Friday, January 20, 2012

ความเห็นแก่ตัวเป็นอันตรายมาก

ความเห็นแก่ตัวเป็นอันตรายมาก
 โดยพุทธทาสภิกขุ


        ความเห็นแก่ตัวนี้เป็นอันตราย เป็นศัตรูร้ายยิ่งกว่าสิ่งใดของมนุษย์; เพราะเห็นแก่ตัวนั่นแหละมันจึงเกิดความโลภ, เมื่อมี อะไรมาทำให้โลภ มันเกิดความโกรธ, เมื่อมีอะไรมาทำให้โกรธ, เกิดความโง่ ในเมื่อมีอะไรมาทำให้โง่. มันเป็นผลแห่งการที่ควบคุมสัญชาตญาณไว้ไม่ได้.
          เรื่องนี้สำคัญมาก ควรจะทราบไว้เป็นหลักเกณฑ์ว่าชีวิตทุกชนิด ชีวิตระดับมนุษย์ ชีวิตระดับสัตว์เดรัจฉาน ชีวิตระดับต้นไม้ต้นไล่, มันมีสัญชาตญาณ คือความรู้สึกเกิดได้เอง โดยไม่ต้องอบรมสั่งสอนอะไร; เช่นความรู้สึกว่ามีตัวตนเป็นตัวตนนี้ก็มี, ไม่มีชีวิตมันก็ไม่รู้จะดำเนินอยู่อย่างไร มันมีสัญชาตญาณว่ามีตัวตน มีตัวฉัน, แล้วมันก็ต้องเกิดสัญชาตญาณที่ จะต้องกินอาหาร จะต้องแสวงหาอาหาร จะต้องต่อสู้เมื่อควรต่อสู้ จะต้องหนีภัยเมื่อควรหนีภัย; นี้มันเป็นได้ในสิ่งที่มี ชีวิต แม้ในระดับต้นไม้.
          อย่าไปพูดเขลา ๆ ตาม ๆ กันว่า ต้นไม้ไม่มีจิต ไม่มีวิญญาณ; มันก็มีความรู้สึกตามระดับอันน้อยอันต่ำของต้นไม้, มันมี ความรู้สึกในความหมายอย่างเดียวกัน คือมันต้องการจะมีอยู่, มันต้องการจะคงชีวิตอยู่ มันจึงมีการสืบพันธุ์มีเจตนาที่จะสืบพันธุ์, แล้วมันก็มีเจตนาที่จะหล่อเลี้ยงชีวิต มันก็จะต่อสู้กับสิ่งทุกสิ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต, แล้วก็จะป้องกันสิ่งที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต; อย่างนี้เป็นเสมอกันหมด มันเป็นสัญชาตญาณที่จำเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามันขาดเสียแล้วชีวิตมันเป็นไปไม่ได้. นี้เรียกว่าสัญชาตญาณพื้นฐาน, เป็นความรู้ที่ได้เกิดเองตามพื้นฐาน, เป็นพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ขาดสัญชาตญาณแล้ว ชีวิตมันก็ไม่มีรากฐานอะไร มันก็อยู่ไม่ได้.
          เอ้า ทีนี้สัญชาตญาณนี่แหละ มันมีปัญหาว่าควบคุมไว้ได้หรือไม่? ควบคุมให้ดำเนินไปถูกต้องได้หรือไม่? ถ้าไม่มีการควบคุมที่ถูกต้อง สัญชาตญาณมันก็เปลี่ยนไปเป็นกิเลสคือความเห็นแก่ตนตามธรรมดาที่ถูกที่ควรนั้น มันก็เปลี่ยนไปเป็นเห็นแก่ตน, มันรุนแรงเป็นความเห็นแก่ตน; นี่คือเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งปวง, เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์.
          ตามหลักพุทธศาสนาถือว่า อัตตวาทุปาทาน-เป็นยึดมั่นหมายมั่นว่ามีตัวมีตน มีของกู มีตัวกู เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์. นี้เพราะสัญชาตญาณพื้นฐานกลาง ๆ นั้นควบคุมไว้ไม่ได้ มันจึงตกมาเป็นญาณชนิดที่อันตราย เป็นกิเลส; แต่ถ้าสัญชาตญาณนั้นควบคุมไว้ได้ด้วยระเบียบปฏิบัติที่ถูกต้อง สัญชาตญาณก็เปลี่ยนรูปเปลี่ยนตัวไปเป็นโพธิ, โพธิคือมีความรู้อันถูกต้องในทางที่จะดับทุกข์.
          นี้เราเรียกว่าสัญชาตญาณพื้นฐาน ธรรมดา ๆ นั้น ถ้ามันเปลี่ยนไปในทางต่ำ เป็นธรรมชาติฝ่ายต่ำ มันก็เป็นปัญหา เกิดกิเลสและเกิดทุกข์; ถ้าเป็นไปในทางฝ่ายสูง เป็นธรรมชาติฝ่ายสูงขึ้นมา ก็เป็นโพธิ, มันก็รู้เรื่องที่จะดับทุกข์ ที่จะแก้ ปัญหา. ฉะนั้นเราจะโชคดี โชคร้ายอะไร มันก็อยู่ที่ตรงนี้ ไม่ใช่มีอะไรอื่น ว่าบังคับสัญชาตญาณไว้ในทางที่จะเป็นโพธิ สูงขึ้นไปได้หรือไม่? ถ้าได้มันก็ปลอดภัย, ถ้าไม่ได้มันก็เปลี่ยนมาเป็นสัญชาตญาณที่เป็นกิเลส หรือฝ่ายต่ำ เกิดโลภะ โทสะ โมหะหมด มันก็ต้องทนทุกข์ทรมาน.
          นี่แหละเรียกว่าสัญชาตญาณที่ควบคุมไว้ในระดับที่ถูกต้องไม่ได้นั่นแหละ มันเกิดเป็นตัวตน เป็นของตนขึ้นมา, แล้วมันเห็นแก่ตน เป็นปัญหาแก่คนทุกคน เดือดร้อนลงไปถึงสัตว์และถึงต้นไม้. ความเห็นแก่ตนนี่มันทำความเดือดร้อนแก่คนทุกคน ทุกฝ่าย, และลงไปถึงสัตว์ถึงต้นไม้ พลอยได้รับความเดือดร้อน เพราะความเห็นแก่ตนของคน.
          ผู้มีปัญญาในอดีต ที่ได้ให้กำเนิดแก่ศาสนาทั้งหลายมองเห็นสิ่งนี้ร่วมกัน ว่าความเห็นแก่ตนเป็นต้นเหตุ จะต้องกำจัด จะต้องทำลาย, หรืออย่างน้อยก็ว่าควบคุมตามที่ควรจะควบคุม. ที่จริงสัญชาตญาณนั้น จะทำลายเลิกล้างไปหมดไม่ได้ มันได้แต่ควบคุม, ควบคุม ๆ คือพัฒนาจนกว่าจะถึงที่สุด มันจึงจะสิ้นสุด, มันจะเป็นได้ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์. เมื่อพูดอย่างคนธรรมดาสามัญ เราก็ไม่ต้องพูดถึงว่ากำจัดสัญชาตญาณได้โดยสิ้นเชิง, เราจะพูดแต่เพียงว่าควบคุมสัญชาตญาณไว้ได้เป็นไปในทางแห่งโพธิ. ดังนั้นขอให้พิจารณาดูว่า ศาสนาทุกศาสนามุ่งหมายจะกำจัดความเห็นแก่ตน ไม่ว่าศาสนาไหน ไม่ว่าศาสนาที่จะถูกประณามว่าดุร้าย หรืออะไรก็สุดแท้เถอะ, แต่เจตนาส่วนใหญ่จะกำจัดความเห็นแก่ตนของสังคม. ในบางศาสนา ในบางถิ่น บางกาละ บางเทศะ ต้องใช้อำนาจเด็ดขาด; เพราะฉะนั้นพระศาสดาแห่งศาสนานั้น จึงใช้วิธีการอันเด็ดขาดรุนแรง, แต่พุทธศาสนานี้เป็นไปในทางสงบ คือต้องการสติปัญญา, ไม่ต้องใช้ความรุนแรงก็มีหลักระเบียบวางไว้. แต่ว่าทุกศาสนามุ่งหมายที่จะกำจัดความเห็นแก่ตน. ดังนั้นขอให้แต่ละคน ๆ ไม่ว่าจะถือศาสนาอะไรอยู่ ขอให้มุ่งหมายที่จะกำจัดความเห็นแก่ตน, แล้วมันจะไม่ เกิดโลภะ โทสะ โมหะ ในระดับที่เป็นอันตรายรุนแรงจนกว่ามันจะหมดสิ้นไปนั่นแหละ.
          พวกที่ถือศาสนาเงิน ถือศาสนากามารมณ์ ถือศาสนาอะไรก็ควรจะพิจารณาดู ว่าสิ่งเหล่านี้มีผลอย่างไร, เดือดร้อนอย่างไร, เห็นจริงแล้ว รู้จักแล้ว มันจะได้บรรเทากันเสียบ้าง ก็มาเข้าหลักเดียวกันว่ามนุษย์จะรอดได้ด้วยการทำลายความเห็นแก่ตน. ความเห็นแก่ตนลุกลาม จนอยากจะเป็นเจ้าโลก อยากจะครองโลก, คุมพวกกันบ้าง แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายบ้าง ที่จะครองโลก จึงเกิดปัญหายืดเยื้อคือสงครามอันถาวร. เราไม่มีสันติภาพถาวร แต่เรากลับมีวิกฤตการณ์อันถาวร เพราะเรามี ความเห็นแก่ตน; เมื่อใดทำลายความเห็นแก่ตนเสียได้ เมื่อนั้นก็จะมีสันติภาพเกิดขึ้นในโลก.
          ถ้าทุกคนเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตนแล้ว ก็ทำลายความเห็นแก่ตนได้, แล้วโลกทั้งโลกมันก็เป็นโลกที่ปราศจากความเห็นแก่ตน, ก็เป็นโลกที่มีสันติภาพอันถาวร. ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขวนขวายอย่างยิ่ง ที่จะทำให้ทุกคน เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ ตามวิธีการปฏิบัติแต่ละระดับแต่ละขั้นแต่ละตอน ตามแต่วิธีการจะมีอยู่อย่างไร. ขอแต่ให้กำจัดหรืออย่างน้อยก็บรรเทา ความเห็นแก่ตนเสียให้ได้.
 *******
กิ่งธรรมจากhttp://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment