Monday, January 23, 2012

ผู้ชนะที่แท้จริง

ผู้ชนะที่แท้จริง
 โดย ภาวัน


ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

         ปาโว นูร์มิ นักวิ่งทางไกลชาวฟินแลนด์ เป็นความหวังของเพื่อนร่วมชาติในกีฬาโอลิมปิคปี ๒๔๗๑ แต่ขณะวิ่งแข่งขันรอบคัดเลือกระยะทาง ๓,๐๐๐ เมตรบนเส้นทางที่มีเครื่องกีดขวาง เขาเกิดล้มขณะโดดข้ามน้ำและทำนาฬิกาที่พกติดตัวหล่นหาย
        ทันทีที่เห็นเหตุการณ์ ลูเซียง ดูเกสจากฝรั่งเศส ซึ่งวิ่งตีคู่กันมา ได้ตัดสินใจหยุดวิ่ง และช่วยพยุงคู่แข่งให้ลุกขึ้นยืน ใช่แต่เท่านั้นเขายังเก็บนาฬิกาที่ตกน้ำขึ้นมาให้
        เมื่อลุกขึ้นมา แทนที่จะรีบวิ่งชดเชยเวลาที่เสียไป นูร์มิกลับวิ่งเคียงข้างดูเกสไปตลอดทาง เมื่อถึงเส้นชัย เขาเสนอให้ดูเกสได้ที่หนึ่ง แต่ดูเกสปฏิเสธ เพราะเห็นว่านูร์มิคือผู้ควรแก่ตำแหน่งดังกล่าว
        ในกีฬาโอลิมปิคปี ๒๕๓๑ ขณะที่แลรี เลอมิกซ์แห่งแคนาดาคุมเรือใบตามคู่แข่งอันดับหนึ่งมาติด ๆ เขาเห็นนักกีฬาจากสิงคโปร์กำลังลอยคออยู่กลางกระแสน้ำเชี่ยวไม่ไกลจากเรือของเขาที่พลิกคว่ำอยู่ คลื่นลมตอนนั้นแรงมากอาจทำให้เขาจมน้ำได้ เลอมิกซ์จึงหันเรือออกจากเส้นทาง ยอมสละโอกาสที่จะได้เหรียญทอง เพื่อนำตัวชาวสิงคโปร์กลับไปยังเรือที่พลิกคว่ำ ผลก็คือเขาเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ ๑๑
        ทั้งลูเซียง ดูเกส และ แลรี เลอมิกซ์ ไม่มีชื่อปรากฏในทำเนียบผู้ชนะของกีฬาโอลิมปิค แต่นั่นไม่ใช่เพราะเขามีความสามารถน้อยกว่าคนอื่น หากเป็นเพราะเขาเห็นว่าเพื่อนมนุษย์สำคัญกว่าชัยชนะ แม้เขาจะทุ่มเทฝึกฝนตนเองอย่างหนักเพื่อเหรียญทองโอลิมปิค แต่ก็ไม่ยอมให้ชัยชนะนั้นมาบดบังครอบงำความเป็นมนุษย์ในตัวเอง อันได้แก่ความมีน้ำใจ รู้สึกเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ และไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยเมื่อเห็นผู้อื่นประสบความเดือดร้อน
        คนส่วนใหญ่นั้นทันทีที่เข้าสู่ลู่วิ่งหรือสนามแข่งขัน มักกลายเป็นเครื่องจักรที่มุ่งไล่ล่าหาชัยชนะอย่างเดียว จนลืมความเป็นมนุษย์ของตนเอง หาไม่ก็เห็นคนอื่นเป็นแค่คู่แข่งหรือปรปักษ์ จนมองไม่เห็นว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมโลก แต่ทั้งดูเกสและเลอมิกซ์เป็นแบบอย่างของผู้ที่เห็นว่า ความเป็นมนุษย์นั้นต้องมาก่อนความเป็นนักกีฬาทีมชาติ
         จะว่าไปแล้วทั้งสองคนยังเป็นแบบอย่างของ "ผู้ชนะ"อย่างแท้จริง เพราะชัยชนะของเขานั้นประเสริฐและทำได้ยากกว่าชัยชนะในการแข่งขัน นั่นคือการชนะกิเลสตัณหาในใจของตน กิเลสตัณหานั้นย่อมต้องการเป็นผู้ชนะ ปรารถนาความเด่นดังและคำยกย่องสรรเสริญ มีชื่อจารึกในประวัติศาสตร์ หรือเป็นที่จดจำของผู้คน จะด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ แม้ต้องเอาเปรียบผู้อื่นหรือละเลยเพิกเฉยความทุกข์ของผู้อื่น ก็ยอมทั้งนั้น แต่ทั้งดูเกสและเลอมิกซ์ ไม่ยอมให้กิเลสครอบงำใจ พร้อมช่วยเหลือผู้อื่น โดยไม่สนใจคำสรรเสริญเยินยอหรือประโยชน์ส่วนตน
       คนเรามักคิดถึงการชนะคนอื่น จนมองข้ามการชนะใจตนเอง แต่ถ้าอยากจะชนะใจตนเองได้ก็ต้องวางความคิดที่จะชนะผู้อื่นเสียก่อน น่าแปลกก็ตรงที่เมื่อใดที่เราชนะใจตนเองได้ การชนะใจผู้อื่นก็เกิดขึ้นตามมาเอง ใครก็ตามที่รับรู้ถึงเรื่องราวของคนทั้งสองย่อมอดประทับใจและชื่นชมเขาไม่ ได้ และรู้สึกถึงแรงบันดาลใจที่อยากทำความดีต่อผู้อื่นด้วยเช่นกัน แต่คงไม่มีใครที่ประทับใจได้มากเท่ากับผู้ที่ได้รับผลพวงจากการชนะใจของเรา โดยตรง ดังเช่น นักกีฬาที่ได้รับความช่วยเหลือจากดูเกสและเลอมิกซ์ นูร์มินั้นถึงกับปฏิเสธที่จะวิ่งนำหน้าดูเกสและยินดีมอบชัยชนะให้เขา
        "ถ้าคุณชนะแต่ไม่ได้ช่วยเหลือใครในเวลาที่คุณควรช่วย นั่นเป็นชัยชนะประเภทไหนกัน" เป็นคำตอบของฮาเกนสโมเอน โค้ชสกีวิบากชาวนอร์เวย เมื่อมีคนถามว่าเหตุใดเขาจึงช่วยนักกีฬาชาวแคนาดาซึ่งทำไม้ค้ำสกีหักในการแข่งขันโอลิมปิคปี ๒๕๔๙ หากฮาเกนสโมเอนไม่ยื่นไม้ค้ำสกีอีกข้างหนึ่งให้ เธอก็คงไม่อาจกลับเข้าสู่การแข่งขันและพาทีมแคนาดาคว้าเหรียญทองในที่สุด
        คนอย่างดูเกส เลอมิกซ์ และฮาเกนสโมเอน แม้เป็นคนเล็ก ๆ แต่ช่วยให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น ความเสียสละของเขาทำให้ผู้คนมีศรัทธาในเพื่อนมนุษย์มากขึ้น และอยากทำความดีให้แก่ผู้อื่น ไม่มัวหดหู่สิ้นหวังในพฤติกรรมของผู้คนหรือนิ่งดูดายต่อความทุกข์ของคนรอบตัว คนอย่างบุคคลทั้งสามนี้แหละที่เป็น "ฮีโร่"อย่างแท้จริง เพราะทำสิ่งยิ่งใหญ่โดยไม่ต้องการประกาศตัวตนให้ใครรับรู้ ฮีโร่เช่นนี้หาได้อยู่ไกลตัวเราไม่ อาจอยู่รอบตัวเรานี้เอง เป็นแต่เราไม่รับรู้ถึงความเสียสละของเขา พูดไปทำไมมีเราเองก็สามารถเป็นฮีโร่ดังกล่าวได้ ขอเพียงแต่ถนอมรักษาความเป็นมนุษย์ของเราเอาไว้ให้มั่นคง
******* 
กิ่งธรรมจากhttp://www.visalo.org/

No comments:

Post a Comment