Tuesday, February 7, 2012

ลักษณะของนิพพาน.

ลักษณะของนิพพาน
โดยพุทธทาสภิกขุ


        บางคนอาจคิดว่า นิพพานเป็นเรื่องไกลตัว ถ้าท่านอ่านเรื่องที่ท่านพุทธทาสบอกเล่าต่อไปนี้ จะเข้าใจ นิพพานมากขึ้น และไปนิพพานได้ทุกขณะ 
******* 
 ลักษณะของนิพพาน
       นิพพานนั้นคือความว่างจากความทุกข์, ว่างจากกิเลส; เมื่อไรเราว่างจากกิเลส ว่างจากความทุกข์แม้ชั่วขณะหนึ่งก็เรียกว่า มีนิพพานชนิดชั่วขณะ, มีนิพพานชนิดชั่วขณะ มีได้ตามธรรมชาติ ที่ไม่ได้ทำอะไรนักก็ได้, คือบางเวลาหรือบางคราว เหตุปัจจัยแวดล้อมเหมาะสม, กิเลสไม่เกิดแก่เรา, ความทุกข์ไม่เกิดแก่เรา, จิตของเราสงบเย็นตามธรรมชาติ มีได้ง่ายเมื่อไปนั่งไปอยู่ในที่ที่มันไม่มีสิ่ง ยั่วยุกิเลส. หรือว่าแม้ตามธรรมดา จิตมันก็ต้องการจะหยุดจะพักของมันได้ มันขี้เกียจไปรับอารมณ์ มันก็หยุดได้เหมือนกัน. เมื่อกิเลสไม่เกิด ความทุกข์ไม่เกิด เรียกว่านิพพานชั่วขณะตามธรรมชาติ ซึ่งเราก็มีกันอยู่ด้วยกันทุกคน แล้วก็บ่อย ๆ. ถ้าว่าผู้ใดไม่มีจิตใจสงบเย็นชนิดนี้เสียเลย คนนั้นก็เป็นบ้า, แน่นอนละมันเป็นบ้า และตายแล้ว ไม่ได้มานั่งอยู่. ฉะนั้นมันมีการพักผ่อนของจิตใจในวิธีนี้ พอสมสัดสมส่วนกัน.
          ไปคำนวณดูเอาเองก็แล้วกันว่า วันคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมงนี้ เรามีจิตร้อนด้วยกิเลสกี่ชั่วโมง, แล้วก็เย็นว่างจากกิเลสกี่ชั่วโมง, แล้วก็ชอบสิ่งนี้ คือว่างจากกิเลส แม้ชั่วคราวนี้ให้มาก ๆ จะได้รู้จักชิมรสของกิเลส และความไม่มีกิเลส เปรียบเทียบกันดู. เวลาที่มีกิเลสร้อนเหมือนกับตกนรก ก็ลองชิมดูซิ, เวลาที่ได้ของอร่อย ๆ เหมือนกับสวรรค์ก็ลองชิมดู เวลาที่มันไม่มีกิเลส ไม่มีสิ่งรบกวนเลย ก็ชิมดู, มันจะรู้จักเปรียบเทียบระหว่างมีกิเลสกับไม่มีกิเลส. ชีวิตที่เยือกเย็นในโลกนี้ เป็นชีวิตที่เยือกเย็นอยู่ในโลกนี้ ก็สังเกตศึกษาให้มาก; จะเอามาจัดไว้เป็นขบวนธรรมเนียมประเพณี หรือวัฒนธรรมก็ได้; ครอบครัวนี้แต่ละคนมีความเยือกเย็น เพราะเขาอยู่กันอย่างชนิดที่กิเลสเกิดยาก, กิเลสไม่ค่อยรบกวน มันเป็นชีวิตที่เยือกเย็น. นั่นแหละคือนิพพานตามธรรมชาติ, นิพพานชั่วคราวตามธรรมชาติ.
          ทีนี้ถ้าว่าปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา อบรมจิตจนถึงนิพพาน สมบูรณ์ คือสิ้นกิเลส สิ้นอาสวะ สิ้นอนุสัย มันไม่กลับมีกิเลสอีกได้ นี้เป็นนิพพานแท้ นิพพานขั้นสมบูรณ์แบบ. อันนี้ไม่อยู่ในรูปของ วัฒนธรรมหรือประเพณี, มันไปอยู่ในรูปของธรรมะในขั้นสูงสุด บรรลุแล้วก็เป็นพระอรหันต์ไปเลย, นี่นิพพาน ความที่ไม่ปรุงแต่ง ภาวะที่ไม่ปรุงแต่ง, ลักษณะที่ไม่ปรุงแต่งของกิเลส และไม่เกิดความทุกข์ เป็นนิพพานสมบูรณ์.
          จะเป็นนิพพานชนิดไหน ก็เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ. นิพพานชั่วคราวเรียกว่าสามายิกนิพพาน นี้ก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ ชนิดหนึ่ง. นิพพานแท้จริงเป็นสอุปาทิเสสนิพพาน หรืออนุปาทิเสสนิพพานก็ตาม มันก็เป็นธาตุตามธรรมชาติอยู่นั่นเอง; แม้แต่นิพพานก็เป็นธาตุ สักว่าธาตุตามธรรมชาติ เอามาเป็นตัวตนไม่ได้. นี่โพธิพฤกษ์ของเรานี้ มันอบรมกันไปจนถึงบรรลุนิพพาน โพธิพฤกษานั้น พอกพูนเจริญเลี้ยงรักษา เจริญงอกงาม จะแตกใบ ออกดอก ออกผล เป็นนิพพาน.
          นี้เรื่องมันจบแล้ว สำหรับส่วนบุคคลนั้น; แต่เรื่องยังไม่จบสำหรับสังคมหรือหลายคน เพราะว่าความทุกข์หรือปัญหานี้ มันไม่ใช่มีแต่สำหรับคนคนเดียว มันมีความทุกข์หรือมีปัญหาของสังคมด้วย. เราอยู่โดยไม่มีสังคมนั้นมันอยู่ไม่ได้; เพราะว่าธรรมชาติมันจัดให้มาอย่างนั้น. เราจะมาขืนอยู่คนเดียวไม่มีใครนี้ มันทำไม่ได้ อยู่ไม่ได้, ดังนั้นเราจึงต้องมีสังคม และอยู่กันเป็นสังคม.
          หน้าที่ที่จะต้องประพฤติ ปฏิบัติ เพื่อประโยชน์แก่สังคม มันก็ยังเหลืออยู่ ดังนั้นเราก็จะต้องปลูกต้นไม้ต้นสุดท้าย คือเมตเตยยพฤกษา. ทุกศาสนามีคำว่า พระศรีอาริยเมตไตรย แม้จะเป็นคำในภาษาอื่น ก็มีความหมายเหมือนกับ ศรีอาริยเมตไตรย คือยิ่งด้วย เมตตา. นี้เรายังจะต้องปลูกต้นไม้ต้นนี้ เพื่อแก้ปัญหาให้มันหมดสิ้น. ปัญหาหมดส่วนเราคนเดียว มันก็ยังมีปัญหาของสังคมเข้ามารบกวน; จะตัดปัญหาให้หมด ก็ต้องตัดปัญหาทางสังคมให้หมดออกไปด้วย, จึงต้องปลูกต้นไม้อีกต้นหนึ่งเรียกว่า เมตเตยยพฤกษา เมตเตยยะแปลว่า เกื้อกูลแก่ความเป็นมิตร, เกื้อกูลแก่มิตรภาพ, เพื่อประโยชน์แก่มิตรภาพ เรียกว่าเมตเตยยะ ปลูกต้นไม้เพื่อเกื้อกูลแก่มิตรภาพในสังคม.
*******
กิ่งธรรมจากhttp://www.buddhadasa.org 

No comments:

Post a Comment