Sunday, January 15, 2012

หยุดการปรุงเสียได้ จะเป็นชีวิตเย็น

 เพาะธรรม เพาะใจ
..........
หยุดการปรุงเสียได้ จะเป็นชีวิตเย็น
โดย พุทธทาสภิกขุ 

 
          ชั่วหรือดีนั้นมันอยู่ในวิสัยแห่งการปรุง, ปรุงแล้วก็มีผลเป็นชั่วเป็นดี. พอไม่มีการปรุงนั้นแหละ มันจึงไม่มีชั่วไม่มีดี, พ้นชั่วพ้นดี เหนือชั่วเหนือดี. นิพพานคือภาวะที่อยู่เหนือชั่วเหนือดี; เมื่อจิตเข้าไปถึงภาวะนั้นแล้ว จะไม่มีความทุกข์เลย. ชั่วก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ, ดีก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ, พอไปยึดถือเข้าแล้วมันกัดเอาทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าชั่วหรือไม่ว่าดี จึงปัดไปหมดเลยว่า ทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์.
          คำว่าอัปรีย์ แปลว่า ไม่น่ารัก, ปรียะ หรือปรีย์ แปลว่าน่ารัก, อัป แปลว่าไม่ อัปรีย์ แปลว่าไม่น่ารัก, ทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์ หมายความว่าทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่ไม่น่ารัก; ไปรักมันเข้ามันจะกัดเอา. เรื่องชั่วนี้มันไม่มีใครรักอยู่แล้ว; แต่เรื่องดีนั้นก็มีคนรัก จนเป็นบ้า, ระทมทุกข์เพราะว่าไปยึดมั่นในความดี เรียกว่าไม่หลุดพ้น เข้าไปติดอยู่ในกองทุกข์.
          ฉะนั้นอย่าไปยึดเป็นตัวตน เป็นของตน ทั้งความชั่วและความดี คือไม่ปรุง, ไม่ปรุงให้เกิดความรัก ความยึดถือ ทั้งในความชั่วและความดี. นี้เรียกว่าไม่ปรุง คือวิสังขาร; ที่ปรุงมาแล้วทุกอย่าง ๆ ๆ นั้นก็เป็นสังขาร ก็ไหลเรื่อยไป, มีลักษณะแห่งความทุกข์เรื่อยไป. เดี๋ยวนี้วิสังขารก็คือตรงกันข้าม ไม่มีอวิชชาเหลืออยู่ แล้วก็ไม่มีความหมายมั่นเรื่องตัวตน เรื่องของตน มันก็ไม่ปรุงอะไรขึ้นมาสำหรับจะรัก จะโกรธ หรือจะเกลียด หรือจะกลัว หรือจะทรมานใจทุก ๆ อย่าง.
          นี่เรื่องนี้เราไม่ค่อยจะสนใจกัน ว่าความสิ้นสุดแห่งความทุกข์นั้นคือ ความไม่ปรุง, เป็นวิสังขาร คือความไม่ปรุง; ครั้นไม่ปรุงแล้วมันก็ไม่เป็นชั่ว ไม่เป็นดี. ชั่วหรือดีนี้มันอยู่ที่การปรุง, มันอยู่ในขอบเขตของการปรุง, ถ้ามันออกไปนอกขอบเขตของการปรุงแล้ว มันไม่มีชั่ว มันไม่มีดี นั่นแหละคือความหลุดพ้นเป็นกรรมที่สี่ ซึ่งไม่มีสอนในศาสนาอื่น มีสอนแต่ในศาสนาของพระพุทธเจ้า. แต่เราก็ไม่ค่อยจะเอามาสอนกัน เรื่องกรรมที่สี่ กรรมที่ไม่ปรุงให้เป็นดีหรือเป็นชั่ว. เราสอนกันแต่เรื่องกรรมที่เป็นชั่วและเป็นดี, แล้วสอนให้ยึดมั่น มั่นหมายติดอยู่ในกรรมดี แล้วมันก็กัดเอา.
