Friday, January 13, 2012

วัตถุนิยม

วัตถุนิยม
โดยพุทธทาสภิกขุ 

วิดีทัศน์ ชีวิตนี้มีค่า

          เดี๋ยวนี้เรามาพิจารณาเรื่องวัตถุนิยมโดยเฉพาะ ในฐานะเป็นศัตรูอันร้ายกาจ และท่านทั้งหลายที่ไม่เคยทราบความหมายของคำ ๆ นี้ ยังไม่เข้าใจคำ ๆ นี้ก็จะได้เข้าใจ เพราะว่าคำว่าวัตถุนิยม - วัตถุนิยมนี้ มันก็มีความหมายหลายแง่ หลายมุม หรือหลายลักษณะ.
          ความหมายแรกที่สุด วัตถุนิยมก็คือลุ่มหลงรสอร่อยของวัตถุ บูชารสอร่อยของวัตถุ เพราะมันง่าย; เด็ก ๆ คลอดออกมาจากท้องมารดา มันก็ง่ายที่สุดที่จะติดในรสของวัตถุ นับตั้งแต่น้ำนมของมารดาเป็นต้นมา จนของกินของอร่อยต่าง ๆ เป็นไปได้เอง ไม่ต้องมีใครสอนไม่ต้องส่งเสริม มันก็ยังเป็นไปเองได้. มันมีวัตถุนิยมรอคอย ที่จะจับตัวทารกที่คลอดมาจากท้องแม่ภายในไม่กี่วัน มันก็มีอำนาจครอบงำจิตใจ, เด็ก ๆ เหล่านั้นเติบโตขึ้นมาด้วยความลุ่มหลงในทางวัตถุ; เมื่อเจริญเติบโตขึ้น อายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีสมรรถภาพสูงขึ้น ก็ชวนให้ลุ่มหลงในรสอร่อยทางวัตถุลึกลงไปอีกทุก ๆ ทาง, เลยเสร็จมัน, ยักษ์วัตถุนิยมเอาตัวไปได้ คือไปบูชารสอร่อยของวัตถุ; นี้ก็เรียกว่าวัตถุนิยม.
          เราแม้ไม่ถึงขั้นนั้น มันก็พอใจในความสะดวกสบายทำนองนั้น แม้ไม่ถึงขนาดเป็นลึกซึ้งถึงกามารมณ์อันเหนียวแน่น; แต่เพียงแต่ความสะดวกสบายในทางวัตถุ มันก็ชวนให้เป็นวัตถุนิยม. ต้องการจะบำรุงบำเรอด้วยวัตถุให้มีความสะดวกสบายเพียงเท่านั้นแหละ มันก็ทำให้คนเป็นวัตถุนิยมได้, ไม่ต้องถึงกับเรื่องกามารมณ์อันลึกซึ้ง; รวมกันเข้าทั้งสองอย่าง ก็เลยมนุษย์ส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ใต้อำนาจของวัตถุนิยม : พวกหนึ่งลึกลงไปถึงรสอร่อยทางกามารมณ์ ก็เป็นวัตถุนิยม, พวกหนึ่งเอาเพียงแค่ความสะดวกสบายทางกาย เพียงมีห้องปรับอากาศ หรือมีรถราอะไรที่มันสะดวกสบายแล้วก็พอใจหลงใหล นี้ก็ยังเป็นวัตถุนิยม.
          ทีนี้ คนก็รู้จักแต่ความงามทางวัตถุ ไม่รู้จักความงามในทางจิตใจ; รู้จักค่านิยมแต่ในทางวัตถุ ไม่รู้จักค่านิยมในทางจิตใจ. นี่รู้จักความงามและค่านิยมกันแต่ในทางวัตถุ ความงามทางจิตใจนั้นไม่รู้จัก; แล้วจะฟังไม่ถูก เช่นคำว่าธรรมะมีความงดงามในเบื้องต้น มีความงดงามในท่ามกลาง มีความงดงามในเบื้องปลาย นี่พวกเหล่านี้ฟังไม่ถูก. อย่าว่าแต่ ชาวบ้านญาติโยม แม้แต่พระเณรที่อยู่ในวัดก็ยังฟังไม่ถูกว่าธรรมะมีความงดงามในเบื้องต้น, ในท่ามกลางและในเบื้องปลายอย่างไร; เพราะมีจิตใจรู้จักแต่เรื่องทางวัตถุ และความสะดวกสบายทางวัตถุ จึงไม่พอใจและหลงรักในธรรมะ. แม้จะมีความงดงามอย่างยิ่ง ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านทรงยืนยันไว้เอง ว่าธรรมะนี้มีความงดงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย, ซึ่งสวดกันอยู่ทุกวันนั่นแหละ อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง ปริโยสานกัลยาณัง. พระพุทธองค์ทรงกำชับว่าเธอทั้งหลายจงเผยแผ่ธรรมะ ประกาศธรรมะ ให้มีความงดงามทั้งเบื้องต้น ทั้งท่ามกลางและเบื้องปลาย. เดี๋ยวนี้ธรรมทูตธรรมทายาทของเรา รู้จักความงามของธรรมะ เบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลายหรือไม่? ถ้าไม่รู้ มันก็ไม่รู้ว่าจะไปเผยแผ่ธรรมะให้มีความงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลายได้อย่างไร; รสนิยมหรือค่านิยมมันยังไกลกันอย่างนี้ ก็เดี๋ยวนี้คนก็รู้จักความงามและค่านิยมแต่ในทางวัตถุ, ภาวะอย่างนี้ก็เรียกว่าวัตถุนิยม.
          ทีนี้มาถึงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ การตรากฎเกณฑ์ บัญญัติกฎเกณฑ์ บันทึกประวัติ ทำอะไรที่เป็นหลักฐานเป็นเรื่องเป็นราวนี้ ก็บันทึกกันได้แต่ทางวัตถุ เพราะไม่รู้เรื่องทางจิตใจ; ฉะนั้น ตำรับตำราอันมหาศาล, กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่บัญญัติสร้างกันขึ้นมา มันก็เป็นเรื่องทางวัตถุไปหมด; แล้วก็หลงว่านี้หมดแล้ว สูงสุดกันเท่านี้ ไม่มีเรื่องอะไรนอกไปจากนี้. นี่การบันทึกประวัติศาสตร์นั้นน่าหัวเราะที่สุด มันก็บันทึกกันได้แต่เรื่องทางวัตถุ หรือแสดงออกมาทางวัตถุทางจิตใจมันไม่มีเลย.
          ทีนี้ที่ว่าจะเป็นนักปราชญ์จะบัญญัติความจริงของธรรมชาติ เรื่องนั้นเรื่องนี้ก็บัญญัติได้แต่เพียงเรื่องทางวัตถุที่ผิวเผิน, ไม่รู้และไม่ได้บัญญัติลึกซึ้งลงไป ถึงกับเรื่องทางจิตหรือทางธรรมะ. แล้วก็ยึดหลักอันนี้ที่บัญญัติขึ้นมาอย่างหลับตา มี วัตถุเป็นหลักนี่ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นคัมภีร์เป็นตำรับตำราอะไรที่ถูกต้อง ก็ยึดเป็นหลัก, มันก็เป็นวัตถุนิยมหนักขึ้นไปอีก กระทั่งในที่สุดมีทิฏฐิความคิดความเห็นความเชื่ออันแน่นแฟ้นว่า วัตถุเป็นเครื่องนำจิต ตามหลักที่เรียกว่า dialectic materialism, dialectic materialism ลัทธิวัตถุนิยมที่ถึงพร้อมด้วยเหตุผลที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าวัตถุนั้นนำจิต, ก็อย่างที่พวกคอมมิวนิสต์เขาถือเป็นหลักใหญ่ ว่าถ้าวัตถุดีแล้วก็ดีหมด, อะไรก็ดีหมด เพราะว่าวัตถุมันจะนำจิตใจให้ดี, ฟังดู ถ้าวัตถุดี แล้วมันจะนำจิตใจให้ดี; เดี๋ยวนี้เราก็เห็น ๆ กันอยู่แล้วไม่ใช่หรือว่าวัตถุนั้นมันนำจิตให้ไปจมปลัก, ให้มันตกจมอยู่ในวัตถุ ในปลักหนองของวัตถุ, วัตถุนำจิตมันนำไปอย่างนั้น. พวกนั้น เขาอ้างว่าวิวัฒนาการทั้งหลายในสากลจักรวาลนี้ วัตถุนำจิต, วัตถุดีแล้วจิตดี นี้มันฝืนหลักธรรมชาติ, มันหลอก หลอกลวงอย่างยิ่ง, วัตถุจะเป็นเครื่องนำจิต มันก็เป็นเรื่องที่เหลือเกิน. แต่เขาก็ยังหาเหตุผลมาพิสูจน์กันได้ จนให้ทุกคนลุ่มหลงมีความเชื่ออย่างนั้น แล้วมาร่วมแรงร่วมกำลังระดมกันพัฒนาวัตถุเป็นการใหญ่, แล้วเขาก็จะครองโลก; คอมมิวนิสต์จึงคิด จะครองโลกด้วยการพัฒนาทางวัตถุ.
          ส่วนหลักธรรมะนั้น มันไม่เป็นอย่างนั้น, มันตรงกันข้าม. มันมองเห็นข้อเท็จจริง หรือความจริงว่า จิตมันนำวัตถุ, ไม่ใช่ วัตถุนำจิต : ความคิดนึกเป็นไปก่อนแล้ววัตถุจึงจะเกิดขึ้นและเป็นไปตาม. ในร่างกาย ของเรานี้มีจิตเป็นเครื่องนำ ให้ ร่างกายเจริญงอกงามออกมายิ่งขึ้น; เมื่อร่างกายเจริญงอกงามแล้ว มันก็ส่งเสริมจิตจริงเหมือนกัน. ในร่างกายที่ดี ที่ สบาย ที่มีอนามัยสุขภาพดี จิตมันก็ดี; นี้ก็จริงเหมือนกัน แต่ถ้าจะถามว่า อะไรเป็นเครื่องนำอะไรกันแล้ว ก็ดูดี ๆ ว่าวัตถุนำจิตหรือว่าจิตนำวัตถุ; ตามหลักพระพุทธศาสนา เราถือว่าจิตนำวัตถุ ต้องทำจิตให้ถูกต้องแล้วทางกายหรือทางวัตถุก็จะพลอยถูกต้องไปตาม; ข้อนี้มันน่าจะเห็นกันได้ง่าย ๆ, ถ้าเราอย่าไปหลงการหลอกของพวกวัตถุนิยมแล้วเราก็จะเห็นได้ว่า จิตมันนำวัตถุ; เราจึงพัฒนาจิตให้มันถูกต้อง แล้ววัตถุหรือร่างกายนี้มันก็จะถูกต้องเป็นไปตาม. ดังนั้นความเชื่อ ความคิด ความเห็นที่เชื่อว่าวัตถุนำจิตนั่นแหละคือวัตถุนิยม; นี้ก็เป็นลักษณะหนึ่งของวัตถุนิยม.
          พวกนี้ พวกที่นิยมวัตถุนี้เขาเชื่อกันว่า ถ้าเราทำการพัฒนาทำให้เจริญนั้น, การพัฒนาหรือการทำให้เจริญนั้นมันขึ้นอยู่ กับวัตถุ โดยมุ่งแต่จะพัฒนาหรือให้เจริญทางวัตถุ ซึ่งมีผลมหาศาลออกมาเป็นที่พอใจมากมายได้เหมือนกัน; แต่มันเสียสมดุลในการที่ว่าจิตจะนำวัตถุ มันไม่สมดุล, มันก็ถูกให้วัตถุนำไป, เฮ เฮ เฮกันไปทางวัตถุ. ฉะนั้นการที่ถือว่าความเจริญหรือการพัฒนาขึ้นอยู่กับวัตถุนั้นแหละ คือวัตถุนิยม, เป็นความคิดที่เป็นวัตถุนิยม; ฉะนั้นการพัฒนาวัตถุจนท่วมโลก พัฒนากันจนโลกเป็นทาสของวัตถุนิยม, นั่นแหละคือวัตถุนิยม.
          แล้วเขาก็บูชาวัตถุนิยม เป็นลัทธิที่จะช่วยให้รอดได้ก็บูชาวัตถุนิยมอย่างเป็นสิ่งสูงสุด, นับตั้งแต่บูชาความเอร็ดอร่อยทางกามารมณ์ ทางวัตถุเป็นพระเจ้า, หรือยึดถือเอากฎเกณฑ์บัญญัติทั้งหลายที่บัญญัติไว้ โดยอาศัยหลักทางวัตถุเป็นพระเจ้า. การมีวัตถุเป็นพระเจ้านั้นแหละคือลัทธิวัตถุนิยม, เอาวัตถุเป็นสิ่งสูงสุด จึงมีการจมอยู่ในความหลอกลวงของวัตถุอย่างหลับหูหลับตา, พัฒนาวัตถุจนเป็นทาสของวัตถุ.
          ระวังให้ดี ๆ ผู้ที่ชอบวัตถุและพัฒนาทางวัตถุนั้นอย่าให้มันไปถึงขนาดว่า พัฒนาจนตัวเองตกเป็นทาสของวัตถุ; นี่พุทธบริษัทจะต้องระมัดระวัง มิฉะนั้น จะสูญเสียศักดิ์ศรีของความเป็นพุทธบริษัทจนหมดสิ้น.
          ลักษณะดังที่กล่าวมานี้เรียกว่าวัตถุนิยม คือบูชาความเอร็ดอร่อยจากวัตถุ, เห็นวัตถุเป็นสิ่งสำคัญ จะเป็นเครื่องนำจิต พัฒนาจิต ก็คือพัฒนาทั้งหมดแล้วก็บูชาวัตถุหรือกฎเกณฑ์ ทางวัตถุเป็นพระเจ้า มันมีลักษณะอย่างนี้. รวมความแล้วก็ คือวัตถุเป็นใหญ่ วัตถุเป็นหลัก วัตถุเป็นความจริง เอาจิตเป็นเรื่องเหลวไหลหลอกลวง เป็นเพียงปฏิกิริยาทางวัตถุ.
          วิทยาศาสตร์มีส่วนช่วยให้เกิดความคิดเช่นนั้น, พลังงานนี้มันเป็นผลออกมาจากสสาร ก็เลยว่าสสารนั้นแหละทำให้เกิดพลังงาน. กายนี้แหละให้เกิดจิตหรือพลังของจิตทางวิทยาศาสตร์มันก็ชวนให้คิดอย่างนั้น ชวนให้เชื่ออย่างนั้น; มันก็เกิดความยุ่งยากลำบาก แก่พวกที่จะชี้แจงว่า จิตนี้มันนำวัตถุ.
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment