Sunday, January 15, 2012

เจียดส่วนเกินให้ผู้อื่นบ้าง เพื่อช่วยให้โลกอยู่เย็น

เจียดส่วนเกินให้ผู้อื่นบ้าง เพื่อช่วยให้โลกอยู่เย็น
โดยพุทธทาสภิกขุ

โอวาทแสดงแก่ครู ผู้เข้าอบรมกิจการอนุกาชาด ที่พักแรมอยู่ที่ค่ายธรรมบุตร

       ได้ทราบว่า ทางราชการมีการอบรมความรู้ เกี่ยวกับกิจการอนุกาชาดอยู่บ่อย ๆ, ที่นี่ก็เคยมีเมื่อก่อนนี้ ; ก็เลยอยากจะพูดถึง เรื่องที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่บางประการกับศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนา ถือว่า การเอาใจใส่ผู้อื่น ช่วยบำบัดความทุกข์ร้อนของผู้อื่น ตามที่จะทำได้นั้น ก็เป็นหลักธรรมะในพุทธศาสนาข้อหนึ่ง ด้วยเหมือนกัน. หลักธรรมะนั้นมีมาก แต่ละข้อก็เพ่งเล็งไปยังการทำลายความเห็นแก่ตัว, การช่วยเหลือผู้อื่นนี้ ก็เป็นเรื่องช่วยทำลายความเห็นแก่ตัว จึงนับว่า เป็นข้อหนึ่งบรรดาธรรมะทั้งหลาย ในพุทธศาสนาและก็ทุกศาสนาด้วย.
          คนเราในโลกนี้มีปัญหามากขึ้น ไม่มีความสงบสุขก็เพราะว่า ความเห็นแก่ตัวมันมากขึ้น. โดยเฉพาะสมัยที่โลกนี้ เขามีความเจริญทางวัตถุ คือสิ่งที่ทำให้เกิดเพลิดเพลินทางวัตถุ ทางเนื้อ ทางหนัง ; ทั้งหมดนี้ก็เป็นการช่วยให้เกิดความเห็นแก่ตัวยิ่งขึ้นทั้งนั้น มันจึงมีปัญหามาก ในเรื่องที่มนุษย์มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง.
          ทีนี้ กิจการที่เป็นกุศล ก็คือกิจการที่ช่วยบรรเทาภัย ที่เกิดมาจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์. ที่เรียกว่า กิเลสนั้น หมายความว่าเห็นแก่ตัวทั้งนั้น. กิเลสมีหลายชื่อ หลายสิบชนิด แจกออกไปก็มีหลายสิบชื่อ. แต่ใจความสำคัญมันอยู่ที่ความเห็นแก่ตัว, แล้วจึงทำอย่างนั้น, ทำอย่างนั้น, ทำอย่างนั้น, ซึ่งเป็นเรื่องเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น. เพราะฉะนั้น เราจึงมองไปยังสิ่งที่จะช่วยแก้ไขความทุกข์ ความลำบาก ตามที่จะทำได้.
          นี้มีความจริงอะไรอันหนึ่ง ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ คือข้อที่ว่า คนมีความอยาก มีความต้องการอะไรมากเกินไป จนไม่มีอะไรเหลือสำหรับผู้อื่น กล่าวคือ ไม่มีเวลาส่วนเกิน. ไม่มีทรัพย์สมบัติส่วนเกิน, หรือไม่มีกำลังส่วนเกิน ที่จะเอาไปช่วยผู้อื่นเพราะเห็นแก่ตัวมากเกินไป ; นี่ไม่ใช่ความจริง, ที่จริงนั้นทุกคนมีอะไรเหลือสำหรับจะเจียดออกมาเป็นส่วนเกิน สำหรับช่วยผู้อื่นได้ทั้งนั้น ; เว้นไว้แต่เราเองไม่รู้สึก, แล้วเราก็ไม่ทำ. เพราะฉะนั้นกิจการอย่างสภากาชาด อย่างอนุกาชาด อะไรเหล่านี้ มันเป็นเรื่องที่เรียกว่ารวมอยู่ในข้อนี้ ที่เรียกว่า เจียดเอาส่วนเกินมาให้ได้ แล้วก็ช่วยผู้อื่นด้วยส่วนเกินอันนั้น. นั่นเป็นการทำลายความเห็นแก่ตัว และทำลายกิเลสทั้งโดยตรง โดยอ้อม ; มีหลาย ๆ อย่าง.
          ถ้าเรามองให้ดี เราจะเห็นว่า โลกเวลานี้ กำลังไม่มีความผาสุก มันร้อนเป็นไฟยิ่งขึ้น ก็เพราะว่า คนทั้งหมด หรือว่าแทบจะทั้งหมด มุ่งหมายจะกอบโกย เอาส่วนเกิน โดยไม่รู้ว่าเป็นส่วนเกิน. ที่เราต้องการมาก ๆ นั้น มันเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นก็ได้ ; นี่ควรจะถือว่าเป็นส่วนเกิน. แต่เราก็ยังถือว่า มันจำเป็น ก็เลยไม่เกิน, เห็นว่าไม่เกิน จะเอาให้ได้. หรือเห็นว่า มันยังจำเป็นอยู่.
          ถ้าคนเราอยู่กันอย่างพอดี ๆ อะไร ๆ มันก็จะเหลือใช้มาก ; เดี๋ยวนี้มันต้องการ จนเกิน หรือว่า ไม่มีความพอ ก็เลยไม่มีอะไรเหลือ สำหรับที่จะช่วยเหลือกันโดยบริสุทธิ์ใจ ; เว้นเสียแต่มันเป็นการลงทุน. บางคนเขาคุยว่า สละออกไปมากอย่างนั้น อย่างนี้ ที่แท้เป็นการลงทุน ; อย่างนี้มันไม่บริสุทธิ์ ไม่ใช่กิจการของกาชาด หรือของอนุกาชาด เป็นต้น ซึ่งเป็นกิจการที่ "ให้" หรือ "ช่วย" หรือ "สงเคราะห์" โดยบริสุทธิ์, ไม่หวังอะไรตอบแทน, และไม่หวังแม้แต่ว่า จะเอาบุญด้วยซ้ำไป. เพราะว่าคำว่า "ทำ" นี้เป็นการกระทำเพื่อเอาบุญ. อย่างนี้ก็ไม่มีอยู่ในหลักเกณฑ์ของอนุกาชาด.
          นี้ขอให้คิดดูว่า การที่ไม่ทำอย่างนี้อยู่ นั่นแหละมันแสดงถึงการกระทำที่บริสุทธิ์มาก เมื่อเสียสละ ก็เสียสละกันจริง ๆ ; แม้เราจะยากจน ก็ยังมีทางที่จะเจียดให้เป็นส่วนเกิน ออกไปช่วยผู้อื่นได้. เพราะฉะนั้น อย่าได้ทำให้มันกลายไปเป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องทำ หรือรับจ้างทำ หรือถูกบังคับให้ทำ. เราพยายามที่จะจัดให้มันเป็นการบำเพ็ญบุญกุศลไว้เรื่อยไป. กิจการกาชาด อนุกาชาดหรืออะไรทำนองที่คล้าย ๆ กันนี้ ให้เอามาฝากไว้ในกิจการของโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนา.
          ที่เรียกว่าโพธิสัตว์นั้น คือผู้ที่ลืมตัวเองเสียหมด, แล้วก็ เอาเวลา ความคิด ความนึก เอากำลังอะไรไปช่วยผู้อื่นหมด ; นี่ก็เรียกว่า อุดมคติของโพธิสัตว์. กิจการของกาชาด อนุกาชาด นี้ควรจะเป็นอย่างนั้น, แล้วความมุ่งหมายอันแท้จริงก็เป็นอย่างนั้น. แต่ที่มันกลายมาเป็นเรื่องการเมือง เป็นเรื่องอะไรผูกพันกันบ้าง นี้เป็นเรื่องที่ไม่ตรงต่ออุดมคติ.
          ขอให้ถือว่า เป็นการมีบุญ ได้บุญ ถ้าว่าแต่ละคนนี้ มีหน้าที่การงาน มีอาชีพอย่างอื่นอยู่แล้ว แล้วมาได้รับหน้าที่ในเรื่องกาชาด อนุกาชาด อะไรในทำนองนี้อีกเป็นพิเศษ ไม่มีอาชีพ ; ทำเพื่อให้เป็นบุญ เป็นกุศล. การช่วยผู้อื่นนั้น ผู้อื่นก็ได้รับประโยชน์ : แต่ถ้ามองย้อนมาในตัวเรา เราก็ได้บุญจริงเป็นบุญที่กำจัดกิเลส คือล้างบาปได้จริง.
          คำว่า "บุญ" นั้น มีหลายความหมาย บางความหมายก็งมงายมาก แต่คำว่า "บุญที่แท้จริง" มีความหมายเป็นการล้างบาป ตรงกันข้ามกับบาป คือล้างบาป. ในกรณีอย่างนี้ บาปคือความเห็นแก่ตัว บุญแบบนี้ก็ล้างบาป หรือล้างความเห็นแก่ตัว ; จึงถือเอาการกระทำนี้ เป็นการทำบุญโดยบริสุทธิ์ใจ แล้วผลก็ไปได้แก่ผู้อื่นอีกมากมาย, แล้วก็เป็นการช่วยประเทศชาติ ช่วยสังคมอะไร อยู่ในตัวเสร็จ. ถ้าข้อความอย่างที่กล่าวนี่ ไม่มีอยู่ในหลักสูตร หรือกฎเกณฑ์ที่เขาวางไว้สำหรับอนุกาชาด อาตมาก็ขอฝากผนวกให้ไป ; สำหรับท่านทั้งหลายจะได้เอาไปเป็นเครื่องช่วยให้เกิดความสะดวก ความง่ายดาย ความสมัครใจ หรือความพอใจ ในการที่จะบำเพ็ญหน้าที่อันนี้.
          ความจริงใคร ๆ ก็รู้อยู่แล้วว่า สิ่งที่ง่ายที่สุดนั้น คือสิ่งที่เราอยากจะทำ. ถ้าเราพอใจจะทำ รักจะทำ มันก็ไม่เหลือวิสัย ไม่ยาก ไม่ลำบาก. แต่ถ้าเราไม่พอใจ ไม่อยากจะทำแล้ว มันยากแสนจะยาก หรือมันยิ่งจะยาก ; เพราะมันไม่อยากจะทำ ไม่มีอุดมคติอะไร ที่จะผลักดันให้เราอยากจะทำ. สำหรับกิจการอันนี้ ก็ไม่ต้องพูดให้เป็นเรื่องโฆษณาชวนเชื่ออะไรกันอีก ว่ามันเป็นเรื่องบุญเรื่องกุศล โดยบริสุทธิ์ ; เป็นอุดมคติของโพธิสัตว์ ซึ่งมีมาแล้วตั้งแต่ครั้งพุทธกาล, ก่อนพุทธกาลก็มี ไปอ่านดูก็มีเรื่องราวอย่างนี้.
          ในสมัยพระเจ้าอโศก ก็มีการช่วย แม้แต่สัตว์ ให้มีสถานที่ปฐมพยาบาลหรือโรงพยาบาลสำหรับสัตว์ โดยตรงขึ้นประจำหมู่บ้าน. ถ้าสัตว์เจ็บป่วยอะไรขึ้นมาจะได้ช่วยกันง่าย ๆ , ใช้โรงพยาบาลสัตว์นี้ช่วยสัตว์ที่เพ่นพ่านอยู่ตามถนนหนทาง ตามที่ต่าง ๆ. นี่ความคิดไปไกลมากในเรื่องการช่วยเหลือ และอุดมคติอันนี้ก็ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่า มันเหลวไหลไร้สาระอะไร ; แต่ก็ไม่ค่อยมีใครจะทำ. คิดดูเถิดไม่ค่อยมีใครจะทำ ทั้ง ๆ ที่ใคร ๆ ก็ไม่อาจจะค้านได้ว่ามันไม่ดี แต่ก็ไม่ค่อยจะมีใครทำ ; เว้นไว้แต่ผู้ที่มองเห็นประโยชน์, เป็นผู้มีจิตใจที่เป็นจิตใจสูงกว่าธรรมดาหน่อย คือไม่เห็นแก่ตัวเองฝ่ายเดียว, เห็นแก่ผู้อื่นด้วย. ถ้าเป็นเอามาก ก็เห็นแก่ผู้อื่นยิ่งกว่าตัว. ถ้ามากกว่านั้นอีก ก็เห็นแก่ผู้อื่นหมด ไม่เห็นแก่ตัวเลย.
          บุคคลในประวัติศาสตร์ก็ยังเคยมี ที่สำแดงความไม่เห็นแก่ตัวไว้มาก. พระศาสดาของทุกศาสนา เขาจะสอนอย่างนั้น : ให้เห็นแก่ผู้อื่น ยิ่งกว่าเห็นแก่ตัว. หรือว่า "รับใช้ผู้อื่น ทำประโยชน์ผู้อื่นนั้น คือรับใช้พระเจ้า" รับใช้พระเป็นเจ้าหรือสิ่งสูงสุดก็ได้. ถ้ารับใช้ตัวเอง ก็รับใช้กิเลส รับใช้พญามาร. ผู้ที่รับใช้ผู้อื่นก็หมายความว่าอุทิศอะไรสักอย่าง เพื่อเป็นความสุขของผู้อื่น ก็เรียกว่า รับใช้พระเป็นเจ้าคือสูงสุดหรือบริสุทธิ์. รับใช้ตัวเองก็คือ เห็นแก่ปากแก่ท้อง เห็นแก่ความสนุกสนานอะไรของตัวเอง, มันกลายเป็นรับใช้กิเลส รับใช้พญามาร.
          ทีนี้ เพื่อมิให้เป็นอย่างนี้มาก ก็เลยมีกิจการกุศลต่าง ๆ เกิดขึ้นในรูปนั้นรูปนี้. ทีนี้เราเป็นพุทธบริษัท ควรจะมีกิจการเหล่านี้เป็นของเราเอง ; ช่วยกันพยายาม ช่วยกันกระทำให้เป็นของเราเอง คือเป็นของคนไทย ที่เป็นพุทธบริษัท. อย่าให้มันกลายเป็นว่า ไปคอยทำตามพวกอื่น พวกฝรั่ง หรือพวกอะไรก็ตาม อย่าให้เป็นอย่างตามหลังเขา ในเรื่องอย่างนี้ ; มันไม่จริงใจ.
          เรื่องช่วยผู้อื่นนี้มันเป็นอุดมคติของคนเราทางฝ่ายตะวันออก นี้ ที่เต็มไปด้วยศาสนาต่าง ๆ ที่สอนแต่เรื่องอย่างนี้อยู่แล้ว, โดยเฉพาะเราก็เป็นคนไทย หรือว่าคนบนผืนแผ่นดินนี้ ที่มีวัฒนธรรมตั้งรกรากอยู่บน พุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่สอนให้เห็นแก่ผู้อื่น. นั่นแหละได้มาเป็นรกรากของวัฒนธรรมไทย จนคนไทยอยู่ด้วยวัฒนธรรมอันนี้มาหลายร้อยปี หลายพันปี หรือพันกว่าปี, จนเกิดเป็นนิสัยของคนไทย : ที่มีความเมตตาอารี เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ อยู่ในนิสัย จนกระทั่วปรากฏออกมาเป็นความยิ้มแย้มแจ่มใสแก่คนทุกคน.
          ถ้ายังไม่เคยคิด ก็ขอให้คิด ให้เข้าใจเสีย ว่าทำไมเราจึงมีลักษณะของเราอย่างนี้. เพราะฉะนั้นให้ถือว่า เรื่องช่วยเหลือผู้อื่น เห็นแก่ผู้อื่นนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเราเลย, ไม่ใช่เรื่องที่เราเพิ่งไปตามก้นคนอื่น ที่เป็นสากล เป็นอะไรบ้าง. คนไทยเป็นเจ้าของวัฒนธรรมอย่างนี้มานมนานแล้ว อยู่ในสายเลือด ; เว้นไว้แต่จะเพิ่งเปลี่ยนแปลงไปเสีย เพราะว่าไปตามก้นคนอื่น ก็เลยเปลี่ยนแปลงไปเสีย.
          ถ้า คนไทยเป็นตัวเองอยู่เรื่อยไป ก็จะมีลักษณะอย่างนี้ คือมีการช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่. คนที่เคยไปเมืองนอกเมืองนามามาก ๆ เขายืนยันข้อนี้ว่าการที่จะเสนอตัวช่วยเหลือผู้อื่นอยู่โดยนิสัย เช่นนี้ มีมากในประเทศไทย, ในประเทศอื่นนั้นหายาก. อาตมาก็ไม่เคยไปทั่วโลก ; แต่ได้ทราบว่า มันเป็นอย่างนั้น ซึ่งพอจะเชื่อได้ว่า มีไม่กี่ประเทศ หรือกี่ชาติ กี่พวกนัก ที่มีนิสัยในการช่วยเหลือผู้อื่นติดอยู่ในวัฒนธรรมอันลึก. นี่ไปศึกษาเอาเอง ก็แล้วกัน ว่า วัฒนธรรมของคนไทยนี้เป็นอย่างไร ? ต้อนรับอย่างไร ? โอภาปราศรัยอย่างไร ? แบ่งกันกินอย่างไร ? เป็นเรื่องพิเศษ น่าสนใจ. เขามาพบแล้วเขาสนใจ ; ส่วนเราเป็นเจ้าของบ้าน แล้วไม่ค่อยจะรู้สึกตัว ขอให้นึกคิดกันเสียใหม่.
          คนแก่ ๆ รุ่นที่ได้ตายไปแล้ว เหลืออยู่ไม่กี่คนแล้วนี้ คนพวกนี้เขามีวัฒนธรรม, เรียกว่าวัฒนธรรมก็แล้วกัน. เขาเห็นแก่ผู้อื่น จนเป็นวัฒนธรรมปลีกย่อย ๆ ขึ้นมา สำหรับรองรับวัฒนธรรมนั้น ๆ : เช่นพอเขาจะปลูกอะไรลงไปในดิน เอาเมล็ดอะไรปลูกลงไปในดิน, แม้แต่จะปลูกข้าว เขาจะพูดเมื่อเอาเมล็ดพืชหย่อนลงไปในดินนั้นว่า "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน" แล้วจึงกลบดิน, เอามือตบ ๆ ดินกลบเมล็ดพืชนั้นว่า "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน". นี่ก็ไม่ใช่เล็กน้อย, ขอให้จำเอาไว้ด้วย, เคยทำหรือเปล่า ? ถ้าไม่เคยทำ ก็ทำเสียบ้าง.
          แม้จะเอาเมล็ดข้าวฝังลงไปในดิน ก็ว่าอย่างนี้ ถ้ามันมากนักว่าไม่ไหว ก็ไม่ต้องว่าทุกคราว, อย่างน้อยก็ว่าตอนคราวแรก. แต่ถ้าเป็นเรื่องตามธรรมดาสามัญ เมื่อจะปลูกอะไรข้างรั้วข้างบ้าน ก็จะว่าอย่างนี้ทุกหลุมไปเลย ; เพราะว่าอาตมาเองก็ได้รับ การสั่งสอนให้ทำอย่างนั้น ยืนยันได้อย่างนี้. ปลูกขึ้นมาเป็นลูกแล้ว นกกินก็ไม่โกรธ ไม่เอาปืนมายิงนก, ถ้าคนเขาขโมยก็เรียกว่า ให้ทานไปเลย ไม่ไปจับมาส่งตำรวจ. มันมีเจตนาอย่างนี้ ; แล้วมันก็ค่อยหายไป ๆ.
          เดี๋ยวนี้ก็ไม่ว่าอย่างนี้ ; นกกินก็ยิงเอามาแกงเสีย, ขโมยมาเอาก็จับไปส่งตำรวจ ; มันเปลี่ยนแปลงไปตรงกันข้าม. เพราะฉะนั้นนิสัยก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา. นี่ยังมีอื่น ๆ อีกมาก ที่เอามาพูดให้ฟังนี้ เพื่อให้เห็นว่า วัฒนธรรมไทยที่มีรากฐานอยู่บนพุทธศาสนานั้นเป็นอย่างไร ? มันเป็นอุดมคติสูงสุด, และเป็นสปิริต, เป็นเจตนารมณ์อะไรของกาชาด ของอนุกาชาดอยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์ในตัวของวัฒนธรรมนั้น ๆ. เพราะฉะนั้น การที่มาฟื้นฟูเรื่องนี้ขึ้นมา, เอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาประกอบกันขึ้นอีก ก็นับว่าเป็นโชคดีของมนุษย์, แล้วก็จะเป็นผู้ที่ช่วยโลกนี้ ให้มันเยือกเย็นได้. แม้ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของคนในโลก ไม่เป็นไปทั้งหมด ก็ยังมีส่วนที่จะช่วยโลกให้เยือกเย็นได้.
          อย่าคิดว่าคนอื่นเขาไม่ทำกัน ; แล้วเราก็จะเสียเปรียบ. เพราะว่าเราไม่ได้ต้องการแค่เรื่องเงิน เรื่องของ อะไรอย่างเดียว, เราต้องการจิตใจที่สูง ที่ดี ที่บริสุทธิ์ ที่สะอาด สว่าง สงบ ด้วย ; เพราะฉะนั้นเราจึงไม่เดือดร้อน ในสิ่งที่คนอื่นเขาเดือดร้อนกัน. อย่าเห็นว่าเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องโง่เง่า เรื่อง "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน" นี้ ไม่ใช่เรื่องโง่เง่า เป็นเรื่องที่จะทำมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ให้ผิดแผกแตกต่างไปจากสัตว์.
          ที่ประเทศอินเดีย เมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว, อาตมาเคยไป ก็ยังได้เห็นอย่างนี้ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นต้นตอของวัฒนธรรมอื่น ๆ หรือเป็นวัฒนธรรมไทย คือว่า เห็นลิงกินข้าวอยู่ในนาอยู่ แข่งกันกับเจ้าของนา ที่กำลังเกี่ยวข้าว ใครเคยเห็นที่ไหนบ้างในประเทศไทย. คนก็เกี่ยวเอา เกี่ยวเอา, ลิงก็กินข้าว แข่งกันอยู่กับเจ้าของนาที่กำลังเกี่ยวข้าวอยู่. นั่นแหละมันมีความหมายอยู่ที่ว่า "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน" ; เพราะ มีจิตใจเมตตา กรุณา จนคนอื่นเห็นว่า มันโง่ มันบ้า หรือว่ามันงมงาย. แต่นี่คือ วัฒนธรรมโบราณที่ประเสริฐ, เขาต้องการจิตใจที่เป็นอย่างนั้น. เขาก็ลงทุนด้วยข้าว ที่ให้มันกินนั่นแหละ ; ให้ลิงมันกินเข้าไปได้เท่าไรก็เรียกว่าเหมือนกับจำนวนเท่าที่เรามีจิตใจ อย่างนั้น เอามาใส่ในจิตใจของเรา, ซึ่งจะเรียกว่าบุญกุศล หรืออะไรก็ตามที. แต่ก็ไม่ใช่ทุกหนทุกแห่งในอินเดีย อย่างนี้มีที่บ้านนอกเสียด้วย ไม่ใช่ในเขตเมืองที่เจริญ ยังมีอะไรอย่างนี้อยู่มาก.
          พุทธศาสนา หรือ วัฒนธรรมอื่น ๆ ก็มาจากอินเดียมาก เข้ามาอยู่ในคนไทยเรา มีการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์. เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกคนที่จะปฏิบัติหน้าที่กาชาด หรือ อนุกาชาด ก็ตาม จงมองเห็นเจตนารมณ์ หรือกิจกรรมอันนี้ ว่ามันเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์โดยบริสุทธิ์ใจ. เจียดสิ่งต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ให้เป็นส่วนเกินออกมาให้ได้. อย่าพูดว่า ไม่มีเวลา อย่าพูดว่าไม่มีเงิน อย่าพูดว่าไม่มีแรง, ต้องเจียดออกมาให้ได้ เพื่อจะช่วยผู้อื่นด้วยความสมัครใจ ไม่มีใครบังคับ ; แล้วก็สอนลูกเด็ก ๆ ด้วย : ให้เขารู้จักเจียดของ ที่เขาคิดว่า เขามีไม่ใคร่พอนั่นแหละเจียดออกมาให้ได้ เจียดออกมาให้ผู้อื่นบ้าง.
          เช่นว่าเด็ก ๆ เขามีสตางค์ของเรา สำหรับเอามาใช้ซื้ออาหารกินในโรงเรียน กินอะไรกลางวันที่ไหนก็ตาม ซึ่งเขามีเพียงวันละ ๕๐ สตางค์ มันก็ไม่ค่อยจะพออยู่แล้ว แม้กระนั้นเราก็ควรจะสอนให้เขาเกิดความคิดว่า ควรจะเจียดออกมา ให้มันเป็นส่วนเกินให้จนได้ แม้สัก ๕ สตางค์ก็ยังดี เอา ๕ สตางค์นี้ให้เป็นส่วนเกินสำหรับเรา แล้วก็เอาไปช่วยผู้อื่น ให้โรงเรียนก็ได้ ให้ใครก็ได้ ; นี้จะเป็นการ อบรมให้มีศีลธรรมดี มีความเห็นแก่ผู้อื่น.
          เดี๋ยวนี้เราสอนกันแต่ปาก แล้วเด็ก ๆ ก็จดไว้ในสมุด ปิดสมุดแล้ว มันก็อยู่ในสมุด มันก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตใจ. เราต้องให้เขาทำลงไปจริง ๆ ต้องรู้จักส่วนเกิน. ให้รู้ว่าเวลาของเขาต้องทำให้มี, เจียดออกมาได้ ๑๕ นาที ๒๐ นาที สำหรับช่วยผู้อื่นโดยเฉพาะ ; จะพูดว่าไม่มีเวลาไม่ได้ จะพูดว่าไม่มีแรงก็ไม่ได้ จะพูดว่าไม่มีเงินก็ไม่ได้ ได้อะไรมาบาทหนึ่ง ก็เจียดออกไป หนึ่งสตางค์ก็ได้ สองสตางค์ก็ได้ สามสตางค์ก็ได้ เอาไปให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น. ถ้าทำกันอย่างนี้คนก็จะมีนิสัยเห็นแก่ผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น ตรงตามเจตนารมณ์ของกิจการกาชาด หรืออนุกาชาด หรืออะไรอย่างยิ่งเป็นแน่นอน. ฉะนั้นขอให้นึกถึงเรื่องหลักเกณฑ์นี้ ที่ว่า เราต้องเจียดทรัพย์สินที่เป็นส่วนเกิน ช่วยเหลือผู้อื่นให้จนได้.
          เดี๋ยวนี้โลกมันจะฉิบหาย จะวินาศ จะลุกเป็นไฟ ก็เพราะว่า มีแต่ผู้ที่จะกอบโกยเอามาเป็นของตน. กอบโกยเอาส่วนเกินของผู้อื่นที่จะเจียดมาได้นั้น เอามาเป็นของตน โดยใช้วิธีหลอกลวงอะไรต่าง ๆ . ต่างคนต่างทำอย่างนั้น ก็เต็มไปด้วยศัตรู : ก็เป็นศัตรูกันระหว่างชาติ, ระหว่างประเทศ ระหว่างครึ่งโลก ต่อครึ่งโลก ; อย่างนี้เป็นนักกอบโกยส่วนเกินทั้งนั้น. ถ้าไม่มีใครเจียดส่วนเกินให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นบ้าง โลกย่อมกำลังจะลุกเป็นไฟยิ่งขึ้น ๆ, ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงกันบ้างแล้ว โลกจะต้องลุกเป็นไฟเป็นแน่นอน.
          ขอให้ทุกคน จงมีความยินดี พอใจ เคารพ ในอุดมคติ ของกิจกรรมอนุกาชาด ไม่ว่าจะทำกิจกรรมส่วนไหน แม้จะช่วยเหลือด้วยเงิน ทางวัตถุ ทางร่างกายทางอะไรต่าง ๆ ก็ขอให้ถือว่า มันเป็นการกระทำ ที่เห็นแก่ผู้อื่น, แล้วก็ ละลายความเห็นแก่ตัวลงไปทีละน้อย ๆ, ให้มีความเห็นแก่ผู้อื่นอยู่ด้วยในจิตใจ ความเห็นแก่ตัวนั้นเอาออกไปเสียได้ เท่าไร ก็ยิ่งดี. ถ้าความเห็นแก่ผู้อื่นมีมากขึ้น ความสุขมันก็แผ่ไพศาลทั่วไปหมด ; ก็ไม่ไปไหนเสีย, เราที่อยู่ในโลก ก็พลอยได้รับความสงบเย็นไปกับเขาด้วยเหมือนกัน.
          นี้เป็นเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ ขอให้เข้าใจว่าอย่างนั้น : คือเรื่องทางวัตถุ ทางร่างกายนั้น ต้องกินอาหารเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง, เรามีเงินซื้ออาหารกิน มีเครื่องนุ่งห่ม มียาแก้โรค ; นี้เป็นเรื่องของร่างกาย เราก็อยู่ด้วยปัจจัยเหล่านั้น. ช่วยผู้อื่น ก็ช่วยเหมือนกัน ; แต่แล้วเราก็ได้อีกอย่างหนึ่ง มาเป็นเรื่องของจิตใจคือความดี หรือบุญ หรือกุศล ที่ทำให้จิตใจมีความทุกข์ไม่เป็น, เกิดมีอะไรขึ้น ก็ร้องไห้ไม่เป็น เพราะเป็นผู้เสียสละอยู่เรื่อย จนเป็นปกติวิสัย. การเสียสละอยู่เรื่อย ทำให้มีความทุกข์ไม่เป็น, มีความทุกข์ได้ยาก เพราะเป็นผู้เสียสละอยู่. นี้เป็นเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ จิตใจมันต้องการอย่างนี้.
          ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นว่า เราถูกขโมยอะไรไปอย่างหนึ่ง ; ถ้าเราเป็นคนมีแต่เรื่องทางวัตถุด้านเดียว เราก็โกรธ เราก็ทุกข์ร้อน ไปหาตำรวจมาจับ. ถ้าจับไม่ได้หรือสมมุติว่าจับไม่ได้ ก็มานั่งร้องไห้อยู่ ; แม้ว่าตำรวจจับได้ มันก็ยังโกรธ ยังเป็นทุกข์อยู่. แต่ถ้า เราเป็นผู้ที่มีนิสัยเสียสละ เป็นผู้บริจาคอะไรอยู่ เราก็จะทำอย่างที่ "คนแต่ก่อน" เขาคิด ; ก็คือให้ทานมันไปเลย ก็ไม่ต้องมานั่งร้องไห้อยู่ ไม่ต้องเศร้าโศกอะไรอยู่.
          นี้เป็นเรื่องทางฝ่ายจิตใจ จะได้รับประโยชน์ในการที่เป็นผู้เห็นแก่ผู้อื่น, หรือเสียสละ ; ไม่ใช่เรื่องจำยอม ที่ต้องให้ทานไปเลย เพราะจำยอม มันต้องเปลี่ยนให้เป็นเรื่องทางจิตใจโดยแท้จริงว่าเราได้เสียสละ, เราได้บริจาค. ความจริง เราได้สละความเห็นแก่ตัว นั้นมันมีค่ามากกว่าค่าของวัตถุ ที่เขาขโมยเอาไป. คนแต่ก่อนเขารู้จักทำทุกอย่าง ให้กลายเป็นบุญไปหมด แม้แต่สิ่งที่ถูกขโมย ฉะนั้นจึงควรจะยุติกันเสียทีว่า การเห็นแก่ผู้อื่นนี้ทำให้จิตใจสูงขึ้น เป็นเรื่องทางวิญญาณ, เป็นเรื่องความสุข ความสงบ ทางจิตใจในเรื่องทางวิญญาณ.
          ทีนี้ ก็มาถึงเรื่องทางวัดนี้ เรียกว่า วัดธารน้ำไหล, สวนโมกขพลาราม, มุ่งหมายส่งเสริมในเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ ให้มีความเข้าใจในเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ โดยเฉพาะคือความที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร โดยความเป็นตัวกู - ของกู ; แล้วไปเที่ยวดูสิ่งต่าง ๆ ในวัดนี้ให้ทั่ว จะเป็นรูปภาพก็ดี สิ่งของที่จัดขึ้นก็ดี มีความหมายที่จะให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องทำลายความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องทางวิญญาณ.
          ที่มานั่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องการศึกษาทางวิญญาณได้ ถ้าเรารู้สึกสบายใจ ได้ ; นั่งอยู่ตรงนี้ ก็เป็นเรื่องที่สอนทางวิญญาณ ว่าเรากำลังไม่เห็นแก่ตัว เรากำลังลืมเรื่องตัวกู เรื่องของกูหมด, ความคิดชนิดนั้นกำลังไม่มีอยู่ในจิตใจของเราในเวลานี้. เพราะฉะนั้นเรานั่งที่นี้ ในเวลานี้ เราก็กำลังมีความสบายที่สุด ; ถึงแม้เราไม่ต้องมีอะไรมากิน มายั่วยวนอะไร เราก็สบายที่สุด เพราะเรากำลังว่างจากความยึดมั่น เป็นตัวกู - เป็นของกู.
          แม้แต่เรากำลังนั่งกลางทราย ก็จะรู้สึกสบายดีกว่านั่งบนฟูก เบาะ เมาะหมอน ที่นั่น ที่นี่ ในเมื่อจิตใจมันว่างไปจากความหวงแหน หรือยึดมั่น เป็นตัวกู - ของกู. คนเราจะมีความสุขจะปฏิบัติหน้าที่เพื่อผู้อื่น จะต้องมีความสุข ไม่มีความเบื่อรังเกียจอะไร. นี่ยังจะขอบอกแถมอีกว่า พระพุทธเจ้าท่านประสูติกลางดิน, ตรัสรู้กลางดิน, ปรินิพพานกลางดิน, โดยมากท่านอยู่กลางดิน ; เพราะว่ากุฏิของท่านก็เป็นพื้นดิน. ที่มานั่งกันกลางดินตรงนี้ ก็ควรจะรู้สึกอย่างนี้ แล้วก็ควรจะจดจำไปด้วยว่า มานั่งกลางทรายนี้ ก็คือมานั่งที่อาสนะอย่างเดียวกันกับพระพุทธเจ้า.
          ไปอ่านหนังสือต่าง ๆ ดูเถิด จะรู้ว่าท่านประสูติกลางดินอย่างไร ที่สวนลุมพินี, ท่านตรัสรู้กลางดินอย่างไร ที่โคนต้นโพธิ์ ริมแม่น้ำ, ท่านปรินิพพานกลางดินอย่างไร ที่สวนป่าไม้สาละของพวกมัลลกษัตริย์. ท่านเป็นกษัตริย์ก็จริง ในเมื่อกุฏิของท่านอยู่ที่พื้นดิน แล้วจะไม่ให้อยู่ที่พื้นดินอย่างไรได้ ; เพราะท่านเป็นพระพุทธเจ้า การอยู่ที่พื้นดินนี้แสดงความที่ไม่เห็นแก่ตัวกู - ของกู ดีกว่า.
          ขอให้จำไว้ว่า วันนี้ได้ นั่งกลางทราย ก็เป็นการเสียสละอย่างหนึ่ง ในด้านลึกของจิต ของวิญญาณ. เพราะฉะนั้นขอให้ไปดูสิ่งต่าง ๆ ที่จะแสดงความหมายอย่างนี้ หรือจะสอนในเรื่องอย่างนี้ : รูปภาพที่มุมตึก ที่เห็นแต่ไกลนั้น เป็นภาพแจกลูกตา แล้วไม่ใครเอากี่คน วิ่งหนีไปเป็นฝูง ๆ ; พวกที่ไม่มีหัว ไม่ยอมรับลูกตา ที่ยอมรับลูกตามีไม่กี่คน. นี่มันน้อยเท่ากับผู้ที่เสียสละ เพื่อผู้อื่น และการสอนตามภาพที่ให้ลูกตานี้ ก็สอนเรื่องไม่เห็นแก่ตัว ให้เห็นแก่ผู้อื่น ; แต่ก็ไม่มีใครชอบกี่คน ไม่มีใครยอมรับ, เพราะโลกมันกำลังเปลี่ยนเป็นวัตถุนิยม ; เพราะฉะนั้นรูปภาพนี้ จึงเป็นรูปภาพที่สอนเรื่องอย่างนี้ คือเรื่องที่มันขาดแคลนทางวิญญาณ. ขาดแคลนเรื่องทางวิญญาณทางมโนธรรม, เรื่องต่าง ๆ เป็นเรื่องทางวัตถุเสียมาก. ยิ่งเข้าไปดูข้างในตึกกนั้นจะยิ่งพบแต่เรื่องอย่างนี้.
          ถ้าจะสะดวก หรือเพลิดเพลินสักหน่อย ก็ไปที่โรงปั้น ไปกระทั่งที่สระน้ำใหญ่ กลางสระมีต้นมะพร้าวอยู่ต้นหนึ่ง นั่นก็เป็นเรื่องสอนถึงความหมายของคำว่า "นิพพาน". มะพร้าวอยู่กลางน้ำ, น้ำคือทะเลขี้ผึ้ง คือ วัฏฏสงสาร หรือความทุกข์. มะพร้าวก็โผล่อยู่ที่ตรงนั้น แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ; อย่างนี้เป็นต้น. เป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ ; เพราะว่าเรื่องทางวัตถุนั้น มันมากเกินไปแล้ว มันเฟ้อเกินไปแล้ว. ในที่นี้ก็มุ่งหมายจะให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ ให้คนเรามีความเจริญทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายร่างกายด้วย ฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณด้วย ก็จะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์.
          เป็นอันว่า อาตมาขอแสดงความยินดี ต่อท่านทั้งหลายที่ได้มาที่นี่ ที่ได้พบปะกัน แล้วขออนุโมทนาในการที่มาช่วยกันอบรม ให้เกิดนิสัยที่เป็นอุดมคติของพระโพธิสัตว์ คือการเห็นแก่ผู้อื่นด้วย ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของกิจกรรมอนุกาชาดอันจะเป็นเรื่องก้าวหน้า ทางจิต ทางวิญญาณด้วยเหมือนกัน, เป็นเครื่องต่อต้านวิกฤตกาลของโลก. นับว่าเป็นการได้ที่ดี เป็นการได้กระทำไปอย่างดี โดยยึดถือหลักแห่งพระธรรม หรือพระศาสนา. นี้เป็นคำสอนของพระศาสนา และพระศาสดาที่บำเพ็ญกันมา ตลอดถึงพระโพธิสัตว์ทั้งหลายด้วย ; เพราะฉะนั้น ขออ้างคุณอันนี้ให้พรแก่ท่านทั้งหลายด้วย.
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment