ที่วัดหลายๆ องค์ ที่ไม่ประสีประสาอะไร ไม่รู้จักแม้แต่ว่ามีสติคืออะไรด้วยซ้ำไป นี่ขอให้สนใจว่า ที่บ้านก็บวชได้ บวชได้อย่างยิ่ง ถ้ามีสติสมบูรณ์ ในลักษณะอย่างที่กล่าวมานี้.

        เรามีหลักว่า ในขณะที่สัมผัส สัมผัสหรือกระทบต้องมีสติ เมื่ออะไรมากระทบจิตทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ต้องมีสติ ให้เป็นการสัมผัสสิ่งนั้นๆ ด้วยสติ ก็เรียกว่า สัมผัสด้วยวิชชา, สัมผัสด้วยปัญญา มีความลืมหูลืมตา ก็กระทำไปอย่างถูกต้อง ไม่ผิดพลาดใดๆ ไม่อาจจะเกิดทุกข์ได้ นี่เรียกว่า เราสัมผัสโลกด้วยสติปัญญาอยู่ทุกวันๆ ทุกวันๆ ทุกวันๆ สัมผัสโลก คือ สิ่งทั้งปวงที่มากระทบ ด้วยสติด้วยปัญญา อยู่ตลอดเวลา ก็ไม่เกิดความทุกข์

        บวชอยู่ที่บ้าน เป็นนักบวชอยู่ที่บ้าน ทำได้อย่างนี้ ก็คือ ปฏิบัติสูงสุด ตามหลักพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว

        นี่จำไว้ว่า ถ้าว่าทำผิดเมื่อผัสสะ คือเป็นสัมผัสด้วยความโง่ ด้วยอวิชชา แล้วก็เกิดทุกข์ ถ้าสัมผัสด้วยวิชชา รู้จริงตามที่เป็นจริงอย่างไร เรียกว่า เป็นสัมผัสด้วยวิชชาแล้วก็ไม่เกิดทุกข์ ฉะนั้นอย่าได้มีการสัมผัสด้วยความโง่, อย่าได้มีการกระทบหรือรับอารมณ์ใดๆ ด้วยความโง่ แต่ให้รับหรือ รู้สึกอารมณ์นั้นๆ ด้วยสติ ด้วยปัญญา และให้ฝึกฝนอยู่เป็นประจำ


        เรื่องนี้ พูดมันก็พูดได้ และพูดง่าย; แต่พอถึงคราวที่จะทำมันไม่ง่ายนัก มันอาจจะพลั้งเผลอ หรือทำไม่ได้ ต้องมีความทุกข์กันเสียก่อน ตั้งหลายครั้งหลายหนแล้วจึงค่อยๆ ทำได้ จึงค่อยๆ ทำได้ นี่มันจึงจะสำเร็จประโยชน์ ค่อยๆ ทำได้ ฉะนั้น จะต้องฝึกฝนอยู่ให้ดีที่สุด เหมือนที่เขาฝึกฝนอะไร ๆ ที่เขาพอใจ อย่างพวกที่เล่นกีฬา เล่นศิลปะหาเงินหาทอง เขาฝึกเหลือประมาณ เช่นว่าจะเตะตะกร้อลอดบ่วงได้ อย่างนี้ต้องฝึกเหลือประมาณ นี้ก็เหมือนกันแหละ เราก็ฝึกเหลือประมาณ ฝึกที่จะให้มีสติ ทุกครั้งที่ผัสสะ, แล้วถ้ามันล้มเหลว เผลอไป ก็ละอายๆ ละอายแก่ตัวเอง ว่าไม่สมควรแก่เราเลย ที่เป็นผู้ไม่มีสติ ขาดสติ พลั้งเผลอจนเกิดความทุกข์ เราไม่ได้เกิดมาเพื่อความทุกข์ แล้วทำไมจึงมากลายเป็นมาเกิดเพื่อความทุกข์อย่างนี้ ก็เสียใจอย่างยิ่ง ละอายอย่างยิ่ง ทุกๆ คราวที่พลั้งพลาด เผลอไป จนเกิดความทุกข์ ไม่เท่าไรมันก็จะไม่เผลอ ก็จะเผลอน้อยเข้าจนไม่เผลอ

        อุปมาสมมติเหมือนอย่างว่า มันเดินตกร่อง ตกร่องที่นอกชาน หรือตกร่องที่ไหนก็ตาม มันเดินไม่ดี ไม่ดูให้ดี แล้วมันตกร่อง เดินตกร่องนั้นมันทั้งเจ็บด้วย แล้วมันทั้งน่าละอายด้วย ใครเห็นก็ละอายเขา ถ้าคอยสังวรอยู่ว่า มันเจ็บด้วย มันละอาย มันน่าละอายอย่างยิ่งด้วย ก็จะระวังดีขึ้น เมื่อระวังดีขึ้น มันก็ไม่ตกร่องอีกต่อไป นี่แหละการที่จะมีสติอย่างดีที่สุด ต่อสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ นั้น ต้องตั้งใจอย่างนี้ ต้องอธิษฐานจิตอย่างดียิ่งที่จะไม่พลั้งเผลอ และกลัว ว่ามันเป็นทุกข์และละอาย ว่ามันเป็นสิ่งที่น่าละอาย

        เดี๋ยวนี้เราไม่รู้สึกกันเสียทั้ง ๒ อย่าง หรือ ทั้งทุกอย่าง กลัวก็ไม่กลัว ละอายก็ไม่ละอาย มันก็เลยมีได้มากแล้วเป็นทุกข์อยู่ข้างใน; ก็เพราะว่าไม่มีใครรู้, แม้ว่าไม่มีใครรู้ แต่มันเป็นทุกข์อยู่ข้างใน ก็ขอให้กลัวและให้ละอายอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าที่มันมาข้างนอก จนคนอื่นเขารู้หรือเขาหัวเราะเยาะ

นี่ผู้ที่มีธรรมะแล้ว ก็จะต้องมีความกลัวและความละอายอย่างยิ่งอยู่ประจำตัว มีหิริ มีโอตตัปปะ ในธรรมะที่เป็นภายในอย่างนี้แหละ มีประโยชน์ดียิ่งกว่าที่เป็นภายนอก เป็นเรื่องภายนอก หมายความว่าที่ใครๆ เขารู้เขาเห็น ก็ยังไม่สำคัญเท่าที่ไม่มีใครรู้เห็น เรารู้เห็นของเราแต่คนเดียว นี่มันสำคัญมาก มันเสียหายมาก มันเป็นสิ่งที่จะยอมให้มีขึ้นมาไม่ได้

        ขอให้สนใจ มีสติเท่านั้นแหละ มันก็รอดจากความทุกข์ในทุกกรณี มันไม่สร้างความทุกข์ขึ้นมาได้ เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้ ไม่ต้องไปโทษผีสางเทวดา ซึ่งเป็นความโง่อย่างยิ่ง เพิ่มขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง มันโง่จนปล่อยให้ความทุกข์เกิดขึ้นแล้ว นี้มันก็โง่หนึ่งแล้ว ทีนี้มันก็ไปโทษผีสางเทวดา มันก็เป็นอีกโง่หนึ่ง มัน ๒ โง่ ๓ โง่ ซ้ำเข้าไป แล้วมันก็น่าละอายสักเท่าไร ขอให้คิดดู

        ความสุข และความทุกข์เกิดขึ้น เพราะเราทำผิดหรือทำถูกเมื่อมีผัสสะ ที่เรียกว่า ตามกฏอิทัปปัจจยตา, มีพระบาลีตรัสไว้ ซึ่งควรจะนึกถึงด้วยเหมือนกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่า สุขทุกข์ไม่ได้เกิดมาจากพระเป็นเจ้า, สุขทุกข์ไม่ได้เกิดมาจากกรรมเก่า, และสุขทุกข์ก็ไม่ใช่ไม่มีเหตุ สุขทุกข์ก็มีเหตุ เหตุนั้นก็คือ ทำผิดหรือทำถูกต่อกฏอิทัปปัจจยตา ถ้าทำผิดต่อกฏอิทัปปัจจยตาก็เกิดทุกข์ ถ้าทำไม่ผิดก็ไม่เกิดทุกข์ ทำผิดต่อกฏอิทัปปัจจยตา ก็ทำเมื่อมีอารมณ์มากระทบนั่นเอง เมื่อมีผัสสะนั่นเอง, เป็นเวลาสำคัญที่สุด ที่จะต้องประพฤติให้ถูกต่อกฏอิทัปปัจจยตา แล้วมันก็ไม่เกิดความทุกข์

      นี่ ถ้าทำสติได้ อย่างนี้ แม้บวชอยู่ที่บ้าน ก็ดีกว่าพวกที่บวชอยู่ที่วัดเป็นไหนๆ นี่พูดอย่างนี้มันชอบกลเหมือนกัน แล้วมันก็เสี่ยงอยู่ว่าจะอันตราย แต่ขอยืนยันว่า ถ้าบวชอยู่ที่บ้าน แล้วทำได้อย่างนี้ ดีกว่าพวกที่บวชอยู่ที่วัดโดยมากที่ไม่ทำอย่างนี้ ที่ไม่ได้ทำอย่างนี้ บวชละเมอๆ อยู่

๔. มีสมาธิ มุ่งนิพพานเป็นอารมณ์. ทีนี้ อีกข้อต่อไป ก็ว่า มีสมาธิ กำหนดไว้ให้ดีๆ นะ

        ข้อที่ ๑ มีสัทธา อย่างที่ว่ามาแล้ว
        ข้อที่ ๒ มีวิริยะ
        ข้อที่ ๓ มีสติ
        นี้ข้อที่ ๔ มีสมาธิ, มีสมาธิ


        สมาธิคืออะไร? ท่านบัญญัติความหมายไว้ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด เป็นสมาธิใหญ่หลวงมหาศาลเลยว่า สมาธิ คือ เอกัคคตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์, เอกัคคตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์. อาตมารู้สึกว่าบางคนฟังไม่ถูกก็งง ไม่รู้ว่าอะไร. เอกัคคตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ ก็บอกเสียเลยว่า เอกัคคตาจิต คือ จิตที่มีความคิดเพียงสิ่งเดียว มุ่งเพียงสิ่งเดียว ตั้งอยู่ในสิ่งเดียว; เอกัคคะ แปลว่า มียอดยอดเดียว, เอกัคคตาจิต จิตที่มียอดยอดเดียว คือมันมุ่งอยู่ที่สิ่งสิ่งเดียว, นี้เรียกว่า เอกัคคตาจิต, และมัน มุ่งต่อพระนิพพานเท่านั้น, ไม่มุ่งต่ออันอื่น ก็เรียกว่ามันมีนิพพานเป็นอารมณ์. เอกัคคตาจิตที่มุ่งต่อพระนิพพานเป็นอารมณ์นั่นแหละคือใจความของสิ่งที่เรียก ว่า สมาธิ มันจะทำสมาธิแบบไหน กี่แบบ กี่สิบแบบ ทำไปเถอะ ต่างๆ แปลกๆ กัน, ใจความของมัน มันก็อยู่ที่ความมุ่งพระนิพพานเป็นอารมณ์ของจิตที่ตั้งไว้ เป็นอารมณ์เดียว เป็นสิ่งเดียว.

        จะพูดให้ง่ายที่สุดเดี๋ยวนี้ ก็พูดว่า หวังพระนิพพานเป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลานั่นแหละ; เมื่อรู้จักพระนิพพานพอสมควรแล้ว การที่หวังพระนิพพานอยู่ตลอดเวลา นั่นแหละคือเอกัคคตาจิตที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์; อยู่ที่บ้านก็ทำได้, เมื่อกำลังเป็นทุกข์อยู่แล้วก็ยิ่งชวนให้ทำ, เป็นทุกข์ด้วยเรื่องใดๆ อยู่ ก็มุ่งต่อพระนิพพาน คือดับทุกข์เป็นอารมณ์. นี้โดยทั่วไปเราก็รู้ว่า เรามีชีวิตอยู่นี้เพื่อจะบรรลุนิพพาน จิตจึงมุ่งจ้องจดจ่ออยู่แต่พระนิพพานเพียงสิ่งเดียวเป็นอารมณ์ นี่คือความหมายของสมาธิ

        ทีนี้ที่เขาทำสมาธิอย่างนั้น สมาธิอย่างโน้น เป็นขั้นตอนๆ หลายๆ ขั้นตอนน่ะ มันแยกซอยให้ละเอียด แต่เมื่อรวมความหมดแล้ว มันมุ่งต่อนิพพานเป็นอารมณ์. เช่นว่า สติกำหนดลมหายใจอยู่ ลมหายใจสั้น ลมหายใจยาว ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าก็ตามเถอะ, ทำจิตให้เป็นสมาธิด้วยการกำหนดอย่างนี้ แต่มันมีนิพพานเป็นอารมณ์ที่หวังอยู่ข้างหน้า, คือทำสมาธินี้เพื่อจะดับทุกข์สิ้นเชิงในปลายทาง ในจุดหมายปลายทาง, ทำสมาธิขึ้นมาแล้ว ก็ทำเป็นวิปัสสนา เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. แล้วก็เบื่อหน่ายคลายกำหนัด ก็หลุดพ้น มีนิพพานเป็นอารมณ์ ฉะนั้น ความหมายนี้ดีที่สุดแล้วว่า สิ่งที่เรียกว่า สมาธินั้น คือ เอกัคคตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์.

        ขอให้เราทุกคนดำรงจิตไว้ในลักษณะอย่างนี้ ในลักษณะอย่างนี้ คือว่ามีพระนิพพานเป็นที่หมาย มีพระนิพพานเป็นจุดหมาย, จะต้องถึงที่นั่นให้จงได้เร็วที่สุด โดยเร็วที่สุดเท่าไรก็ยิ่งดี. นี่คือ สมาธิที่มีประโยชน์ สมาธิโดยความหมายที่แท้จริง ที่มันมีประโยชน์ คือความมุ่งต่อพระนิพพานเป็นอารมณ์; อยู่ที่บ้านนั่นแหละ ทำอะไรก็ทำไปเถิด แต่ข้อใหญ่ใจความนั้นไม่ลืม ไม่ลืมว่าเรามีพระนิพพานเป็นที่จุดหมายปลายทาง ทั้งหมดที่เราทำนี้ มันจะรวมกันเข้า แล้วก็ไปสู่จุดหมายปลายทางคือนิพพาน.


        สมมุติว่า จะทำนา มันก็หาข้าวให้ได้กินข้าว, ให้ได้กินข้าว แล้วก็มีชีวิตอยู่ แล้ว ก็ทำพระนิพพานให้แจ้ง. แม้แต่ ทำสวน ก็ได้เงินมากินมาใช้, ก็เพื่อจะมีชีวิตอยู่ เพื่อจะทำพระนิพพานให้แจ้ง. จะค้าขายหรืออาชีพอะไรอยู่ก็ตาม ต่อให้เป็นอาชีพถีบสามล้อเหงื่อไหลท่วมตัวอยู่ทั้งวันๆ มันก็ สามารถจะมีเอกัคคตาจิตที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ได้ โดยมุ่งหวังอยู่ว่า เราจะเลี้ยงชีวิตให้รอดอยู่ได้ เพื่อทำให้ปรากฏเฉพาะซึ่งภาวะที่ไม่มีความทุกข์เลย. ที่เรียกว่า นิพพาน คือชีวิตที่เยือกเย็น, ชีวิตที่เยือกเย็น ไม่มีความทุกข์เลย เรียกว่า นิพพาน เราจะมีที่นั่นเป็นจุดหมาย แม้ว่าจะทำงานอย่างต่ำ ล้างท่อถนน กวาดถนน ถีบสามล้อ แจงเรือจ้าง ก็ยังสามารถที่จะมุ่งพระนิพพานเป็นอารมณ์ ว่าจะต้องได้พบกันในโอกาสข้างหน้า

        ทีนี้จะพูดให้สิ้นสุดเสียเลยว่า แม้เป็นคนขอทานนั่งขอทานอยู่ ก็ยังทำได้ เดี๋ยวนี้กูยังต้องขอทาน ก็ขอทานให้ชีวิตมันรอด ชีวิตมันรอดแล้วก็จะทำต่อไป, ปฏิบัติมีสติระวังสังวรเรื่อยไป แล้วก็จะมีนิพพานเป็นจุดหมายปลายทางได้เหมือนกัน. นี่ไม่ใช่แต่เป็นชาวบ้านธรรมดาแหละ; ให้เป็นขอทานอยู่ มันก็ยังมีโอกาส ยังมีความหวังจะมีสมาธิ; สมาธิ, สมาธิเรียกอย่างนี้แปลว่า เอกัคคตาจิตคือจิตดวงเดียว เดี่ยวโดด หนักแน่น มีพระนิพพานเป็นที่หมาย ฉะนั้น ใครๆ ทุกคน ที่เป็นฆราวาสอยู่ จงดำรงตนให้มีพระนิพพานเป็นที่หมาย เป็นจุดหมายปลายทาง ก็จะเรียกว่ามีสมาธิ เต็มตามความหมายของคำคำนี้

        มีสติเป็นเครื่องชักนำให้จิตมีสมาธิ มีสติอย่างที่ว่ามาแล้ว ชักนำให้จิตมีสมาธิ รู้สึกตัวอยู่ เมื่อแรก ระลึกได้ แรกระลึกถึงความจริงความรู้อะไรได้ นี่ เรียกว่า มีสติ, ครั้นระลึกได้แล้ว รักษาความรู้นั้นไว้ ให้อยู่ยาวไป ก็เรียกว่า สติสัมปชัญญะ. สติกับสัมปชัญญะนั้น มันเป็นคู่แฝดกัน; สติคือความระลึกได้ สัมปชัญญะคือความรู้ตัว คือรักษาความระลึกได้นั้นให้ยังคงอยู่ เช่น สติระลึกถึงความถูกต้องอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา แวบขึ้นมาได้ แล้วก็รักษาไว้ นั่นก็คือ สัมปชัญญะ; สติกับสัมปชัญญะก็ต้องทำงานร่วมกันอย่างนี้ ฉะนั้นเรา ถ้ามีสติสัมปชัญญะแล้ว จะไม่ทำอะไรผิดพลาด จะทำอะไรถูกต้อง ได้รับผลดีของสิ่งที่ต้องทำ.

        ทีนี้ก็ มีสมาธิ ก็หมายความว่า จิตมันมั่นคง ตั้งมั่น ขณะนั้นก็ไม่มีกิเลสรบกวน ขณะนั้นจิตก็ ว่องไวในการที่จะคิดจะนึก หรือจะทำหน้าที่ของจิต คำว่า ทำสมาธิ, ทำสมาธิไม่ใช่หมายถึงไปนั่งหลับตาตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้, ไม่ใช่หมายความว่าอย่างนั้น หมายความว่า ทำทุกอย่างทุกทาง กล่อมเกลาจิตใจให้เป็นจิตที่มีจุดหมายเดียว อารมณ์เดียว ที่เรียกว่า เอกัคคตา, แล้วมันก็ปราศจากกิเลส แล้วมันก็เข็มแข็ง มันก็เข็มแข็ง เพราะมันรวมแสงรวมกำลัง แล้วมันก็ไวต่อหน้าที่ของมัน

        จิตมีหน้าที่คิด จิตที่เป็นสมาธิจะไวต่อการคิด จิตที่ไม่เป็นสมาธิมันงุ่มง่ามเคอะคะ มันคิดไม่ได้ หรือมันไม่ไวต่อการคิด สมาธินั้นหมายความว่า จิตมีกำลังเข็มแข็งอยู่ที่จุดเดียว ไม่มีกิเลสรบกวน แล้วก็ว่องไวในหน้าที่ที่จะคิด จะนึก จะคิดจะนึก จะทำจะตัดสินใจ จะทำอะไรก็ตาม; ถ้าทำด้วยสมาธิมันทำได้ดี ทำด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ฉะนั้นคนที่มีหน้าที่จะต้องคิดจะต้องนึกจะต้องตัดสินใจ จะต้องสั่งงานผู้อื่น อะไรก็ตาม จะต้องทำด้วยจิตที่เป็นสมาธิ

        ทีนี้ก็ จะต้องฝึกให้เป็นสมาธิ มีสติชักหน่วงดึงจิตให้ติดอยู่ที่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ตามเวลาที่ต้องการจะทำอะไร ตามเวลาที่ต้องการจะทำอะไร ทำด้วยสมาธิเสมอไป คือว่าจะมีสมาธิจิตตั้องแต่ก่อนทำ แล้วก็เมื่อกำลังทำ และทำเสร็จแล้วด้วย ตั้งแต่ก่อนทำ ก็มีสมาธิในเรื่องนั้น กำลังทำอยู่ ก็มีสมาธิในเรื่องนั้น ทำเสร็จแล้วก็มีสมาธิในเรื่องนั้น มันจะผิดได้อย่างไร ลองคิดดูเถอะ มันไม่มีทางที่จะผิดได้ มันมีแต่จะถูกถึงที่สุด

        ทีนี้เรา บวชอยู่ที่บ้าน ก็หาโอกาสที่จะฝึกสมาธิ เวลาที่เอาไปใช้เหลวไหลเสียวันหนึ่งๆ ตั้งมากมาย ขอเปลี่ยนเอามาทำสมาธิ, และ เมื่อกำลังทำการงานอยู่ ก็ทำสมาธิได้ โดยทำด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ทำการงานอะไรอยู่ก็ตาม

        ถ้าว่า เป็นชาวนา กำลังไถนาอยู่ กำลังไถนาอยู่ เดินตามหลังความยอยู่ ขอให้จิตมันอยู่ตรงที่ปลายไถนาอยู่ จิตอยู่ที่ปลายไถ ที่มันแหลมที่มันตัดดินอยู่ตรงนั้นเรื่อยไปมัน ก็เป็นการทำสมาธิตลอดเวลาที่ไถนา

