Friday, December 30, 2011

คืนดีรับปีใหม่

คืนดีรับปีใหม่
พระไพศาล วิสาโล





        โทรศัพท์มือถือกำลังกลายเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของคนยุคนี้ไปแล้ว แต่คงไม่มีใครใช้อวัยวะส่วนนี้อย่างสมบุกสมบันเท่ากับหนุ่มเดนมาร์กผู้หนึ่ง ข่าวว่าชายผู้นี้ส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือวันละ ๒๑๗ ชิ้นโดยเฉลี่ย นั่นหมายความว่าเขาใช้โทรศัพท์มือถือทุก ๔-๕ นาทีตลอดเวลาที่ยังตื่นอยู่ รายงานข่าวไม่ได้กล่าวว่าชายผู้นี้ใช้โทรศัพท์เฉลี่ยกี่ครั้งขณะที่กำลังกิน ข้าวหรือระหว่างปลดทุกข์อยู่ในห้องน้ำ
        แต่ที่แน่ ๆ ก็คือชายผู้นี้สร้างสถิติดังกล่าวขณะกำลังรักษาตัวที่คลินิกแห่งหนึ่งเพื่อรักษาโรคติดการพนันและเสพติดอินเตอร์เน็ต
        ฟังข่าวนี้แล้วก็”ฟันธง”ได้เลยว่าชายผู้นี้ไม่ปกติแน่นอน เราอาจเดาต่อไปได้ด้วยว่าสาเหตุที่เขาใช้โทรศัพท์อย่างบ้าระห่ำก็เพื่อเป็น การทดเทิดที่ไม่ได้เล่นการพนันหรือใช้อินเตอร์เน็ตอย่างแต่ก่อน
        อย่างไรก็ตามถ้ามองให้ดีก็จะพบว่าพฤติกรรมของชายผู้นี้สะท้อนอะไรบางอย่างของคนสมัยนี้ด้วยไม่ใช่น้อย ใช่หรือไม่ว่าคนจำนวนไม่น้อยเวลานี้กำลังมีอาการเสพติดโทรศัพท์ (ไม่ว่าแบบมือถือหรือปกติ) ถ้าวันไหนไม่มีโทรศัพท์อยู่ใกล้ตัว จะรู้สึกกระสับกระส่าย หรือถึงกับ”ลงแดง”หากไม่ได้พูดโทรศัพท์กับใครเลยตลอดวัน ไม่ต้องดูอื่นไกล ผู้ที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตอาการลูกชายลูกสาวของตนดู หรือบางทีเราอาจมีอาการดังกล่าวอยู่บ้างแล้วก็ได้
        แต่ถึงแม้จะไม่เสพติดโทรศัพท์ ก็อย่าเพ่อตายใจ นั่นอาจเป็นเพราะเราติดอย่างอื่นแทนอยู่แล้วก็ได้ (เช่น โทรทัศน์ วีดีโอเกม ) หนุ่มเดนมาร์กที่ว่าหากยังมีโอกาสเล่นการพนันหรือท่องอินเตอร์เน็ตตามกิจวัตรเดิม ก็คงไม่หันไปใช้โทรศัพท์มือถืออย่างน่ากลัวถึงขนาดนั้น
        มีเหตุผลมากมายที่ทำให้ผู้คนสมัยนี้เสพติดอะไรต่ออะไรไปคนละแบบ ถ้าจะจาระไน คงต้องอาศัยผู้รู้หลายสาขา แต่สาเหตุหนึ่งที่สำคัญก็คือ ผู้คนสมัยนี้ทนอยู่กับตัวเองไม่ค่อยได้ ถ้าให้อยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ คนเดียว ไม่นานจะรู้สึกระสับกระส่ายขึ้นมา ต้องเหลียวซ้ายแลขวาคว้าอะไรมาใส่ปาก หาไม่ก็เปิดโทรทัศน์ ฟังเพลง พูดโทรศัพท์ หรือง่วนกับอะไรก็ได้ ทั้งนี้เพื่อจะได้ไม่ต้องอยู่กับตัวเอง

         ถ้าถามว่าส่วนไหนของเราที่เราทนได้ยากที่สุด คำตอบคงไม่ใช่รูปร่างหน้าตา ยิ่งถ้าเป็นสาวสวยหนุ่มหล่อด้วยแล้ว กลับอยากจะพิศดูสารรูปของตนนาน ๆ ด้วยซ้ำ (แต่เดี๋ยวนี้ก็มีจำนวนไม่น้อยแล้วที่เป็นทุกข์เพราะรู้สึกว่ายังมีเสน่ห์ไม่พอ ถึงกับอดอาหารจนผอมแห้ง หาไม่ก็พาตนไปเป็นเหยื่อของคลินิกศัลยกรรม) ว่าไปแล้ว สิ่งที่เราทนได้ยากจริง ๆ ก็คือความคิดของเรานั่นเอง เราทนอยู่เฉย ๆ คนเดียวไม่ได้นานก็เพราะเรากลัวความฟุ้งซ่านของตัวเอง เมื่อใดที่อยู่นิ่ง ๆ คนเดียว ความคิดของเรานี่แหละที่จะคว้าอะไรต่ออะไรมาประดังประเดใส่หัวเราจนวุ่นวายไปหมด หาไม่ก็พาเราไปจมปลักอยู่กับเรื่องที่ชวนให้วิตกกังวล ทุกข์โศก คับแค้นใจ ทั้ง ๆ ที่ผ่านไปแล้ว หรือบ่อยครั้งก็ยังไม่ทันเกิดขึ้น แต่ปรุงแต่งไปล่วงหน้าเสียก่อน
        ความคิดของเราเองนี้แหละที่คอยหาเรื่องมารังควานตัวเราเอง สรรหาความทุกข์มาทิ่มแทงตัวเอง เอาความโกรธ เกลียด มาเผาลนจิตใจเราเองไม่หยุดหย่อน จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ น่าแปลกก็คือ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นความคิด ”ของเรา” แต่เรากลับคุมมันแทบไม่ได้ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า อีก ๑ นาทีต่อจากนี้ มันจะคิดอะไร นอกจากมันจะไม่อยู่ในโอวาทของเราแล้ว บ่อยครั้งมันกลับทะเลาะเบาะแว้งกับเรา สร้างความสับสนขัดแย้งภายในใจเรา เราทนอยู่กับตัวเองไม่ได้ก็เพราะเรากลัวว่ามันจะอาละวาดใส่เรา เพราะเหตุนี้เราจึงต้องหาอะไรมาเสพมาบริโภค ทำอะไรก็ได้เพื่อให้ใจเรา”วุ่น” จะได้ไม่มีช่องให้มันมารบกวนเราได้ หาไม่ก็ต้องหาอะไรมาปรนเปรอมัน สุดแท้แต่มันจะชอบอะไร มันจะได้มาวุ่นวายกับเรา
       ทั้งหมดที่พูดมาดูราวกับว่าความคิดของเราช่างแย่เหลือเกิน ที่จริงความคิดของเราไม่ได้มีนิสัยเป็นอันธพาลเลย เขาน่าจะเป็นมิตรที่ประเสริฐของเราด้วยซ้ำ แต่อะไรทำให้เขาทำตัวเกเรอย่างนั้น ทารกทุกคนน่ารักทั้งนั้น แต่เหตุใดบางคนพอโตขึ้นกลับมีนิสัยก้าวร้าว หยาบกระด้าง เอาแต่ใจตัว ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะพ่อแม่เลี้ยงดูไม่ถูกต้อง เอาแต่ทำมาหากินจนไม่มีเวลาใส่ใจลูก ฉันใดก็ฉันนั้น ความคิดหรือจิตของเราทำตัวเกเรจนเราไม่อยากอยู่ด้วย ก็เพราะเราละเลยทอดทิ้งเขานั่นเอง เราทำอะไรต่ออะไรมากมาย แต่แทบไม่มีเวลาให้กับจิตใจของเราเลย แม้เราจะเลี้ยงดูบ่มเพาะความคิดให้เติบใหญ่ มีกำลังและความรู้มากมาย แต่กลับไม่อบรมให้ถูกต้อง ผลจึงไม่ต่างจากพ่อแม่ที่ได้แต่สรรหาของดีของแพงมาให้ลูกกิน แต่ไม่ใส่ใจที่จะสั่งสอนลูก ลูกจึงโตแต่กาย หากจิตใจกลับอ่อนแอปวกเปียก
        ความคิดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเรา ทุกวันนี้คนจำนวนไม่น้อยได้ทำให้ความคิดจิตใจกลายเป็นปฏิปักษ์กับตนเอง ดังนั้นจึงเท่ากับทำให้ตัวเองเป็นปฏิปักษ์กับตนเอง ผลก็คือเกิดความเดือดร้อนวุ่นวายจนหาความสงบไม่ได้ อยู่ว่าง ๆ คนเดียวเมื่อไร สงครามเป็นต้องเกิดขึ้นภายในใจ ด้วยเหตุนี้ใครต่อใครจึงชอบหนีตัวเอง คอยทำตัวไม่ให้ว่าง ถ้าไม่ทำงานซก ๆ ก็ดูโทรทัศน์เป็นชั่วโมง เที่ยวเตร่จนดึกดื่น คุยโทรศัพท์หรือสนทนาอินเตอร์เน็ตจนสายแทบจะไหม้ หนักกว่านั้นก็เข้าหายาเสพติดไปเลย วิธีเหล่านี้ยังให้ผลพลอยได้ประการหนึ่งคือ เป็นโอกาสที่จะหนีคนรอบข้างด้วย ทั้งนี้เพราะนับวันเราไม่เพียงแต่หมางเมินกับตัวเองเท่านั้น หากยังแปลกแยกกับคนรอบตัว ไม่เว้นแม้แต่พ่อแม่พี่น้องหรือคู่ครอง สงครามจึงไม่ได้เกิดขึ้นแค่ภายในใจเท่านั้น หากยังมักเกิดขึ้นในความสัมพันธ์กับผู้อื่นรอบตัวด้วย ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ผู้คนต้องหาทางออกด้วยการไปหมกมุ่นกับสิ่งอื่นแทน

        แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร เราก็ไม่มีวันที่จะหนีตัวเองได้ และไม่ว่าจะแสวงหาเท่าไร ก็ไม่มีวันพบใครที่จะเป็นมิตรอันประเสริฐไปกว่าตัวเองได้ จะไม่ดีกว่าหรือหากเราจะหันกลับมาเผชิญหน้าและผูกมิตรกับตัวเองสียที นี้เป็นวิธีเดียวที่จะสงบศึกภายในใจได้
        เรามาสงบศึกและสร้างสันติภายในใจเราด้วยการหันมาให้เวลากับชีวิตด้านในของตนเองดีไหม ความคิดจิตใจของเราถูกอัดแน่นด้วยข้อมูลข่าวสารมามากจนเต็มอิ่มแล้ว แต่กลับหิวโหยความสงบสุขและการผ่อนพัก ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการแสวงหาความสงบสุขมาหล่อเลี้ยงจิตใจของเรา ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ความคิดของเราได้พักผ่อนบ้าง การจัดสรรโอกาสเพื่อให้ความคิดจิตใจได้สงบนิ่งอย่างน้อย๑๐ นาทีต่อวันเป็นเงื่อนไขที่ขาดไม่ได้ของการทำสัญญาสงบศึกกับตัวเอง และถ้าต้องการสันติภาพที่ยั่งยืน เราต้องเต็มใจที่จะอุทิศเวลาและความเพียรให้มากขึ้นกว่านี้
        สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับสันติภาพที่แท้จริงก็คือเมตตาหรือความรัก นอกจากเวลาและความสงบแล้ว เราควรให้ความรักแก่ตนเองมาก ๆ ด้วย อย่ารังเกียจตนเองถึงแม้หน้าตาจะไม่สะสวย หุ่นไม่ผอมบาง หรือฉลาดสู้คนอื่นไม่ได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือรู้จักแผ่เมตตาให้ตนเองเมื่อประสบกับเรื่องที่ไม่น่าพึงพอใจ แทนที่เราจะทำร้ายตัวเองด้วยการเอาความโกรธเกลียดมาเผาลนจิตใจ หรือเติมฟืนไฟให้มันพลุ่งพล่านรุนแรงขึ้น ไม่ดีกว่าหรือหากเราจะสงสารตัวเอง และนำเมตตาธรรมมาชโลมใจแทน
        แม้จะแผ่เมตตาให้แก่คนที่เบียดเบียนเราไม่ได้ อย่างน้อยก็น่าที่จะแผ่เมตตาให้แก่ตัวเองว่า ขอให้สงบเย็นเป็นสุขเถิด เพียงถูกเขากระทำแค่นี้เราก็ทุกข์พอแล้ว นี่เราจะมาซ้ำเติมตัวเองอีกหรือ ยิ่งเราโกรธเกลียดเขามากเท่าไร เราเองก็จะเป็นฝ่ายทุกข์มากเท่านั้น ใช่ว่าเขาจะทุกข์ร้อนไปด้วยก็หาไม่ ยิ่งเรารักตัวเอง เมตตาตัวเองมากเพียงใด ยิ่งจำต้องดับไฟแห่งความโกรธเกลียดให้เร็วเพียงนั้น ทั้งนี้ด้วยการถอนจิตออกไปจากเรื่องนั้น หรือเอาความคิดไปจดจ่อกับเรื่องอื่นที่สบายใจกว่าแทน และหากเรามีเมตตามากพอ ก็ควรแผ่ไปให้แก่ผู้ที่กระทบใจเราด้วย อย่างน้อยผลดีก็จะเกิดขึ้นแก่เราเองคือทำให้ใจเราสงบเย็นขึ้น ถ้าจะเมตตาตัวเองให้เป็น เราต้องรู้จักเมตตาผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่เป็น”ศัตรู”ของเราด้วย
        สิ่งประเสริฐสุดอย่างหนึ่งที่เราสามารถทำได้ในชีวิตนี้ก็คือ การมอบความเป็นมิตรให้แก่ตนเอง นานมาแล้วที่เราเหินห่างหมางเมินกับตนเอง จนบางครั้งถึงกับเป็นปฏิปักษ์กัน ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือที่เราจะหันมาเป็นมิตรกับตนเอง เพื่อจะได้อยู่ร่วมกับตนเองอย่างสงบสันติเสียที
        ปีใหม่นี้เป็นโอกาสดีที่เราจะเริ่มต้นคืนดีกับตัวเอง ปีแล้วปีเล่าที่เราให้ของขวัญใครต่อใครมากมาย ไยปีนี้ไม่ลองมอบมิตรภาพให้แก่ตัวเองบ้าง แล้วอย่าลืมหันไปคืนดีกับคนรอบข้างด้วยล่ะ
       ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะทำให้เราและคนรอบข้างมีความสุขเท่ากับของขวัญวิเศษอย่างนี้
******* 
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

ทุกข์ให้เป็น ไม่เป็นทุกข์

ทุกข์ให้เป็น ไม่เป็นทุกข์
 โดยพระไพศาล วิสาโล


        เช้าวันนี้อากาศหนาว แต่ก็ไม่หนาวมากกว่าวันก่อนๆ สำหรับผู้มาใหม่อาจจะยังไม่ทราบว่าทุกวันที่เราเดิน มีผู้เอาใจช่วยและคอยติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราอยู่ทุกวันหรืออาจจะทุก ช่วงก็ได้ เพราะทุกวันจะมีการส่งข่าวไปยังสถานีวิทยุชุมชน ต้นน้ำลำปะทาวที่ท่ามะไฟหวาน เพราะฉะนั้นคนบนหลังเขาจะรับทราบถึงเรื่องราวของเราอยู่ทุกช่วง และคอยเป็นกำลังใจ ที่จริงไม่ใช่เฉพาะคนบนหลังเขาหรือจังหวัดใกล้เคียงที่อยู่ในรัศมีของวิทยุ ชุมชนเท่านั้น คนที่อยู่ต่างประเทศไกลถึงยุโรปหรืออเมริกา ก็รับรู้ข่าวคราวของพวกเราผ่านทางเฟสบุ๊ค เราไม่ได้ส่งข่าวให้เขาฝ่ายเดียว เขาก็ส่งกำลังใจมาให้พวกเราด้วย เมื่อวานมีสารจากเพื่อนเราที่แม้หลายคนไม่รู้จัก แต่ก็ไม่ใช่คนแปลกหน้า เพราะธรรมยาตราไม่มีคนแปลกหน้ามีแต่มิตรที่เพิ่งรู้จัก เขาเขียนกลอนเป็นกำลังใจ และอาจจะเป็นกำลังความคิดให้กับพวกเราด้วย
        มาฝึกทุกข์ฝึกทนฝึกฝนจิต
       
เพียงเสี้ยวนิดในชีวิตที่ยากเข็ญ
        เกิดเป็นคนใครจะพ้นทุกข์ลำเค็ญ
        ทุกข์ให้เป็นทุกข์ให้สู้ให้รู้เอา
        ทุกข์เป็นทีมเป็นทุกข์ที่สุขนัก
        มีเพื่อนรักมากมายอายใครเขา
        ชีวิตจริงทุกข์ลำพังยังรอเรา
        รู้จักเจ้าในวันนี้โชคดีจริง

      เขาเขียนว่า “ทุกข์เป็นทีมเป็นทุกข์ที่สุขนัก” คนเราถ้าทุกข์คนเดียวก็จะหน้าดำคร่ำเครียด แต่เวลาทุกข์เป็นทีมอย่างน้อยเราก็อุ่นใจที่มีคนอื่นเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ด้วย เหมือนคนที่กรุงเทพฯ มีความทุกข์น้อยลงเมื่อได้ฟัง จส.๑๐๐ เพราะเห็นว่าคนอื่นเขาก็รถติดเหมือนเรา อันนี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เมื่อเรารู้ว่ามีคนที่ร่วมทุกข์กับเรา จะเกิดความรู้สึกใกล้ชิดและกลมเกลียวกันมากขึ้น พวกเราที่เคยไปค่ายอาสาพัฒนาพอเสร็จค่าย จะรักกันมาก ตัวอาตมาเองเคยไปเข้าค่ายที่ขอนแก่น อำเภอสีชมพู เป็นค่ายที่โหดมาก เมื่อปี ๑๖ หลายคนยังไม่เกิดด้วยซ้ำ สมัยนั้นชนบทไทยนับว่ากันดารจริงๆ คนที่อยู่รุ่นเดียวกับอาตมาจะนึกถึงหนังเรื่อง “หนองหมาว้อ” คือสภาพของหมู่บ้านยากจนกันดาร แม้แต่น้ำฝนก็มีน้อยมาก ต้องใช้น้ำจากบ่อที่ขุดตามทุ่งนา เขาเรียกน้ำสร้าง น้ำในบ่อสีขุ่นขาว เหมือนกับเวลาเรากินนมเสร็จแล้วเติมน้ำเปล่าลงไป น้ำจะขุ่นๆ ขาวๆ คล้ายๆ กัน กว่าจะทำใจกินน้ำอย่างนี้ได้ก็หลายวัน แต่พอกินไปแล้วก็อร่อยเหมือนกัน น้ำแบบนี้มีรสชาติไม่เหมือนใคร
       บทกวีที่เพื่อนเราส่งมายังมีที่น่าสนใจอีกหลายประเด็น เธอบอกว่า “เกิดเป็นคนใครจะพ้นทุกข์ลำเค็ญ ทุกข์ให้เป็นทุกข์ให้สู้ให้รู้เอา” “ทุกข์ให้เป็น”หมายความว่าอย่างไร พูดอย่างสั้นๆ ตามสำนวนของหลวงพ่อคำเขียนคือทุกข์อย่างผู้รู้ ไม่ใช่ทุกข์อย่างผู้เป็น ถ้าทุกข์อย่างผู้เป็นแสดงว่าทุกข์ไม่เป็น ทุกข์อย่างผู้รู้ก็คือว่าเห็นทุกข์โดยไม่เป็นผู้ทุกข์ หรือเดินโดยใจไม่ทุกข์ไปกับกาย ส่วนใหญ่เราไม่ค่อยเห็นทุกข์กันเท่าไหร่ เมื่อทุกข์เกิดขึ้นเราก็เป็นผู้ทุกข์เลย เกิดความรู้สึกว่ากูทุกข์ กูเจ็บ กูปวด แทนที่จะเห็นว่า มันเป็นกายที่ปวด มันเป็นเท้าที่ปวด เราไม่ค่อยเห็นกันอย่างนั้น แต่ถ้าเราเห็น ความทุกข์จะเบาลง เพราะมันเป็นเรื่องของกาย ไม่ใช่เป็นเรื่องของเรา เมื่อมีเราเมื่อไหร่ ก็ทุกข์เมื่อนั้น หรือมีกูเมื่อไหร่ก็ทุกข์เมื่อนั้น แต่ถ้าไม่มีกู ไม่มีเรา มีแต่กายที่ทุกข์ มีแต่เท้าที่ทุกข์ ให้เป็นเรื่องของกายไป ไม่ใช่เราไม่ใช่กู
       ตรงนี้อาจจะเข้าใจยากสำหรับผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติหรือไม่เคยเจริญสติ หรือว่าทำแบบแผ่วๆ แต่เราก็สามารถฝึกได้ที่นี่ อย่าลืมว่าคนเราถึงอย่างไรก็หนีทุกข์ไม่พ้น เขาเขียนว่า “เกิดเป็นคนใครจะพ้นทุกข์ลำเค็ญ” ไม่มีใครที่จะหนีทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมใจ ต้องพร้อมที่จะทุกข์ให้เป็น สิ่งใดที่เราหนีไม่ได้ เราต้องเตรียมใจรับมัน จะให้ดีกว่านั้น ก็รับมาเป็นเพื่อนเสียเลย ศัตรูนั้น ถ้าเอาชนะไม่ได้ก็ต้องรับมาเป็นเพื่อน ความทุกข์ก็เช่นกัน เราก็ต้องรู้จักเอามาเป็นเพื่อน คือสามารถจะอยู่ร่วมกันได้ หรือสามารถหาประโยชน์จากเขาเสมือนครูก็ได้ ใครที่สามารถเอาทุกข์มาเป็นครูได้เรียกว่าทุกข์เป็น ความทุกข์สามารถทำให้เราเข้มแข็ง หรือยิ่งกว่านั้นคือทำให้เราเกิดปัญญา

       คนเราจะพ้นทุกข์ได้ก็ต้องรู้จักทุกข์ ถ้าเรารู้จักทุกข์แล้วจะพ้นทุกข์ได้ แต่ถ้าเราไม่รู้จักทุกข์ก็ไม่มีทางที่จะเกิดปัญญาพาใจให้พ้นทุกข์ได้เลย แล้วเราจะรู้จักทุกข์ได้อย่างไร ก็ต้องเจอทุกข์บ่อยๆ เหมือนเราเล่นฟุตบอล เราเจอคู่ต่อสู้ที่เก่งและแกร่งมาก วิธีที่เราจะเอาชนะทีมนี้ได้คือต้องเล่นกับเขาบ่อยๆ เล่นบ่อยๆ จนรู้ทางและรู้จุดอ่อนของเขา ความทุกข์ไม่ว่าจะมีจุดแข็งแค่ไหนก็ต้องมีจุดอ่อนที่เราสามารถจะรู้ได้ หรือสามารถจะรู้ทางกันได้ เมื่อเรารู้ทางแล้วก็สามารถเอาชนะได้ อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้ปัญญา ใหม่ๆ ก็ต้องยอมแพ้ สู้เขาไม่ได้ก็แพ้ไป เมื่อแพ้แล้วก็ไม่ได้คร่ำครวญ แต่มาใคร่ครวญว่าแพ้เพราะอะไร จนกระทั่งรู้ว่าเป็นเพราะเรามีจุดอ่อนอย่างนี้ ๆ และใคร่ครวญจนเห็นจุดอ่อนของเขาด้วย ความทุกข์ก็มีจุดอ่อน ถ้าเรารู้จักจุดอ่อนของมัน เราก็สามารถจัดการเป็นนายความทุกข์ ไม่ใช่เป็นทาสของความทุกข์
        หลวงพ่อคำเขียนอุปมาเหมือนกับช้างหรือควาย ตัวมันใหญ่ แรงมันเยอะมาก มนุษย์เราสู้ไม่ได้เลยถ้าพูดถึงพละกำลัง แต่ทำไมมนุษย์เราถึงสามารถล่ามควายได้ ทำไมเราถึงสามารถควบคุมช้างได้ ช้างยอมให้เราขึ้นไปอยู่บนหลังและสามารถควบคุมมันได้เพราะเหตุใด ควายก็มีจุดอ่อนตรงจมูก ถ้าเอาเชือกสนตะพายได้มันก็อยู่ในอำนาจของเรา ช้างก็มีจุดอ่อนเหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่น่ากลัวล้วนมีจุดอ่อน ความทุกข์ก็มีจุดอ่อน จุดอ่อนอยู่ที่ไหน จุดอ่อนอยู่ตรงที่ว่าถ้าเรารู้ทุกข์เมื่อไหร่มันก็หมดฤทธิ์พิษสงทันที มันพ่ายแพ้ต่ออาการรู้ เหมือนกับโจรกำลังจะเข้าบ้าน ถ้าเจ้าบ้านเห็นโจร โจรก็หนีกระเจิง ความทุกข์มันมีจุดอ่อนอย่างนี้เหมือนกัน
       เพราะฉะนั้นขอให้ถือโอกาสนี้เป็นการฝึกสติ ฝึกจิต นี้คือสาเหตุที่ธรรมยาตราเป็นการเดินหน้าเข้าหาทุกข์ ธรรมยาตราในแง่หนึ่งแปลว่ายาตราเข้าหาธรรม แต่จะยาตราเข้าหาธรรมได้ ก็ต้องเดินหน้าเข้าหาทุกข์ด้วย เพราะในทุกข์ก็มีธรรมที่รอการค้นพบจากเรา และในทุกข์ก็มีความสุขด้วย อย่างที่พูดว่าถ้าทุกข์เป็นทีมก็สุขได้ แม้จะลำบาก นอนกลางดิน กินกลางทราย ก็สุขได้ อีกทั้งยังประทับแน่นในใจ จดจำได้ไม่ลืมแม้ผ่านไปเป็นสิบปี ในอนาคตเมื่อเรานึกถึงวันนี้เชื่อว่าหลายคนจะยิ้มแย้มกับประสบการณ์ในวันนี้ แม้ลำบากเหลือเกินแต่ก็มีความหอมหวานที่นึกถึงเมื่อไหร่ก็อดยิ้มและปิติไม่ได้ที่เราผ่านเหตุการณ์นี้มาได้ เพราะฉะนั้นพวกเราอย่ากลัวทุกข์ ทุกข์ไม่ได้มีไว้ให้คร่ำครวญหรือโวยวาย ทุกข์มีไว้ให้ใคร่ครวญ ทุกข์มีไว้เพื่อฝึกให้เราเข้มแข็ง แต่จะทำอย่างนั้นได้ต้องมีสติ โดยเฉพาะการหมั่นรู้ใจดูใจของเรา
       คนเรามักจะมองออกไปนอกตัว ซึ่งบ่อยครั้งก็จำเป็นเพราะความทุกข์ของคนเรามักจะมาจากสิ่งภายนอก ธรรมชาติจึงให้อายตนะมาถึง ๕ อย่างเพื่อให้เรารอดพ้นจากอันตราย ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นจุดอ่อนที่ทำให้เราเผลอได้ มีเรื่องเล่าว่ามีหัวขโมยกับเศรษฐี บังเอิญต้องมานอนพักค้างแรมในโรงเตี๊ยมเดียวกันอยู่หลายวัน ช่วงนั้นมีงานจาริกแสวงบุญ ทั้งสองคนหาที่พักไม่ได้เลยต้องมานอนอยู่ในห้องเดียวกัน หัวขโมยก็เล็งเอาทรัพย์จากเศรษฐี ทุกเย็นเมื่อถึงเวลาอาหาร หัวขโมยจะออกอุบาย บอกเศรษฐีว่าคุณลงไปกินอาหารก่อนนะ ผมขออาบน้ำก่อน พอเศรษฐีลงไปกินอาหาร หัวขโมยก็จะออกมาจากห้องน้ำและเริ่มค้นกระเป๋าของเศรษฐี รวมทั้งค้นใต้เตียง ใต้หมอน ของเศรษฐี เพราะเชื่อแน่ว่าเศรษฐีต้องซ่อนเงินเอาไว้ เนื่องจากเศรษฐีใส่ชุดลำลองออกไป ไม่น่าจะพกเงินไปได้ แต่หัวขโมยก็ไม่เจอเงิน
         วันรุ่งขึ้นก็ใช้อุบายเดียวกันนี้ เศรษฐีว่าง่าย ลงไปกินอาหาร ส่วนขโมยก็ลงมือค้นหาเงินของเศรษฐีอีก ทำอย่างนี้อยู่ ๓ วันไม่เจอเงินเลย จึงกลัดกลุ้มใจว่าเป็นไปได้อย่างไร เศรษฐีก็ไม่ได้เอาเงินลงไป เมื่อเศรษฐีจะออกจากโรงเรียน ขโมย จึงถามเศรษฐีตรง ๆ ว่า ช่วยบอกทีเถอะว่าคุณเอาเงินไปซ่อนไว้ที่ไหน พร้อมกันนั้นก็สารภาพว่าตัวเองเป็นหัวขโมย อยากจะรู้จริง ๆ เศรษฐีก็เฉลยว่า “ตอนคุณเข้าห้องน้ำ ผมก็เอาเงินไปไว้ใต้หมอนของคุณ”
        คำตอบของเศรษฐีเป็นสิ่งที่ขโมยไม่เคยคิดมาก่อน ขโมยค้นทุกจุดเลยนะ แต่จุดเดียวที่ลืมค้นก็คือใต้หมอนใต้เตียงของตัว เป็นเพราะอะไร มันสะท้อนธรรมชาติของคนเรา คือเรามักจะมองข้ามสิ่งใกล้ตัว ยิ่งใกล้ตัวที่สุดก็ยิ่งมองข้าม สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวไม่ได้หมายถึงสิ่งของหรือคนที่อยู่ใกล้ตัวเท่านั้นแต่ยัง รวมถึงสิ่งที่อยู่ในตัวด้วย และสิ่งที่ใกล้ตัวเราที่สุดก็คือจิตใจ คนเรามักมองข้ามจิตใจของตัวเอง ดังนั้นเวลาเรามีความทุกข์ เราจะมองไปที่ภายนอกว่าเป็นตัวการทำให้เราทุกข์ แต่เราไม่ค่อยหันมาดูใจของเราเท่าไร ว่าใจของเราต่างหากที่เป็นตัวการ เวลาเราปวด เวลาเราเจ็บ เราก็จะโทษสิ่งภายนอก โทษถนน โทษแดด โทษคนที่อยู่ข้างๆ โทษคนที่อยู่ข้างหน้า แต่เราลืมดูใจของเราที่กำลังบ่น งอแง โวยวาย หงุดหงิด ใจอย่างนี้ต่างหาก ที่ทำให้คนเราทุกข์มากกว่าอย่างอื่น
        เวลามีอะไรมากระทบใจ หรือกระทบกาย ไม่ใช่ว่าเราทุกข์ทันที มันจะมีข้อต่อตรงกลางที่เป็นสะพานให้ความทุกข์เข้ามาถึงใจ เวลาเจอแดด เจอฝน เจอเสียงดัง เราไม่ได้ทุกข์ทันที มันต้องผ่านข้อกลางหรือสะพานก่อน ข้อกลางหรือสะพานนั้นคืออะไร ถ้าพูดอย่างง่ายๆ คือความหลงลืม ความไม่มีสติ เมื่อไม่มีสติ เวลามีอะไรมากระทบมันก็แล่นตรงไปถึงใจทันที ทำให้ทุกข์
        เคยเล่าเรื่องหลวงปู่บุดดา ถาวโรแล้ว มีเสียงดังจากห้องข้างเคียง ทำให้ลูกศิษย์รำคาญ หงุดหงิด เพราะรบกวนหลวงพ่อที่กำลังจำวัด ลูกศิษย์จึงบ่นออกมาว่า เดินเสียงดังจัง หลวงพ่อแม้จะหลับแต่ก็ได้ยิน จึงพูดเบา ๆ ว่า “เขาเดินของเขาอยู่ดีๆ เราเอาหูไปรองเกี๊ยะเขาเอง” เราเอาหูไปรองเกี๊ยะเขาเพราะอะไรเพราะเราไม่มีสติ เมื่อเสียงเกี๊ยะมากระทบหู เราไม่ได้ทุกข์ทันที มันต้องมีความหลงลืมเกิดขึ้นก่อน ความทุกข์ถึงจะเดินไปถึงใจได้ แต่ถ้าเรามีสติ ก็เหมือนกับเรากำลังชักสะพานออก เหมือนกับว่าข้อตรงกลางมันหลุด เสียงที่มากระทบก็ไม่สามารถกระเทือนไปถึงใจได้ เมื่อสะพานถูกชักออกแล้ว มันก็ไม่สามารถเข้ามาถึงใจได้
        สตินั้นสำคัญมาก สติก็คือใจของเรานี่แหละ เราต้องหัดมาดูใจของเรา แล้วชีวิตเราจะง่ายขึ้น จะทุกข์น้อยลง การดูใจเป็นสิ่งที่ทำกันได้ ฝึกฝนกันได้แม้แต่เด็กๆ มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อปลาวาฬอายุแค่ ๔ ขวบ วันหนึ่งถูกแม่ดุ ธรรมดาเด็กเวลาถูกแม่ดุก็มักเถียงแม่หรือแสดงอาการฮึดฮัด แต่ปลาวาฬไม่ทำอย่างนั้น พอถูกแม่ดุ ปลาวาฬก็เดินออกไปทันที แม่สงสัย ถามปลาวาฬว่าจะไปไหน ปลาวาฬตอบว่า “ไปสงบสติอารมณ์”
        ปลาวาฬรู้ดีว่าตอนนี้กำลังอารมณ์ไม่ดี ถ้าคนปกติเมื่ออารมณ์เสีย ก็ไม่คอยรู้หรอกว่าอารมณ์เสีย คิดแต่จะระบายอารมณ์ใส่คนอื่น เช่นระบายใส่แม่ แต่ปลาวาฬรู้ว่าตอนนี้ใจกำลังโกรธ และรู้ด้วยว่าความโกรธไม่ดี ก็เลยเดินหนีเพื่อไปสงบสติอารมณ์ แสดงว่าเขาเห็นแล้วว่าตัวการอยู่ที่ใจ ความโกรธนั่นแหละที่ทำให้ใจทุกข์ ก็เลยพยายามจัดการที่ใจของตน แทนที่จะไปโวยวายใส่แม่
        น้องไอซ์อายุประมาณ ๔ - ๕ ขวบวิ่งไปชนประตูกระจกอย่างแรง เสียงดังไปถึงหูของแม่ที่กำลังทำครัวอยู่ แม่ตกใจรีบวิ่งไปหาลูก พอจะเข้าไปโอบกอดปลอบใจน้องไอซ์ น้องไอซ์กลับบอกว่า “แม่ไม่ต้องๆ น้องไอซ์นั่งสมาธิก่อน เดี๋ยวก็หาย” ธรรมดาเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตามเวลาเดินหรือวิ่งชนกระจก อย่างแรกที่เรามักทำคือโวยวายว่า ใครปิดประตูอย่างนี้ โทษคนโน้นโทษคนนี้ แล้วก็ระบายความโกรธ หากไม่รู้จะระบายใส่ใคร ก็ระบายใส่กระจก อาจจะเตะกระจกให้หายแค้น แต่น้องไอซ์ไม่ได้ทำอย่างนั้น กลับนั่งสมาธิ เพราะรู้ว่าถ้าทำสมาธิแล้วความปวดจะทุเลาลง
         เด็กเขารู้ได้ แม้อายุไม่กี่ขวบ เขาก็รู้ว่าเวลาปวดขึ้นมา ถ้านั่งสมาธิก็หายหรือบรรเทาได้ เด็กอาจจะรู้ด้วยซ้ำว่าเวลาปวดกายแล้ว มันยังปวดใจ ทำให้เกิดโทสะขึ้นมา ซึ่งซ้ำเติมให้ความปวดกายรุนแรงขึ้น น้องไอซ์อาจจะรู้ว่าถ้านั่งสมาธิแล้วจะช่วยระงับใจไม่ให้เกิดโทสะ ซึ่งทำให้ความทุกข์กายลดลง หรือเขาอาจจะเห็นด้วยว่าถ้านั่งสมาธิแล้วทุกข์กายก็จะเบาลงด้วย นี่เป็นสิ่งที่ฝึกกันได้ ถ้าพ่อแม่ฉลาด ก็ฝึกให้ลูกรู้อย่างนี้ได้
        แต่พวกเราหลายคนโตแล้ว ก็ต้องฝึกเอง ทำอย่างไร ก็ต้องมาฝึกกันแบบนี้ ใช้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้เป็นประโยชน์ ไม่มีใครอยากจะมาเจอความทุกข์ แต่ว่าเมื่อทุกข์เกิดขึ้นแล้วก็ต้องรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ เช่น ใช้เป็นเครื่องฝึกสติ อย่างนี้เรียกว่าทุกข์เป็น ถ้าทุกข์ไม่เป็นก็แย่ พวกเราจึงอย่าไปกลัวความทุกข์ อย่าไปกลัวความยากลำบาก
         เด็กสมัยนี้ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องลำบากด้วย ทำไมต้องอยู่แบบเรียบง่าย ทำไมไม่อยู่แบบหรูหรา เราก็มีกินมีใช้ ทำไมไม่กินให้มันเต็มที่ สนุกให้มันเต็มที่ คำตอบก็คือ เพราะมันจะทำให้เราอ่อนแอ ทำให้เราประมาท ทำให้เราติดสบายจนกระทั่งกลายเป็นทาสของความสบาย พอไม่มีความสบายก็จะเป็นทุกข์ กลายเป็นคนทุกข์ง่าย สุขยาก เพราะได้เท่าไหร่ก็ไม่พอ สบายเท่าไหร่ก็ไม่พอ นี่คือธรรมชาติของความสะดวกสบาย คือมันไม่มีขีดจำกัด มันต้องการเรื่อยๆ ไม่เคยเกิดความรู้สึกพอสักที แต่ถ้าเราฝึกใจให้มีสติเราก็จะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรพอ เมื่อไหร่ควรหยุด เราจะรับมือกับสิ่งต่างๆ ได้ กลายเป็นคนสุขง่าย ทุกข์ยาก
        ธรรมยาตราดำเนินมาเป็นวันที่ ๖ แล้ว อีกไม่นานก็จะถึงที่หมาย มีโอกาสเหลือไม่มากที่เราจะฝึกตัวเอง ใครที่ยังทุกข์ใจเพราะความลำบากก็ลองดูใจของตัวเองไปเรื่อย ๆ ใครที่รู้สึกว่าปรับตัวได้แล้วก็ลองเพิ่มความลำบากให้มากขึ้นอีกหน่อย เช่นคนที่เคยซื้อขนมกินตามใจปากระหว่างทางหรือเมื่อมาถึงที่พัก ลองตั้งจิตว่าเราจะไม่ใช้เงินตลอด ๒ วันนี้จนถึงวันที่ ๘ การตั้งจิตแบบนี้เราเรียกว่าอธิษฐาน อธิษฐานไม่ได้แปลว่าขอ เดี๋ยวนี้คนไทยเข้าใจว่าอธิษฐานแปลว่าขอ เลยขอกันใหญ่เลย อธิษฐานแปลว่าตั้งจิตมั่นที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยไม่วอกแวก ลองอธิษฐานว่าจะไม่ใช้เงินตลอด ๒ วันนี้จนกว่าจะถึงที่หมาย ลองดูว่าเราจะตายไหม ส่วนคนที่เริ่มปรับตัวกับความร้อนได้ลองถอดหมวกดู ลองถอดผ้าคลุมดู ใครที่ทำอย่างนี้อยู่แล้วก็ลองถอดรองเท้าดู มันเป็นการฝึกนะ ฝึกหลายอย่าง รวมทั้งฝึกความกล้าด้วย
     การถอดรองเท้าก็ต้องอาศัยความกล้า แต่ว่าก็ต้องระวังให้ดี เพราะว่าถอดไปแล้วอาจเกิดความหลงตัวลืมตน ว่าฉันแน่กว่า ฉันเก่งกว่าคนที่ใส่รองเท้า อาจจะเหมือนกับบางคนที่กินเจแล้วก็คิดว่าตนประเสริฐกว่าคนไม่กินเจ ถ้าทำอย่างนี้แทนที่จะเป็นการลดการละตัวตนก็จะกลายเป็นการเพิ่มตัวตน เพิ่มมานะ เพิ่มกิเลส เพิ่มมานะคือการถือตัวว่าเหนือกว่า เก่งกว่า ดีกว่า ขอให้เตือนใจตัวเองว่า เราถอดรองเท้าไม่ใช่เพื่ออวดใคร ไม่ใช่เพื่อแข่งกับใคร แต่เพื่อทวนกระแสกิเลส แต่ถ้าเราคิดว่าเราเหนือเขา เราก็กำลังโดนกิเลสเล่นงาน แล้ว ถ้ารู้สึกว่าเราไม่ไหวก็ใส่รองเท้าได้ คนใส่รองเท้าต้องใช้ความกล้าถึงจะถอดรองเท้าได้ ส่วนคนถอดรองเท้าก็ต้องใช้ความกล้าถึงจะใส่รองเท้าได้ เพราะว่ากลัวเสียหน้าใช่ไหมถ้ากลับมาใส่รองเท้า ถ้าคิดอย่านี้แสดงว่ากิเลสเล่นงานเราแล้ว เรากลัวเสียหน้าก็ไม่ถูก และอย่าไปกลัวแพ้ บางคนตั้งเกณฑ์ไว้ว่าชนะคือถอดรองเท้าตลอด แพ้คือใส่รองเท้า การใส่รองเท้าไม่ใช่ความพ่ายแพ้ หรือถึงจะเป็นความพ่ายแพ้ก็ไม่เสียหาย เพราะเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความพ่ายแพ้ให้ได้ด้วย เพราะชีวิตมันไม่ได้มีแค่ชนะอย่างเดียว
       เมื่อคนเราอยู่กับความพ่ายแพ้ไม่ได้ ประการแรก จะเป็นคนที่ไม่กล้าทำอะไรเลย หลายคนไม่กล้าทำอะไรเพราะกลัวแพ้ แต่ถ้าเราไม่กลัวแพ้ เราก็จะกล้าทำ อย่างที่บอกไว้แล้วว่าชนะหรือแพ้ สำเร็จหรือล้มเหลวไม่สำคัญ ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าทำให้เต็มที่ ทำความเพียรให้เต็มที่ จะเดินถึงหรือไม่ถึงที่หมายไม่เป็นไรขอให้ทำเต็มที่แล้วกัน
         ประการที่ ๒ กลายเป็นคนที่ชอบแข่งกับคนตลอดเวลา จนกระทั่งกลายเป็นคนน่ารังเกียจ น่าระอา ทุกวันนี้มีคนแบบนี้อยู่มาก คือทำอะไรฉันต้องเป็นเบอร์ ๑ ตลอดเวลา คนอื่นวิจารณ์ไม่ได้ ตำหนิไม่ได้ เสนอแนะไม่ได้ หลายคนเป็นคนเก่ง แต่ว่าเป็นคนที่น่าเบื่อ น่าระอามาก เพราะเขาไม่สามารถยอมรับความจริงได้ว่าชีวิตนี้มันเหมือนกีฬาคือมีแพ้มีชนะ การยอมรับความพ่ายแพ้ได้ต้องอาศัยความกล้า ไม่กลัวเสียหน้า ทำผิดทำพลาดก็ยอมรับ เราต้องกล้าทำสิ่งเหล่านี้ด้วย รวมทั้งกล้าขอโทษ บางคนคิดว่าการขอโทษเป็นความพ่ายแพ้ แต่แม้จะเป็นความพ่ายแพ้ก็ไม่น่าเสียหายอะไร การกล้าขอโทษมันช่วยลดอัตตาไปได้เยอะ การขอโทษเป็นความกล้าไม่ใช่เป็นความอ่อนแอ
       รายการเมื่อคืนวานนี้ก็ทำให้เราเห็นว่าต้องใช้ความกล้าเหมือนกัน แม้ผู้ที่เราขอโทษจะเป็นบิดาบังเกิดเกล้า ก็ต้องอาศัยความกล้าในการกล่าวคำในใจ ตอนที่อาตมาจะขอโทษพ่อต้องรวบรวมความกล้ามาก ก่อนหน้านั้นมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง อาตมาก็รู้สึกว่าตัวเองผิด ตอนนั้นยังไม่บวช รวบรวมความกล้าไปขอโทษพ่อ เมื่อขอโทษแล้วรู้สึกโล่งอกสบายใจมาก กิเลสหรือมานะฝ่อลงไปเลย พอเราขอโทษแล้วมันก็เลิกอาละวาดอย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง
       เราต้องกล้าสู้กับกิเลส สู้กับมานะ ด้วยการทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นการขอโทษหรือการเปลี่ยนมาทำสิ่งที่ทางโลกอาจจะมองว่าเป็นความอ่อนแอ แต่ว่ามันเกิดจากความเข้มแข็งของใจเรา อันนี้ก็ขอฝากเป็นการบ้าน วันนี้ วันพรุ่งนี้ และวันมะรืน ลองท้าทายตัวเองให้ลองทำในสิ่งที่ยากขึ้นสำหรับคนที่ปรับตัวได้แล้ว สำหรับคนที่ยังปรับตัวไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ทำต่อไป แล้วอย่าลืมว่าไม่ว่าจะท้อแค่ไหนก็ขอให้สู้ ท้อหลายครั้งแต่ไม่เลิก ดีกว่าท้อครั้งเดียวแล้วเลิก 


******* 


กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

ต้องศึกษาปฏิบัติธรรมอย่างสันทิฏฐิโก

ต้องศึกษาปฏิบัติธรรมอย่างสันทิฏฐิโก
โดยพุทธทาสภิกขุ 


         ทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่รู้สึกด้วยใจ สนฺทิฏฐิโก, สันทิฏฐิโก คำนี้ไม่ใช่คำเล็ก ๆ ไม่ใช่คำน้อย ๆ มันเป็นคำที่มีความหมายสูงสุด ถ้าไม่มีเรื่องสันทิฏฐิโกแล้วล้มเหลวหมด, เรื่องของธรรมะจะขาดสันทิฏฐิโกไม่ได้ดอก. เราอุตส่าห์ท่องเถอะ สฺวากฺขาโต ภควตา ธฺมโม สนฺทิฏฐิโก อกาลิโก ฯลฯ ปากว่ากันอยู่เรื่อย, แต่มันได้ใช้ประโยชน์จากสันทิฏฐิโก; นี่คิดดูเถอะมันไม่มีสันทิฏฐิโกนี่, มันว่าแต่ปากนี่ จิตใจมันไม่ได้เห็น คำใดที่เราว่าออกไป ท่องออกไป ขอให้เป็นสันทิฏฐิโก ถ้าว่าความทุกข์คำว่า ทุกฺโขทุกฺขํ เป็นทุกข์ แล้วก็ให้มันรู้สึกด้วยใจ ว่ามันเป็นทุกข์อย่างไร, เป็นกิเลสเหตุให้เกิดทุกข์ ก็รู้จักตัวกิเลสแล้วว่ามันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์อย่างไร, ให้มันสันทิฏฐิโกเสมอไป.
          สิ่งที่จะต้องสันทิฏฐิโกก่อนเรื่องอื่นนั้นก็คือ เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, เรื่องรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ คู่ปรับของมัน, คู่สร้างของมัน, แล้วเกิดเป็นภาวิตญาณ เป็นผัสสะเวทนาอย่างไร นี้ต้องเป็นสันทิฏฐิโกแล้วก็เป็นเรื่องแรก ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า เป็นจุดตั้งต้นของพรหมจรรย์ ในส่วนปริยัติก็ต้องเรียนเรื่องนี้เป็นเบื้องต้น, ในส่วน ปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติเรื่องนี้เป็นเบื้องต้น, ในส่วนปฏิเวธก็ต้องได้ผลเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก; นี่สันทิฏฐิโกที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะมาสันทิฏฐิโก กับ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ยากนะ, นี้ว่าแต่ปากทั้งนั้น ยังไม่สันทิฏฐิโก นี้ยากที่สุด ไปสันทิฏฐิโกที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เสียก่อน มันยังง่ายกว่าเพราะพอจะเห็นได้ว่า มันทำกันอย่างไร; แต่ที่จะมาให้รู้จัก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งยังไม่เข้าใจ เห็นไม่ได้นี้ยาก. แต่ก็ต้องว่ากันไปก่อนเถอะ, ว่าแต่ปากตามพิธีกันไปก่อน, รับ ๆ ตามพิธี แม้จะมีลักษณะเป็นไสยศาสตร์ก็ไม่เป็นไร, ยอมรับเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งที่ไม่รู้อะไรกันไปก่อน, แล้วค่อยศึกษาเพิ่มเติม, เพิ่มเติมจนกว่าสันทิฏฐิโก.
          ดับทุกข์ได้ทีหนึ่งจะรู้จักพระพุทธเจ้าขึ้นทีหนึ่ง, รู้จักพระธรรมขึ้นทีหนึ่ง, รู้จักพระสงฆ์ขึ้นทีหนึ่ง เราต้องดับทุกข์ในหัวใจของเราเองให้ได้เสียก่อน; พอรู้จักดับทุกข์ได้ นั้นนะ โอ้! พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น, ดับทุกข์คืออย่างนั้น, พระธรรมความดับทุกข์เป็นอย่างนั้น, พระสงฆ์ผู้ดับทุกข์ได้เป็นอย่างนั้น. ฉะนั้นจะเห็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เป็นสันทิฏฐฺโก ได้ก็ต่อเมื่อเราดับทุกข์ได้ ในจิตของเราเอง; เพียงแต่อ่านหนังสือเรื่องพระพุทธคุณ ธรรมคุณ นี้มันยังไม่ถึง, ยังไม่ถึงสันทิฏฐิโก สันทิฏฐิโกทางปริยัตินี้เป็นแนวบ้างเท่านั้น; แต่มันไม่ใช่ตัวจริง แต่ก็ยึดไว้ก่อน เพื่อเป็นหลัก เป็นแผนที่, เหมือนกับเป็นแผนที่ ยึดหลักไว้ก่อน : พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ก่อน อย่าให้เปลี่ยนได้ แล้วค่อยไต่เข้าไปหา, เข้าไปหา คอยจ้องที่จะรู้.
          พอจิตดับทุกข์ได้ รู้สึกว่าไม่มีทุกข์ทีหนึ่ง ก็โอ้! พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้, พระพุทธเจ้าองค์ไหนที่ไหนเมื่อไรก็เป็นอย่างนี้เอง, เป็นอย่างที่จิตของเรากำลังดับทุกข์, กำลังไม่มีทุกข์; พระธรรมก็คืออย่างนี้เอง คือความดับทุกข์. พระสงฆ์ผู้ดับทุกข์ตามก็เป็นอย่างนี้เอง; เมื่อนั้นแหละ มีสันทิฏฐิโกในพระพุทธ มนพระธรรม ในพระสงฆ์ ขึ้นมา.
          เดี๋ยวนี้กลัวว่า กี่ปี ๆ แล้วมันก็จะไม่มี จะไม่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสันทิฏฐิโก ฉะนั้นเราจึงเป็นกันจนตาย ก็ไม่ได้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่เป็นสันทิฏฐิโก พระเณรก็อย่าอวดดีไป จะไม่มีสันทิฏฐิโกในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์; ฉะนั้นชาวบ้านก็อย่าปล่อยเฉยชาไป; พุทธบริษัททุกคนแหละ อย่าปล่อยปละละเลยในเรื่องที่จะทำให้มีสันทิฏฐิโกในตัวพระธรรม ในตัวพระศาสนา.
          พูดแล้วมันก็จะถูกหาว่ามากกไปกระมัง; พอเราดับทุกข์ได้, เห็นทุกข์และดับทุกข์ได้, เมื่อนั้นเราเป็นพระพุทธเจ้าเอง พูดอย่างนี้เขาหาว่าจาบจ้วงพระพุทธเจ้าที่จริงมันเป็นอย่างนั้น, จิตนั้นมันเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาแล้วน้อย ๆ องค์น้อย ๆ. จิตที่มันดับทุกข์ได้ รู้สึกความดับทุกข์ได้ จิตนั้นมันเป็นพระพุทธเข้าเสียเองแล้ว; จะเรียกว่าถึงพระพุทธเจ้าก็ได้, มีพระพุทธเจ้าก็ได้, เพราะมันอันเดียวกันแหละ. มันมีลักษณะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จึงเรียกว่า ถึง, ถึงความเป็นพระพุทธเจ้า.
          อุตส่าห์มีสันทิฏฐิโกในความทุกข์ให้มาก, ในความดับทุกข์ให้มาก, ในพระธรรมนั่นแหละให้มาก ธรรมะทุกอย่างมันเป็นไปเพื่อดับทุกข์; ทุกอย่างต้องเป็น สนฺทิฏฺ€ิโก–เห็นแจ้งด้วยตนเอง, อกาลิโก–ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา มันมีความเป็นของมันเอง ไม่เกี่ยวกับเวลา ไม่มีฤดู ไม่มีเวลา, โอปนยิโก–น้อมไปดูข้างใน, ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ–รู้เฉพาะตน, เฉพาะตน, มันเห็นแทนกันไม่ได้.
          นี้เรียกว่าสิ่งที่จะต้องรู้หลายประการ, บางประการเกี่ยวกับพระธรรม, เกี่ยวกับการจะเข้าถึงพระพุทธศาสนา เอามาพูดเป็นเรื่องแรกเป็นบทแรก ของหนังสือธรรมะเล่มน้อย, ธรรมะเล่มน้อย ธรรมะเล่มเดียวจบ.
          ถ้าเราพูดเรื่องนี้จบ เราจะได้หนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มหนึ่งชื่อว่า ธรรมะเล่มน้อยเล่มเดียวจบ; หมายความว่า อาตมาจะพยายามอย่างยิ่ง ที่จะให้ศึกษาธรรมะกันเพียงจากหนังสือเล่มน้อย ๆ นี้เล่มเดียวแล้วก็รู้เพียงพอ, รู้หมดที่ควรจะรู้, ธรรมะเล่มน้อย ธรรมะเล่มเดียวจบ มีบทแรกว่าด้วยธรรมชาติธรรมดาของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต; เพราะมันไม่มีปัญหาอยู่ที่อื่น นอกจากที่ชีวิต ทีนี้เรารู้จักธรรมดาของชีวิตให้ถูก ต้องหรือธรรมชาติของชีวิตให้ถูกต้อง, แล้วก็จัดให้มันถูกต้อง เกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิต.
          ธรรมชาติของชีวิต นี้ก็ลึกลับอยู่เหมือนกัน แล้วก็มีหลายแง่ หลายหัวข้อ หลายประเด็น จึงเอามาพูดทีละข้อ ทีละแง่ ทีละประเด็น เหมือนที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แล้วเราก็จะได้อาศัยแนวนี้ เพื่อศึกษาไปยังจุดสำคัญ จุดสำคัญที่จะต้องปฏิบัติ, แล้วเราจะได้รับผลของการปฏิบัติเป็นแน่นอน เพราะว่าเราได้ทำอย่างถูกหลักวิชา, สมัยใหม่นี้เขาเรียกว่า ถูกเทคนิค พูดหลักวิชา, แล้วเราก็จะมีหวังที่จะประสบความสำเร็จ เราจะใช้หลักวิชาให้ถูกต้องเขาเรียกว่าเทคโนโลยี่ ฟังดูภาษาไม่ใช่ภาษาของเรา, เราต้องมีเทคนิคคือหลักวิชา, แล้วเรารู้จักใช้หลักเทคนิคให้ถูกต้อง เรียกว่าเทคโนโลยี่ มีเทคโนโลยี่ในพระธรรม, แล้วพระธรรมก็จะสำเร็จประโยชน์แก่เรา.
        
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

จิตมีความรู้ผิดมาตั้งแต่เกิด กิเลสจึงมีมาก.

     จิตมีความรู้ผิดมาตั้งแต่เกิด กิเลสจึงมีมาก
โดยพุทธทาสภิกขุ 


       เรามันไม่มีความรู้มาแต่ในท้องตามธรรมชาติ, เราไม่ได้มีความรู้ถูกต้องตามธรรมชาติมาแต่ในท้อง, มันว่างความรู้ที่ถูกต้องมาแต่ในท้อง จิตนั้นมีความรู้แต่จะรู้สึกสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเท่านั้น, มีแต่รู้อย่างนี้เท่านั้น; แต่ไม่รู้ว่าสัจจะของจริงคืออะไร, ไม่มีความรู้เรื่องปัญญาวิมุติเจโตวิมุติ, ไม่มีความรู้เรื่องทุกข์คืออะไร, เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร, ความดับทุกข์คืออะไร, ทางดับทุกข์คืออะไร, อย่างนี้มันไม่รู้มาแต่ในท้อง, จิตมันว่างความรู้ชนิดนี้มาแต่ในท้อง พอมันคลอดมาจากท้องแม่ สิ่งต่าง ๆ เข้ามาแวดล้อมเด็กนั้น ให้รู้ไปทางอื่น, ให้รู้ไปทางอื่นผิดตรงกันข้ามไปจากความจริง ตรงข้ามจากสัจจะ; แต่ไปเป็นเรื่องมิจฉา เท็จ มุสาไปหมดสิ้น. ฉะนั้นเด็กจึงเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความหลอกลวงของสิ่งแวดล้อมทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ยิ่งไม่รู้สัจจะ, ไม่รู้ทางรอด ไม่รู้นิพพาน, ไม่รู้อะไรยิ่งขึ้น ๆ.
          นี่คือบาปดั้งเดิมของเรา; พวกศาสนาอื่นก็มีบาปดั้งเดิม พูดไว้อย่างอื่น, พวกเราชาวพุทธนี่ มีบาปดั้งเดิมพูดไว้อย่างนี้ ว่าพอเราคลอดมาจากในท้องแล้ว สิ่งต่าง ๆ มันแวดล้อมให้เราเข้าใจผิดทั้งนั้น : คนเลี้ยงก็หาของเอร็ดอร่อยมาให้กิน จนเราหลงในความเอร็ดอร่อยแหละ, หาสิ่งสวยงามมาล่อให้หลง ก็หลงในทางสวยงาม แล้วหลงที่จะยึดถือตัวกูยึดถือของกู, ยึดถือความเห็นแก่ตัว ก็ผิดมาเรื่อย ๆ จนโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วมันก็ไม่ลดลง, มันก็มีความเห็นผิดชนิดนี้ไปจนแก่จนเฒ่า.
          ลองสังเกตดู ลองสอบสวนตัวเองดูซิ ว่าความเข้าใจผิดที่เราได้มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่คลอดจากท้องแม่นั้น มันลดลงหรือเปล่า? มันมีแต่เพิ่มขึ้นเหนียวแน่นขึ้น เลยเป็นการลำบากยุ่งยาก ที่จะเอาสิ่งเหล่านี้ออกไป. เมื่อเอาออกไปไม่ได้ มันก็ต้องทนทุกข์, ต่อเมื่อเราไม่อยากจะทนทุกข์ เราจึงกระทำอย่างที่ตรงกันข้าม คือแก้ไขมัน, ฉะนั้นถ้ามันเป็นโชคดี เราได้รับความรู้ว่า โอ้! สิ่งเหล่านี้แก้ไขได้โว้ย แล้วเราก็ตั้งหน้าตั้งตาแก้ไข, แล้วมันก็จะแก้ไขได้, แล้วเราก็จะเป็นทุกข์น้อยลง. เราจะอยู่อย่างไม่มีความทุกข์. โดยบุคคลก็ไม่ต้องเป็นทุกข์, โดยสังคมก็ไปต้องเป็นทุกข์, ทั้งครอบครัวก็ไม่ต้องเป็นทุกข์, ทั้งบ้านทั้งเมืองก็ไม่ต้องเป็นทุกข์, กระทั่งว่าทั้งโลกก็ไม่ต้องเป็นทุกข์, นั่นแหละมันดีที่สุด ทำอย่างไรมันจึงจะได้อย่างนั้น? จะต้องให้ธรรมะช่วยโลก ครองโลก ให้โลกไม่มีความทุกข์.
          เราไม่มีความรู้มาแต่ในท้อง, หมายความว่าว่างมา; พอออกมาจากท้องก็บรรจุความรู้ผิด ๆ เข้าไป ๆ ความรู้ถูก ๆ มันไม่ได้สอนนี่. ใครบ้างที่สอนเด็ก ๆ ทารกให้มันรู้เรื่องดับทุกข์ มันไม่มีนี่, มีแต่ป้อนเข้าไปให้กินเข้าไป ประเล้าประโลมเข้าไป, ประคบประหงมเข้าไป เอาอกเอาใจเข้าไป จนเด็กมันเสียนิสัย; นี่มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นบาปของใคร? ที่เราไม่มีความรู้ที่ถูกต้องมาโดยธรรมชาติ โดยกำเนิดออกมาแต่ในท้อง ว่างออกมา, พอมาถึงก็ได้ รับการบรรจุผิด ๆ ผิด ๆ เห็นแก่ตัว ๆ ๆ, หลงใหลในความเอร็ดอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเพิ่มขึ้น ๆ จนถึงขนาดที่เรียกว่าบูชา บูชาความสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ จนเงินไม่พอใช้, เงินเดือนไม่พอใช้ ที่เอามาหล่อเลี้ยงความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ.
          รู้สึกกันเสียทีว่า ปัญหามีอยู่อย่างนี้, ความยากลำบากนั้นมันมีอยู่ถึงขนาดนี้, ความเป็นอย่างนี้มันชิน ๆ เพิ่มความชินซ้ำ ๆ ซาก ๆ ชิน ๆ ๆ นี้เขาเรียกว่า อนุสัย. กิเลสแล้ว เคยชินเพิ่มขึ้น, ความเคยชินแห่งกิเลสนั้นเขาเรียกอนุสัย. กิเลสก็เป็นกิเลสที่มันเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยเป็นคราว ๆ เกิดโลภบ้าง เกิดโกรธบ้าง เกิดหลงบ้าง, นี้เรียกว่ากิเลส แต่พอเกิดแล้วมันก็เกิดความเคยชินที่จะเกิดนั้นเพิ่มขึ้น ๆ ; นี่มันได้เปรียบอย่างนี้ กิเลสเกิดทีหนึ่งมีความเคยชินเพิ่มขึ้นทีหนึ่ง, มันก็เกิดความเคยชินที่จะเกิดกิเลส มันก็เหนียวแน่น. เพราะฉะนั้นเราจึงสู้มันไม่ได้ มันเกิดเสียทุกที, กิเลสมันชิงเกิดเสียทุกที, เพราะมันมีความเคยชินในการเกิด. มากกว่าที่จะไม่เกิด
******* 
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

Thursday, December 29, 2011

ทำชีวิตให้ช้าลง

ทำชีวิตให้ช้าลง
โดย พระไพศาล วิสาโล


        พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราพิจารณาธรรมชาติเสมือนครูของเรา เช่น ให้ไปอย่างเบาเหมือนกับนกที่มีเพียงแค่ปีก ๒ ข้างก็สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ อันนี้ท่านสอนพระให้มีสัมภาระน้อย เราลองสังเกตธรรมชาติ เขาจะสอนเราหลายอย่าง เช่น ต้นไม้ เวลาเดินกลางแดดเราเคยนึกสงสัยบ้างหรือเปล่า เราเดินแค่ ๒ ชั่วโมงก็เหนื่อยแล้ว แต่ต้นไม้นี่เขียวตลอดเลย ขนาดอยู่กลางแดด รับแดดเข้าไปเต็มๆ ก็ยังเขียวได้ มีต้นไม้บางต้นบอบบางแต่เขียว แถมผลิดอกสวยงาม
       อาตมาเดินธรรมยาตราทุกปี ปีหนึ่งผ่านเส้นทางที่เป็นทางดินฝุ่นจับหนามาก ตอนนั้นเป็นตอนกลางวัน สองข้างทางมีแต่หญ้าเหลืองแห้ง พวกเราเดินไปก็รู้สึกห่อเหี่ยวไปด้วย แต่พอมาถึงจุดหนึ่งระหว่างห้วยลาดผักหนามกับซับสมบูรณ์ มีต้นประทัดจีนขึ้นอยู่ริมทาง ต้นเล็กๆ ดอกแดงสด แถมหันดอกให้กับพระอาทิตย์ พวกเราหลายคนพอเห็นแล้วรู้สึกเลยว่าดอกไม้ในใจเราเบ่งบานเลย เพราะเกิดกำลังใจว่าขนาดดอกเล็กๆ เขายังสู้แดดได้ และไม่ได้สู้แดดแบบฝืนทน แต่สู้แดดแบบร่าเริงแจ่มใส เราเสียอีกกลับห่อเหี่ยวเมื่อเจอแดด ทั้ง ๆ ที่เรียกตัวเองว่านักปฏิบัติธรรม พอเจอดอกประทัดจีนบาน ดอกไม้ในใจก็บาน หน้าก็บานด้วย เลยยิ้มกันใหญ่

       แต่มีบางคนมองไม่เห็นดอกประทัดจีน เพราะมัวแต่กลุ้มใจ เอาแต่บ่นว่า ร้อนเหลือเกิน เมื่อไหร่จะถึง ถ้าคิดแบบนี้ก็ไม่เห็นหรอกแม้สองข้างทางจะสวยงามเพียงใดเพราะใจไม่ว่างแล้ว ใจอัดแน่นด้วยความทุกข์ เราจะเห็นภาพสวยงามชุ่มชื่นใจอย่างนี้ได้ก็ต่อเมื่อเราเปิดใจ แล้วเราก็จะเห็นธรรมชาติ เห็นความจริงที่เขาสอนและแสดงให้เราเห็น
        นอกจากต้นไม้ทนต่อแดด สามารถเขียวสะพรั่งได้ตลอดวันแล้ว ต้นไม้ยังทำได้ยิ่งกว่านั้นอีก คือเปลี่ยนแดดให้กลายเป็นร่มเงา เปลี่ยนแดดให้กลายเป็นใบไม้ เปลี่ยนแดดให้กลายเป็นดอกไม้ที่สวยงามได้ ไม่มีแดดก็ไม่มีสีเขียว ไม่มีแดดก็ไม่มีดอกไม้ นี้เป็นความเก่งกาจของต้นไม้ นอกจากจะทนต่อแดดแล้ว ยังสามารถเปลี่ยนแดดมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ด้วย พวกเราก็ได้รับประโยชน์จากความสามารถของต้นไม้ ถ้าต้นไม้ไม่มีความสามารถที่จะเปลี่ยนแดดร้อนให้กลายเป็นร่มเงาที่เย็น ดอกไม้ที่สวยงาม หรือผลไม้ที่หอมหวานได้ เราก็คงจะไม่สามารถอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ เขาสอนเรามากเลยนะ คือสอนเรื่องความเสียสละ เพราะว่าเขายอมทนแดดเพื่อให้ร่มเงาแก่เรา ให้ร่มเงาแก่สัตว์เล็กสัตว์น้อย เราจะมองว่าเขาฉลาดก็ได้ที่เปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี
        คนเราถ้ารู้จักเปลี่ยนทุกข์ให้กลายเป็นสุข เปลี่ยนอุปสรรคให้กลายเป็นกำลังบำรุงใจเราก็จะไม่ด้อยกว่าต้นไม้เลย เปลี่ยนทุกข์ให้กลายเป็นสุขให้ได้ เปลี่ยนเคราะห์ให้กลายเป็นโชคให้ได้ ไม่ใช่แค่ใบเท่านั้นที่ทำอย่างนี้ได้ รากต้นไม้ก็ทำอย่างนี้ได้เหมือนกัน เราเอาขยะ เอาขี้หมา เอาซากเอาศพเน่าทิ้งลงไปที่โคนต้น ประเดี๋ยวรากก็จัดการเอง เปลี่ยนของที่เน่าเหม็นให้กลายเป็นดอกไม้ที่สวยงามหรือผลไม้ที่อร่อยได้
        พวกเรา เคยไปเมืองจีนไหม ปุ๋ยที่เอามาทำสวน จนได้ผักใบงามๆ ผลไม้ลูกใหญ่ๆ ล้วนมาจากขี้ทั้งนั้น ที่เมืองจีนส้วมจะมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร คือไม่มีประตู มีแต่ฝาคั่นเป็นช่องๆ เวลาจะถ่ายเราก็หันหน้า ส่วนอุจจาระก็จะหล่นลงไปในราง แล้วชาวบ้านจะกวาดเก็บอุจจาระเหล่านี้มาทำปุ๋ย สวนผลไม้ สวนผักชอบปุ๋ยแบบนี้มาก อันนี้คือความสามารถของต้นไม้ ทั้งใบทั้งรากสามารถเปลี่ยนขยะปฏิกูลให้กลายเป็นของดีขึ้นมาได้
          เวลาเราเดิน หากเราเดินช้าๆ จะช่วยให้ชีวิตเราเร่งรีบน้อยลง ชีวิตคนเราสมัยนี้เร่งรีบมาก เราเร่งรีบเพื่อจะได้ไปทำอีกอย่างหนึ่ง พอทำงานชิ้นที่ ๒ เราก็เร่งรีบอีกเพื่อไปทำงานชิ้นที่ ๓ กับชิ้นที่ ๓ เราก็เร่งรีบอีก กลายเป็นว่าเราเร่งรีบเพื่อจะไปเร่งรีบอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรนอกจากนี้ ผลก็คือเรา กลายเป็นคนไม่มีเวลาว่าง แม้แต่ไปเที่ยวธรรมชาติก็รีบๆ คนสมัยนี้มีเครื่องทุ่นแรงทุ่นเวลามากมาย เพื่อทำอะไรให้เร็วๆ ให้เสร็จไวๆ แต่สุดท้ายก็ไม่มีเวลาว่างเลย ไม่มีเวลาแม้แต่จะพักผ่อน หรือมีเวลาให้กับพ่อแม่ลูกหลาน ตรงกันข้ามกับชาวบ้าน ชาวบ้านไม่ค่อยมีเครื่องทุ่นแรงทุ่นเวลา จะทำอะไรแต่ละอย่างๆ ใช้เวลามาก ไม่ว่า การเดินทาง การหุงหาอาหาร การตักน้ำ แต่ทำไมเขามีเวลาว่างเยอะ ลองสังเกตก็จะเห็นว่า เขามีเวลานอนเล่น กลับถึงบ้านเขาก็มีเวลาอยู่กับลูกกับหลาน ส่วนคนเมืองกลับไม่มีเวลาว่างทั้ง ๆ ที่รีบทุกอย่าง แปลกไหม ยิ่งรีบ กลับไม่มีเวลาว่าง ส่วนคนไม่รีบ กลับมีเวลาว่าง เราลองสังเกตดู
        มาเดินธรรมยาตรา เราบ่นว่าใช้เวลาเดินเยอะเหลือเกิน ถ้านั่งรถครู่เดียวก็ถึงแล้ว แต่สิ่งที่เราสูญเสียไปกับการเร่งรีบนี้มีเยอะมาก เราเคยคิดบ้างหรือเปล่า การเร่งรีบดูเหมือนจะทำให้ประหยัดเวลา แต่นับวันเวลาว่างเรากลับมีน้อยลง การเร่งรีบยังทำให้เราสูญเสียหลายอย่าง เช่น สูญเสียความสงบใจ สูญเสียโอกาสที่จะเพ่งพินิจธรรมชาติตามรายทาง รวมทั้งสูญเสียโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับผู้คน ไม่มีโอกาสพูดคุยกับผู้คน เดี๋ยวนี้เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ เรารู้จักแต่สถานที่ โดยเฉพาะย่านช็อปปิ้ง แต่เราแทบไม่รู้จักกับผู้คนที่เป็นเจ้าของประเทศเลย เพราะเราไปกันแบบรีบๆ เลยไม่ได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์หรือเรียนรู้จากผู้คน เวลาไปต่างประเทศก็อยู่โรงแรม พอย่างท้าวออกจากโรงแรมก็ขึ้นรถทัวร์ ถึงสถานที่ท่องเที่ยวก็ลงรถ เที่ยวๆ เสร็จกลับมาขึ้นรถทัวร์ กลับมาพักโรงแรม เราถ่ายรูปเพื่อบอกใครว่าได้ไปสถานที่โน้นสถานที่นี้ แต่เรารู้จักคนที่เป็นเจ้าของประเทศบ้างหรือเปล่า
       การขาดปฏิสัมพันธ์แบบนี้เป็นความขาดทุนอย่างหนึ่ง เพราะการมีปฏิสัมพันธ์กันทำให้เกิดความเข้าอกเข้าใจกัน รวมทั้งได้ซาบซึ้งกับน้ำใจของผู้คน เวลาเราเอาท้องฝากไว้กับคนอื่น มันจะทำให้เราเห็นน้ำใจของผู้คนมากขึ้น อย่างขบวนธรรมยาตรานี้ จะเรียกว่าเราเอาปากท้องฝากไว้กับชาวบ้าน กับผู้คนสองข้างทางก็ได้ เมื่อไรก็ตามที่เราทำอย่างนี้ เราจะเห็นน้ำใจของผู้คน คนที่นั่งรถ คนที่ทำอะไรเร็วๆ ไปถึงที่หมายเร็วๆ หรือนั่งรถทัวร์ จะไม่มีโอกาสได้สัมผัสน้ำใจแบบนี้เลย ประสบการณ์แบบนี้เป็นสิ่งมีค่า และอาจตราตรึงใจเราได้ไม่น้อยกว่าการได้เห็นสถานที่แปลกๆ ก็ได้
          การได้เห็นสถานที่แปลกๆ ส่วนใหญ่ก็แค่ประทับไว้ในภาพถ่าย อาจถ่ายเป็นพันรูปแต่ไม่ได้กลับมาดูเลยก็ได้ หรืออาจจะดูแค่วันสองวันแล้วก็ลืมไป แต่สิ่งที่จะประทับอยู่ในใจเรานานก็คือเมตตาของผู้คน โดยเฉพาะเวลาตกระกำลำบากเราจะซาบซึ้งน้ำใจของเขามาก เวลาประสบความยากลำบากในต่างแดนแล้วมีคนช่วยเรา เราจะจำหน้าเขาได้ไม่ลืม ทุกวันนี้อาตมายังจำหน้าคนหลายคนที่ช่วยอาตมาตอนมีปัญหาได้ หากเราอยู่แต่ในบ้านเราจะไม่รู้สึกแบบนี้ เพราะเวลาเราอยู่บ้าน เราจะรู้สึกว่าเรามีทุกอย่าง เราเป็นใหญ่ในบ้าน ทุกอย่างเรียบร้อยเลิศเลอเพอร์เฟ็ค สบาย เราจะรู้สึกว่าเราเป็นคนสำคัญ ทุกอย่างอยู่ในอำนาจของเรา แต่พอเราไปต่างแดน ตัวเราจะเล็กลง เพราะเราไม่ใช่เจ้าบ้าน ยิ่งเราตกระกำลำบาก เราจะได้พบกับน้ำใจผู้คน และหากเราไปช้า ๆ เราจะได้เรียนรู้จากผู้คน ได้มีโอกาสพูดคุยกับเขา ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น แม้จะต่างชาติ ต่างภาษา หรือต่างศาสนาก็ตาม
       การเดินจึงมีหลายมิติมาก การท่องเที่ยวด้วยการเดินไปช้าๆ ทำให้ได้เห็นธรรมชาติ ได้อาศัยธรรมชาติเป็นครู และได้รู้จักผู้คนต่างชาติต่างภาษาที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลย เจอกันเพียงครั้งเดียว แต่อาจซาบซึ้งน้ำใจของเขาไปตลอดชีวิตเลยก็ได้ 


******* 


กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org 

Wednesday, December 28, 2011

ให้ถูกจริต

ให้ถูกจริต
โดย หลวงพ่อชา  สุภัทโธ
ภาพจากอินเตอร์เน็ต







  



อารมณ์ของสมถกรรมฐานนี้
ถ้าไม่ถูกจริตของเรา มันก็ไม่สลด ไม่สังเวช
อันใดที่ถูกกับจริต อันนั้นก็จะประสบบ่อยๆ
มีความรู้สึกนึกคิดในอาการนั้นบ่อยๆ
แต่เราไม่ค่อยจะได้สังเกต
จึงควรสังเกตเพื่อให้ได้ประโยชน์
เปรียบเหมือนกับอาหาร
ที่เขาจัดมาให้สำรับหนึ่ง มันก็มีหลายอย่าง
เราก็ชิมไปทุกถ้วยทุกอย่าง

นั่นแหละ แล้วก็จะรู้เองว่า อาหารอย่างไหนที่เราชอบ
อย่างไหนที่เราไม่ชอบอย่างไหนชอบ
ก็ว่ามีรสชาติอร่อยกว่าอย่างอื่น
นี่พูดถึงอาหารนี่ก็เทียบให้เห็นกับจริตของคนเรา
กรรมฐานที่ถูกกับจริต มันก็สบาย 
           ******* 
ท่านรู้หรือยัง ว่าท่านจริตอะไร
มาทดสอบจริต ครับ  http://www.jirunghealthvillage.com/jarit6/
           *******
กิ่งธรรมจาก http://www.dhammathai.org

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ผู้ฝึกดี