          คนที่เป็นโรคประสาททั้งหมดก็ว่าได้ เพราะยึดมั่นในความดีทั้งนั้นแหละ, ไม่ได้เป็นเพราะยึดมั่นในความชั่ว. ความวิตกกังวล ทั้งหลายมาจากความยึดมั่นในความดี, ถึงความอิจฉาริษยา ก็มาจากความยึดมั่นถือมั่นในความดี. ฉะนั้นเป็นโรคประสาทกัน ก็เพราะว่ายึดมั่นถือมั่นในความดี นั่นแหละเรียกว่าความดีมันกัดเอา เรายังอยู่ใต้อำนาจของความดี มันก็กัดเอา คือมันทำให้เราปรุงเรื่อย ทนทรมานเรื่อย แล้วเมื่อไม่ได้อย่างที่ต้องการ มันก็เป็นโรคประสาท เป็นบ้า หรือตาย.
          นี่เรารู้เรื่องกันแต่ฝ่ายการปรุง แล้วหลงใหลอยู่แต่ในฝ่ายการปรุง, ไม่ประสีประสาในเรื่องที่นอกออกไปจากการปรุง คือไม่ปรุง เรียกว่าวิสังขาร. ดังนั้นเราจึงมีเรื่องเพียงสองเรื่อง ที่เราจะต้องรู้ให้ดีคือ สังขาร กับวิสังขาร : สังขารคือเรื่องความทุกข์ทั่วไป เหตุให้เกิดทุกข์ทั่วไป, วิสังขารนั้นก็คือนิพพาน ไม่ปรุง ไม่มีทางที่จะเกิดความทุกข์ได้ เป็นนิพพาน. นิพพานแปลว่าเย็น เมื่อไม่ปรุงจึงจะเย็น; ถ้าปรุงแม้ปรุงดีก็ยังไม่เย็น มันก็วุ่นวายไปตามแบบของความดี มันร้อนแบบไม่แสดงอาการ, มันร้อนเพราะยึดมั่นถือมั่น. ที่จริงความดีมันไม่ทำอะไรเอา; ความดีก็สักว่าความดี, ความชั่วก็สักว่าความชั่ว, แต่ถ้าไปยึดถือเข้ามันจะกัดเอา.
          ฉะนั้น พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านก็ไม่ยึดถือแม้ในความดี; แม้ความดีจะมีมา หรือท่านจะได้รับทะนุบำรุงบำเรอ บูชาอย่างไร มันก็ไม่ทำให้เกิดความดี ชนิดที่ทำให้ท่านจะต้องเดือดร้อนและเป็นทุกข์. นี้เรียกว่าอยู่ฝ่ายวิสังขาร ฝ่ายไม่ปรุง, เหนือการปรุง, เรื่องมันจบ. เรื่องสังขารนี้ ปรุงให้มันมาก ๆ ๆ นับยืดยาว ไม่หวาดไม่ไหว ตั้งต้นเมื่อไร จบเมื่อไร รู้มันยาก; แต่ถ้าวิสังขารแล้วมันจบทันที คือมันไม่ปรุง, มันหยุด, หยุดปรุงมันก็เย็น.
          คำว่านิพพานคำนี้ ตัวหนังสือแปลว่า เย็น, เย็นเพราะไม่มี ของร้อน คือโลภะ โทสะ โมหะ; เพราะไม่มีการปรุง จึงไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ, ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นของร้อน ชีวิตนี้ก็เย็น, มันก็เลยพูดได้เป็นคู่กันว่า สังขารเป็นชีวิตร้อน เพราะมันปรุง, วิสังขารเป็นชีวิตเย็น เพราะมันไม่ปรุง.
          นี่เรื่องทั้งหมดของพระพุทธศาสนา โดยสรุปแล้ว มันเหลืออยู่เพียงสองคำเท่านั้น ว่าสังขารกับวิสังขาร.
          นี้ดับการปรุง หยุดการปรุง ไม่ต้องตาย. อาตมาสังเกตเห็นว่า ไปที่ไหนในงานศพ ไปสวดศพก็ดี หรือว่าไปอย่างอื่นก็ดี ที่ได้ยินคำพระสวดว่า เตสํ วูปสโม สุโข สังเกตดูผู้ฟังเข้าใจผิดกันทั้งนั้น แหละ, เข้าใจผิดว่า ตายอยู่ในโลงนั่นแหละเป็นสุข. อนิจฺจา วต สงฺขารา –สังขารไม่เที่ยงหนอ. เขาไม่แปลนี่, เขาเอาสังขารเป็น สังขารร่างกายเสียหมดนี่. พระสวดว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา สังขารไม่เที่ยงหนอ; ชาวบ้านผู้ฟังก็ฟังว่า ร่างกายนี้ไม่เที่ยง ที่จริงพระบาลีไม่ใช่ว่าอย่างนั้น; พระบาลีว่าการปรุง หรือสิ่งปรุง หรือของปรุงน่ะ, สังขารทั้งหลายคือสิ่งที่มีการปรุงทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ; เกิดขึ้นแล้วดับไป.
          ทีนี้ก็ เตสํ วูปสโม สุโข เข้าไประงับเสียซึ่งสังขารทั้งหลายเป็นความสุข; ไม่ใช่ว่าดับร่างกาย ดับสังขาร แล้วมานอนในโลงแล้วเป็นความสุข. ท่านบอกว่าไม่ปรุง, หยุดปรุงที่ไหน เมื่อไรก็ได้ จะเป็นความสุข; แต่เอามาสวดผิดกาละ ผิดเวลา ผิดสถานที่ เอามาสวดเมื่อมีคนนอนอยู่ในโลง. คนฟังก็เข้าใจว่า เมื่อเข้าไปนอนอยู่ในโลง มันก็ต้องสังขาร คือเป็นความสุข. ที่แท้พระบาลีนี้ไม่ได้หมายความ อย่างนั้น, ว่าดับสังขารเสีย คือหยุดปรุงเสีย ที่ไหนก็ตามใจ ที่อื่นก็ได้ แล้วจะไม่มีความทุกข์ จะมีความสุข. พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสคำนี้ไว้ สำหรับมาสวดเมื่อคนนอนอยู่ในโลง. ท่านตรัสไว้เป็นหลักทั่วไป ที่ไหน เมื่อไรก็ได้; ถ้าปรุงจะต้องเป็นทุกข์, ระงับเสียซึ่งการปรุง คือสังขารทั้งหลายนั้นจะเป็นสุข.
          หวังว่าไปฟังพระสวดศพ อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโข. ถ้าได้ยินคำนี้ แล้วก็ขอให้จับใจประทับใจว่า หยุดการปรุงเสียเป็นความสุข; ไม่ใช่ว่าตายนอนในโลง แล้วจะเป็นความสุข. เดี๋ยวจะได้ชวนกันฆ่าตัวตายไปนอนในโลงเป็นความสุข.
          นั่นน่ะคือ วิสังขาร หยุดการปรุงเสีย; แม้ครัวก็หยุดปรุงแกงเสีย ก็ไม่ต้องมีเรื่องยุ่งวุ่นวาย, คนทั้งหลายก็หยุดการปรุงแต่งชีวิตนั่นนี่เสีย มันก็เป็นความว่าง ความหยุด ความเย็น ความสงบ ความเป็นอิสระ, ไม่ต้องหมุนไปตามกรรม, ไม่ต้องเวียนว่ายไปตามกรรม. กรรมนั้นคือการปรุง, ไม่ปรุงก็ไม่มีกรรม. ไม่ทำกรรมแล้วมันก็ไม่มีปัญหา ไม่เกิดกิเลส ไม่เกิดความทุกข์ นี่ฝ่ายวิสังขาร.
          ฝ่ายสังขารคือการปรุง ฝ่ายวิสังขารคือการไม่ปรุง, สังขตะคือสิ่งที่ถูกปรุง, อสังขตะคือสิ่งที่ไม่ถูกปรุง มันมีสองสิ่งเท่านั้นในจักรวาล แห่งพระพุทธภาษิต. คำสั่งสอนในพระไตรปิฎก มันมีอยู่สองเรื่อง คือเรื่องปรุงกับเรื่องไม่ปรุง. ฉะนั้นจึงถือว่าเป็นธรรมะเล่มน้อย ธรรมะเล่มเล็ก ๆ ย่อให้สั้นที่สุด เหลือแต่คำพูดเพียงสองคำว่า ปรุงกับไม่ปรุง : ปรุงนั้นคือกระทำไปด้วยอวิชชา, ไม่ปรุงทำไปด้วยวิชชา ต้องการอะไร อยากได้อะไร แล้วทำอะไร กินอะไร ใช้อะไร ก็ตามเถอะ ขอให้ทำไปด้วยวิชชา. อย่าหมายมั่นเป็นตัวกูเป็นของกู มันก็ไม่ปรุง.
          เราจะทำอะไร จะไปที่ไหน จะมาที่ไหน จะกินอะไร จะใช้อะไร จะเก็บอะไร จะรักษาอะไร จะสะสมอะไร ก็อย่าให้เป็นการปรุง, คืออย่าทำด้วยอวิชชา ให้ทำไปด้วยสติปัญญา ว่าทำอย่างนั้นเพื่อประโยชน์อย่างนั้น, ทำอย่างนั้นเพื่อประโยชน์อย่างนั้น, เพื่อความสะดวกอย่างนั้น; แล้วก็ไม่เอาเป็นของเราดอก ทั้งความสุข ความสะดวก ความอะไรก็ตาม เป็นเรื่องของธรรมชาติไปหมด.
          จิตนี้ต้องการแต่จะไม่เป็นทุกข์อย่างเดียว, ที่เรียกว่าเราตัวเรานี้ มันไม่มีอะไรนอกจากจิต. จิตมันคิดเอาเอง ว่าเราว่าของเรา เมื่อยังโง่อยู่ จิตมันก็เป็นตัวเรา เป็นของเรา; พอมันถึงที่สุดฉลาดแล้ว มันก็เหลือแต่จิต ไม่มีความคิดว่าตัวเราหรือของเรา; อย่างนี้เรียกว่า จิตมันหลุดพ้นแล้ว จากความยึดถือว่าตัวเรา ว่าของเรา. นี่คือจิตที่หมดการปรุง เรียกว่า วิสงฺขาร คตํ จิตฺตํ –จิตนี้ถึงแล้วซึ่งวิสังขาร คือการไม่ปรุง; ไม่ต้องตาย, ไม่ต้องตายเข้าโลง, จิตไม่ปรุง จิตหยุดหมดแล้วซึ่งสังขาร ดับสังขาร คือการปรุงแล้ว.
          ส่วนดับสังขารคือดับร่างกาย คือการตายนั้น ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง, คนละเรื่อง นั้นมันเป็นธรรมดา แม้เราจะรู้อะไร หรือไม่รู้อะไร มันก็เป็นไปอย่างนั้น. สัตว์เดรัจฉาน, มันก็ดับสังขารของมันได้ ตามแบบของสัตว์เดรัจฉาน มนุษย์มันควรจะทำได้ดีกว่านั้น คือดับสังขารชนิดที่เป็นจิต, เป็นภายใน เป็นเครื่องปรุงให้เกิดสุขทุกข์ในภายใน เรียกว่าสังขารชนิดที่เป็นภายใน ที่ละเอียดที่เข้าใจยาก ที่ต้องศึกษากันมากหน่อย. อย่าให้เกิดการปรุงในกระแสแห่งจิตใจ แล้วมันก็เย็น เย็นโดยที่ไม่ต้องตาย; ครั้นไปถึงวาระที่ร่างกายมันจะต้องตาย นี้เป็นสังขารวัตถุ สังขารร่างกายนี้ มันก็ต้องดับไปตามธรรมดา.
          เมื่อไม่มีการปรุงว่าตัวเรา ไม่มีการปรุงว่าของเรา สังขารมันก็ตายไปตามธรรมดา, สังขารร่างกายมันแตกดับไปตามธรรมดา. สังขารฝ่ายจิตไม่มีการปรุง ว่านั่นเป็นของเรา นี่ก็เรียกว่า ออกมาเสียได้จากความตาย, จิตออกมาเสียได้จากการปรุงจิตไม่คิด ปรุงว่าเราตาย เราอยู่ เราได้ เราเสีย เราแพ้ เราชนะ หรือเราอะไรก็ตาม. นี่จิตออกมาเสียได้จากการปรุง โดยประการทั้งปวงก็ไม่เป็นทุกข์.
******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment