Friday, February 3, 2012

ทุกสิ่งเป็นธาตุ, ปรุงกันจนเกิดจิต

ทุกสิ่งเป็นธาตุ, ปรุงกันจนเกิดจิต.
โดย พุทธทาสภิกขุ


          ธรรมะเล่มน้อยก็หมายความว่า จะพูดกันให้สั้นที่สุด, รวบรวมมาให้หมดที่สุด พูดไว้ในลักษณะที่มันสั้นที่สุด. ธรรมะทั้งหมดในพระพุทธศาสนาจะมีเท่าไรก็ตาม เราอาจจะพูดได้ด้วยข้อความเพียงสองสามบรรทัด ว่าธาตุตามธรรมชาติ ปรุงแต่งกันจนเกิดสิ่งที่เรียกว่า จิต นี้บรรทัดที่หนึ่ง. ธาตุทั้งหลายตามธรรมชาติปรุงแต่งกัน จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า จิต; ฉะนั้นอะไร ๆ ก็คือจิต, ทุกอย่างรวมอยู่ที่จิตหรือ คือจิต นี้ละเอียดหน่อย ต้องพูดกันหลายคำ, จากอะไร ๆ ก็คือจิต ก็มาถึงโพธิจิต คือจิตอันสูงสุด, จากโพธิจิต ก็มาถึงนิพพาน เรื่องมันก็จบ.
          ขอทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า จากธาตุตามธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง ก็มาถึงเรื่องจิต, จนอะไร ๆ ก็คือจิต มาถึงโพธิจิต, จากอะไร ๆ ก็คือจิต จนมาถึงโพธิจิต, จากโพธิจิตก็ถึงนิพพาน. สามบรรทัด : จากธาตุถึงจิต, จากจิตทุกชนิดมาถึงโพธิจิต, จากโพธิจิตก็ถึงนิพพาน. นี่ท่านทั้งหลายฟังดูให้ดี สังเกตดูให้ดี ว่ามันสรุปกันเพียงไร เป็นการย่อมากมาย เป็นการย่ออย่างยิ่งเพียงไร.
          ข้อแรกที่ว่าอะไร ๆ ก็สักว่าธาตุตามธรรมชาติ จะต้องเข้าใจว่า ไม่มีอะไรที่มิใช่ธาตุ ซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ : รูปธรรมนามธรรมก็ตาม ล้วนแต่เป็นสักว่าธาตุ. ถ้าพูดกันอย่างชาวบ้านที่สุด ก็ต้องพูดว่า นับตั้งแต่ขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งจนถึงพระนิพพาน มันก็คือธาตุด้วยกันทั้งนั้นแหละ; แม้แต่พระนิพพาน ก็คือ นิพพานธาตุ. ขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งไม่มีราคาอะไรเลย ก็เป็นเรื่องวัตถุธาตุ, เป็นนามธาตุ เป็นสังขตธาตุ, แล้ว ก็มีอสังขตธาตุคือ นิพพาน. นี้คือคำที่จะต้องจำไว้เป็นหลักว่า มันไม่มีอะไรที่มิใช่ธาตุ ในหลักพระพุทธศาสนานั้น ไม่มีอะไรที่มิใช่ธาตุตามธรรมชาติ. ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่จะจัดว่าเป็น ตัวตนหรือเป็นของตนได้ เพราะว่ามันเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ.
          ที่เป็นหลักใหญ่ ๆ ก็ว่ามีอยู่ ๖ ธาตุ คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ฝ่ายรูปธาตุ, วิญญาณธาตุ, วิญญาณธาตุนี้เป็น ฝ่ายนาม แล้วก็อากาสธาตุ คือธาตุแห่งความว่าง ซึ่งไม่ควรจะจัดเป็นรูปหรือเป็นนาม แต่เขาก็มักจะจัดกันเป็นนาม. มันไม่ใช่เรื่องจิตที่จะมาจัดเป็นนาม ควรจะเรียกว่าธาตุที่มิใช่รูปมิใช่นาม คืออากาศธาตุ ที่ว่าง. นี่เรียกว่าธาตุทั้ง ๖ ถ้าจะมีนิพพานธาตุมาสงเคราะห์ในกลุ่มนี้ ก็จะสงเคราะห์ในพวกอากาศธาตุคือที่ว่างจากรูปและนาม แต่ก็ไม่มีการจัดหรือการกล่าวไว้ ไม่เคยพบ, บางที่จะพบว่ามีคนจัดอากาสธาตุ ว่าเป็นสังขตธาตุเสียอีก ก็เลยเป็นนิพพานไปไม่ได้. ทั้งนี้เพราะว่าเราเข้าใจความหมายของคำว่าอากาสธาตุนั้นต่างกันมาก คำอธิบายต่าง ๆ ไม่เป็นที่ยุติ, แต่เอาเป็นว่า ให้ธาตุทั้ง ๖ นี้อยู่ในฝ่ายสังขต--ธาตุ. ทีนี้ธาตุนอกไปจากนั้น ก็คืออสังขตธาตุหรือนิพพาน ถ้าไม่เคยรู้เรื่องมาบ้างก่อน ก็คงจะงงหรือฟั่นเฝือ.
          เอาละจะได้พูดไปตามลำดับ ธาตุ ๖ มีอยู่ตามธรรมชาติ ประกอบกันเข้าเป็นนามและรูป ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม นี้เป็นรูป แล้วก็ธาตุวิญญาณนี้ก็เป็นนาม, อากาสธาตุเป็นที่ตั้งแห่งรูปและนาม มันจึงมีครบ คือธาตุทั้งหลายประกอบกันเข้า แล้วก็มีสิ่งที่เรียกว่ารูปและนามเกิดขึ้นมา : รูปคือฝ่ายร่างกาย, นามคือฝ่ายจิตใจ, แล้วมันก็ฝ่ายจิตใจนั่นแหละ เป็นหลักใหญ่หรือเป็นประธาน ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายของคน หรือของสัตว์ หรือเป็นต้นไม้ เป็นต้น, แล้วมันมีธาตุที่มองไม่เห็นตัว เรียกว่า วิญญาณธาตุ ทำหน้าที่อยู่ในนั้น คือรู้สึกได้ อย่างน้อยก็รู้สึกได้ หรือมีชีวิตได้ และที่ว่ามีที่ว่างเป็นที่ตั้งแห่งธาตุทั้งปวง นี้ก็ฟังยากสำหรับคนที่ไม่เคยศึกษา. แต่จะพูดได้ง่าย ๆ ว่า มันต้องที่มีว่าง มันจึงมีอะไรเข้าไปตั้งอยู่ที่นั่นได้; เหมือนก้อนหินก้อนนี้ มันจะมาวางอยู่ตรงนี้ มันต้องมีที่ว่าง. นี่เรียกว่า วัตถุมันก็ตั้งอยู่ที่ที่ว่างจากวัตถุ ถ้าเป็นนามเป็นจิตมันก็ต้องตั้งอยู่ ที่ที่ว่างจากนามหรือจากจิต ต่างก็มีที่ว่าง ให้เป็นที่ตั้งของสิ่งทั้งปวง.
          คำว่าความว่างนี้เป็นคำประหลาด มีความหมายที่ยักย้ายได้หลายอย่างหลายประการ แล้วกลายเป็นสิ่งที่มีค่า; ถ้ามันไม่มีที่ว่าง ให้สิ่งใดมาตั้ง มันก็มาตั้งไม่ได้ มันก็ไม่มีอยู่; เช่นว่าโลกนี้มันก็ ตั้งอยู่บนความว่าง, ถ้าไม่มีที่ว่างให้ตั้ง โลกนี้มันก็ตั้งอยู่ไม่ได้ มันก็ไม่มี, หรือดูกันง่าย ๆ ภาชนะทั้งหลาย เป็นถ้วย เป็นชาม เป็นโอ่ง เป็นอ่าง เป็นไห เพราะมันมีที่ว่างอยู่ในนั้น มันจึงใช้ประโยชน์ได้ คือใช้ใส่ของอื่นได้ ถ้าว่าถ้วยชามโอ่งไหมันไม่กลวง มันไม่มีที่กลวงเป็นที่ว่าง มันก็ใช้ใส่ของอื่นได้ ถ้าว่า ถ้วยชามโอ่งไหมันไม่กลวง มันไม่มีที่กลวงเป็นที่ว่าง มันก็ใช้ใส่อะไร ไม่ได้ มันก็ไม่มีราคาเลย. ฉะนั้นเพราะความที่มันมีกลวง มีที่ว่าง มีความกลวง ว่าง มันจึงมีประโยชน์ใช้ใส่อะไรได้. นี่ท่านทั้งหลายต้องรู้จักไว้เสียด้วยว่า แม้ความว่างความกลวงที่ไม่มีอะไรนั้นน่ะ มันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญ จึงจัดไว้ว่าเป็นธาตุชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน, เรียกว่าธาตุว่าง จะดูกันไปที่สิ่งอื่นก็ได้ แต่ไม่ใช่เรื่องของเรา มาดูกันที่เรื่องตัวเราดีกว่า.
          คน ๆ หนึ่งที่สมมติว่าคน ๆ หนึ่งนี้ ก็คือมี ดิน น้ำ ไฟ ลม มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม แล้วก็มีธาตุใจ คือธาตุจิต, แล้วก็มีธาตุว่าง เพื่อให้ธาตุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งอยู่ได้. ในคน ๆ หนึ่ง โดยสมมตินี้มันประกอบอยู่ด้วยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุจิต คือธาตุวิญญาณ แล้วก็ธาตุว่าง, ฟังดูก็แปลก. ถ้าเราแยกร่างกายนี่เป็นปรมาณู มันก็ทุก ๆ ปรมาณู มันก็ต้องตั้งอยู่บนที่ว่างสำหรับมัน, จิตมันก็ต้องตั้งอยู่บนธาตุว่างจากจิต มันจึงมีจิตปรุงแต่งหรือเกิดขึ้นมาได้. ฉะนั้นธาตุว่างนี้ถ้ายังไม่รู้จัก ก็ควรจะรู้จักกันเสียใหม่ เป็นสิ่งที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ แม้เราจะไม่เชื่อตามพระคัมภีร์ เราก็พอจะมองเห็นได้ ว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง.
          เอาละ, เป็นอันว่า เพราะมี ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม แล้วก็ธาตุจิต แล้วก็ธาตุว่าง มันประกอบกันอยู่อย่างสนิทสนม ถูกเรื่องของธรรมชาติ มันก็เลยเกิดเป็นคนขึ้นมาคนหนึ่ง คือเราทั้งหลายแต่ละคนแต่ละคน. นี้เรียกว่าธาตุธรรมชาติ ประกอบกันขึ้นเป็นนามรูป คือกายกับใจ, แล้วก็มีสิ่งที่เรียกว่าจิต หรือใจนั่นแหละ เป็นประธานในกลุ่ม, นี้ขั้นที่สอง.
          นี้อะไร ๆ ก็เป็นเรื่องของจิต ที่เป็นประธานทั้งนั้นแหละ อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา จนถึงระดับที่เรียกว่า โพธิจิต. ขั้นที่สามโพธิจิต คือจิตที่เบิกบานแล้ว ถึงความรู้แจ้งเป็นโพธิแล้ว. โพธิจิตนี้ เจริญจนถึงกับว่ารู้จัก หรือเข้าถึงซึ่งนิพพาน ซึ่งเป็นธาตุอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน, เรียกว่านิพพานธาตุ นิโรธธาตุก็เรียก. จิตลุถึงนิพพานธาตุ คือลุถึงธาตุชนิดที่ไม่มีการ ปรุงแต่ง ไม่เปลี่ยนแปลง แล้วก็ไม่มีความทุกข์; ใช้คำว่าธาตุเสมอ กันหมด พอถึงนิพพาน เรื่องมันก็จบ.
          ธาตุทั้งปวงที่มีอยู่ตามธรรมชาติ, ปรุงแต่งกันเข้า เป็นสิ่งที่เรียกว่า ร่างกายและจิตใจ ของสิ่งที่มีชีวิต เป็นคน ๆ หนึ่ง หรือเป็นสัตว์ตัวหนึ่ง, แล้วก็จิตนี้ได้รับการปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงอย่างถูกวิธี มันก็เจริญงอกงามสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนถึงเป็นโพธิจิต รู้สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงได้ แล้วลุถึงนิพพานธาตุ เป็นที่ดับแห่งทุกข์ทั้งปวงได้, แล้วเรื่องมันจบ.
          นี่เรียกว่าทั้งหมดแห่งเรื่อง ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรดี ก็เรียกว่าทั้งหมดแห่งเรื่องหรือจักรวาลของธรรมะ มันมีเท่านี้ : ธาตุตามธรรมชาติปรุงแต่งขึ้นเป็นจิต, จิตจะเจริญเรื่อย ๆ ไป ได้อาศัยร่างกาย กายกับจิตนี้มันทิ้งกันไม่ได้ แต่ว่าส่วนใหญ่มันอยู่ที่จิต, จิตมันเจริญเรื่อย ๆ ไปจนถึงนิพพาน เรื่องจบ.
******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment