Wednesday, November 30, 2011

ยิ่งให้เร็ว นั้นแหละจะยิ่งช้า

นิทานเซ็น  เรื่อง ยิ่งให้เร็ว นั้นแหละจะยิ่งช้า
  เล่าโดย  ท่านพุทธทาสภิกขุ

        นิทานเรื่องที่ ๙  เรื่อง  "ยิ่งให้เร็ว นั้นแหละ จะยิ่งช้า" เรื่องนี้ จะมีประโยชน์มาก สำหรับ ครูบาอาจารย์ อาตมา จึงเลือกนำมาเล่า ให้ฟัง "ยิ่งให้เร็ว นั่นแหละ จะยิ่งช้า" เรื่องนี้ ถึงท่านจะ ไม่เรียก ตนเองว่า ครู ก็ตาม ก็ควรจะสนใจฟัง ในฐานะที่ว่า จะเป็นปัจจัย เกื้อกูล แก่การ เข้าใจธรรม และปฏิบัติธรรม เรื่องเล่าว่า มีหนุ่มคนหนึ่ง เขาอยากจะเป็น นักฟันดาบ ที่เก่งกาจ เขาไปหา อาจารย์สอนฟันดาบ ให้ช่วยสอนเขา ให้เป็นนักฟันดาบ เขาถาม อาจารย์ว่า จะใช้เวลาสักกี่ปี อาจารย์ ตอบว่า ประมาณ ๗ ปี เขาชักจะรวนเร เพราะว่า ๗ ปี นี้มันเป็นเวลา มิใช่น้อย ฉะนั้น เขาขอร้องใหม่ว่า เขาจะพยายาม ให้สุดฝีมือ สุดความสามารถ ในการศึกษา ฝึกฝน ทั้งกำลังกาย กำลังใจ ทั้งหมด ถ้าเป็นเช่นนี้ จะใช้เวลา สักกี่ปี อาจารย์ก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้น ต้องใช้เวลา สัก ๑๔ ปี" แทนที่จะเป็น ๗ ปี กลายเป็น ๑๔ ปี ฟังดู

       หนุ่มคนนั้น ก็โอดครวญ ขึ้นมาว่า บิดาของเขาแก่มากแล้ว จะตาย อยู่รอมร่อแล้ว เขาจะ พยายาม อย่างยิ่ง ให้บิดา ของเขา ได้ทันเห็น ฝีมือ ฟันดาบของเขา ก่อนตาย เขาจะแสดง ฝีมือฟันดาบ ของเขา ให้บิดา ของเขา ชม ให้เป็นที่ชื่นใจ แก่บิดา เขาจะพยายาม อย่างยิ่ง ที่จะแสดง ความสามารถ ให้ทันสนองคุณ ของบิดา จะต้องใช้เวลา สักเท่าไร ขอให้อาจารย์ ช่วยคิดดูให้ดีๆ
       ท่านอาจารย์ก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้นต้อง ๒๑ ปี" นี้มันเป็นอย่างไร ขอให้นึกดู แทนที่จะ ลดลงมา มันกลายเป็น เพิ่มขึ้นเป็น ๒๑ ปี หนุ่มคนนั้น จะเล่นงาน อาจารย์ อย่างไร ก็ไม่ได้ เพราะเป็นอาจารย์ จะทำอย่างอื่น ก็ไม่ถูก นึกไม่ออก เพราะไม่มีใคร จะเป็นอาจารย์ สอนฟันดาบ ให้ดีกว่านี้ ซึ่งเป็น อาจารย์ ของประเทศ ดังนั้น เขาก็ ซังกะตาย อยู่ไปกะอาจารย์ ด้วยไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรดีนั่นเอง
       หลายวันต่อมา อาจารย์ก็ใช้ คนคนนี้ แทนที่จะเรียก ไปสอน ให้ใช้ดาบ ฟันดาบ กลับให้ทำครัว ให้ทำงานในครัว ให้ตักน้ำผ่าฟืน หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เรียกว่า ต้องทำงานในครัว
       หลายวันล่วงมา วันหนึ่ง อาจารย์ผลุนผลัน เข้าไปในครัว ด้วยดาบสองมือ ฟันหนุ่มคนนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้สึกตัว อุตลุต เป็นการใหญ่ เขาก็ต้องต่อสู้ ไปตามเรื่อง ตามราว ของเขา ตามที่เขาจะสู้ได้ โดยใช้อะไร แทนดาบ หรือ ด้วยมือ เปล่าๆ หรืออะไรก็สุดแท้ สองสามอึดใจ แล้วก็เลิกกัน อาจารย์ ก็กลับไป แล้วต่อมา อีกหลายวัน เขาก็ถูกเข้า โดยวิธีนี้อีก และมีบ่อยๆ อย่างนี้เรื่อยไป ไม่กี่ครั้ง เขาก็กลายเป็น นักฟันดาบ ขึ้นมาได้ โดยไม่รู้สึกตัว จนกระทั่ง อาจารย์บอกว่า กลับบ้านได้ คือจบหลักสูตรแล้ว และปรากฏว่า ต่อมาหนุ่มคนนี้ ก็เป็น นักดาบ ลือชื่อ ของประเทศญี่ปุ่นไป นิทานของเขาก็จบ.
       ท่านลองคิดดูว่า นิทานเรื่องนี้ สอนว่าอย่างไร? ตอบสั้นๆ ที่สุดก็คือว่า การทำอะไร ด้วยความ ยึดมั่น ถือมั่น ว่า ตัวตน ว่าของ ของตนนั้น ใช้ไม่ได้ ไม่มีทางที่จะเป็น ผลดีเลย คือ ถ้าหนุ่มคนนี้ ยังคิดว่า กูจะดี กูจะเด่น อยู่ละก็ มีตัวกู เข้ามาฝึก เป็นตัวกู ที่ใหญ่เอาการ อยู่เหมือนกัน ทีนี้ ถ้ายิ่งจะทำให้ดีที่สุด กูจะทำให้เก่งที่สุด ให้เร็วที่สุด อย่างนี้ด้วยแล้ว ไอ้ตัวกู มันยิ่งขยาย โตออกไปอีก ถ้ายิ่งจะให้ทัน บิดาเห็น บิดาแก่มากจะตายแล้ว ตัวกู มันยิ่งพองมากออกไปอีก มันยิ่งเร่งร้อน ออกไปอีก อย่างนี้ จิตไม่เป็นสมาธิได้ จิตเต็มอัดอยู่ด้วยตัวกู กลัดกลุ้มไปด้วยตัวกูของกู ไม่เป็นจิตว่าง ไม่เป็นตัวสติปัญญา อยู่ในจิต ไม่สามารถจะมี สมรรถภาพเดิมแท้ของจิต ออกมาได้ เพราะมัน กลัดกลุ้ม อยู่ด้วยอุปาทาน ว่า ตัวกูของกู หรือ ความเห็นแก่ตัวนี้ มันเลยไม่เฉียบแหลม ไม่ว่องไว ไม่ active อะไรหมด ฉะนั้น ถ้าขืนทำไปอย่างนี้ จริงๆ แล้ว จะต้องใช้เวลา ๗ ปี หรือว่า ๑๔ ปี หรือว่า ๒๑ ปีจริงๆ 
       ขณะที่เขาอยู่ในครัวนั้น เขาไม่มีความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู กูจะเอาใน ๗ ปี หรือจะให้ทันบิดาเห็น อย่างนี้ไม่มีเลย กำลังเป็นจิตที่ว่างอยู่ ถึงแม้ว่า อาจารย์จะผลุนผลัน เข้าไปในลักษณะอย่างไร ปฏิภาณของจิตว่าง หรือ จิตเดิมแท้นี้ ก็มีมากพอ ที่จะต่อสู้ออกไปอย่างถูกต้องได้ มันเป็นการ เรียกร้องขึ้นมา หรือ ปลุกขึ้นมา จากหลับ ปลุกจิตอันนี้ ขึ้นมาจากหลับ ตามวิธีของอาจารย์ที่เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะ มาเป็นจิตที่ เบิกบานเต็มที่ ซึ่งต่อไป ก็เอาไปใช้ได้เลย เขาจึงเป็น ผู้สำเร็จหลักสูตร โดยวิธี ประหลาด นั้น ภายในไม่ถึง ๗ ปี หรือ ภายในไม่ถึงปี อย่างนี้เป็นต้น
       เกี่ยวกับข้อนี้ อยากจะให้ท่าน ครูบาอาจารย์ สนใจที่จะนึกดูว่า ความรู้สึกที่เป็น ตัวตน หรือเป็นของตนนั้น อยู่ที่ตรงไหน? เหมือนอย่างว่า เราจะยิงปืน หรือ ยิงธนู หรือว่า ขว้างแม่น ในการกีฬาขว้างแม่น ถ้าจิตของผู้ขว้าง มีความรู้สึกเป็นตัวกูของกู เป็นชื่อเสียงของกู ชื่อเสียง ของโรงเรียนของกู ของมหาวิทยาลัยของกู  รัวอยู่ในใจแล้ว ไม่มีวันที่จะ ขว้างแม่น หรือขว้างถูกได้ มันสั่นระรัว อยู่ด้วยตัวกู หรือของกูนี้ ทั้งนั้น ที่ถูกนั้น เมื่อมีความตั้งใจ ถูกต้อง ที่จะทำเพื่อเกียรติยศ ชื่อเสียง ของโรงเรียน หรือของอะไรก็ตาม แล้วเขาต้องลืมหมด ลืมแม้แต่ตัวกู โรงเรียนของกู มหาวิทยาลัยของกู เหลืออยู่แต่สติปัญญา และ สติสัมปชัญญะ ที่จะขว้างด้วย อำนาจสมาธิ เท่านั้น คือพูดตรงๆ ก็ว่า ขณะนั้น มีแต่จิตที่เป็นสมาธิ กับสติปัญญาเท่านั้น ตัวกู ของกู ไม่มีเลย มันจึงเป็นจิตเดิม เป็นจิตตามสภาพจิต มือไม้ไม่สั่น ใจไม่สั่น ประสาทไม่สั่น อะไรๆ ไม่สั่น ปรกติ เป็น active ถึงที่สุดแล้ว เขาจะขว้างแม่น เหมือนอย่างกะ ปาฏิหาริย์ นี้ขอให้เข้าใจอย่างนี้
       หรือว่า ในการจัดดอกไม้ในแจกัน คนจัดจะต้องทำจิตให้ว่าง จากความเห็นแก่ตัวกู หรือชื่อเสียงของกู ตลอดถึงโรงเรียนของกู หมู่คณะ ของกู เสียก่อนแล้ว เสียบดอกไม้ ไปด้วยจิตว่าง จิตบริสุทธิ์ นั่นแหละ คือ สติปัญญา ล้วนๆ ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู เจืออยู่ ก็จะได้ แจกันที่สวยที่สุด ไม่เคยปรากฏ มาแต่ก่อน นี่เขาถือเป็นหลัก ของนิกายเซ็น ฉะนั้น ขอให้สนใจ ในการที่จะทำอะไร หรือมีชีวิตอยู่ ด้วยความ ไม่มีตัวกู ของกู มันยิ่งจำเป็นมาก สำหรับครูบาอาจารย์ ที่จะสอนเด็ก ให้ทำงาน ฝีมือดี ด้วยจิตใจ ที่ปรกติ ไม่สั่น ในระบบประสาท ไม่สั่น ในระบบของ ความคิดนึก หรือว่า เมื่อเด็กๆ จะสอบไล่ เมื่อเขารู้สึกตัว อยู่แล้วว่า จะต้องสอบได้แล้ว จะไปมัวห่วง กลัวจะสอบตก จะเสียชื่อ จะเสียเวลา ถ้าสอบไม่ได้ จะไปโดดน้ำตาย เป็นต้น จะต้องไปนึกทำไม นั่นเป็นเรื่องตัวกู ของกู เด็กคนนั้น จะต้อง ลืมสิ่งเหล่านั้น หมด และลืม แม้แต่กระทั่ง ตัวเอง คำว่า "ลืมตัวเอง" นี้ถ้าฟังไม่ดีแล้ว ก็จะไม่เข้าใจ แล้วจะรู้สึกเถียง แย้งขึ้นมาว่า เป็นไปไม่ได้ ที่จริง เราลืมตัวเราเอง นี้ได้ ในลักษณะ หรือกรณีเช่น: 
       เด็กๆ ในขณะสอบไล่นั้น จะต้องลืมหมด แม้กระทั่งตัวเอง เหลืออยู่ในใจ แต่ว่า ปัญหาว่าอย่างไร มีใจความว่าอย่างไร แล้วคำตอบควรจะว่าอย่างไร ถ้าจิตใจ ว่างจากตัวกู ว่างจากของกูแล้ว วิชาความรู้ ต่างๆ ที่เคยสะสม มาตั้งแต่แรก เรียนนั้น จะมาหา พรู มาทีเดียว ให้เขาพบคำตอบว่า อย่างนั้น อย่างนี้ และถูกต้องที่สุด แต่ถ้าเขากลัดกลุ้ม อยู่ด้วยตัวกู ของกู แล้ว แม้เขาจะเคยเรียน มามากอย่างไร มันก็ไม่มา มันมีอาการ เหมือนกับ ลืม นึกไม่ออก นั่นแหละ แล้วมันจะ ระส่ำระสาย กระสับกระส่าย รวนเรไปหมด ก็เลยตอบ ไม่ได้ดี ถ้าสอบไล่ ด้วยจิตว่างนี้ จะได้ที่หนึ่ง หรือ ยิ่งกว่า ที่หนึ่ง เสียอีก ฉะนั้น เขาจึงมีการ สอนมาก ในเรื่องที่ว่า อย่าทำจิต ที่สั่นระรัว ด้วยตัวกู ของกู เพราะว่า การทำอย่างนั้น ยิ่งจะให้เร็ว มันจะ ยิ่งช้าที่สุด ตามชื่อของนิทานว่า "ยิ่งให้เร็ว มันยิ่งช้า" หรือ ที่เราจะพูดว่า จะเอาให้ได้ มันยิ่งจะไม่ได้เลย หรือว่า จะไม่เอาอะไรเลย มันยิ่งจะ ได้มาหมด คือ ไม่มีตัวเรา ที่จะเอาอะไรเลยแล้ว มันจะได้มาหมด
******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.com

Tuesday, November 29, 2011

ธรรมะจากอุทกภัย



ธรรมะจากอุทกภัย
โดย พระไพศาล วิสาโล 
มติชนรายวัน วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔

  
       สิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเราในวันนี้ ไม่ว่าปรากฏการณ์ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ถึงที่สุดแล้วมันกำลังบอกเราว่า เป็นเพราะเรากำลังขวางความจริง เริ่มที่เราขวางกระแสน้ำ เราไม่ได้ขวางอย่างเดียว แต่ว่าเราทำลายด้วย เราทำลายป่า เราถมคลอง เราทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับสายน้ำ ก็เลยเกิดภัยพิบัติขนาดนี้ แต่ภัยพิบัติขนาดนี้ไม่อาจกัดกร่อนจิตใจเราได้มาก ถ้าหากเรายอมรับความจริง ไม่เอาความต้องการของเรา หรือความยึดมั่นของเราไปขวางกระแสแห่งความจริง เราก็จะผ่านเหตุร้ายอันนี้ไปได้ ถึงแม้เราจะสูญเสียทรัพย์ แต่ใจเราไม่เสีย น้ำท่วมบ้านแต่ไม่ท่วมใจ        อย่างไรก็ตาม ทำใจอย่างเดียวไม่พอ ทำใจก็คือยอมรับว่าน้ำจะท่วมแล้ว พร้อมที่จะเผชิญกับมัน ทำใจอย่างนี้ได้ก็ดีแล้ว แต่อย่าลืมเตรียมตัวด้วย คือปล่อยวางแล้ว ก็อย่าลืมขนของขึ้นที่สูงด้วย
       พุทธศาสนาไม่ได้บอกให้ทำใจเพียงอย่างเดียว ต้องทำกิจด้วย คือ เตรียมป้องกันหรือหาหนทางลดทอนความเสียหาย ถึงเราจะไม่ยึดติดทรัพย์สมบัติ ปล่อยวางได้ แต่อะไรที่สามารถขนย้ายให้ปลอดภัยได้ก็ควรทำ เหมือนกับเวลาเราเจ็บเราป่วย เราทำใจยอมรับได้ว่าความเจ็บป่วยนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ไม่ได้แปลว่า ไม่เยียวยารักษา ทำจิตและทำกิจ ต้องไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นตอนนี้สำหรับคนที่กำลังหาทางปกป้องทรัพย์สมบัติ ก็อย่าทำกิจอย่างเดียวควรทำใจเผื่อไว้ด้วยว่าอาจจะต้องสูญเสียทรัพย์สมบัติ ส่วนผู้ที่ทำใจได้แล้ว ก็อย่าอยู่นิ่งเฉย ควรขนของขึ้นที่สูงได้แล้วตั้งแต่ตอนนี้ อย่าไปมองว่าเป็นความตื่นตูม เมื่อเราทำเต็มที่แล้วเราจะเสียใจไม่มาก เพราะว่าหนึ่ง ฉันทำเต็มที่แล้ว และสอง ทรัพย์สมบัติที่สูญเสียไปย่อมน้อยกว่าคนที่ประมาทหรือชะล่าใจ



       เมื่ออุทกภัยเกิดขึ้น นอกจากการยอมรับความจริงว่ามันเกิดขึ้นแล้ว และรู้จักยกใจให้เหนือน้ำ แม้ว่าข้าวของจะอยู่ใต้น้ำไปแล้วก็ตาม อีกสิ่งหนึ่งที่น่าพิจารณาก็คือ ควรมองเหตุการณ์ครั้งนี้ในแง่บวกบ้าง มองในแง่บวกหมายถึงการรู้จักใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น มองว่ามันเป็นเครื่องสอนธรรมหรือสอนใจเรา สอนให้เราเห็นความไม่เที่ยง สอนใจให้เราตระหนักว่า ทรัพย์สมบัติทั้งปวงที่มีอยู่นี้ไม่มีสักอย่างที่เป็นของเราเลย ความพลัดพรากจากมันเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าไม่ใช่วันนี้ก็ต้องเป็นวันหน้า โดยเฉพาะเมื่อถึงวันที่เราต้องตาย ควรใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ให้เราตระหนักถึงเรื่องอนาคตภัยอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่กลัว ไม่ใช่กังวลกับมัน แต่ให้เตรียมตัวอยู่เสมอ
การเตรียมตัวที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญคือเตรียมตัวตั้งแต่มันยังไม่เกิด หรือยังอยู่ไกล คนส่วนใหญ่มาเตรียมตัวก็เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วหรือเมื่อมันมาประชิดตัวแล้ว คนเรามักจะขยับทำอะไรก็ต่อเมื่อทุกข์มาประชิดตัว ถ้าไม่ทำเพราะความทุกข์บีบคั้น ก็ทำเพราะกลัวความทุกข์ แต่นั่นไม่ใช่วิธีของชาวพุทธ วิธีของชาวพุทธคือต้องรับมือกับมันตั้งแต่มันยังอยู่ไกล เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนเราเปรียบเหมือนม้า ๔ ประเภทที่ใช้เทียมรถ ม้าประเภทแรก เพียงแค่เห็นเงาสารถีชูปฏักขึ้น มันก็รู้ว่าจะเลี้ยวไปทางไหน ประเภทที่สองต้องโดนปฏักทิ่มหนังถึงจะรู้ ประเภทที่สามต้องโดนปฏักทิ่มไปถึงเนื้อถึงจะรู้ ประเภทที่สี่ต้องโดนปฏักทิ่มไปถึงกระดูกถึงจะรู้


       คนสี่ประเภทนี้คืออะไร ประเภทแรกคือคนที่เมื่อได้ยินว่ามีคนตาย ก็เกิดความสังเวชหรือความตื่นตัว เข้าหาธรรม ประเภทที่สองต่อเมื่อเห็นคนตายก็ค่อยตื่นตัว เข้าหาธรรม ประเภทที่สาม เมื่อพบว่าคนรัก คนใกล้ชิดตาย จึงค่อยตื่นตัวเข้าหาธรรม ประเภทที่สี่ ต่อเมื่อตัวเองใกล้ตายถึงจะตื่นตัว พระพุทธเจ้าสรรเสริญคนประเภทแรก คือเพียงแค่รู้ว่ามีคนตายก็เข้าหาธรรมแล้ว ไม่ต้องรอให้ความตายเกิดขึ้นกับคนรักหรือเข้ามาประชิดตัว คือไม่ได้ทำเพราะกลัวความทุกข์หรือถูกความทุกข์บีบคั้น
       อุทกภัยครั้งนี้นอกจากสอนใจเราเรื่องอนิจจัง ความไม่เที่ยง ไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย และเตือนใจให้เราไม่ประมาทแล้ว ยังสามารถฝึกใจให้เราเข้มแข็ง ฝึกใจให้เรามีสติ ฝึกใจให้เรารู้จักปล่อยวาง ทั้งหมดนี้ล้วนมีประโยชน์เพราะเราจะต้องเจอภัยธรรมชาติอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เว้นแต่ว่าเราตายก่อนเท่านั้น
พูดอีกอย่าง อุทกภัยครั้งนี้เปรียบเสมือนการบ้านที่ฝึกเรา ถ้าเราทำการบ้านข้อนี้ได้ เราก็มีโอกาสที่จะทำการบ้านข้อที่ยากขึ้นได้ แต่ถ้าเรายังไม่ผ่านการบ้านข้อนี้ ถ้าเราสอบตก แล้วเราจะหวังได้อย่างไรว่าเราจะสอบได้เมื่อมีเหตุการณ์ที่หนักกว่านี้ในอนาคต เหตุการณ์ที่หนักกว่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นภัยพิบัติ อย่างเช่นน้ำท่วมแผ่นดินไหว อาจจะเป็นภัยพิบัติส่วนตัวก็ได้ เช่นเมื่อคุณพบว่าคุณป่วยหนัก เป็นโรคร้าย เป็นมะเร็ง หรือว่าคุณกำลังจะตายไม่ว่าเพราะเหตุใดก็ตาม นี่เป็นภัยพิบัติส่วนตัวที่ทุกคนต้องเจอ
       เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องฝึกซ้อมเพื่อ เราจะได้เข้มแข็ง แกร่งกล้า และมีปัญญาเพิ่มขึ้น ช่วยให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อันที่จริงควรจะมองด้วยซ้ำว่า เหตุการณ์แบบนี้ช่วยเตือนให้เราหมั่นเจริญมรณสติอยู่เสมอ ถ้าเราเจริญมรณสติอยู่เสมอ โดยอาศัยเหตุการณ์นี้เป็นเครื่องกระตุ้นเร้า ความสูญเสียที่เกิดกับขึ้นเราจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย ถึงสูญเสียรถ สูญเสียเงิน สูญเสียทรัพย์สิน แม้เป็นจำนวนมาก แต่มันจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปทันทีเมื่อเปรียบเทียบกับความตายที่ต้อง เกิดขึ้นกับเรา เพราะถึงตอนนั้นเรามีเท่าไหร่ ก็ต้องสูญเสียจนหมด วันนี้เราอาจสูญเสียบ้านหรือถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว แต่ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ เราก็สามารถหาใหม่ได้ แต่ถ้าถึงวันที่เราต้องตาย เราจะต้องสูญสิ้นทุกอย่าง แม้แต่ลมหายใจก็ไม่เหลือ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราในวันนี้ แม้เป็นความสูญเสียที่มากมาย จะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อนึกถึงความตายที่ต้องเกิดขึ้น ฉะนั้นจึงขอให้หมั่นพิจารณามรณสติไว้เสมอ จะช่วยให้เราปล่อยวางหรือทำใจได้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้น


       สตีฟ จอบส์เคยแสดงปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เมื่อปี ๒๕๔๘ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นปาฐกถาที่ดีมาก ตอนนั้นเขาป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนแล้ว ตอนหนึ่งเขาพูดถึงความตายว่า ความตายเป็นอุปกรณ์ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่ช่วยให้คนเราตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ในชีวิตได้ เขาบอกว่า สิ่งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเรา เช่น ความคาดหวัง ความทะนงตน ความกลัวเสียหน้า กลัวความล้มเหลว ทั้งหมดนี้จะมลายหายไปเมื่อคุณระลึกถึงความตาย จะเหลืออยู่ก็แต่สิ่งที่มีความสำคัญจริง ๆ กับชีวิตของคุณ เขายังบอกอีกว่า การระลึกถึงความตายอยู่เสมอเป็นวิธีดีที่สุดที่ช่วยให้เราหลุดพ้นจากกับดักของความคิดที่ว่า เรามีอะไรต้องสูญเสีย เพราะที่จริงเราไม่มีอะไรต้องสูญเสีย เนื่องจากเราทุกคนล้วนเปลือยเปล่า คือไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลยจริง ๆ
       เราเกิดมามือเปล่า เมื่อตายเราก็ไปมือเปล่า ทรัพย์สมบัติที่เราได้มาระหว่างนั้นต้องถือว่าเป็นกำไร ถ้าคุณสูญไปหมดเลยก็เท่าทุนเท่านั้นเอง แต่คนที่สูญเสียจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ อาตมาเชื่อว่า คุณไม่ได้เท่าทุน คุณยังมีอะไรอีกหลายอย่างอยู่กับตัว อย่างน้อยก็ยังมีบ้าน มีครอบครัว มีเพื่อนฝูง และที่สำคัญที่สุดคือมีลมหายใจที่จะสร้างอนาคต สร้างความหวังขึ้นมาใหม่ เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะสูญเสียอะไรไปก็ตามลองนึกถึงวันสิ้นลม ว่าเมื่อถึงวันนั้นคุณต้องไปมือเปล่า เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง ดังนั้นสิ่งที่ยังเหลืออยู่ตอนนี้ควรถือว่าเป็นกำไร หากคิดได้เช่นสมบัติที่สูญเสียไปก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปทันที
       ดังนั้นอย่าลืมเจริญมรณสติอยู่เสมอ มันจะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นความทุกข์หรือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั้งวันนี้และวันหน้าได้ นี่เป็นวิธีหนึ่งในการเตรียมใจให้สอดคล้องกับกระแสธรรมชาติหรือกระแสสัจธรรม อันได้แก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย พบแล้วพราก เจอแล้วจาก ยามใดที่เราวางใจขวางกระแสสัจธรรม ไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย ไม่อยากสูญเสีย เราจะถูกธรรมชาติทำร้าย ธรรมชาติลงโทษ เหมือนกับตอนนี้ที่ผู้คนกำลังถูกธรรมชาติลงโทษเพราะสร้างสิ่งกีดขวางกระแสน้ำอันไหลเชี่ยว ต่อเมื่อเปิดทางให้กระแสน้ำไหลผ่าน เปิดใจให้สอดคล้องกับกระแสธรรมชาติ เราจึงจะอยู่ได้อย่างมีความสุขท่ามกลางความทุกข์ ถึงแม้ประสบทุกข์แต่เราสามารถยกจิตให้เหนือทุกข์ได้ ถ้าวางใจเป็น

******* 
กิ่งธรรมจาก  http://www.visalo.org

ต้องศึกษาปฏิบัติธรรมอย่างสันทิฏฐิโก

ต้องศึกษาปฏิบัติธรรมอย่างสันทิฏฐิโก
โดย พุทธทาสภิกขุ 




         ทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่รู้สึกด้วยใจ สนฺทิฏฐิโก, สันทิฏฐิโก คำนี้ไม่ใช่คำเล็ก ๆ ไม่ใช่คำน้อย ๆ มัเป็นคำที่มีความหมายสูงสุด ถ้าไม่มีเรื่องสันทิฏฐิโกแล้วล้มเหลวหมด, เรื่องของธรรมะจะขาดสันทิฏฐิโกไม่ได้ดอก. เราอุตส่าห์ท่องเถอะ สฺวากฺขาโต ภควตา ธฺมโม สนฺทิฏฐิโก อกาลิโก ฯลฯ ปากว่ากันอยู่เรื่อย, แต่มันได้ใช้ประโยชน์จากสันทิฏฐิโก; นี่คิดดูเถอะมันไม่มีสันทิฏฐิโกนี่, มันว่าแต่ปากนี่ จิตใจมันไม่ได้เห็น คำใดที่เราว่าออกไป ท่องออกไป ขอให้เป็นสันทิฏฐิโก ถ้าว่าความทุกข์คำว่า ทุกฺโขทุกฺขํ เป็นทุกข์ แล้วก็ให้มันรู้สึกด้วยใจ ว่ามันเป็นทุกข์อย่างไร, เป็นกิเลสเหตุให้เกิดทุกข์ ก็รู้จักตัวกิเลสแล้วว่ามันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์อย่างไร, ให้มันสันทิฏฐิโกเสมอไป.
          สิ่งที่จะต้องสันทิฏฐิโกก่อนเรื่องอื่นนั้นก็คือ เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, เรื่องรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ คู่ปรับของมัน, คู่สร้างของมัน, แล้วเกิดเป็นภาวิตญาณ เป็นผัสสะเวทนาอย่างไร นี้ต้องเป็นสันทิฏฐิโกแล้วก็เป็นเรื่องแรก ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า เป็นจุดตั้งต้นของพรหมจรรย์ ในส่วนปริยัติก็ต้องเรียนเรื่องนี้เป็นเบื้องต้น, ในส่วน ปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติเรื่องนี้เป็นเบื้องต้น, ในส่วนปฏิเวธก็ต้องได้ผลเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก; นี่สันทิฏฐิโกที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะมาสันทิฏฐิโก กับ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ยากนะ, นี้ว่าแต่ปากทั้งนั้น ยังไม่สันทิฏฐิโก นี้ยากที่สุด ไปสันทิฏฐิโกที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เสียก่อน มันยังง่ายกว่าเพราะพอจะเห็นได้ว่า มันทำกันอย่างไร; แต่ที่จะมาให้รู้จัก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งยังไม่เข้าใจ เห็นไม่ได้นี้ยาก. แต่ก็ต้องว่ากันไปก่อนเถอะ, ว่าแต่ปากตามพิธีกันไปก่อน, รับ ๆ ตามพิธี แม้จะมีลักษณะเป็นไสยศาสตร์ก็ไม่เป็นไร, ยอมรับเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งที่ไม่รู้อะไรกันไปก่อน, แล้วค่อยศึกษาเพิ่มเติม, เพิ่มเติมจนกว่าสันทิฏฐิโก.
          ดับทุกข์ได้ทีหนึ่งจะรู้จักพระพุทธเจ้าขึ้นทีหนึ่ง, รู้จักพระธรรมขึ้นทีหนึ่ง, รู้จักพระสงฆ์ขึ้นทีหนึ่ง เราต้องดับทุกข์ในหัวใจของเราเองให้ได้เสียก่อน; พอรู้จักดับทุกข์ได้ นั้นนะ โอ้! พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น, ดับทุกข์คืออย่างนั้น, พระธรรมความดับทุกข์เป็นอย่างนั้น, พระสงฆ์ผู้ดับทุกข์ได้เป็นอย่างนั้น. ฉะนั้นจะเห็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เป็นสันทิฏฐฺโก ได้ก็ต่อเมื่อเราดับทุกข์ได้ ในจิตของเราเอง; เพียงแต่อ่านหนังสือเรื่องพระพุทธคุณ ธรรมคุณ นี้มันยังไม่ถึง, ยังไม่ถึงสันทิฏฐิโก สันทิฏฐิโกทางปริยัตินี้เป็นแนวบ้างเท่านั้น; แต่มันไม่ใช่ตัวจริง แต่ก็ยึดไว้ก่อน เพื่อเป็นหลัก เป็นแผนที่, เหมือนกับเป็นแผนที่ ยึดหลักไว้ก่อน : พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ก่อน อย่าให้เปลี่ยนได้ แล้วค่อยไต่เข้าไปหา, เข้าไปหา คอยจ้องที่จะรู้.
          พอจิตดับทุกข์ได้ รู้สึกว่าไม่มีทุกข์ทีหนึ่ง ก็โอ้! พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้, พระพุทธเจ้าองค์ไหนที่ไหนเมื่อไรก็เป็นอย่างนี้เอง, เป็นอย่างที่จิตของเรากำลังดับทุกข์, กำลังไม่มีทุกข์; พระธรรมก็คืออย่างนี้เอง คือความดับทุกข์. พระสงฆ์ผู้ดับทุกข์ตามก็เป็นอย่างนี้เอง; เมื่อนั้นแหละ มีสันทิฏฐิโกในพระพุทธ มนพระธรรม ในพระสงฆ์ ขึ้นมา.
          เดี๋ยวนี้กลัวว่า กี่ปี ๆ แล้วมันก็จะไม่มี จะไม่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสันทิฏฐิโก ฉะนั้นเราจึงเป็นกันจนตาย ก็ไม่ได้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่เป็นสันทิฏฐิโก พระเณรก็อย่าอวดดีไป จะไม่มีสันทิฏฐิโกในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์; ฉะนั้นชาวบ้านก็อย่าปล่อยเฉยชาไป; พุทธบริษัททุกคนแหละ อย่าปล่อยปละละเลยในเรื่องที่จะทำให้มีสันทิฏฐิโกในตัวพระธรรม ในตัวพระศาสนา.
          พูดแล้วมันก็จะถูกหาว่ามากกไปกระมัง; พอเราดับทุกข์ได้, เห็นทุกข์และดับทุกข์ได้, เมื่อนั้นเราเป็นพระพุทธเจ้าเอง พูดอย่างนี้เขาหาว่าจาบจ้วงพระพุทธเจ้าที่จริงมันเป็นอย่างนั้น, จิตนั้นมันเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาแล้วน้อย ๆ องค์น้อย ๆ. จิตที่มันดับทุกข์ได้ รู้สึกความดับทุกข์ได้ จิตนั้นมันเป็นพระพุทธเข้าเสียเองแล้ว; จะเรียกว่าถึงพระพุทธเจ้าก็ได้, มีพระพุทธเจ้าก็ได้, เพราะมันอันเดียวกันแหละ. มันมีลักษณะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จึงเรียกว่า ถึง, ถึงความเป็นพระพุทธเจ้า.
          อุตส่าห์มีสันทิฏฐิโกในความทุกข์ให้มาก, ในความดับทุกข์ให้มาก, ในพระธรรมนั่นแหละให้มาก ธรรมะทุกอย่างมันเป็นไปเพื่อดับทุกข์; ทุกอย่างต้องเป็น สนฺทิฏฺ€ิโก–เห็นแจ้งด้วยตนเอง, อกาลิโก–ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา มันมีความเป็นของมันเอง ไม่เกี่ยวกับเวลา ไม่มีฤดู ไม่มีเวลา, โอปนยิโก–น้อมไปดูข้างใน, ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ–รู้เฉพาะตน, เฉพาะตน, มันเห็นแทนกันไม่ได้.
          นี้เรียกว่าสิ่งที่จะต้องรู้หลายประการ, บางประการเกี่ยวกับพระธรรม, เกี่ยวกับการจะเข้าถึงพระพุทธศาสนา เอามาพูดเป็นเรื่องแรกเป็นบทแรก ของหนังสือธรรมะเล่มน้อย, ธรรมะเล่มน้อย ธรรมะเล่มเดียวจบ.
          ถ้าเราพูดเรื่องนี้จบ เราจะได้หนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มหนึ่งชื่อว่า ธรรมะเล่มน้อยเล่มเดียวจบ; หมายความว่า อาตมาจะพยายามอย่างยิ่ง ที่จะให้ศึกษาธรรมะกันเพียงจากหนังสือเล่มน้อย ๆ นี้เล่มเดียวแล้วก็รู้เพียงพอ, รู้หมดที่ควรจะรู้, ธรรมะเล่มน้อย ธรรมะเล่มเดียวจบ มีบทแรกว่าด้วยธรรมชาติธรรมดาของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต; เพราะมันไม่มีปัญหาอยู่ที่อื่น นอกจากที่ชีวิต ทีนี้เรารู้จักธรรมดาของชีวิตให้ถูก ต้องหรือธรรมชาติของชีวิตให้ถูกต้อง, แล้วก็จัดให้มันถูกต้อง เกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิต.
          ธรรมชาติของชีวิต นี้ก็ลึกลับอยู่เหมือนกัน แล้วก็มีหลายแง่ หลายหัวข้อ หลายประเด็น จึงเอามาพูดทีละข้อ ทีละแง่ ทีละประเด็น เหมือนที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แล้วเราก็จะได้อาศัยแนวนี้ เพื่อศึกษาไปยังจุดสำคัญ จุดสำคัญที่จะต้องปฏิบัติ, แล้วเราจะได้รับผลของการปฏิบัติเป็นแน่นอน เพราะว่าเราได้ทำอย่างถูกหลักวิชา, สมัยใหม่นี้เขาเรียกว่า ถูกเทคนิค พูดหลักวิชา, แล้วเราก็จะมีหวังที่จะประสบความสำเร็จ เราจะใช้หลักวิชาให้ถูกต้องเขาเรียกว่าเทคโนโลยี่ ฟังดูภาษาไม่ใช่ภาษาของเรา, เราต้องมีเทคนิคคือหลักวิชา, แล้วเรารู้จักใช้หลักเทคนิคให้ถูกต้อง เรียกว่าเทคโนโลยี่ มีเทคโนโลยี่ในพระธรรม, แล้วพระธรรมก็จะสำเร็จประโยชน์แก่เรา.
          นี้วันแรกของวันเสาร์แรก แห่งภาคมาฆบูชา เราเริ่มเรื่องธรรมะเล่มน้อย เล่มเดียวจบ เป็นการสมควรแก่เวลาแล้ว เข้าใจว่า เราคงจะได้ช่วยให้ธรรมะปรากฏแก่เราได้มากกว่าแต่ก่อน, ง่ายกว่าแต่ก่อน, สะดวกสบายกว่าแต่ก่อน ขอให้สนใจด้วย.
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.suanmokkh.org

Sunday, November 27, 2011

พร้อมตายจึงพ้นตาย

พร้อมตายจึงพ้นตาย
โดย พระไพศาล วิสาโล

       นการธุดงค์คราวหนึ่งพระอาจารย์ลี ธัมมธโร อดีตเจ้าอาวาสวัดอโศการาม ได้พบผู้เฒ่าสองสามีภรรยา ซึ่งมีอาชีพหาของป่า ทั้งสองได้เล่าประสบการณ์เฉียดตายให้ท่านฟังว่า ขณะที่กำลังเก็บน้ำมันยางกลางดงใหญ่ ทั้งสองได้ประจันหน้ากับหมีกลางป่า แม่เฒ่าวิ่งหนีขึ้นต้นไม้ทัน ส่วนพ่อเฒ่าหนีไม่ทันจึงถูกหมีทำร้าย เขาพยายามต่อสู้แต่สู้ไม่ไหว ทำท่าว่าจะไม่รอด เพราะหมีตัวใหญ่และดุร้ายมาก ขณะนั้นเองก็ได้ยินแม่เฒ่าตะโกนว่า ให้นอนหงายเหมือนคนตาย อย่ากระดุกกระดิก พ่อเฒ่าจึงล้มตัวลงนอนแผ่ ไม่ไหวติงเหมือนคนตาย หมีเห็นเช่นนั้นก็หยุดตะปบ แล้วสำรวจร่างพ่อเฒ่า ทั้งดึงขาและหัวของเขา กับเอาปากดุนตัว พ่อเฒ่าก็ทำตัวอ่อนไปมา ขณะเดียวกันก็คุมสติให้มั่นด้วยการบริกรรม “พุทโธ”
          หมีเห็นพ่อเฒ่าไม่กระดุกกระดิก นึกว่าตายจริงจึงเดินจากไป ด้วยอุบายดังกล่าวพ่อเฒ่าจึงรอดตาย เมื่อได้ฟังเรื่องเล่าดังกล่าวพระอาจารย์ลี จึงได้ข้อคิดว่า “คนที่จะพ้นตายต้องทำตนเหมือนคนตาย”
          หลายคนมีประสบการณ์คล้ายพ่อเฒ่าผู้นี้คือรอดตายเพราะทำตัวแน่นิ่งเหมือนคน ตาย โจรหรือผู้ร้ายจึงตายใจและเดินจากไป อย่างไรก็ตามการ “ทำตนเหมือนคนตาย”นั้น ไม่ได้หมายความถึงการแกล้งตายหรือทำตัวแน่นิ่งอย่างเดียว แม้คนที่ทำใจสงบนิ่งเมื่อภัยมาถึงตัว พร้อมรับความตายเต็มที่ ก็สามารถ “พ้นตาย”ได้เหมือนกัน
          หญิงผู้หนึ่งขับรถบนทางด่วนด้วยความเร็วสูง สักพักก็เห็นรถติดเป็นแพยาวเหยียดอยู่ข้างหน้า เธอจึงชะลอรถแต่ไกล แต่เมื่อรถใกล้ต่อท้ายคันหน้า เธอเหลือบมองกระจกหลัง ก็เห็นรถคันหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วสูง ไม่มีทีท่าชะลอเลยทั้ง ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากรถของเธอ ชั่วขณะนั้นเองเธอรู้ว่ารถของเธอต้องถูกชนแน่ ซึ่งหมายความว่าเธอต้องถูกอัดกระแทกทั้งจากคันหน้าและคันหลัง และเธออาจไม่รอด
          วินาทีที่รู้ว่าเธอจะต้องตาย เธอก้มดูมือทั้งสองซึ่งกำพวงมาลัยไว้แน่น เห็นได้ชัดว่าใจของเธอกำลังเครียดเกร็ง เธอเพิ่งรู้ว่านี้คือสิ่งที่เธอเป็นมาตลอดชีวิต เธอตั้งใจว่าถ้าจะต้องตายก็ต้องไม่ตายในอาการแบบนี้ เธอจึงหลับตา หายใจเข้าลึก ๆ และปล่อยมือลงข้างตัว ยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น วินาทีต่อมารถคันหลังก็พุ่งชนรถของเธออย่างแรง ส่งเสียงดังสนั่น
          รถทั้งสองคันพังยับเยิน แต่เธอกลับไม่เป็นอะไรเลย ตำรวจบอกว่าเธอโชคดีที่ปล่อยตัวตามสบาย ถ้าเธอเกร็งตัว ก็อาจบาดเจ็บสาหัสหรือถึงกับคอหักตายได้เพราะแรงกระแทก
          อีกรายหนึ่งเล่าว่าครั้งหนึ่งได้ไปว่ายน้ำที่เกาะสมุย จู่ ๆ ก็สังเกตว่ากระแสน้ำพัดเธอออกห่างจากฝั่งไกลขึ้นเรื่อย ๆ เธอพยายามว่ายเข้าฝั่ง แต่ยิ่งว่ายก็ยิ่งเหนื่อย เพราะไม่อาจทานกระแสน้ำที่พัดออกจากฝั่งได้ เพื่อน ๆ พยายามว่ายมาช่วยเธอ แต่พอรู้ว่าสู้กระแสน้ำไม่ได้ ก็ว่ายกลับเข้าฝั่ง เธอตกใจมากพยายามรวบรวมกำลังว่ายเข้าฝั่งแต่ไม่เป็นผล จนใกล้จะหมดแรง เธอรู้ว่าเธออาจจะไม่รอด ชั่ววินาทีนั้นเธอรวบรวมสติ คุมใจให้หายตื่นตระหนก พร้อมรับความตายที่จะมาถึง แทนที่จะว่ายต่อ เธอเลือกที่จะลอยตัวอยู่ในน้ำนิ่ง ๆ เธอพบว่าช่วงนั้นจิตใจสงบเป็นอย่างมาก ไม่มีความอาลัยหรือห่วงใยสิ่งใดทั้งสิ้น
          เวลาผ่านไปครู่ใหญ่เธอก็สังเกตว่าคลื่นค่อย ๆ ซัดตัวเธอเข้าหาฝั่ง ถึงตอนนี้เพื่อน ๆ ก็ว่ายมาช่วยพาเธอเข้าฝั่ง เธอเล่าว่าที่รอดตายได้ก็เพราะลอยตัวอยู่นิ่ง ๆ ในทะเล จนมาถึงบริเวณที่ปลอดกระแสน้ำดังกล่าว หากเธอกระเสือกกระสนว่ายเข้าฝั่งตั้งแต่ทีแรก ก็คงหมดแรงและจมน้ำในที่สุด
          ทั้งสองกรณีเป็นตัวอย่างของคนที่รอดตายเพราะทำใจพร้อมรับความตาย โดยไม่ขัดขืนดิ้นรน เพราะรู้ว่าภัยมาถึงตัวแน่แล้ว ป่วยการที่จะต่อสู้ มีอย่างเดียวที่จะทำได้คือทำใจนิ่ง ยอมรับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น เมื่อใจนิ่ง กายก็นิ่งและผ่อนคลาย และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ทั้งสองรอดตายได้
          เป็นธรรมชาติของคนเรา เมื่อมีภัยมาประชิดตัว ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทันทีคือ “สู้” หรือ “หนี”
ปฏิกิริยา ทั้งสองประการจะได้ผลก็ต่อเมื่อมีกำลังสู้ไหว หรือหนีได้ แต่หากสู้ไม่ได้หนีไม่พ้น ไม่มีอะไรดีกว่าการยอมรับมันโดยดุษณี อย่างน้อยก็ทำให้ใจไม่ทุกข์ ดีกว่าทุกข์ทั้งกายและใจ และหาก “โชคดี” ก็อาจรอดพ้นจากอันตรายได้ ดังตัวอย่างทั้งสามกรณี
          การยอมรับความจริงด้วยใจสงบ มีประโยชน์ไม่เฉพาะในยามที่อันตรายจากภายนอกมาประชิดตัวเท่านั้น แม้ในยามที่เจ็บป่วย ใจที่ไม่ต่อสู้ขัดขืนก็ช่วยได้มากเช่นกัน มีคนจำนวนไม่น้อยที่ป่วยกายไม่มาก แต่เนื่องจากใจเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ยิ่งปรุงแต่งไปในทางร้าย ใจก็ยิ่งยอมรับความป่วยไม่ได้ ผลก็คือร่างกายทรุดหนัก นับประสาอะไรกับคนที่ป่วยหนักด้วยโรคร้าย ถ้าใจยอมรับความจริงไม่ได้ อาจตายเร็วกว่าที่หมอคาดการณ์ไว้เสียอีก ตรงข้ามกับคนที่ทำใจได้ พร้อมรับความตายทุกขณะ กลับมีชีวิตยืนยาวมากกว่า และบางคนสามารถเอาชนะโรคร้ายได้ด้วยซ้ำ
          ใจที่ดิ้นรนหรือต่อสู้ขัดขืนกับโรคร้าย อาจทำให้ความทุกข์ทางกายเพิ่มพูนขึ้นสองหรือสามเท่าตัวด้วยซ้ำ ซึ่งเท่ากับเร่งความตายให้มาถึงเร็วเข้า ถามว่าอะไรเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ใจดิ้นรนหรือต่อสู้ขัดขืน คำตอบก็คือ ความกลัว เช่น กลัวตาย กลัวสูญเสีย กลัวเจ็บปวด ความจริงอย่างหนึ่งที่ดูเหมือนว่าโลกเล่นตลกก็คือ ยิ่งกลัวเจ็บปวด ก็กลับเจ็บปวดมากขึ้น มีคนทำวิจัยพบว่า คนที่กลัวเจ็บจากเข็มฉีดยา เมื่อถูกเข็มแทงเข้าจะรู้สึกเจ็บมากกว่าปกติถึงสามเท่า ส่วนคนที่ไม่กลัว ยอมให้ฉีดยาโดยดุษณี จะรู้สึกเจ็บน้อยมาก เรียกว่าความเจ็บหารสองหรือหารสามก็น่าจะได้
          สำหรับคนทั่วไปไม่มีอะไรน่ากลัวเท่ากับความตาย แต่ความจริงแล้วสิ่งที่น่ากลัวกว่าความตายก็คือความกลัวตายต่างหาก คนเรากลัวตายด้วยหลายสาเหตุ เช่น กลัวพลัดพรากจากคนรัก ห่วงใยลูกเมียที่ยังอยู่ มีงานการที่ยังสะสางไม่เสร็จ กล่าวโดยสรุป ใจที่ยังยึดติดผูกพัน ปล่อยวางไม่ได้ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เรากลัวตาย ดังนั้นจึงต่อสู้ขัดขืนกับโรคร้ายและความตาย ยิ่งต่อสู้ขัดขืนใจก็ยิ่งทุกข์ เพราะโรคไม่ยอมหาย และยิ่งใจทุกข์ โรคก็ยิ่งกำเริบ ซึ่งก็ทำให้ทุกข์ใจมากขึ้น เป็นวงจรเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกายและใจทรุดหนักเกินกว่าที่จะดำรงชีวิต อยู่ได้
          แต่สำหรับบางคน สาเหตุที่ต่อสู้ขัดขืนกับโรคภัยและความตายก็เพราะเป็นห่วงคนที่อยู่รอบตัว มีพระรูปหนึ่งป่วยเรื้อรังโดยหมอไม่พบสาเหตุ ระยะหลังท่านมีอาการอ่อนเพลียมากจนต้องนอนซมอยู่บนเตียงตลอดเวลา ทางวัดพยายามช่วยท่านทุกวิถีทาง ทั้งด้วยการรักษาแผนใหม่และการรักษาแบบทางเลือก แต่อาการของท่านก็ไม่ดีขึ้น เพื่อนพระจากวัดต่าง ๆ พากันมาให้กำลังใจ ท่านจึงพยายามรักษาตัวให้ดีขึ้น แต่ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด อาการของท่านมีแต่จะทรุดลง หลายคนเป็นห่วงว่าท่านจะไม่รอด แต่ท่านก็พยายามฝืนสู้โรคภัยไข้เจ็บ แต่ดูจะไม่ค่อยมีหวังเท่าใด
          แล้ววันหนึ่งพระอาจารย์ของท่านซึ่งเป็นเจ้าอาวาสอีกวัดหนึ่งได้มาเยี่ยมท่าน ท่านเรียกชื่อของพระรูปนั้น แล้วพูดสั้น ๆ ว่า “ถ้าท่านจะตายก็ตายได้นะ ท่านไม่ต้องพยายามหายหรอก” ทันทีที่ได้ยิน ท่านถึงกับร้องไห้ ไม่ใช่ด้วยความเสียใจ แต่เพราะซาบซึ้งใจที่พระอาจารย์ได้ช่วยปลดเปลื้องภาระอันหนักอึ้งออกไปจาก จิตใจของท่าน ที่ผ่านมาท่านรู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อนผิดหวัง แต่ละคนอยากให้ท่านหาย แต่เมื่อท่านไม่หาย ท่านจึงมีความทุกข์ใจมาก และพยายามที่จะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บเต็มที่ แต่ยิ่งปฏิเสธความเจ็บป่วย ใจก็ยิ่งทุกข์และซ้ำเติมความเจ็บป่วยให้หนักขึ้น แต่เมื่อพระอาจารย์อนุญาตให้ท่านตาย ท่านก็รู้สึกว่าท่านตายได้แล้วโดยไม่ต้องรู้สึกผิดอีกต่อไป ใจจึงพร้อมที่จะตาย ไม่ต่อสู้ขัดขืน ปรากฏว่านับแต่วันนั้นอาการของท่านดีขึ้นเป็นลำดับจนหายเป็นปกติ เป็นที่อัศจรรย์ใจของผู้ติดตามอาการของท่าน กรณีดังกล่าวเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ว่าเมื่อใจพร้อมตายก็กลับรอดตายได้
          ในสมัยพุทธกาลก็มีเรื่องคล้าย ๆ กันนี้ นกุลบิดาเป็นอุบาสกผู้ใฝ่ธรรม ต่อมาท่านป่วยหนักเจียนตาย นกุลมารดาซึ่งเป็นภรรยาเห็นสีหน้าของสามีก็รู้ว่าเป็นทุกข์มาก ไม่อยากให้สามีสิ้นลมด้วยใจที่ยังห่วงใย จึงพูดให้นกุลบิดาปล่อยวางด้วยการให้ความมั่นใจทีละอย่าง ๆ ว่า ท่านอย่าเป็นห่วงว่าเราจะเลี้ยงลูกและดูแลบ้านเรือนไม่ได้ ขอให้มั่นใจว่าเราจะดูแลลูกและบ้านเรือนได้ ท่านอย่าเป็นห่วงว่าเราจะไปหาชายอื่น ขอให้มั่นใจว่าเราจะไม่มีชายอื่นแน่นอน ท่านอย่าเป็นห่วงว่าเราจะไม่ต้องการเห็นพระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ ขอให้มั่นใจว่าเราปรารถนาจะเห็นพระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์อยู่เนือง ๆ ท่านอย่าเป็นห่วงว่าเราจะไม่รักษาศีลให้บริบูรณ์ ขอให้มั่นใจว่าเราจะรักษาศีลให้บริบูรณ์ ท่านอย่าเป็นห่วงว่าเราจะไม่มีความสงบใจ ขอให้มั่นใจว่าเราจะมีความสงบใจ ท่านอย่าเป็นห่วงว่าเราจะมีความเคลือบแคลงสงสัยในพระธรรมวินัย ขอให้มั่นใจว่าเราจะพ้นจากความเคลือบแคลงสงสัยในพระธรรมวินัย
          พระไตรปิฎกกล่าวว่าเมื่อได้ฟังคำของภรรยาเช่นนี้ นกุลบิดาก็หายป่วยทันที ทั้งสองกรณีหลัง หากอธิบายอย่างสมัยใหม่ก็คือ ใจที่ปล่อยวาง ไร้ความวิตกกังวล ย่อมรู้สึกผ่อนคลาย นิ่งสงบ และเป็นสุข นอกจากจะช่วยบรรเทาความทุกข์ทางกายแล้ว ยังกระตุ้นกระบวนการเยียวยาตนเองจนร่างกายหายจากความเจ็บป่วยได้
          เมื่อใจพร้อมตาย ไม่ต่อสู้ขัดขืนความตาย ก็ไม่ต่างจากการ “ทำตนเหมือนคนตาย” และดังนั้นจึงอาจ “พ้นตาย”ดังคำของพระอาจารย์ลีได้ อย่างไรก็ตามประโยคข้างต้นของพระอาจารย์ลีมีความหมายลึกกว่าการอยู่นิ่ง ๆ ทำตัวเสมือนตายหรือทำใจนิ่งสงบพร้อมตาย ความหมายที่ลึกกว่านั้นก็คือ การอยู่อย่างปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่อาลัยในชีวิต อีกทั้งไร้ความทะยานอยาก ไม่ยินดียินร้ายในโลกธรรม จะอยู่หรือตายก็มีความรู้สึกเท่ากัน ผู้ที่วางใจได้เช่นนี้ความตายย่อมทำอะไรไม่ได้
          ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้ทำใจพร้อมตาย ก็อาจหนีความตายไม่พ้น แต่หากใครก็ตามสามารถทำใจถึงขั้นว่าไม่อาลัยในชีวิต และปล่อยวางทุกสิ่งแม้กระทั่งความยึดถือในตัวตน จน “ตัวกู”ไม่มีที่ตั้ง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “ตายก่อนตาย” ดังคำของท่านอาจารย์พุทธทาส บุคคลเช่นนี้ย่อมอยู่เหนือความตาย เมื่อความตายมาถึงก็มีแต่นามรูปเท่านั้นที่แตกดับไป แต่หามี “ผู้ตาย”ไม่ นี้ใช่ไหมที่เป็นการ “พ้นตาย”อย่างแท้จริง
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.budnet.org

Thursday, November 24, 2011

"สมาธิมีประโยชน์มากมาย ต้องใช้ให้คุ้มและให้ครบ"

"สมาธิมีประโยชน์มากมาย ต้องใช้ให้คุ้มและให้ครบ" 
 โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)  


       ทำไมพระพุทธเจ้าจึงเสด็จหลีกไปจากสำนักของท่านอาฬารดาบสและอุททกดาบส ทั้งที่ได้สมาธิถึงสมาบัติสูงสุด ก็เพราะไม่ใช่วิธีปฏิบัติที่สมบูรณ์

       แต่พระองค์ก็มิได้ทรงละทิ้งสมาธิ พระองค์ทรงใช้สมาธิเป็นบาทคือ เป็นเครื่องช่วยหนุนธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติสูงขึ้นไปให้ทำงานได้ผลดีเพราะ สภาพจิตที่เป็นสมาธินั้นมีลักษณะที่เป็นคุณสมบัติสำคัญหลายอย่าง โดยเฉพาะ
       ๑. ทำให้จิตมีกำลัง
       ๒. ทำให้จิตใส
       ๓. ทำให้จิตสงบ

       ข้อที่ ๓ นี้ทำให้คนติดมากคือ ทำให้จิตสงบแล้วก็สุข แล้วก็เลยติดเพลิน เลยกลายเป็นกล่อมไป

       คุณสมบัติของจิตที่เป็นสมาธินี้ ขอขยายความหน่อยว่า
       ๑. ทำให้จิตมีพลัง
       ในเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาว่า เหมือนสายธารที่ไหลลงจากภูเขา ซึ่งปิดช่องทางที่น้ำจะแยกกระจายออกไปหมดแล้ว ไหลลงไปทางเดียว ย่อมมีกำลังแรงมาก (องฺ.ปญฺจก.๒๒/๕๑)
       ถ้าจะทำในขณะนี้ ก็เหมือนกับคนขึ้นไปบนยอดเขา เอาน้ำขึ้นไปด้วยถังใหญ่ถังหนึ่ง พอถึงยอดเนินเขาแล้วก็สาดน้ำโครมลงไปอย่างไม่มีทิศทาง น้ำกระจายทั้งถังหายเงียบหมด ไม่เกิดอะไรขึ้น

       ที่นี้เอาใหม่ แบกน้ำถังเท่ากันขึ้นไป แต่คราวนี้เทน้ำถังเท่ากันนั้นลงในร่องในรางหรือในท่อ น้ำไหลไปทางเดียว ก็มีกำลังมากสามารถพัดพาสิ่งที่ขวางหน้า เช่นกิ่งไม้ไปได้ เหมือนกับจิตที่เป็นสมาธิซึ่งแน่วแน่ พุ่งไปทางเดียว ก็มีกำลังมาก
      นี้เป็นคุณสมบัติของจิตที่เป็นสมาธิประการที่หนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก อย่างพวกนักบวชนอกพุทธศาสนาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ชอบเอาจิตที่เป็นสมาธิไปใช้พัฒนาอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่เป็นด้านพลังจิต

       ๒. ทำให้จิตใส

       ถ้าเราเอาภาชนะตักน้ำจากบ่อจากสระหรือหลุมน้ำข้างทางที่ขุ่น มีฝุ่นละอองมีดินละลายปนอยู่ข้นคลั่ก มองไม่เห็นอะไรเลย เอาไปตั้งไว้ในที่นิ่งสนิทไม่มีลมพัดไหว และที่นั้นก็มั่นคงไม่หวั่นไหวตั้งอยู่ไม่นาน ตะกอนก็ตกก้นหมด น้ำก็ใสแจ๋ว มีอะไรในน้ำก็มองเห็นชัดเจน

       เปรียบเหมือนกับจิตของเรา ที่ฟุ้งซ่านพล่านอยู่ด้วยอารมณ์ต่างๆ มากมาย เรื่องราวอารมณ์ต่างๆ เหล่านั้นวุ่นวาย บังกันไปบังกันมา มองอะไรไม่ชัดเจน แต่พอเราทำจิตให้เป็นสมาธิ เหลืออารมณ์เดียวที่ต้องการ อารมณ์อื่นตกตะกอนนอนนิ่งหมด จิตก็ใสไม่มีอะไรบัง เราก็มองเห็นสิ่งนั้นชัดเจน

       ฉะนั้น จิตที่เป็นสมาธิจึงเอื้อต่อปัญญา ทำให้มองเห็นตามเป็นจริง ดังพุทธพจน์ที่ว่า สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ แปลว่า ผู้มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิจะรู้เข้าใจตามเป็นจริง (สํ.ข.๑๗/๒๗; สํ.สฬ.๑๘/๑๔๗; สํ.ม.๑๙/๑๖๕๔; องฺ.เอกาทสก.๒๔/๒๐๙)

       แต่ไม่ใช่ว่าเกิดสมาธิแล้วจะเกิดปัญญาเองนะ หลายคนเข้าใจผิด ถ้าอย่างนั้น อาฬารดาบสและอุททกดาบส ก็รู้แจ้งสัจจธรรมหมดสิเพราะท่านได้สมาธิสูงลึกซึ้งถึงอรูปฌาน ถ้าเข้าใจว่าได้สมาธิแล้วจะเกิดปัญญาเอง ก็ไม่ถูก

จิตที่เป็นสมาธิ เปรียบเหมือนน้ำที่ใส ปัญญาเหมือนนัยน์ตาเมื่อน้ำใส นัยน์ตาก็มองเห็นสิ่งทั้งหลายในน้ำได้ชัด แต่ถึงแม้ว่าน้ำใสแต่ตาไม่มีหรือไม่มอง ก็ไม่เห็นอยู่นั่นเอง

       พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาไว้ ขอยกพุทธพจน์มาให้ดูเอง ดังนี้
       “ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนห้วงน้ำ ที่ใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัวเลย คนตาดียืนอยู่บนฝั่ง ก็จะเห็นได้ แม้ซึ่งหอยโข่ง หอยกาบ แม้ซึ่งก้อนหิน ก้อนกรวด แม้ซึ่งฝูงปลา ที่กำลังแหวกว่ายอยู่ก็ตาม กำลังหยุดอยู่ก็ตาม ในห้วงน้ำนั้น นั่นเพราะเหตุไร? ก็เพราะน้ำไม่ขุ่น แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น ด้วยจิตที่ไม่ขุ่นมัว ก็จักรู้ได้ซึ่งประโยชน์ตน จักรู้ได้ซึ่งประโยชน์ผู้อื่นจักรู้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้งสองฝ่าย จักประจักษ์แจ้งได้ซึ่งคุณวิเศษล้ำมนุษย์สามัญ กล่าวคือญาณทัสสนะ ที่สามารถทำให้เป็นอริยชน...”
(องฺ.เอก. ๒๗/๔๐)

       อนึ่ง จิตที่เป็นสมาธิเอื้อต่อการเกิดปัญญา ไม่ใช่ควาหมายความว่าทำให้เกิดปัญญาขึ้นมาเอง ปัญญาเกิดจากสมาธิได้นั้น เพราะเรามีเรื่องที่คิดพิจารณาหรือมองอยู่แล้ว เราพยายามมองเพ่งพินิจมัน แต่อารมณ์ต่างๆ มันมาบังกัน อารมณ์นั้นบังอารมณ์นี้ ก็เลยไม่เห็นชัดสักที แต่พอจิตเป็นสมาธิ อารมณ์อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องว่างหายไป เหลือแต่สิ่งที่ต้องการมอง นี่คือจิตใส เรามองอยู่ก็จึงเห็นสิ่งนั้นชัดเจน

       จะเห็นว่า บางครั้งเราคิดปัญหาบางอย่างอยู่นาน ยังไม่ได้คำตอบ จนเปลี่ยนไปทำอะไรอื่นๆ ต่อมาขณะที่กำลังว่างๆ นั่งสงบในที่บรรยากาศดี บางทีคำตอบในเรื่องนี้ก็ผุดโพลงขึ้นมา นี่เพราะจิตที่คิดอยู่สงบแน่วแน่ลง ก็ใสกระจ่างแจ่มแจ้งขึ้นมานั่นเอง

       ๓. ทำให้จิตสงบ
       ข้อนี้ชัดอยู่แล้ว จิตที่เป็นสมาธินั้นตั้งมั่นแน่วแน่อยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวที่ต้องการ เป็นจิตที่อยู่ตัว ลงตัว เข้าที่ สมดุลไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ว้าวุ่น ไม่พล่าน ไม่ขุ่นมัว ไม่เดือดร้อน ไม่มีอะไรกวน ก็ย่อมสงบ และมีความสุข ตอนนี้ถ้าจะพักผ่อน ก็พักผ่อนได้เต็มที่ และถ้าจะติดเพลินก็อยู่ตอนนี้ จึงว่าต้องระวังจะเป็นตัวกล่อม

       ประโยชน์ที่ต้องการของสมาธิอยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว จิตนั้นก็เป็น “กัมมนีย์” คือเหมาะแก่งาน ใช้งานได้ดี มีประสิทธิภาพ แล้วแต่จะเอาไปใช้อะไร

       แต่งานสำคัญที่ต้องการในพระพุทธศาสนา ก็คือ งานทางปัญญาเพราะจะบรรลุจุดหมายของพระพุทธศาสนาด้วยปัญญา แต่ปัญญาจะทำงานได้ดี จะมองเห็นชัดเจน ก็ต้องอาศัยจิตที่เป็นสมาธิผ่องใส

       ถ้าเราใช้จิตสมาธิเพื่อประโยชน์ทางปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนา คุณสมบัติทั้งสามด้านของจิตสมาธิก็มาเสริมกันเอง ให้ทำงานได้ผลเต็มที่ คือ ลักษณะด้านที่ ๒ เป็นหลัก

       หมายความว่า จิตที่ใสเป็นสมาธิ เอื้อต่อการใช้ปัญญา และเอื้อต่อการมองเห็นด้วยปัญญา แล้วลักษณะที่ ๑ มาช่วย ทำให้จิตนั้นมีกำลังอีก การใช้ปัญญาในจิตที่มีกำลังด้วยก็ยิ่งชัดเจนและเดินหน้า แล้วยังมีลักษณะที่ ๓ ความสงบช่วยด้วย โดยไม่มีอะไรกวน ไม่มีอะไรที่จะมาทำให้สั่นให้ไหวมายั่วมาล่อออกไป การใช้ปัญญาก็ยิ่งได้ผล

        ดังนั้น ลักษณะของสมาธิ ๓ อย่างนี้ จะต้องใช้ให้ถูกต้อง เมื่อใดรู้ธรรมแจ้งจบแล้ว การใช้ประโยชน์ก็มาอยู่ที่ลักษณะที่ ๓ มาก เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากสมาธิในแง่ที่สองที่จะต้องพัฒนาปัญญา เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว

       เมื่อพระองค์เสด็จไปบำเพ็ญพุทธกิจมาเสร็จแล้ว ก็ทรงพักผ่อนด้วยการเข้าฌาน ดังที่เรียกว่าเป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร แปลว่า ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน คือ สำหรับพักผ่อน เป็นการใช้สมาธิในความหมายที่ ๓ แต่พระพุทธเจ้าทรงหลุดพ้นจากกิเลสหมดแล้ว จึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะทรงติดเพลินสมาธินั้น และไม่มีทางที่จะทรงประมาท

       สำหรับพวกเราทั่วไป ยังต้องระวัง ถ้าติดเพลิน ใช้สมาธิเป็นตัวกล่อม ก็จะกลายเป็นเครื่องฉุดดึงตัวเองไว้ ทำให้ไม่สามารถบรรลุธรรมขัดขวางต่อการพัฒนา จึงได้บอกแต่ต้นว่า ตัวกล่อมนี้ ข้อเสียของมันก็คือ มันทำให้หยุดการพัฒนา มันทำให้เราหยุดอยู่แค่นั้น ไม่ก้าวต่อไป

       ดังนั้น ชาวพุทธหยุดไม่ได้ ต้องก้าวต่อไป โดยใช้สมาธิเป็นตัวเอื้อ ช่วยเกื้อหนุนให้เดินหน้าไปในไตรสิกขา
       ขอย้อนกลับมาพูดถึงเรื่องของการกล่อมด้วยการอ้อนวอนเทพเจ้า คนจำนวนมากกล่อมใจตัวเองด้วยเรื่องนี้ จนกระทั่งศาสนาที่มองเห็นว่า มนุษย์จะหลงจมอยู่ด้วยความหวังพึ่ง ไม่พัฒนาต่อไป ก็ต้องใช้อุบายที่จะทำให้มนุษย์เหล่านั้นหรือศาสนิกของตนต้องเพียรพยายามเอา เอง ไม่ใช่รอคอยเทพเจ้าช่วยแล้วมัวนั่งงอมืองอเท้าอยู่อย่างเดียว ก็เลยต้องจำกัดการช่วยว่าจะช่วยอีกนานหลายพันปีข้างหน้า หรือไม่รู้ว่าเมื่อไร ตอนนี้ให้ดิ้นรนช่วยตัวเองไปก่อน หรือบอกว่าพระเจ้าจะช่วยเฉพาะคนที่ช่วยตัวเอง เป็นต้น แล้วแต่วิธีการของศาสนานั้นๆ

       แต่ในพุทธศาสนานี้ ท่านไม่ให้มัวหวังผลอ้อนวอนนอนรอคอยการดลบันดาลอย่างนั้นเลย เพราะสอนหลักให้ทำการด้วยความเพียรซึ่งมีฐานอยู่ในหลักสิกขา ที่มีสาระว่าให้ฝึกฝนพัฒนาตนอยู่ตลอดเวลาอย่างจริงจังไม่ประมาท เพื่อทำตนให้เป็นที่พึ่งได้ มีชีวิตที่ปลอดโปร่งโล่งเบา และมีความสุขที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง 
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.dhammathai.org

พุทธะองค์จริง

พุทธะองค์จริง

พุทธะองค์จริง
ภาพปริศนาธรรม จากสวนโมกข์

พุทธตัวจริง
คือ ความเบ่งบานถึงที่สุด
ของธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ
ซึ่งมีอยู่แล้วในคนทุกคน

           พุทธองค์จริงคือความเบ่งบานถึงที่สุดของธรรมชาติแห่งความเป็น พุทธะ ซึ่งมี
อยู่แล้วในคนทุกคน.

          ธรรมชาติแห่งการตรัสรู้อันสูงสุด มีอยู่แล้วในคนทุก ๆ คน ซึ่งไม่ต้องแสวงหาจากภายนอกเลย. ด้วย เหตุ ที่คนทั่วไปนั้นมัวยึดมั่น ถือมั่น ในสิ่งทั้งหลายโดยความเป็น "ตน" เป็น "ของตน" อันมิใช่ความจริงแท้ของธรรมชาติ จึงต้องเป็นทุกข์ และวกวนอยู่ในสังสารวัฎฎ์ ธรรมชาติ แห่งการตรัสรู้นั้นจึง ไม่วิวัฒนาการ ถึงที่สุดได้.

         พันธุ์ไม้ดอกที่ต้องแคระแกร็น ด้วยเพลี้ยหรือแมลง , ทั้งที่ธรรมชาติสูงสุดแห่งการผลิดอกออกผล ของ ต้นไม้ นั้นมีอยู่ ; แต่ไม่สามารถถึงที่สุดของวิวัฒนาการได้ ฉันใด; ชีวิตบางชีวิตไม่สามารถวิวัฒนาการ ถึงที่สุดของชีวิต
คือ
"ความหลุดพ้น" ฉันนั้น.

          ดอกบัวในภาพที่กำลังเบ่งบาน ๗ ดอก คือ องค์แห่งการตรัสรู้ ๗ ประการ (โพชฌงค์เจ็ด).

          ส่วนพระพุทธใต้ร่วมโพธิ์นั้น คือสัญลักษณ์แทน "พุทธภาวะ" ที่ประทับอยู่ในใจของคนทุกคนแล้ว.
******* 
กิ่งธรรมจากhttp://www.buddhadasa.org

เรื่อง ถ้าจะรักก็จงรักอย่างเปิดเผย

เรื่อง ถ้าจะรักก็จงรักอย่างเปิดเผย
  นิทาน เล่าโดย .. ท่านพุทธทาสภิกขุ 

         เรื่อง "If love, love openly" ถ้า จะรัก ก็จงรักอย่างเปิดเผย. ในวัดนิกาย เซ็น อีกเหมือนกัน มีภิกษุ อยู่หลายสิบรูป และมี นักบวชผู้หญิง ที่เรียกว่า nun อยู่คนหนึ่ง ชื่อ เอฉุ่น รวมอยู่ด้วย เอฉุ่น เป็นหญิง ที่สวยมาก แม้จะเอา ผมออก เสียแล้ว แม้จะใช้ เครื่องนุ่งห่ม ของนักบวช ที่ปอนมาก ก็ยังสวย อย่างยิ่ง อยู่นั่นเอง และทำความ วุ่นวาย ให้แก่ภิกษุทั้งหมด นั้นมาก แทบว่า จะไม่มีจิตใจ ที่จะสงบได้ ภิกษุองค์หนึ่ง ทนอยู่ไม่ได้ ก็เขียนจดหมาย ส่งไปถึง ขอร้อง ที่จะมีการพบ อย่าง private คือเป็นการขอพบ เฉพาะตัว เอฉุ่น ก็ไม่ตอบจดหมายนั้น อย่างไร แต่พอวันรุ่งขึ้น กำลังประชุม อบรมสั่งสอน กันอยู่ ซึ่งมีชาวบ้าน จำนวนมาก รวมอยู่ด้วย พอสั่งสอน จบลง เอฉุ่น ก็ยืนขึ้น กล่าวถึง ภิกษุนั้นว่า ภิกษุที่เขียนจดหมาย ถึงฉันนั้น ขอให้ก้าวออกมา ข้างหน้า จากหมู่ภิกษุ เหล่านั้นเถิด ถ้ารักฉันมากจริงๆ ก็จงมากอดฉัน ที่ตรงนี้ แล้วนิทาน ของเขาก็จบ
 
       นี่ ท่านลองคิดดูเองว่า นิทานอิสปเรื่องนี้ จะสอนว่ากระไร ก็หมายความว่า การสอน การอบรม ที่ตรงไปตรงมา ตามแบบ ของนิกายเซ็นนั้น กล้ามาก ทำให้คนเรา กล้าหาญมาก และไม่มีความลับ ที่จะต้องปิดใคร จะว่าอย่างไรก็ได้ ไม่ต้องปกปิด คือสามารถ ที่จะเปิดเผยตนเองได้ มีสัจจะ มีความจริง โดยไม่ถือว่า ความลับมีอยู่ในโลก นี้เราจะต้องเป็น ผู้ที่ปฏิญญาตัว อย่างไรแล้ว จะต้องทำอย่างนั้น ไม่มีความลับ ที่ปกปิดไว้ จนสะดุ้งสะเทือน แม้ในการ ที่จะเรียกตัวเองว่า "ครู" อย่างนี้ เป็นต้น บางคนกระดาก หรือ ร้อนๆ หนาวๆ ที่ว่า จะถูกเรียกว่า ครู หรือ จะถูกขอร้อง ให้ยืนยัน ปฏิญญา ความเป็นครู นี้แสดงว่า ไม่เปิดเผยเพียงพอ ยังไม่กล้าหาญเพียงพอ จะกล้าปฏิญญาว่า เป็นครู จนตลอดชีวิต หรือไม่ ยิ่งไม่กล้าใหญ่ ใครกำลังจะ ลงเรือน้อย ข้ามฟาก ไปฟากอื่น ซึ่งไม่ใช่ นครของพวกครูบ้าง ก็ดูเหมือน ไม่กล้าเปิดเผย เพราะเราไม่ชอบ ความกล้าหาญ และเปิดเผย กันอย่างสูงสุด เหมือน กะคน ในเรื่องนิทานนี้

*********

ความรู้สึกว่ามีตัวตน เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์

ความรู้สึกว่ามีตัวตน เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์
 โดยพุทธทาสภิกขุ


         วรจะมองเห็นหัวใจของพระพุทธศาสนาในลักษณะอย่างนี้ แล้วพยายามเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนานี้กันจงทุกคน; รู้จักสังเกตให้ดี ว่าเมื่อจิตใจเกลี้ยงเกลาไปจากความรู้สึกว่ามีตัวตนนั้น มันไม่หนักอะไร; มันจะหนักอะไรได้ มันจะถืออะไรได้ มันจะไม่เกิดการได้การเสีย การแพ้การชนะ การเอาเปรียบการได้เปรียบ การมีกำไร การขาดทุนใด ๆ เพราะว่ามันไม่มีตัวตน, จนกระทั่งว่ามันไม่มีตัวตนที่จะไปเกิดชาติใหม่ เพราะเดี๋ยวนี้ที่นี่มันก็ไม่มีตัวตนเสียแล้ว.
          แต่ก็มีคำสอนอีกประเภทหนึ่ง ไว้สอนสำหรับผู้ที่ยังมีตัวตน นับตั้งแต่ระดับลูกเด็ก ๆ ขึ้นมา, เขายังต้องมีตัวตน เขาไม่ อาจจะเข้าใจความไม่มีตัวตน ก็ต้องสอนกันไปก่อน เพื่อให้มีตัวตนที่สูงขึ้น ๆ, ให้เกิดความรู้สึกที่เป็นตัวตนตามสัญชาตญาณนั้น เดินไปในทางที่ถูกต้อง คือเป็นโพธิ เป็นตัวตนที่ถูกต้อง, อย่าให้มาเป็นตัวตนของกิเลส ซึ่งจะเป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วจะเพิ่มความทุกข์ให้มากขึ้น,
          รู้จักแยกทางกันที่ตรงนี้ คืออย่าให้สัญชาตญาณตามธรรมชาติพื้นฐานนั้น เจริญรุ่งเรืองเกินขอบเขตจนเป็นกิเลส คือความเห็นแก่ตน; แต่ให้ไปในทางตรงกันข้าม คือเป็นโพธิ, โพธิปัญญา รู้ว่าไม่มีตน มีแต่ธาตุตามธรรมชาติ : จะเรียกว่าอายตนะ จะเรียกว่า ขันธ์ จะเรียกว่า สุข จะเรียกว่า ทุกข์ จะเรียกว่าอะไรก็สุดแท้ ล้วนแต่มิใช่ตัวตน จิตมันก็ว่างจากความรู้สึกว่ามีตัวตน, ชีวิตก็ได้รับผลแห่งความไม่มีตัวตน.
          นี่แหละเป็นเรื่องดับทุกข์ ตามวิถีทางของพระพุทธศาสนา ตัดต้นเหตุแห่งความทุกข์เสีย, ต้นเหตุแห่งความทุกข์ก็คือความรู้สึกว่ามีตัวตน, เกิดความรู้สึกว่ามีตัวตนเมื่อไร ก็จะมีความทุกข์เมื่อนั้น. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ให้ละเอียดประณีตที่สุดว่า ในชีวิตของเราแต่ละวัน ๆ : เมื่อไร ความรู้สึกว่าตัวตนมีตัวตนเกิดขึ้นในจิตแล้ว ก็ร้อนด้วยโลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง, หรือว่าด้วยความรักบ้าง ความโกรธบ้าง ความเกลียดบ้าง ความกลัวบ้าง ความวิตกกังวลบ้าง ความอาลัยอาวรณ์บ้าง ความอิจฉาริษยาบ้าง ความหวงความหึงบ้าง, มันก็มีเป็นทุกข์เป็นไฟขึ้นมา. แต่แล้วมันก็มีระยะที่มันมิได้เกิด มันมิได้เกิด คือมันมิได้มีการปรุงแต่งเป็นตัวตน ชนิดนี้, ระยะนั้นก็สงบเย็นหรือมันว่าง มันว่างจากตัวตนมีความว่างจากตัวตน ก็มีความหมายเป็นนิพพาน คือเป็นความเย็น.
          ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่าเรามีเวลาที่ว่างจากตัวตน ว่างจากกิเลส มีอยู่ไม่น้อย; ถ้ามันไม่มีเลย ๒๔ ชั่วโมงมีแต่กิเลส หรือตัวตนแล้ว มันก็ตาย; ภายในไม่เท่าไรดอกก็จะเป็นโรคประสาท จะเป็นบ้า แล้วมันก็จะตาย. เดี๋ยวนี้ธรรมชาติได้จัดมาให้ เป็นอย่างดี ว่ามีระยะที่ว่างจากตัวตน เพราะว่ามันหยุดคิดหยุดนึกก็ได้; เช่นหลับไปเสียก็ได้, หรือว่าตื่นอยู่ แต่มีความรู้มี สติปัญญา ควบคุมไม่ให้เกิดความรู้สึกที่เป็นตัวตนก็ได้ หรือว่าตามธรรมชาติธรรมดามันก็ว่างจากตัวตนอยู่แล้ว.

*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

อานิสงส์ ของการสร้าง พระพุทธรูป

อานิสงส์ ของการสร้าง พระพุทธรูป
 นิธิ เอียวศรีวงศ์



         ได้เกิดความดำริกับผมมาก่อนปี พ.ศ. ๒๕๔๓ แล้วว่า ในโอกาสที่จะเกษียณอายุราชการ พอมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่ง คิดอยากสร้างพระพุทธรูปถวายวัดในภาคอีสานสักองค์หนึ่ง เพื่อฉลองคุณบิดามารดาที่ได้เลี้ยงดูให้การศึกษา จนสามารถเลี้ยงชีพมาได้จนถึงแก่ชราปลดจากอาชีพการงาน
          ทำไมจึงเป็นภาคอีสาน?
          เหตุผลแบบอธิบายได้ก็คือ ผมได้ยินมามากว่าชาวบ้านในชนบทห่างไกลของอีสานมักอยากได้พระพุทธรูปทอง (สำริด) ไว้ในวัดของตัว ซึ่งมีแต่พระปูนปั้น ฉะนั้นถ้าผมสามารถถวายพระพุทธรูปสำริดไว้ในวัดที่มีผู้อยากได้ และอยากใช้เพื่อประโยชน์ในการเจริญธรรมของตนอยู่แล้ว ก็จะมีประโยชน์มากกว่าถวายไว้ในวัดที่มีพระพุทธรูปทองอยู่มากจนเหลือ "ใช้"
          แต่ยังมีเหตุผลที่อธิบายไม่ได้อยู่ด้วยก็คือ ด้วยเหตุใดไม่ทราบ ผมรู้สึกมีความผูกพันกับชาวอีสานมาก ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกิดในอีสาน หรือไม่เคยใช้ชีวิตในอีสานเลยก็ตาม
          ผมจำได้ว่าแม่มีความประสงค์จะสร้างพระพุทธรูปถวายวัดมานานแล้ว แต่ด้วยเหตุติดขัดบางประการที่ผมไม่แน่ใจว่าคืออะไร แม่ไม่ได้มีโอกาสทำได้ตามต้องการ แม่มักพูดเสมอเมื่อบริจาคเงินอุดหนุนให้คนได้บวชพระว่า เมื่อไม่มีโอกาสร้างพระพุทธรูป ก็ขอได้สร้างพระภิกษุสงฆ์ไว้ในพระศาสนา ส่วนพ่อผมซึ่งเพิ่งหันมาใส่ใจพระพุทธศาสนาเมื่อชราลงแล้ว ไม่เคยแสดงความประสงค์จะสร้างพระพุทธรูปถวายวัดใดเลย ผมเข้าใจว่าเป็นเพราะท่านยืนยันที่จะเป็นนัก "เหตุผลนิยม" (ซึ่งที่จริงก็เป็นระบบเหตุผลที่มีฐานแคบๆ อยู่กับวิทยาศาสตร์หรือวัตถุ) ตลอดชีวิต ท่านจึงอาจมองไม่ทะลุกรวดหินดินทรายหรือทองอันเป็นวัสดุที่ใช้สร้างพระพุทธ รูปไปได้ พระพุทธศาสนาในทัศนะของท่านจึงเป็นพระธรรมคำสอนล้วนๆ
          ในสมัยหนึ่ง ผมเองก็เคยตกอยู่ใต้กระแสวิธีคิดแบบนี้ ซึ่งที่จริงก็ต้องพูดว่าค่อนข้างแพร่หลาย ไม่ได้จำกัดอยู่กับพ่อผมเพียงคนเดียว ฉะนั้นที่อยากสร้างพระพุทธรูปถวายไว้ในพระศาสนานั้น อาจจะเป็นการแอบกบฏต่อพ่ออยู่ลึกๆ ในใจของผมเองก็ได้ ข้อนี้ผมวิเคราะห์จิตใจตัวเองไปได้ไม่ทั่วถึง แต่ที่ค่อนข้างจะจับได้แน่ๆ อย่างหนึ่ง ก็คือปฏิฆะส่วนตัวของผมเอง ก็มีส่วนผลักดันให้สร้างพระพุทธรูปอยู่ไม่น้อย เพราะผมสังเกตว่าคนที่รู้สึกตัวว่า "มีการศึกษา" ในเมืองไทยมักมองไม่เห็นประโยชน์ในการสร้างพระพุทธรูปถวายวัด หนึ่งก็เพราะวัดเรามีพระพุทธรูปอยู่แยะแล้ว ถึงจะเป็นปูนปั้นก็เป็นพระพุทธรูปซึ่งใช้เจริญธรรมได้เท่ากัน สองก็คือ ในขณะที่มีปัญหาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในเมืองไทยมากเวลานี้ การสร้างพระพุทธรูปถวายวัด ไม่ได้มีส่วนแก้ปัญหาอะไร ที่พระพุทธศาสนาต้องเผชิญอยู่เวลานี้สักอย่างเดียว เช่นต่อให้เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะเลอเลิศอย่างไร ก็ไม่ช่วยทำให้คนไทยปัจจุบัน มีความสามารถในการมองโลกและชีวิตอย่างชาวพุทธที่แท้จริงได้ ฉะนั้นสู้เอาเงินไปทำอย่างอื่น ที่ช่วยฟื้นพลังปัญญาอย่างชาวพุทธให้แก่คนไทยไม่ได้
          ผมไม่มีอะไรจะไปคัดค้านความคิดเห็นของคนที่รู้สึกตัวว่า "มีการศึกษา" เหล่านี้ได้ แต่ผมสังเกตว่าการยึดความเห็นแบบนี้อย่างสุดโต่ง อาจนำไปสู่การเหยียดแบบปฏิบัติของชาวบ้านว่าเป็นพุทธชั้นตื้น ในขณะที่แบบปฏิบัติของพวกตนเป็นพุทธชั้นลึกไปได้ ทั้งๆ ที่ผมพบว่า ในหลายกรณีโลกทรรศน์และชีวทรรศน์ของชาวบ้านนั้น สอดคล้องกับพุทธธรรมอย่างยิ่ง แม้ว่ายังปิดทองพระ หรือฉลองและแห่หลวงพ่อพระพุทธรูปประจำถิ่น เป็นงานประจำปีอยู่ก็ตาม
          ฉะนั้นที่สร้างพระถวายในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งก็อาจมาจากกิเลสที่นอนก้นในใจผมเอง คืออยากกวนประสาทคนอื่นก็ได้ พูดอย่างนี้แล้ว ก็ให้เกรงใจคนที่บริจาคเงินร่วมทำบุญในครั้งนี้ทุกท่าน แต่การทำบุญอยู่ที่ใจและปัญญา ใจผมไม่บริสุทธิ์นัก ปัญญาก็ยังมัวหมองด้วยกิเลสอยู่อย่างนี้ อานิสงส์ที่ผมพึงได้รับจึงไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ท่านไม่จำเป็นต้องวางใจและปัญญาของท่าน ให้ไม่บริสุทธิ์และมัวหมองแบบผม ตั้งสติให้ดีแล้วรับอานิสงส์ ไปตามแต่ใจและปัญญาของท่านเถิด ไม่เกี่ยวกัน
  เมื่อตัดสินใจจะถวายพระพุทธรูป ผมคิดแต่แรกว่าคงจะหาที่เขาทำสำเร็จเพื่อจำหน่าย (หรือทั่วไปเรียกว่าเช่าหรือบูชา) ไม่ได้ เพราะพระประเภทนั้น ที่ผมได้เห็นล้วนเป็นพระพุทธรูปสุโขทัยเสียทั้งนั้น ผมรู้สึกรังเกียจ ที่จะเอาพระพุทธรูปสุโขทัย ไปตั้งในอีสาน ความรังเกียจอันนี้ไม่มีเหตุผลอะไร เพราะนับตั้งแต่โบราณมาสกุลช่างใหญ่ๆ อย่างทวารวดีหรือสุโขทัยนั้น ส่งอิทธิพลพุทธศิลป์ออกไปทั่วดินแดนอันกว้างใหญ่ นอกพระราชอาณาจักรที่เป็นเจ้าของสุกลช่าง พระพุทธรูป "ลาว" จำนวนมากหรือแม้องค์ที่ผมสร้างขึ้นนี้ ก็มีอิทธิพลของสุโขทัยเจือปน (ตามสายตาของปฏิมากรผู้ปั้นจำลอง)
          อย่างไรก็ตาม เมื่อตัดสินใจโดยไม่มีเหตุผลอย่างนั้นแล้ว ก็ตั้งใจว่า จะต้องไปจ้างเขาหล่อขึ้นใหม่ตามรูปแบบของพระ "ลาว" องค์ที่ผมชอบ ใจคิดถึงโรงหล่อดังๆ ของชาวบ้าน คิดว่าเมื่อเอาแบบไปให้ช่างดู เขาก็จะปั้นและหล่อขึ้นให้ใกล้เคียงได้ ที่คิดเพียงเท่านี้ก็เพราะมีกำลังอยู่เพียงเท่านี้ ไม่กล้าคิดถึงกับไปจ้างศิลปิน ปั้นจำลองให้ได้งานร้อยเปอร์เซ็นต์
          แต่ระหว่างนั้นเอง เพื่อนของผมคนหนึ่งคืออาจารย์อุทิศ อติมานะ ซึ่งเป็นประติมากร และอาจารย์ของคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รับอาสาที่จะปั้นให้ และจะใช้เทคนิคที่ไม่ใช่ชาวบ้าน คือไม่ได้ปั้นด้วยขี้ผึ้งจากโกลน แต่ปั้นขึ้นจากดินเหนียวทั้งองค์ก่อ นแล้วจึงบุขี้ผึ้งในภายหลัง
          ในครั้งแรก ผมเอาภาพของพระเหล่าเทพนิมิตร ของจังหวัดอุบลราชธานีให้เป็นแบบ ท่านอาจารย์อุทิศอุตส่าห์เดินทางไปอุบลราชธานี แล้วถ่ายรูปจากมุมต่างๆ มามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็ขึ้นรูปและเริ่มปั้น
          แต่เนื่องจาก อาจารย์อุทิศไม่เคยปั้นพระพุทธรูปมาก่อน ท่านจึงปรับปรุงแบบให้ถูกต้องตามหลักกายวิภาค แม้ท่านเข้าใจความหมายเชิงสัญลักษณ์ ของพุทธศิลป์โบราณ แต่สัญลักษณ์นั้น ก็ต้องมีหลักทางกายวิภาคอยู่ด้วย (เช่นแม้พระพาหาไม่มีกล้าม แต่ก็ต้องมีสัดส่วนความยาวที่ถูกต้อง) ในขณะเดียวกันก็เหมือนศิลปินไทยทั่วไป ท่านยังค่อนข้างนิยมพุทธศิลป์สุโขทัยเป็นพิเศษ บางส่วนจึงแก้มาทางสุโขทัยยิ่งกว่าต้นแบบเดิมเสียอีก
          งานดำเนินไปอย่างช้าๆ เพราะท่านไม่ค่อยมีใจทำสักเท่าไรนัก เนื่องจากยิ่งทำใกล้เสร็จเท่าไร ก็ยิ่งเหมือนภาพนักกล้ามนั่งสมาธิ มากกว่าพระพุทธรูป สายตาศิลปินอย่างท่าน คงเห็นแล้วว่าใช้ไม่ได้ จนหมดกำลังใจจะทำต่อ จึงค่อนข้างจะทิ้งๆ เอาไว้โดยไม่ได้ทำให้เสร็จ จนวันหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปกว่าปีแล้ว ท่านจึงมาเสนอกับผมว่ายุบทิ้งเถิด พร้อมกันนั้นท่านก็เสนอพระพุทธรูปองค์ใหม่ ซึ่งท่านได้ภาพมาจาก หนังสือประวัติศาสตร์ศิลปะลาวเล่มหนึ่ง ผมเห็นภาพแล้วเกิดความนิยมชมชอบ ไม่น้อยไปกว่าอาจารย์อุทิศ ตกลงทันที เพราะที่จริงผมก็ไม่ชอบรูปนักกล้ามนั่งสมาธินั้นอยู่แล้ว แต่ด้วยความเกรงใจจึงไม่กล้าพูด
          อาจารย์อุทิศได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากความล้มเหลวครั้งแรก คราวนี้ท่านปั้นตามแบบในรูปภาพเป๊ะ ขนาดตีตารางรูปภาพละเอียดยิบ เพียงขึ้นองค์ได้หยาบๆ ยังไม่ทันแต่งรายละเอียด ก็ได้เห็นความงามอันลึกซึ้งที่ช่างลาวในอดีตได้เนรมิตไว้ คือความนิ่งสนิทมั่นคงอย่างมีสติรู้รอบ จากนั้นอาจารย์อุทิศก็ทำรายละเอียดจนได้หุ่นดินระดับร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้ว่าต้องสันนิษฐานเบื้องพระปฤษฎางค์เอาเอง โดยเปรียบเทียบกับพระลาวอื่นๆ ที่มีภาพด้านหลังให้ชมด้วย
          ต้นแบบที่ใช้ในการปั้นนั้นมาจากภาพในหนังสือศิลปะลาวเล่มหนึ่ง ตรวจสอบกับหนังสือศิลปะลาวเล่มอื่นๆ ที่มีภาพนี้แล้ว ล้วนไม่ระบุว่าองค์จริงประดิษฐานอยู่ที่ไหน ผมและอาจารย์อุทิศมีความเห็นร่วมกันว่า องค์จริงคงถูกใครขโมยไปขายเศรษฐีหน้าด้านใจบาปที่ไหนสักคนหนึ่งในโลกแล้ว จึงไม่กล้าระบุว่าอยู่ในการสะสมของใคร พระรัศมีขององค์จริงในภาพได้หลุดไปแล้ว และเช่นเดียวกับพระพุทธรูปหล่อของลาวส่วนใหญ่คือไม่มีพุทธบัลลังก์ นอกจากนี้จากสายตาของประติมากรและช่างหล่อ ต่างเห็นพ้องกันว่า องค์จริงมีขนาดเล็กกว่าองค์ที่ปั้นขึ้นใหม่นี้ซึ่งมีขนาดเท่ากับเท่าครึ่ง ของคน
          เมื่อพระพุทธรูปได้หล่อเสร็จและอยู่ในระหว่างการตกแต่งแก้ไขทำ รายละเอียดอยู่นั้น อาจารย์อุทิศได้มีโอกาสไปทำธุระบางอย่างที่หลวงพระบาง ท่านได้เข้าไปนมัสการพระพุทธรูปที่วัดเชียงทอง จึงไปพบว่า หน้าพระประธานปูนปั้นที่นั่นมีพระพุทธรูปสำริดสององค์ ใหญ่และย่อมลงมา มีลักษณะเหมือนกับพระพุทธรูปที่อาจารย์อุทิศปั้นเสร็จทุกประการ เพียงแต่มีพระรัศมีสูงมากเท่านั้น อาจารย์อุทิศคิดว่า องค์ใหญ่ซึ่งใหญ่กว่าองค์ของเรานั้นเดิมคงเป็นพระประธานมาก่อน แต่ภายหลังชาวบ้านอยากได้พระประธานใหญ่ขึ้นกว่านั้น จึงทำปั้นปั้นเลียนแบบขึ้น แต่อาจารย์อุทิศบอกว่าฝีมือไม่ถึง ส่วนพระสำริดองค์เล็กนั้นคงลอกเลียนมาจากองค์ใหญ่ มีฝีมือชั้นเอกอุเท่าๆ กัน มีขนาดเล็กกว่าองค์ที่ท่านอาจารย์อุทิศปั้นในครั้งนี้
          พระพุทธรูปแบบนี้ผมเข้าใจว่าจะมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๒ ผมและอาจารย์อุทิศเห็นตรงกันว่า รูปแบบพระพุทธรูปลักษณะนี้ คงเป็นรูปแบบที่พัฒนามาจนได้ระดับคลาสสิค ที่พระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่ที่วัดเชียงทอง จากนั้นก็มีช่างลอกเลียนหล่อขึ้นอีกหลายองค์ ทำนองเดียวกับพระลีลาสุโขทัยที่ระเบียงพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร ซึ่งมีงานลักษณะเดียวกันทั้งปูนปั้นและสำริดซึ่งทำมาก่อน และทำหลังอีกมาก แต่ที่ลงตัวถึงจุดสุดยอดก็ไม่มีชิ้นใดเกินองค์ซึ่งประดิษฐานที่วัดเบญจะไป ได้ เพราะชิ้นนั้นบรรลุระดับคลาสสิคแล้ว พระพุทธรูปที่วัดเชียงทองก็คงอย่างนั้น
          ส่วนที่ขาดหายไปจากภาพต้นแบบคือพระรัศมีและพุทธบัลลังก์ อาจารย์อุทิศร่างรูปแบบต่างๆ ให้ผมเลือกร่วมกับท่าน ผลออกมาจากการเลือกของเราจึงเป็นอย่างที่เห็นอยู่นี้ บางส่วนก็อาจผิดประเพณีศิลปะลาวไปบ้าง เช่น พระรัศมี ในพุทธศิลป์ลาวมักไม่มีเส้นขอบนอกต่อจากพระเศียรเป็นยอดสามเหลี่ยมเหมือนพระ สุโขทัย เราเลือกรูปแบบที่คล้ายลาว แต่ย่อให้สัมพันธ์สืบเนื่องกับเส้นขอบนอกของพระเศียร ส่วนพุทธบัลลังก์นั้นเราเลือกรูปแบบที่ค่อนข้างเรียบง่าย แต่รักษาสัญลักษณ์ทางศิลปะของพุทธบัลลังก์ไว้ทุกประการ
          อานิสงส์ของการปั้นพระพุทธรูปบังเกิดแก่ประติมากรอย่างคาดไม่ถึง
          แต่เดิมนั้นผมสังเกตว่า แม้อาจารย์อุทิศได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพุทธธรรมอยู่พอสมควร แต่ตัวท่านเองกลับพอใจที่จะหาเหตุผลมาแย้งมากกว่านำไปพินิจพิเคราะห์เพื่อ เป็นแนวปฏิบัติในชีวิต ครั้นได้ปั้นพระพุทธรูปจนเสร็จและหล่อขึ้นแล้ว เหลือแต่งานทำรายละเอียดที่ผิวโลหะ อาจารย์อุทิศเองกลับเดินทางไปเรียนสมาธิวิปัสสนาที่สำนักแห่งหนึ่ง ท่านอธิบายว่าพุทธศิลป์ซึ่งท่านในฐานะประติมากรต้องเข้าให้ถึงจิตวิญญาณที่ แท้จริง โน้มนำท่านไปสู่ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา แตกต่างจากการอ่านหนังสือธรรมะซึ่งทำให้ได้ความรู้ในเชิงปรัชญาเสียมากกว่า
          ผมทราบอยู่แล้วว่าแต่เดิมนั้นอาจารย์อุทิศมีศรัทธาในพุทธธรรม ไม่สู้มากนัก ฉะนั้นผมจึงบอกท่านว่าเมื่องานเสร็จแล้วท่านก็ควรจารึกชื่อของท่านในฐานะ ประติมากรไว้ที่ฐานพระ ผมคิดว่าท่านมองพระพุทธรูปเป็นชิ้นงานทางศิลปะ ส่วนผมมองเป็นพระพุทธรูปก็ไม่เป็นไร เพราะเนื้อแท้จริงๆ แล้วพระพุทธรูปก็เป็นแค่ทองสำริดเท่านั้น ต่างคนต่างใจ จะมองอย่างไรก็ได้
          แต่ปรากฏว่าเมื่อสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ยกเอาพระไปให้ช่างทำสีเนื้อโลหะอยู่นั้น ท่านกลับมาบอกผมว่า ท่านไม่อยากจารึกชื่อของท่านลงไว้ที่ไหนทั้งนั้น แต่ที่ยอมเซ็นชื่อให้ไปก็ด้วยความเกรงใจผม ท่านอธิบายไว้น่าประทับใจมากว่าเมื่อท่านปั้นพระองค์นี้ ท่านเข้าถึงวิญญาณของการสร้างสรรค์ศิลปะแบบโบราณของไทย-ลาว นั่นคืองานศิลปะเป็นการสร้างสรรค์ของสังคม สั่งสมสืบทอดความรู้และร่วมกันพัฒนาจนได้รูปแบบที่ลงตัว เขาสร้างพระก็เพื่อจะให้แก่สังคมทั้งที่อยู่ร่วมสมัยกับเขาและในอนาคต จึงไม่มีตัวตนของบุคคลเป็นศิลปิน ท่านอยากเดินตามกระบวนการสร้างสรรค์แบบโบราณอย่างนี้จนถึงที่สุด คือไม่มีตัวตนเป็นศิลปินผู้สร้างจนปั้นปลาย และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการให้ ไม่ใช่กระบวนการรับ
          ความต้องการของท่าน สอดคล้องกับผม ที่อยากจะเอาข้อความอุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่ ซึ่งติดที่ฐานพระออกมาไว้ที่ฐานปูนเช่นกัน (แต่เดิมเมื่อเริ่มงานนั้น เราไม่คิดว่าต้องมีฐานปูน) ดังนั้นเราจึงรีบไปติดต่อช่างหล่อว่าแผ่นจารึกทั้งสองคือจารึกลายเซ็น อาจารย์อุทิศ และจารึกคำอุทิศนั้น ไม่ต้องติดไว้ที่ฐานพระ ให้ส่งมอบให้เราไว้ เราจะนำไปติดที่ฐานปูนที่วัดป่าสุคะโตเลย
         แต่ปรากฏว่าไม่ได้ผลเพราะช่างได้ติดแผ่นจารึกลงไปแล้ว ทั้งตอกหมุดแน่นหนา จึงต้องปล่อยเลยตามเลย แต่ก็อยากบันทึกเรื่องนี้ไว้ด้วยว่า จารึกที่ฐานพระนั้นไม่ได้เป็นไปตามความปรารถนาของผู้สร้างและประติมากร แต่เกิดขึ้นด้วยอุบัติเหตุ
          อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าวิธีคิดของอาจารย์อุทิศนั้นเปลี่ยนไป การเข้าถึงกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะแบบโบราณ ที่ไม่เน้นตัวตนของปัจเจกบุคคลกลับเป็นที่ชื่นชม และอยากจะเลียนอย่างทำตาม นี่เป็นความเปลี่ยนแปลงระดับลึกในบุคลิกภาพของอาจารย์อุทิศ หรือที่จริงของศิลปินรุ่นใหม่ทั้งหมดก็ว่าได้ ซึ่งผมคิดว่า เป็นอานิสงส์สำคัญที่ท่านได้รับจากการปั้นพระพุทธรูปองค์นี้ คือยึดมั่นในตัวตนน้อยลง
          เหตุที่เลือกวัดป่าสุคะโต อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ก็เพราะนอกจากมีคุณสมบัติตรงตามความตั้งใจแต่เดิมแล้ว ก็ยังเพราะวัดนี้ท่านเจ้าอาวาสคือท่านอาจารย์พระไพศาล วิสาโล เป็นพระภิกษุที่ผมมีความศรัทธาเลื่อมใสเป็นพิเศษอีกด้วย
          ผมได้อ่านบทความของท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ เรื่องพระสูตรดับทุกข์นี้ ตั้งแต่ลงในมติชนรายวัน แล้วก็ชอบใจ ตั้งใจจะขออนุญาตท่านเพื่อเอามาจัดพิมพ์ในวาระที่ถวายพระแก่วัด ปรากฏว่าท่านได้เอาไปปรับปรุงและตีพิมพ์มาแล้ว (เข้าใจว่าหลายครั้ง) ซึ่งก็ไม่น่ารังเกียจแต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรผมก็อยากเห็นความในพระสูตรนี้แพร่หลายในหมู่ชาวพุทธไทยอยู่ นั่นเอง ผมจึงได้เอ่ยปากขออนุญาตท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์วันหนึ่งที่เจอกัน นอกจากท่านได้กรุณาอนุญาตแล้ว ยังจัดหาต้นฉบับจากฉบับพิมพ์ที่ท่านได้ตรวจแก้สมบูรณ์ที่สุดแล้วมาให้ด้วย ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ไว้เป็นอย่างสูงในที่นี้อีกครั้งหนึ่ง
          ผมมีความคิดมานานแล้วว่า เมื่อสังคมเปลี่ยนไป มีอุปสรรคปัญหาหลายอย่างเกิดขึ้น จนทำให้ยากที่พระจะรักษาบทบาทผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวบ้านสืบไป เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างพระและชาวบ้านห่างเหินกันมากขึ้น จนทำให้การเทศนาหรือแสดงธรรมด้วยคำพูดกลายเป็นสื่อที่มีความสำคัญขึ้นอย่าง มาก แต่ใช่ว่าพระทุกรูปจะมีความสามารถด้านแสดงธรรมหรือสนทนธรรมเหมือนกัน ตรงกันข้าม ในขณะที่ชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผมออกจะสงสัยว่าความสามารถของพระด้านนี้จะลดลงด้วยซ้ำ ฉะนั้นผมจึงคิดว่าเราควรจะช่วยเพิ่มพูนความสามารถด้านนี้ของพระและวัดให้มาก ขึ้น ด้วยการสร้างสื่อประเภทต่างๆ ที่เหมาะสำหรับการส่งสาร ที่เหมาะสมกับธรรมะให้ท่านได้ใช้สะดวก ไม่ว่าจะเป็นภาพสไลด์, วิดีโอ, ซีดีรอม ฯลฯ อันเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงสื่อง่ายๆ เช่น หนังสือ สำหรับให้พระสามารถแจกจ่าย หรือแสดงให้ชาวบ้านที่เข้าวัดได้ชมได้ฟังได้อ่านกันอย่างสะดวก
*******
กิ่งธรรมจากhttp://www.buddhadasa.org

Wednesday, November 23, 2011

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่ ๘

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่๘ 
โดยพุทธทาสภิกขุ

          เรื่องการเสวยสุข.
          ทีนี้ข้อสุดท้าย เรื่องที่ ๔ เกี่ยวกับการเสวยสุขแห่งชีวิต. คำว่า ชีวิต แปลว่า เป็นอยู่ สดชื่นอยู่, ก็ต้องหมายถึงอิ่มอยู่. ถ้าหิวกระหายกระวนกระวายอยู่ ไม่ควรเรียกชีวิต.
          คำว่า ชีวิต หรือ ชีวะ นี้เป็นอยู่อย่างสดชื่น เหมือนต้นไม้ต้นไร่ที่มันสดชื่น แล้วมันอิ่มเอิบอยู่ด้วยความมีชีวิต. ถ้าเรียกว่าความสุขแห่งชีวิต มันต้องสดชื่นและอิ่มอยู่ทีนี้เราทำไม่เป็น มันสดชื่นไม่ได้, มันอิ่มไม่ได้ มันหิวกระหายอยู่ตลอดเวลา. ชีวิตที่โง่เขลาหิวกระหายอยู่ด้วยกิเลสตัณหาอยู่ตลอดเวลานั้น ยังไม่ใช่ชีวิตที่ถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา. ถ้าชีวิต ต้องสดชื่น ต้องเยือกเย็น ต้องมีความรู้สึกที่อิ่มอยู่
          ฉะนั้นเราต้องหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยธรรมะ ในทุกแง่ทุกมุม จะต้องทำให้ชีวิตนี้มันอิ่มอยู่ และพอใจอยู่. อย่างที่ได้พูดมาแล้วเมื่อตะกี๊นี้ว่า เมื่อทำการงานก็พอใจในการงาน เป็นสุขสนุกอยู่ในการงาน. ฉะนั้นชีวิตที่ทำการงานนั้นแหละมันอิ่มอยู่ มันพอใจอยู่. ในตัวการงานนั่นแหละมีความสุขของชีวิต; ไม่ใช่เงิน หรือไม่ใช่ผลที่เกิดจากการงาน; นั่นเอามาทำลายชีวิตก็ได้, เอามาทำชีวิตให้เร่าร้อนก็ได้, แล้วมันยุ่งยากลำบาก ที่จะใช้เงินเพื่อหาความสงบสุข. แต่เราหาความสงบสุขจากพระธรรม, มีพระธรรมเมื่อไรมีความสงบสุขเมื่อนั้น, แล้วก็เมื่อทำการงานนั่นแหละ มีพระธรรมได้มากที่สุด มันก็มีความเยือกเย็นอยู่ในการทำการงาน.
          ถือหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการของพระพุทธเจ้า: มีชีวิตอยู่ด้วยสัมมาสังกัปโป; อย่าอยู่ด้วยความหวัง, ความหิวกระหาย, เป็นตัณหาหรือเป็นอาสาสัมมาสังกัปโป แปลว่าความดำริชอบ, มันมีความหวัง ความประสงค์อยู่ในตัวความดำรินั้นด้วยเหมือนกัน แต่ไม่รุนแรง. ไม่รุนแรงถึงกับเป็นตัณหา คือความอยากหรือไม่รุนแรงถึงกับเป็นอาสา คือความหวังที่เผาหัวใจอยู่ตลอดเวลา.
          อย่าให้ชีวิตนี้อยู่ด้วยตัณหา หรือความหวัง. ให้อยู่ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ มีความรู้ความเข้าใจถูกต้อง มีความดำริถูกต้อง มีการพูดจาถูกต้อง ทำการงานทางกายถูกต้อง ดำรงชีวิตถูกต้อง พยายามพากเพียรถูกต้อง มีสติถูกต้อง มีสมาธิถูกต้อง. นี้เป็นชีวิตที่สดใจ อิ่มเอิบตลอดเวลา; ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความผิดหวัง เพราะเราไม่ได้หวังอะไร, เราทำอยู่อย่างประสบความสำเร็จทุกลมหายใจเข้าออก, เอาเป็นอันว่า ประสบความสำเร็จอยู่ทุกวันๆ ก็ดีถมไปแล้ว.
          ทีนี้เราสอนคนโง่ๆ ให้คิดเสียใหม่ว่า อย่าคิดว่าเรายังไม่สำเร็จในการงานที่เรากระทำ. ให้มองเห็นว่าเราสำเร็จในการงานที่กระทำทุกวันๆ; วันนี้ทำได้เท่านี้ก็คือสำเร็จเท่านี้, พรุ่งนี้ทำได้สำเร็จเท่านั้น ก็สำเร็จเท่านั้น; ไม่ใช่ยังไม่สำเร็จ. ถ้ารู้สึกเป็นยังไม่สำเร็จ มันก็แผดเผาและเป็นทุกข์; ฉะนั้นสำเร็จอยู่ทุกครั้งที่ทำ. อย่างว่าถ้านับได้ว่าขุดดินทีหนึ่ง ก็ได้ประสบความสำเร็จทีหนึ่ง, หรือจะทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้าคุณทำงานเขียนหนังสือ เขียนหนังสือได้ตัวหนึ่ง ก็พอใจว่ามันสำเร็จไปตัวหนึ่ง. เขียนหนังสืออีกตัวหนึ่ง ก็สำเร็จอีกตัวหนึ่ง. มันสำเร็จทุกขณะที่เราเขียนหนังสือตัวหนึ่งๆ. เราก็พอใจ ไม่เหนื่อย ไม่ขาดกำลังใจที่จะกระตุ้นให้ทำ.
          ทีนี้คนเขาแปลคำนี้ผิด แปลว่า ความสันโดษแล้วก็ไม่อยากทำอะไร, นั้นมันว่าเอาเอง. แต่ความสันโดษในทางธรรมะนั้น พอใจทุกครั้งทุกขณะที่ทำลงไป, แล้วก็สำเร็จ, แล้วมันก็ยิ่งยั่วให้อยากทำ; เพราะมันสำเร็จเห็นทันตาอยู่. ฉะนั้นความสันโดษชนิดนี้ทำให้ยิ่งทำสนุก พอใจ และยิ่งเป็นสุข, เป็นสุขอยู่ในความสันโดษ ซึ่งเป็นความพอใจ. ฉะนั้นเราเสวยสุขกันที่นี้, อย่าต้องเอาเงินไปซื้อเหล้ามากิน ซื้อปัจจัยแห่งกามารมณ์, คอยแต่ว่าเมื่อไรจะเลิกงาน แล้วจะไปสถานอาบอบนวด; อย่างนั้นมันเป็นเรื่องของอะไรไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องของพุทธบริษัทแล้ว, และไม่ใช่เรื่องของความสุขด้วย.
          เราจะมีชีวิตอยู่ด้วยความพอใจในการเข้าถึงธรรมะ เคลื่อนไหวทุกอิริยาบถให้เป็นธรรมะ ตัวธรรมะนั้นถือว่าเป็นสิ่งถาวร เป็นสิ่งนิรันดร เป็นสิ่งที่ไม่รู้จักตาย. ฉะนั้นขอให้ธรรมะมาอยู่กับเรา อยู่กับความรู้สึกของเรา อยู่กับจิตใจของเรา, ให้แต่ละขณะแต่ละวินาที เราอยู่ด้วยธรรมะ. ฉะนั้นเราอยู่ด้วยกับสิ่งที่ไม่รู้จักตาย เราก็สบาย.
          ศิลปะของการเสวยสุขแห่งชีวิตของพุทธบริษัทจะต้องเป็นอย่างนี้; ฉะนั้นเราไม่มีความทุกข์ เราตกนรกไม่ได้; อย่างน้อยก็มีความเป็นสวรรค์ คือความพอใจในตัวเอง, ยกมือไหว้ตัวเองได้อยู่ตลอดเวลา. นี้เป็นข้อที่สี่.
          เราทำถูกต้องในเรื่องเกี่ยวกับการงาน เราทำถูกต้องในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติ, เราทำถูกต้องเกี่ยวกับครอบครัวการมีครอบครัว, เราทำถูกต้องเกี่ยวกับการเสวยความสุขแห่งชีวิต, ทั้งหมดนั้นเป็นธรรมะไปหมด. นี้มันเป็นชีวิตที่เข้าถึงคุณธรรมสูงสุดแห่งชีวิต, และเป็นความงามอย่างยิ่ง, จึงจัดเป็นศิลปะ. ธรรมะในฐานะที่เป็นศิลปะ มีความงามทั้ง ๓ เวลา, ทั้ง ๓ กาละ คือ เบื้องต้น ท่ามกลาง และ เบื้องปลาย.

         ควรให้งามทั้ง ๓ วัย
          ๓ กาละนี้ มันอธิบายได้มาก แต่อาตมาอยากจะพูดสั้นๆ สรุปสั้นๆ เพราะเวลามันเหลือนิดเดียวแล้วว่า ให้มันงามทั้งปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย. คนทุกคนที่นั่งอยู่นี้ ก็อยู่ในวันใดวัยหนึ่งในวัยทั้ง ๓ นี้.
          ถ้าใครยังอยู่ในปฐมวัย ก็นับว่าโชคดี ทำให้งามเสียแต่ปฐมวัย อย่าให้มันผิดพลาด. ถ้าเข้ามาถึงมัชฌิมวัยเสียแล้ว ก็รักษามัชฌิมวัยนี้ให้มันมีความงดงาม; ถ้าปฐมวัยมันผิดพลาดไปหมด ก็ไม่ต้องไปเสียใจทุกข์ร้อนอะไรกับมัน; มาทำให้มัชฌิมวัยนี้ถูกต้องและงดงาม, ทีนี้บางคนมาถึงปัจฉิมวัยเสียแล้ว เอ้า, ก็เหลืออยู่เท่าไร ก็ทำให้มันงดงามเท่านั้นแหละ ทำปัจฉิมวัยนี้ให้งดงามที่สุด.
          งามให้ทันเวลาเสียในวัยที่ยังเหลืออยู่ แล้วแต่ว่าเราตั้งอยู่ในวัยอะไร ตั้งอยู่ในปฐมวัย ก็งดงามให้ทันในปฐมวัย, และวัยที่เหลืออยู่อีก ๒ วัย ตั้งอยู่ในมัชฌิมวัย ก็ให้มันทันมัชฌิมวัย, และที่เหลืออยู่อีก ๑ วัย. ถ้าตั้งอยู่ในปัจฉิมวัยวัยสุดท้าย ก็ให้มันสวยงามในวาระสุดท้าย งดงามถึงวาระดับจิต ตายอย่างมีศิลปะ. นี่ทำเสียให้มันทัน ทันรู้ทันเห็นเป็นสันทิฏฐิโก, ธรรมะที่แท้จริงเป็นสันทิฏฐิโก. ถ้าไม่ได้ชิม ไม่ได้รู้ ไม่ได้เห็นไม่ได้รู้สึกด้วยตนเอง ไม่ใช่ธรรมะ; ถ้าเป็นธรรมะต้องเป็นสันทิฏฐิโก
          ฉะนั้นทุกคนทำเสียให้ทันเวลา ทันรู้ทันเห็นเป็นสันทิฏฐิโก มิฉะนั้นมันก็เสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา; อย่าให้มันเสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา. ถ้าจำคำนี้ไว้ได้มันก็คงจะไม่ประมาท อย่าให้เสียชาติเกิดมาเป็นมนุษย์และพบพุทธศาสนา. ถ้าจำไว้ได้ก็คงจะไม่ประมาท; ถ้าไม่สนใจก็จะเต็มไปด้วยความประมาท, แล้วก็ไม่ได้รับอะไร, แล้วมันก็จะเสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และได้พบพระพุทธศาสนาจริงๆ.
          รวมความว่า เรามาพูดกันอีกครั้งหนึ่งในวันนี้เรื่องศิลปะแห่งการครองชีวิต. เป็นศิลปะเพื่อจะมีชีวิตอยู่ในโลก โดยไม่ต้องสัมผัสกับเขี้ยวของโลก ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว.

          ต้องขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ ก็เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้า ท่านได้สวดบทพระธรรม ในรูปแบบ คณสาธยาย, แสดงธรรมะเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดความพอใจ ความกล้าหาญความเชื่อในการที่จะปฏิบัติธรรมะถูกต้องถึงที่สุดของธรรมะสืบต่อ ไป.
******* 
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่ ๗

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่ ๗
โดยพุทธทาสภิกขุ


          เรื่องครอบครัว.
          เอ้า, ทีนี้ก็จะพูดต่อไปถึงเรื่องที่ ๓ คือเรื่องครอบครัว แม้ว่าเวลามันจะหมดอยู่แล้วก็ต้องขอพูดให้จบ ไม่ให้มันค้างเติ่ง. มีความรู้มีศิลปะแห่งการครองชีวิต, หรือดำรงชีวิตอยู่ในโลกเกี่ยวกับความมีครอบครัว.
          บางคนอาจจะคิดว่า เชื่อไม่ได้ เพราะอาตมาไม่เคยมีครอบครัว บางคนจะคิดอย่างนี้. แต่นี้ก็จะพูดไปตามที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาจากพระธรรมคำสอน หรือจากการสังเกต สังกาอะไรก็ได้. จะพูดในเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวว่า ชีวิตฆราวาสโดยเฉพาะ มันก็ต้องมีครอบครัว, ต้องเป็นอยู่อย่างมีครอบครัว. ฉะนั้นต้องมีการประพฤติกระทำอย่างถูกต้อง ถึงขนาดเป็นศิลปะเกี่ยวกับการมีครอบครัว ของฆราวาสทั้งหลาย.
          เมื่อพูดถึงครอบครัว มันก็ต้องตั้งต้นไปตั้งแต่เรื่องที่มันเกี่ยวข้องกันว่า ทำไมต้องมีครอบครัว? มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ, หรือเป็นเรื่องของพระเป็นเจ้าอันสูงสุดที่ต้องการให้มนุษย์มีการสืบพันธุ์ เพื่อไม่ให้สูญพันธ์. ฉะนั้นจึงฝังความรู้สึกที่จะสืบพันธุ์นี้ลงไว้ในร่างกายของคนทั้งผู้หญิง ทั้งผู้ชาย, มีต่อมแกลนด์ประเภทหนึ่งซึ่งสร้างความรู้สึกเพื่อการสืบพันธุ์ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย. ความรู้สึกอันนี้มันรุนแรงมาก ทำให้เกิดการสมรส เกิดการแต่งงาน เกิดการมีบุตร มันเป็นเรื่องของครอบครัวขึ้นมา. ฉะนั้นเราจะต้องมีการสืบพันธุ์,มีการสมรสเพื่อการสืบพันธุ์และมีบุตร มีการอบรมบุตรหลานด้วย อย่างถูกต้อง.
          เดี๋ยวนี้เราไม่รู้ว่า ความลับของธรรมชาติมันมีอยู่อย่างนี้; เราเอาตามความรู้สึกของเราเราก็ถูกธรรมชาติหลอกเต็มสุดเหวี่ยงเลย, หรือถูกพระเป็นเจ้าหลอกเต็มสุดเหวี่ยงเลย. พูดแล้วมันหยาบคายว่า พระเป็นเจ้าก็ยังหลอก คือหลอกให้มนุษย์มีการสืบพันธุ์ด้วยความสมัครใจ. ทนรับความยาก ความลำบาก ความสกปรก ความเหน็ดเหนื่อย เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ได้อย่างน่าชื่นตาบาน. นี้มันคนโง่ ไม่รู้เรื่องอันจริงแท้ของธรรมชาติ ว่าการสืบพันธุ์นั้นคืออะไร.
          การสืบพันธุ์คือความประสงค์ของพระเจ้าหรือของธรรมชาติ ต้องการให้ไม่สูญพันธุ์, ต้องการสืบพันธุ์ ทีนี้มันเป็นเรื่องเหน็ดเหนื่อย เรื่องยากลำบาก เรื่องสกปรก เขาก็ต้องให้ค่าจ้างอย่างสูงสุดมา คือความสุขสนุกสนานเอร็ดอร่อยเกี่ยวกับเพศ. นี้เราก็ไปรับค่าจ้างนั้นเข้า, เราก็เป็นลูกจ้างทำการสืบพันธุ์ เห็นแก่ค่าจ้าง อย่างนี้ไม่ใช่มนุษย์ที่มีปัญญา. มันต้องรู้ว่า นั้นมันเป็นค่าจ้างของธรรมชาติ เราอย่างไปหลงเลย, เราอย่าไปหลงในค่าจ้าง ที่เขาหลอกฉาบหน้าไว้นั้น. เรารู้จักความประสงค์อันแท้จริงของพระเจ้าของธรรมชาติเสียดีกว่า. อย่าไปหลงในค่าจ้างที่เขาจ้างให้สืบพันธุ์; มารู้สึกเสียเองว่ามันเป็นหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตต้องสืบพันธุ์, แล้วก็สืบพันธุ์ด้วยสติสัมปชัญญะ
          อาตมาพูดได้เพียงเท่านี้ว่า กิจกรรมระหว่างเพศนั้นขอให้ทำด้วยสติสัมปชัญญะ. มีคนหวังร้ายปากสกปรกเลวทรามเขาพูดว่า อาตมาสอนว่าให้สืบพันธุ์ด้วยจิตว่าง. นี้ขอประกาศเดี๋ยวนี้ว่าไม่ได้พูดดอก, ไม่ได้พูดว่าประกอบกิจกรรมระหว่างเพศด้วยจิตว่าง, ไม่ได้พูด; แต่พูดว่า ให้ประกอบกิจกรรมระหว่างเพศด้วยสติสัมปชัญญะ, ว่าอะไรเป็นอะไร. อย่าให้มากไปด้วยความมึนเมารสอารมณ์ทางเพศแก่กล้า; อย่างนั้นมันไม่น่าดู มันไม่งดงาม. ถ้างดงามก็ทำด้วยสติสัมปชัญญะ, รู้หน้าที่ของมนุษย์ตามความประสงค์ของธรรมชาติ หรือของพระเป็นเจ้าก็แล้วแต่เราจะเรียก. ถ้าว่าทำด้วยการรับจ้างแล้ว มันก็เป็นเรื่องของกิเลส โง่เขลา มันน่าละอาย.
          ทีนี้จะไกลไปกว่านั้น ก็ว่า ทำไมจะต้องสืบพันธุ์? เพราะว่ามนุษย์เกิดมานี้ เพื่อวิวัฒนาการให้ถึงระดับสูงสุดคือนิพพาน. ท่านจะยอมรับหรือไม่ยอมรับข้อนี้; แต่อาตมาก็ต้องพูดตามหลักเกณฑ์ของพระธรรมว่า ชีวิตเวียนว่ายตายเกิดไปนี้ มันเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางคือนิพพาน. นี้พระนิพพานมันต้องเรียกว่ายากกว่าไกลอยู่ข้างหน้า. ฉะนั้นคนคนนี้มันตายเสียก่อนไม่ได้ถึงนิพพาน แต่เขาจะสืบพันธุ์ไว้เป็นลูกเป็นหลานสำหรับช่วยเดินต่อไป, เดินต่อไปจนถึงนิพพานได้ จนกว่าเรียกว่ามนุษย์ไปถึงนิพพานได้เพราะการรับช่วงของลูกของหลาน.
          เพราะฉะนั้นเราจะถือเป็นหลักว่า การสืบพันธุ์นั้นเป็นมรดกแห่งการเดินทางไปนิพพาน. การสืบพันธุ์มีลูกมีหลานนี้เป็นการรับมรดกแห่งการเดินทางเพื่อไปนิพพาน; อย่างนี้มันเป็นเรื่องสะอาด มันไม่สกปรก มันไม่น่ารังเกียจอะไร. ถ้าสืบพันธุ์เพื่อรับจ้างกามารมณ์เป็นกามารมณ์แล้วมันสกปรกมันน่าเกลียด มันน่าชัง มันไม่เป็นศิลปะ. เรามีสืบพันธุ์ด้วยความรู้สึกสำนึกในหน้าที่ ไม่ทำด้วยความโง่ความหลง, แต่ทำด้วยสติสัมปชัญญะ ให้มีการสืบพันธุ์ เพื่อว่าคนเหล่านั้นจะได้เดินทางต่อไป จนมนุษย์ถึงนิพพานเข้าในวันหนึ่ง.
          การมีครอบครัวมันก็เลยมีเพื่อรับมรดกนิพพาน; ฉะนั้นจะต้องมีการสมรสหรือการแต่งงานที่ถูกต้อง ที่ดี ที่ประกอบไปด้วยธรรมะ. อย่าทำไปด้วยกิเลสตัณหา. เดี๋ยวนี้คนรักกันแต่งงานกัน สมรสกัน ด้วยกิเลสตัณหา; มันก็ได้หย่ากันหัวเดือนท้ายเดือน หัวปีท้ายปี; สมน้ำหน้ามันที่มันอยากโง่ สมรสแต่งงานกันด้วยกิเลสตัณหา. แต่ถ้าทำด้วยสติปัญญา ก็อยู่กันจนตายไม่ต้องหย่ากัน, มันยิ่งพอใจในการได้ทำหน้าที่ของมนุษย์เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ เพื่อมีการรับมรดกแห่งการเดินทางไปนิพพาน.
          ฉะนั้นมีการสมรสแต่งงานที่ประกอบไปด้วยธรรมะ, มีบุตรและมีการอบรมบุตรที่ประกอบไปด้วยธรรม, ไม่มีอาชญากรรมหรือโรคภัยไข้เจ็บเกี่ยวกับเรื่องการสืบพันธุ์, เหมือนที่เขากำลังเป็นอยู่ในโลกเวลานี้. เราพุทธบริษัทไม่มีเรื่องเสียหายไม่มีอาชญากรรม ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอันเกี่ยวกับการสืบพันธุ์อย่างโง่เขลา ด้วยกิเลสตัณหา.
          นี่คือศิลปะแห่งการมีครอบครัว ถูกต้องไปตั้งแต่แรก คือความมุ่งหมายที่ต้องมีการสืบพันธุ์ มีการสมรส มีการแต่งงานการมีบุตร การอบรมบุตร ให้สำเร็จประโยชน์ตามความหมายของความเป็นมนุษย์. นี้เรียกว่าดำรงชีวิตในโลกอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการมีครอบครัว.
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่ ๖

ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ตอนที่  ๖ 
โดยพุทธทาสภิกขุ

       
          เรื่องทรัพย์สมบัติ.
          เอ้า, ทีนี้จะพูดถึง เรื่องที่ ๒ คือ เรื่องทรัพย์สมบัติ. คนโง่มีทรัพย์สมบัติมาเป็นสำหรับนรกสุมเผาตน, คนมีปัญญามีทรัพย์สมบัติมาสำหรับรับใช้ให้เกิดความสะดวกสบายแก่ตน.
          คนโง่มีทรัพย์สมบัติมาสำหรับสุมเผา ถ้าพูดตรงๆ ก็ว่าสุมกะบาลแหละ มันหยาบคายนักไม่พูดละ มาสำหรับสุมเผาตนให้มีความทุกข์. เขามีทรัพย์สมบัติด้วยความยึดถือว่าตัวกูว่าของกู มันก็สุมเผาอยู่ด้วยความวิตกกังวล เป็นโรคประสาทกันมานักแล้ว เพราะการมีชีวิตอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่น ในทรัพย์สมบัติเป็นต้น.

          การหาและมีทรัพย์อย่าให้มีกิเลส
          ฉะนั้น การหาทรัพย์ ก็อย่าเป็นการหานรกมาใส่ตัว, การมีทรัพย์ก็อย่ามีนรกสำหรับสุมเผาตัว, การบริโภคทรัพย์สมบัติก็อย่าให้เป็นการบริโภคนรกเข้าไป, ถึงคราวที่จะต้องสละทรัพย์สมบัติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ก็ให้มันเป็นเรื่องสนุกสนานเป็นความสุขไป. อย่าหาสมบัติด้วยกิเลสตัณหา ด้วยความหวังอย่างที่ว่านั้น. มีทรัพย์ก็อย่ามีด้วยความวิตกกังวล, บริโภคทรัพย์ก็อย่าได้บริโภคด้วยความตะกละของกิเลส, ทำด้วยสติปัญญามันก็จะมีความงดงาม ทั้งในการหาทรัพย์ มีทรัพย์บริโภคทรัพย์ แล้วก็สละทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น

          ควรรู้จักสละทรัพย์แก่เพื่อนมนุษย์ด้วย
          เราต้องสละทรัพย์เพื่อเพื่อนมนุษย์; มองดูให้เห็น แล้วก็จะสนุกสนานในการสละทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์. ถ้าผ่านทางพระพุทธเจ้าได้ก็ยิ่งดี สละทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ แต่ว่าผ่านทางพระพุทธเจ้า คือผ่านทางพระศาสดาของพระพุทธเจ้า. เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ธรรมวินัย คือศาสนาของตถาคต นี้ มีเพื่อประโยชน์ความสุขเกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวง ทั้งเทวดาและมนุษย์. ให้พวกเราพุทธบริษัทช่วยกันรักษาพระศาสนาไว้เพื่อประโยชน์อย่างยิ่งแก่สัตว์ ทั้งหลาย ทั้งเทวดาและมนุษย์. ท่านตรัสว่า พระองค์เองเกิดมาเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายทรงแสดงศาสนา คือธรรมวินัยเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย.
          สาวกทั้งหลายช่วยกันรักษาธรรมวินัยหรือศาสนาไว้ เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย ก็หมายความว่า ถ้าพระธรรมวินัยคือศาสนายังอยู่แล้วละก็ สัตว์ทั้งหลายยังได้รับประโยชน์ทั้งโลก ทั้งมนุษย์โลก เทวโลก, คือทั้งคนยากจนและคนมั่งมี,ว่าอย่างนี้ก็ได้. คนยากจนก็จะหายยากจน, คนมั่งมีก็จะไม่ขี้เหนียวขี้ตืด จะเอื้อเฟื้อช่วยเหลือคนยากจน. นี้เรียกว่าเป็นประโยชน์ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์. ฉะนั้นเราทำประโยชน์ผู้อื่นสละทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น โดยผ่านทางพระศาสนาของพระพุทธเจ้า นี้ประโยชน์มันกว้างขวาง.
          เราจะมีความสุขเมื่อหาทรัพย์, มีความสุขเมื่อมีทรัพย์, มีความสุขเมื่อบริโภคทรัพย์, และมีความสุขเมื่อสละทรัพย์, มันก็มีความสุข มันไม่ตกนรก, ถ้าผิดจากนี้ มันจะตกนรก เมื่อหาทรัพย์ เมื่อมีทรัพย์ แม้เมื่อบริโภคทรัพย์ แม้เมื่อสละทรัพย์ออกไปช่วยเหลือผู้อื่น มันเป็นนรกไปหมด. ต้องมีธรรมะที่ถูกต้อง เป็นไปในรูปของศิลปะ ขจัดความทุกข์ออกไปเสียได้. หาทรัพย์ คือทำการงานก็สนุก เพราะได้ทำหน้าที่ของมนุษย์.
          บุญกุศลสูงสุดอยู่ที่การทำหน้าที่ของมนุษย์; พูดอย่างนี้บางคนไม่ชอบ แล้วก็โกรธด้วย. อาตมาพูดว่า ไม่ต้องไปทำบุญกุศลที่ไหน; บุญกุศลมันอยู่ที่ทำหน้าที่ของมนุษย์ให้ถูกต้องให้เต็มเปี่ยมให้ครบถ้วนให้ สมบูรณ์. หน้าที่ของเราในฐานะที่เป็นมนุษย์อย่างไร ทำมันให้ถูกต้องและครบถ้วนสมบูรณ์; นั้นคือการทำบุญทำกุศล มันเป็นการปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั่น.
          ฉะนั้นเมื่อ หาทรัพย์ ก็หาด้วยสติสัมปชัญญะ ปัญญาว่านี้เป็นหน้าที่ของผู้ที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์, แล้วก็พอใจ. เมื่อมีทรัพย์ ก็มีอย่างมีวัตถุปัจจัยสำหรับอำนวยความสะดวก ไม่ใช่มีไว้สำหรับยึดถือหลงใหล, เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์, หรือว่ายึดถือจนนอนไม่หลับ จนได้เป็นโรคประสาท เพราะไม่รู้ธรรมะในข้อนี้. ฉะนั้นบริโภคทรัพย์ก็บริโภคไม่ลง หวงแหนขี้เหนียวขี้ตืด อย่างนี้ก็มี, หรือว่าโง่ บริโภคในลักษณะที่เป็นการเฟ้อการกิน อย่างนี้ก็มี, ไม่มีธรรมะเข้ามาประกอบด้วยแล้ว การบริโภคทรัพย์ก็เป็นการทำลายล้าง เป็นความวินาศมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์.
          ขอให้มีชีวิตถูกต้องในการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติให้สมกับ คำว่าทรัพย์. ทรัพย์ มีความหมายหรือคำแปลว่าเครื่องปลื้มใจ, ทรัพย์นี้แปลว่าเครื่องปลื้มใจ; จะเป็นทรัพย์ในภาษาไทย หรือ วิตฺต ในภาษาบาลี หรือ ทฺรวฺย ในภาษาสันสกฤต, ภาษาอะไรก็ตาม มันมีรากศัพท์ว่า ความปลื้มใจหรือ สิ่งให้เกิดความปลื้มใจ. ฉะนั้นผู้ใดมีทรัพย์อย่างถูกต้องทรัพย์นั้นจะให้เกิดความปลื้มใจ.

          รู้จักทรัพย์ให้ถูกต้อง
          ถ้ามีทรัพย์แล้วร้อนอกร้อนใจ เหมือนอยู่ในกองไฟ; อย่างนี้มันไม่เป็นทรัพย์เสียแล้ว. ทรัพย์ที่เขามีอยู่นั้นมันไม่เป็นทรัพย์เสียแล้ว, มันไม่เกิดความปลื้มใจเสียแล้ว, มันเกิดนรกเสียแล้ว. ฉะนั้น จงมีทรัพย์ให้ตรงตามตัวหนังสือของคำว่าทรัพย์แปลว่าเครื่องปลื้มใจ. อย่าให้กลายเป็นนรกสุมเผาจิตใจ; เมื่อหาก็ร้อน เมื่อมีอยู่ก็ร้อน เมื่อบริโภคก็ร้อน เมื่อจ่ายไปก็ร้อน; นี่มันร้อนไปหมด; อย่างนี้ไม่ใช่ทรัพย์ เพราะว่าถ้าทรัพย์ในความหมายที่ถูกต้อง ต้องมีความปลื้มใจ.
          เรามีทรัพย์ เราก็มีความปลื้มใจว่าปลอดภัยไปขั้นหนึ่งแล้ว, มีหลักประกัน มีปัจจัยเพียงพอ เป็นเครื่องอุ่นใจ มันก็ปลื้มใจ, เมื่อเอามากิน มาใช้ มันก็ปลื้มใจ, เมื่อเอาไปช่วยเหลือผู้อื่นก็ยิ่งปลื้มใจ; เพราะคนชนิดนี้เขาเห็นเขารู้สึก เขาเห็นแจ้งว่า ให้ผู้อื่นกินนั้นสบาย หรือเป็นสุขมากกว่ากินเอง เขาก็เป็นสุขเมื่อบริจาคช่วยเหลือผู้อื่น. การให้นั้นมีความสุขมากกว่าการรับเอามา; แต่คนธรรมดาเขาไม่คิดอย่างนั้น. เรารับเอามาเราได้สิจึงจะมีความสุข; ส่วนผู้มีปัญญาชนิดละเอียดอ่อนนี้เขาเห็นว่า การให้ผู้อื่นไป นั่นแหละเป็นความสุขยิ่งกว่าการรับเอาของผู้อื่นมา. ดังนั้นเขาจึงพร้อมที่จะให้เสมอ แล้วเป็นสุขสนุกสบายอย่างยิ่งเมื่อได้ให้, ไม่ใช่เมื่อได้รับนะ. เมื่อได้รับกลับจะรู้สึกสะอิดสะเอียน รู้สึกมีปมด้อย; แต่เมื่อได้ให้แล้วก็สบายใจอย่างยิ่ง. นี่ไม่ใช่สอนให้เป็นสมาชิกพระเวสสันดร; บอกความจริงว่ามันเป็นจริงอย่างนี้, ว่าเมื่อให้นั้นสบายกว่าเมื่อเอา. เอ้า, เป็นอันว่า เรื่องทรัพย์ควรจะมีศิลปะกันให้ได้ถึงขนาดนี้.
 *******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org