        ถ้าทำสวน เมื่อเอาจอบฟันดินลงไปกระทบดินยกขึ้นมานั้น ก็มีสมาธิอยู่ที่จอบมันตักดิน
เอาที่บ้านที่เรือนกันก็ได้, งานอื่นๆ นั่นมันมีค่า หรือว่ามันน่าดู. แต่เดี๋ยวนี้ เราเอางานชั้นต่ำสุดนะ ว่าถ้าเราจะต้องกวาดบ้าน กวาดพื้นบ้าน หรือกวาดลานบ้าน เมื่อกำลังกวาดอยู่นั้น ขอให้จิตมันกำหนดอยู่ที่ปลายไม้กวาดที่จดดิน ทำอย่างนั้นไม่ยาก จิตอยู่ที่ปลายไม้กวาด ที่จดดินอยู่เรื่อยไปๆ กวาดเรื่อยไป จิตอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา นี่เป็นสมาธิชั้นดี เป็นสมาธิชั้นดี

        หรือว่าเมื่อล้างจาน, ก็ขอให้จิตมันอยู่ตรงที่ปลายนิ้วที่มันถูจาน เมื่อล้างจานธรรมดาสามัญ คนทั่วไปก็ต้องเอามือถูจาน ให้ปลายนิ้วที่ถูจานแตะจานอยู่ จิตกำหนดอยู่ที่ตรงนั้น จนกว่าจะล้างจานเสร็จ ก็เป็นการทำสมาธิที่ดีที่สุด เมื่อกำลังล้างจาน.

        ทีนี้ เมื่อล้างหม้อ ล้างกะทะ ก็เหมือนกันนั่นแหละ; เมื่อเอาอะไรมาถูหม้อถูกะทะอยู่ เครื่องถูหม้อนั่นแหละ เมื่อมันจดจ่ออยู่กับหม้อหรือจดจ่ออยู่กับกะทะ มีจิตอยู่ที่ตรงนั้นสิ คุณก็เป็นผู้มีสมาธิ เหมือนกับนั่งสมาธิอยู่ในป่านั่นแหละ แต่ว่าเดี๋ยวนี้ทำสมาธิที่บ้าน.

        ถ้าว่าจะผ่าฟืน เอ้า, ผ่าฟืน สมาธิอยู่ที่คมขวาน เมื่อไม้ฟืนกระทบขวาน แล้วแต่จะผ่ากันท่าไหน แต่ที่ตรงคมขวานที่ชำแรกไม้ออกไปนั้น จิตอยู่ที่ตรงนั้น.

        ทีนี้ก็ ทำทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน; เมื่อยืนเท้าแตะพื้นตรงไหน กำหนดตรงนั้น เมื่อเดินก็เหมือนกัน มันจดลงไปแล้ว มันยกขึ้นมา มันจดลงไปมันยกขึ้นมา จิตอยู่ที่นั่น เมื่อนั่งก็นั่งถูกที่พื้น โดยไม่ได้กำหนดอะไรอื่น กำหนดที่ก้นมันแตะพื้นนั่นแหละ มันก็เป็นสมาธิ แต่เขามีอย่างอื่นหลายวิธี เช่นกำหนดลมหายใจ กำหนดพุทโธ อะไรก็ได้ แต่ที่แท้จริงแล้ว มันอยู่ที่สิ่งที่มันเป็นธรรมดาเป็นเจ้าของเรื่อง

        นี่เรื่องบวชอยู่ที่บ้าน เห็นไหมเล่า พูดเรื่องบวชอยู่ที่บ้าน บวชอยู่แต่ที่บ้าน มีโอกาสจะทำ ประพฤติธรรมในเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ได้อย่างมากมาย มีสติประกอบอยู่กับสมาธิในทุกๆ อิริยาบถ ทุกๆ การงาน นับตั้งแต่ว่าไถนา สมาธิจิตอยู่ที่ปลายไถที่ตัดดิน, ถ้าพายเรือ จิตอยู่ที่ปลายพายที่มันแตะน้ำ แจวเรือก็เหมือนกัน อยู่ที่แจวมันตัดน้ำ นี้จะเป็นสมาธิจริง สมาธิที่จะเอามาใช้เป็นประโยชน์อย่างอื่นได้ ทุกๆ ความหมาย ทุกๆ ชนิด

๕. มีปัญญา - รู้ความจริงที่ควรรู้ เอ้า ทีนี้ข้อสุดท้ายว่า มีปัญญา มีปัญญา

        ข้อ ๑ มีศรัทธา,
        ข้อ ๒ มีวิริยะ,
        ข้อ ๓ มีสติ,
        ข้อ ๔ มีสมาธิ,
        ข้อ ๕ มีปัญญา,

        ปัญญา แปลว่า ความรู้ คือ รู้สิ่งที่ควรรู้, รู้ความจริงที่ควรรู้ ความจริงที่ดับทุกข์ได้นั้น เป็นความจริงที่ควรรู้.ขอให้รู้ความจริงนั้นอยู่ตลอดเวลา อยู่ตลอดเวลาด้วยสติ สติระลึกเอามา แล้ว สัมปชัญญะกำหนดเอาไว้ แล้วก็อยู่อย่างเป็นความรู้รอบ เป็นปัญญาอยู่ตลอดเวลา อย่าให้เกิดการปรุงแต่งในจิตจนเกิดความคิดชนิด ตัวกูของกู นี่คำพูดมันค่อนข้างจะหยาบคาย แต่มันจำเป็นว่า ความคิดชนิดที่มีความหมายเป็นตัวกู หรือเป็นของกูนั้น เป็นความคิดผิด พร้อมที่จะทำให้เกิดความทุกข์อย่างยิ่ง มันเป็นความคิดที่ผิด เป็นความรู้ที่ผิด เรียกว่าเป็นความผิดนั่นแหละ

        นี้ปัญญาต้องรอบรู้ รู้ที่ถูก มันรู้ทุกอย่างที่ควรจะรู้ รู้ได้ทุกอย่างที่ควรจะรู้ แต่อย่าไปรู้ชนิดที่ว่าเป็นตัวกู เป็นของกู เป็นตัวตน เป็นของตน นี่มันก็เป็นของละเอียดประณีตลึกซึ้งอยู่มาก, คือมันจะต้องรู้จักทำความละเอียดประณีตในทางจิต, ความคิดมันปรุงแต่งกันได้อย่างที่ว่ามาแล้วในเรื่องของผัสสะ. นี้เราอย่าให้ความคิดหรือความรู้เกิดขึ้น มีความหมายเป็นตัวกู เป็นของก


        ทำงานด้วยความรู้อยู่ว่า ควรจะทำอย่างไร ฟังให้ดีๆ ว่า ถ้าทำงาน ทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ หรือที่ไหนก็ตาม จงทำด้วยสติปัญญาที่รู้ว่า ควรทำอย่างไร แล้วระวังอย่าให้ความคิดประเภทตัวกูของกู, ทำเพื่อกู กูจะได้ กูจะอะไร อย่าให้เกิดขึ้นมา ความคิดความรู้สึกประเภทตัวกูของกูอย่าได้เกิดขึ้นมา อย่าให้ความอยากจะได้ผลงานเร็วๆ เกิดขึ้นมา อย่าให้ความหวังจะได้ผลงานเร็วๆ เกิดขึ้นมา. นั้นเป็นของผิดทั้งนั้น อันตรายทั้งนั้น มีแต่ความรู้ที่ถูกต้องว่า ทำอย่างไร ทำอย่างไร ที่ทำถูกต้องนั้นทำอย่างไร แล้วก็สนใจทำแต่อย่างนั้น นี้แหละเรียกว่า ทำงานอยู่ด้วยปัญญาอย่างยิ่ง ไม่เกิดความผิดพลาด ไม่เกิดความหวัง ไม่เกิดกิเลสตัณหา ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความทุกข์

        ฉะนั้นเรามี ความรู้ที่ถูกต้องเรื่องอิทัปปัจจยตา ว่ามันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน และว่า ตถตา มันจะต้องเป็นอย่างนั้นมันเป็นอย่างอื่นไม่ได้. มีความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา ตถตา เต็มที่แล้วก็ทำงานอยู่ ส่วนความหวังความอยากว่าจะได้ผล เอาผลมากิน มาใช้กันให้สนุกสนานเอร็ดอร่อยนั้น อย่าต้องมีผล ถ้ามีมันเป็นความคิดหรือความรู้สึกประเภทตัวกู-ของกู มันจะต้องเป็นทุกข์

        ข้อนี้ก็ ในพระบาลีให้ตัวอย่างไว้อย่างดีที่สุด ที่อาตมาก็เอามาเล่าบ่อยๆ ว่า แม่ไก่ฟักไข่ให้ดีก็แล้วกัน ไม่ต้องคิดว่าลูกไก่จงออกมา, นี่แม่ไก่น่ะฟักไข่ให้ถูกต้องตามวิธีของธรรมชาติ; จะเขี่ย จะกก จะกลับ จะทำให้อุ่นให้เย็นอะไรก็แล้วแต่ ให้มันถูกต้องตามวิธีของการฟักไข่, แล้วลูกไก่ก็จะออกมาเอง โดยที่แม่ไก่ไม่ต้องหวังว่า ลูกไก่จงออกมา ลูกไก่จงออกมา, ถ้าแม่ไก่ตัวไหนมันหวังว่าลูกไก่จงออกมา บ่นว่า ลูกไก่จงออกมา มันเป็นแม่ไก่บ้า มันใช้ไม่ได้. คนนี้ก็เหมือนกันแหละ จงทำงานให้ถูกต้องด้วยสติปัญญา เกี่ยวกับการกระทำนั้น โดยไม่ต้องมีความคิดหวังเป็นตัวกูของกู ว่าออกมา จงออกมา จงได้มา จงได้กำไร จงอย่างนั้น จงอย่างนี้ ซึ่งเป็นเรื่องของตัวกู ของกูอย่างนั้น มันทำให้เป็นทุกข์เปล่าๆ แล้วมันก็ไม่ได้ด้วย แล้วมันจะทำให้งานเสียก็ได้

        เดี๋ยวนี้ เราสอนกันผิดๆ อยู่บางอย่าง ที่ว่าให้ใช้ความหวังมากเกินไป; ที่จริง ถ้าความหวังมากเกินไป แทรกแซงเข้ามาในขณะทำงานแล้ว มันฟุ้งซ่าน ทำไม่ได้ดี ทำไม่ได้ถูกต้องอย่างดี มันต้องให้เหลือไว้ มีแต่สติปัญญา ว่าจะทำอย่างไรเท่านั้น ให้มีมากที่สุด ให้ทำอย่างดี ส่วนที่จะหวังผลอย่างนั้นอย่างนี้ อย่าให้มันเกิดขึ้นมาในความคิด มันมาทำให้ฟุ้งซ่าน ให้มีสมาธิแน่วแน่อยู่แต่ว่า ทำอย่างไร เรื่องนี้ทำอย่างไร เรื่องนี้ทำอย่างไร นั่นแหละเรียกว่า มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา มีจิตว่างจากความคิดความนึกรู้สึกว่าตัวตนหรือของตน ว่างจากความรู้สึกคิดนึกว่า ตัวกู-ของกู แล้วก็เป็นจิตว่างแหละ จะคิดอย่างไรก็ได้, จะคิดเรื่องจะทำให้ดีให้มันอย่างไรก็ได้ แต่อย่าให้มันแลบเลยไป ถึงว่า เพื่อตัวกู หรือของกู, กูจะเอา กูจะได้ พอความคิดเกิดขึ้นอย่างนั้น มันจะมืด มันจะกลุ้มมันจะร้อน มันจะเป็นทุกข์ นี่เรียกว่า เคล็ด หรือ ศิลปะ ในการที่จะทำงานให้ดีที่สุด โดยเฉพาะสำหรับพุทธบริษัท

        เดี๋ยวนี้เราจะบวชอยู่ที่บ้าน เราจะบวชอยู่ที่บ้านขอให้มีการกระทำงานด้วยปัญญา, มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา ให้ได้ผลดีที่สุดของการที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์เกิดมาแล้ว จะต้องได้อะไรดีที่สุด ก็ให้มันได้อย่างนั้นแหละ แล้วมันก็จะได้ด้วยการกระทำด้วยปัญญา อย่าทำด้วยกิเลสตัณหา หวังว่าจะได้อย่างนั้น หวังว่าจะได้อย่างนี้แก่ตัวกู แก่ของกู นั้นไม่ต้องไปหวังดอก

        เมื่อทำถูกต้องตามกฏของธรรมชาติแล้ว มันก็ต้องออกผลมาเอง, ไปหวังให้มันฟุ้งซ่าน; หรือจะเปรียบด้วยตัวอย่างง่ายๆ อีกทีหนึ่งว่า ไปซื้อลอตเตอรี่มาแล้ว อย่ามาหวังให้มันรบกวนจิตใจเป็นโรคประสาท, ซื้อแล้วก็แล้วไป ถึงเวลามันออกก็ไปตรวจดู มันถูกหรือไม่ถูก แต่บางคนเขาไม่ชอบอย่างนั้น เขาชอบซื้อเอามาทำให้มันบ้า ให้มันหวัง ให้มันนอนหวัง นั่งหวัง นอนหวัง แล้วในที่สุด มันจะเป็นโรคประสาท ได้จริงเหมือนกันแหละ

        เราจงทำงานหรือมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา อย่าประมาทปัญญา พอกพูนปัญญา คือความรู้สึกคิดนึกที่ถูกต้องอยู่ตลอดเวลา เมื่อจะทำงานก็มีปัญญาในงานที่จะทำ เมื่อทำงานอยู๋ ก็มีปัญญาในงานที่กำลังทำ เมื่อทำงานเสร็จได้ผลงาน ก็มีปัญญาอยู่ในการได้ผลงาน อย่าให้ได้ผลงานด้วยกิเลส ตัณหา แต่ได้ด้วยสติปัญญา อ๋อ มันอย่างนี้เองนี่ ทำอย่างนี้มันก็ได้อย่างนี้เอง ไม่ต้องไปหลงไหลมัวเมา ให้มันสูญเสียสติสัมปชัญญะ หรือจะเก็บผลงาน ไว้กินไว้ใช้รักษาไว้ ก็ด้วยสติปัญญา เก็บไว้ด้วยสติปัญญา อย่าให้มันทรมานใจ เมื่อจะเอาผลงานมากินมาใช้ ก็ทำด้วยสติปัญญา อย่าให้มันผิดพลาด เมื่อจะแบ่งปันให้แก่ผู้อื่นบ้าง ทำบุญทำทาน ก็ทำด้วยสติปัญญา; แปลว่าเป็นฆราวาสที่มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา ทั้งก่อนแต่ทำงานกำลังทำงาน ได้ผลงาน เก็บผลงาน ใช้ผลงาน กินผลงาน แบ่งปันผลงาน อะไรก็ทำด้วยปัญญา ไม่มีกระหืดกระหอบด้วยกิเลสตัณหา


        นี่จะบวชอยู่ที่บ้าน แล้วจะเป็นพระอรหันต์อยู่ที่บ้าน; พอเป็นพระอรหันต์แล้ว มันก็เลิกหมด ไม่ต้องบวชต้องอะไรดอก เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้วมันเลิกบวช เลิกความหมายของคำว่า บวช, บวช หรือประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ต้องมีแล้ว. แต่เดี๋ยวนี้ ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ขอให้เป็นผู้บวชด้วยจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นอยู่ที่บ้าน; โดยเฉพาะผู้หญิงไม่ต้องสนใจว่าผู้หญิงบวชไม่ได้. แต่เราบวชอยู่ที่บ้านได้อย่างนี้ แล้วเหมือนกัน หรืออย่างเดียวกัน หรือเท่ากัน แม้ไม่มีโอกาสไปบวชกับเขาบ้าง เขาบวชกันเกร่อหมด บวช ๙ วัน ไม่รู้ว่าจะได้ผลอย่างไร.

        แต่อาตมาขอยืนยันว่าบวชอย่างที่ว่านี้เถิด, มี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา อยู่ที่บ้าน. บวชอยู่ที่บ้าน   บริบูรณ์อยู่ด้วยธรรมะ ๕ ประการ ซึ่งทบทวนอีกทีหนึ่งก็ว่า:

        มีศรัทธา เชื่อมั่นในสิ่งที่ตนถือเอาเป็นที่พึ่ง คือการปฏิบัติหรือคำสอนนั้น แล้วก็ เชื่อมั่นว่าตัวเองทำได้  เราทำได้ ไม่เหลือวิสัย เราทำได้ แล้วก็ปล่อยให้ทำไปด้วยศรัทธา

        พร้อมกันนั้นก็ มีวิริยะ คือความกล้าหาญ ความพากเพียร ความบากบั่น สนุกสนานในการทำ พอใจในการทำ เป็นสุขเสียเมื่อกำลังทำ ไม่ต้องรอต่อผลงานได้มา กำลังทำอยู่มันก็พอใจและเป็นสุข อิ่มอยู่ด้วยความสุข ได้ความสุขโดยไม่ต้องเสียเงิน

         ทีนี้ก็มีสติ เฝ้าระวังรักษาป้องกัน ไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้น ในความคิดความนึกหรือในการกระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีผัสสะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายและทางใจเอง

        มีสมาธิ คือจิตแน่วแน่ต่อพระนิพพานเป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้าออก, มีจุดมุ่งมั่นต่อพระนิพพาน เรียกว่า มีเอกัคคตาจิตมุ่งพระนิพพานอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ทำทุกอย่างที่รักษาจิตชนิดนั้นไว้ ก็คือแบบสมาธิวิธีต่างๆ มันจะต่างกันอย่างไร มันก็อยู่ที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ทั้งนั้น คือมีความหลุดพ้นจากความทุกข์เป็นอารมณ์ด้วยกันทั้งนั้น

        แล้วในที่สุด ก็มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา คือ ความรู้อย่างถูกต้องชัดเจน ในสิ่งที่ต้องกระทำ หรือควรกระทำ อย่าให้ความอยาก เช่นกิเลสตัณหา เพื่อตัวกู-ของกู เข้ามาแทรกแซง นั้นมันจะทำให้เสียหมด นี่เรียกว่า ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง แหละ

        "ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น
        กินอาหารของความว่างอย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที"

        ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่อง ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู มันไม่มีความทุกข์ ไม่มีปัญหาอะไร, มีจิตที่บริสุทธิ์ อยู่ด้วยปัญญา และ ความสุขสงบ นี่คือ บวชอยู่ที่บ้าน.

        ใครเห็นด้วยก็ลองดู บวชอยู่ที่บ้าน ที่ชะเง้อหาบวชที่วัด บวชในป่านั้น บางทีจะเป็นความโง่ ลำบากมากกว่าคนที่บวชอยู่ที่บ้านก็ได้ ระวังให้ดี. ถ้ามีความตั้งใจจริง ระมัดระวังจริง บวชอยู่ที่บ้านจะได้ผลมากกว่าบวชอยู่ที่วัดหรือในป่า ก็ยังเป็นไปได้ เพราะว่า การบวชอยู่ที่วัดหรือในป่า มันยังเหลวไหลอยู่ทั่วๆ ไป มันยังไม่สำเร็จประโยชน์เต็มตามความหมายที่ควรจะได้เลย.

        เอาละ, เป็นอันว่า วันนี้เราพูดกันด้วยเรื่องที่ค่อนข้างจะแปลก โดยใช้ชื่อว่า บวชอยู่ที่บ้าน : เว้นจากสิ่งที่ควรเว้นโดยประการทั้งปวง อยู่ที่บ้าน. แล้วก็ประพฤติหน้าที่ที่ควรประพฤติปฏิบัติอยู่อย่างดีที่สุด อย่างเต็มกำลังเต็มสติปัญญาสามารถอย่างดีที่สุด ในหน้าที่ของตนๆ แล้วก็เป็นสุขอยู่กับการทำหน้าที่ ไม่มีกิเลสตัณหา ที่จะหวังผลอย่างนั้นอย่างนี้ มาสนองกิเลส เรื่องก็มีเท่านี้ ว่าบวชอยู่ที่บ้าน


        ไม่ได้หมายความว่า ให้สึกไปอยู่ที่บ้านกันเสียให้หมด แต่หมายความว่า แม้อยู่ที่บ้านก็อย่าน้อยใจ อย่า เสียใจ, แม้อยู่ที่บ้านก็สามารถที่จะทำได้ดีที่สุด ที่บ้านนั้นเอง เพราะคนที่อยู่บ้านมันยังมีมากกว่าคนที่อยู่ที่วัด คนเหล่านั้นไม่ควรจะเสียประโยชน์อะไร ควรจะได้ประโยชน์ทุกอย่างทุกประการ เท่าที่พุทธบริษัทในพระพุทธศาสนาจะพึงได้

        ขอให้ผู้ที่อยู่บ้าน หรือยังอยู่ที่บ้านนั้น จัดแจงปรับปรุงให้ชีวิตการเป็นอยู่ของตนนั้น อนุโลมเข้ากันกับการบวช โดยสมาทานสิกขาบท คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา, ธรรม ๕ ประการนี้ แทรกอยู่ในการปฏิบัติธรรม ตั้งแต่ต้นจนถึงขั้นสุดท้าย ถ้าปฏิบัติกรรมฐานอยู่อย่างเคร่งครัดในป่า ในวัดในดงก็ตาม เขาก็ระวังให้ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ในการปฏิบัตินั้นเป็นไปอย่างเต็มที่ แล้วผลก็แน่นอน สำเร็จตามความปรารถนา

        การบรรยายในวันนี้ก็สมควรแก่เวลา แม้จะว่ามันเป็นเรื่องที่แปลกออกไป ก็ควรจะได้พิจารณาดู จะได้ใช้เวลาที่บ้าน ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด แม้จะต้องยังอยู่ที่บ้านก็ไม่เสียเปรียบเสียหาย ไม่เสียเปรียบแก่ผู้ที่จะทิ้งบ้านออกไปได้โดยน่าอัศจรรย์ พูดง่ายๆ ว่า ถ้าทำได้นะ ถ้าทำได้บวชอยู่ที่บ้าน น่าอัศจรรย์กว่าบวชอยู่ที่วัด.

        ขอยุติการบรรยายนี้ ด้วยความสมควรแก่เวลา เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรม ในรูปคณสาธยายส่งเสริมกำลังใจของท่านทั้งหลาย ให้เข็มแข็งในการประพฤติปฏิบัติธรรมะสืบต่อไปในบัดนี้

คัดจาก หนังสือ บวชทำไม โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ สุขภาพใจ ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคมาฆบูชา ครั้งที่ ๑๒ 
*******
กิ่งธรรมจาก http://buddhadham.zzl.org