Monday, February 20, 2012

วัตถุนิยม–พุทธศาสนา ในทรรศนะคฤหัสถ์และบรรพชิตชาวอเมริกัน

วัตถุนิยม–พุทธศาสนา
ในทรรศนะคฤหัสถ์และบรรพชิตชาวอเมริกัน
 โดย สุลักษณ์ ศิวรักษ์ 


 อนึ่ง สำหรับคนไทยรุ่นใหม่ที่หันเหไปในทางที่นิยมนักคิดนักเขียนต่างประเทศด้วยแล้ว ข้าพเจ้าขอแปลจดหมายของอลัน กินสเบิร์ก มาให้อ่าน โดยที่เขาคนนี้เป็นกวีร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างยิ่งของสหรัฐ เขาเคยติดกัญชา และชอบเสพกามกับคนเพศเดียวกัน โดยเขาเคยมาเมืองไทย และเป็นคนแรกที่แปลบทกวีนิพนธ์ของ อังคาร กัลยาณพงศ์ ออกเป็นภาษาอังกฤษด้วย
         คำของเขาแปลได้ดังนี้

         อเมริกันทุกคนต้องการจากโลกยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที ทั้งนี้ก็เพราะเรามีชีวิตอยู่หนเดียวนี่เท่านั้น จะแสวงหาให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้เจียวหรือ แต่ความผิดพลาดมีอยู่ตรงที่ในอเมริกานั้น คนสะสมวัตถุที่ตายแล้วยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเครื่องยนต์กลไก ทรัพย์สมบัติ แม้จนข้อมูลต่าง ๆ โดยไม่สนใจที่จะสะสมให้มากขึ้น ของสิ่งที่ควรสะสม กล่าวคือความรู้สึกที่ดีงาม ความรักในทางเพศ ความรู้สึกอันนุ่มนวลควรทนุถนอม ความรู้สึกในทางเคารพรักซึ่งกันและกัน
          คุณจะมีพรมที่มีค่ายิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ ถ้าคุณเข้าใจซึ้งถึงคุณค่าของพรมผืนนั้น การได้ครอบครองมากขึ้น หมายถึงรู้ซึ้งถึงคุณค่าในสิ่งนั้น ๆ ยิ่งขึ้น การรู้ซึ้งนี้แลกล่าวได้ว่าเป็นคลังของสิ่งที่เราเรียกว่า ความรู้สึก ความรู้สึกซึ้งถึงร่างกาย หรือความรู้สึกที่แสดงออกทางร่างกาย จากภายในนี้แลคือประเด็นอันสำคัญ
          คุณอาจเป็นเจ้าของช้างสัก ๑ เชือก หรือธนาคารสัก ๑ แห่ง หรือมีอำนาจเหนือสิ่งนั้น ๆ แต่ถ้าคุณไม่ได้รับความสุขจากสิ่งนั้น ๆ ก็เท่ากับคุณได้ครอบครองปรมาณูที่ตายแล้ว หรือความคิดที่ตายแล้วนั่นเอง
          ธุรกิจของเรามีแนวโน้มไปในทางที่เป็นเครื่องยนต์กลไกยิ่ง ๆ ขึ้น จนเรากดดันไม่ให้ได้แสดงความรู้สึกออกมาในหน้าที่การงาน เพราะความรู้สึกเข้ากับเครื่องยนต์กลไกไม่ได้
          ผู้คนไหลเข้าและไหลออก ณ ที่ทำงานของเราอย่างตรงเวลา ดุจดังเป็นข้าทาสของเครื่องยนต์กลไกที่หาจิตวิญญาณมิได้ โดยที่ที่ทำงานของเราเก็บรักษาเครื่องยนต์กลไกที่ว่านี้ไว้อย่างเป็นของสำคัญ
          สื่อมวลชนกลายเป็นยักษ์มารที่คอยกินคน ถ้าคุณต้องการมีชีวิตอยู่ในจักรวาลที่ตายแล้ว หรือจักรวาลที่ผู้คนไม่มีความหมาย นั่นก็เป็นทางเลือกของคุณ โดยที่คนส่วนใหญ่ก็ถูกบังคับให้เลือกเช่นนั้น หรือเขาคิดว่าเขาต้องเลือกเช่นนั้น
          ในขั้นสุดท้ายแล้ว เขาพากันคิดว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเลือกเอาของตาย จนเกิดการไม่ไว้ใจใด ๆ ในทุกทิศทาง และผลบั้นปลายของทิศทางนี้ก็คือ เราต้องมีอาวุธนิวเคลียร์ ดังที่เรามีนโยบายต่อต้านคอมมูนิสต์ ให้เห็นว่าเราจำเป็นต้องมีศัตรู แล้วจะได้ใช้ทรัพยากรไปในทางสร้างอาวุธที่ทันสมัยยิ่ง ๆ ขึ้น โดยเราเชื่อกันว่าไม่มีทางเลือกอย่างอื่นอีกเอาเลย
          เราเกิดมาเป็นมนุษย์ แม้ทารกก็ต้องการความสัมผัสจากมนุษย์อย่างมีชีวิตจิตใจร่วมกัน หาไม่ทารกก็ต้องตามใจปาก กล่าวคือธรรมชาติของเรานั้นต้องการความนุ่มนวล ไม่ว่าจะทารกหรือคนที่โตแล้ว ก็ต้องการความละเมียดละไมด้วยกันทั้งนั้น แต่แล้ววัฒนธรรมของเรา หรือระบบของเราที่เรียกว่าระบบทุนนิยมดังที่ปฏิบัติกันอยู่นั้น เน้นที่การแข่งขันกัน โดยไม่ให้มีความร่วมมือกันอย่างแท้จริง กล่าวคือเราใช้วิธีบังคับให้มนุษย์มีปฏิกิริยาต่อกันและกัน ดังต่างก็มิใช่เพื่อนมนุษย์ฉะนั้น
          เป็นอันว่าเราจบลงด้วยมีคุณค่าน้อยลงไปทุกที ๆ ไม่ได้มีมากขึ้นเอาเลย แม้คุณจะไม่ได้เป็นเพียงเจ้าของของธนาคารอันดับแรกของชาติ ต่อให้คุณเป็นเจ้าของของโลกพิภพนี้ทั้งหมด คุณก็หาความสุขไม่ได้ เพราะสัมพันธภาพที่คุณมีอยู่ในระบบที่ว่านี้ คุณควบคุมแต่สสารหรือวัตถุ โดยมีความรู้สึกนึกคิดที่ตายแล้ว
          หาไม่ก็เหมือนแอมฟิตามิน หรือเครื่องกลที่กดให้สมองตื่นเต้นขึ้นได้อย่างปลอม ๆ เพราะอวัยวะทั้งหมดไม่ได้มีส่วนร่วมกับการสื่อสารดังกล่าว โดยที่การสื่อสารที่ว่านี้มีมาจากแรงกดดันภายนอกเท่านั้นเอง
          คำว่า ความสำเร็จ ตามมาตรฐานของสหรัฐนั้น ได้มาด้วยการสูญเสียของความเป็นตัวเราอย่างแท้จริง เพราะปราศจากความรู้สึกในทางส่วนตัวเอาเลย เพราะมัวแต่คำนึงกันว่าเธอได้น้อยเกินไป เธอควรจะได้มากกว่านี้ ดูคนส่วนใหญ่จะติดยึดอยู่กับวัตถุที่ตายแล้วพวกนี้แหละให้เป็นแกนอันสำคัญ โดยที่นิสัยสันดานของพวกเขาก็น้อมนำไปในทางความยิ่งใหญ่ เหมือนเรือเอี้ยมจุ๊นยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที จึงไม่น่าแปลกใจอะไรเลย ที่คนพวกนี้มักเป็นโรคกระหาย หาไม่ก็ขาดเอกลักษณ์ของตัวเอง อย่างเก่งก็เล่นคำให้คม ๆ กันเท่านั้นเอง อย่างปราศจากเนื้อหาสาระที่ลึกซึ้งอย่างสิ้นเชิง
          ความข้อนี้พระเยซูคริสต์ทรงสังเกตเห็นมานานแล้ว วิตแมนในอเมริกาก็เช่นกัน ทั้งหมดที่ว่ามานี้ คือการสูญเสียที่แท้จริง
          ฉะนั้น ยาเสพติดจึงต้องเข้ามาหาพวกเรา ในช่วงแห่งประวัติศาสตร์อันเหมาะสม LSD เข้ามาตัดมายากลของสรรพสิ่งที่ตายแล้ว จนเป็นการรับรู้ถึงแต่ละบุคคลอย่างปราศจากจิตสำนึกที่แท้ ที่ไม่มีความรู้สึก หรือสติสัมปชัญญะที่ตื่นขึ้นอย่างปลอม ๆ ในชั่วขณะหนึ่ง ๆ โดยที่ LSD ช่วยให้เกิดภาพลักษณ์ในจักรวาลขึ้นในห้วงแห่งสำนึก ทั้งนี้เพราะเราถูกตัดขาดออกจากการรับรู้โดยองค์รวมของอวัยวะทั้งหมดมานาน แล้ว ดังที่คนซึ่งถูกสะกดให้อยู่ในจักรวาลที่ตายแล้วมาจนตลอดชีวิต แล้วได้รับการปลุกให้ตื่นขึ้น และมาได้เห็นจักรวาลทั้งหมด รวมทั้งตัวเขาเอง โดยฤทธิ์ยา LSD ทั้งนี้ย่อมช่วยให้สมองปั่นป่วนแน่ ที่เริ่มรับรู้ว่าชีวิตเราทั้งหมด หมดไปกับจักรวาลอันหลงผิดนี้ โดยที่คนแทบทั้งหมดก็อยู่ในสภาวะเช่นนี้
          บัดนี้เป็นยุคสมัยของจรวด มีทั้งประชากรที่ล้นโลก มีการสื่อสารทางอิเลกโตรนิคอย่างเป็นระบบไปทั่วโลก โดยที่โลกเราก็กำลังถูกขู่ให้ถึงกับความพินาศด้วยลูกระเบิดที่ร้ายแรงยิ่ง และแต่ละประชาชาติก็เพิ่มการเป็นศัตรูต่อกันและกันยิ่งขึ้นอย่างหาเหตุผลไม่ได้ แล้วเราจะหาชั่วขณะใดได้เล่า ที่จะลงจากยานอวกาศอันได้แก่โลกพิภพของเรานี้ เพื่อแสวงหาเคมีวิทยาอย่างใหม่ที่ช่วยให้จิตสำนึกของเราเปลี่ยนไป และให้เรารับรู้ถึงสภาพความทุกข์ที่เราเผชิญอยู่
          สำหรับผู้เฒ่า ที่จำต้องมาคิดถึงเรื่องเช่นนี้ นับว่าเป็นการแปลกประหลาดมาก โดยที่บทเรียนจากประวัติศาสตร์ก็ยิ่งทำให้เราเร่งร้อนในการรับรู้ยิ่ง ๆ ขึ้น ดังที่เทคโนโลยี่ก็เร่งเร้าเรายิ่ง ๆ ขึ้นด้วยเช่นกัน โดยเราต้องถามว่าเราจะย้อนกลับไปสู่อดีตได้ละหรือ เราจะเป่าเอาอ้ายที่แสดงสถานภาพอยู่ในเวลานี้ให้หายไปได้อย่างไร หรือเราจะลดความกลัว ให้เห็นว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป ดังความฝัน แล้วเราจะได้คอยแสวงหา และช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน ถ้าเราเดินไปได้ตามแนวนี้ เราก็คงได้รับความปลอดภัย ดังที่ไอน์สไตน์และพวกที่ถือพุทธเข้าใจความข้อนี้อย่างลับ ๆ มานานนักแล้ว กล่าวคือสภาพอันน่าสพึงกลัวในโลกของเรานี้ แท้ที่จริงก็ไม่มีภยันตรายอันใดมาก หากเป็นเพียงคลื่นของมายากลเท่านั้นเอง แต่ที่เราจะรับความข้อนี้ได้ คงไม่ยาก ถึงกระนั้นการรับความข้อนี้ก็ดีกว่าที่จะปล่อยให้พวกเรากลายเป็นบ้าไป จนเห็นมารสับสนทุก ๆ มุม ดังที่ยุคสมัยจรวดของอเมริกันสะกดให้เราพากันตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น

          อัลเลน กินสเบิร์กเขียนความข้อนี้ลงใน Wall Street Journal อันเป็นนิตยสารทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐแต่ปี ค.ศ. ๑๙๖๖ (พ.ศ. ๒๕๐๙ ปีที่ข้าพเจ้ามีลูกเป็นคนแรก) และแล้วภายหลังเขาไปพบท่านตรุงปะรินโปเจ ซึ่งตั้งมหาวิทยาลัยพุทธขึ้นเป็นแห่งแรกในสหรัฐเมื่อปี ๑๙๗๔ (พ.ศ. ๒๕๑๗) เขาก็กลายเป็นพุทธศาสนิกไป จนได้อุทิศตนให้กับมหาวิทยาลัยพุทธแห่งนั้น (Naropa University) ด้วยการไปสอนวิชาวรรณคดี และวิธีเขียนกวีนิพนธ์ทุก ๆ ปี จนในที่สุดเขาได้หาทุนสร้างหอสมุดให้มหาวิทยาลัยนาโรปะ จนมีชื่อว่าหอสมุดกินสเบิร์กอยู่ในบัดนี้ (โดยที่ทั้งเขาและท่านตรุงปะ สิ้นชีวิตไปแล้วทั้งคู่)
          เมื่อได้ฟังคำของคนอเมริกันรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกวีอย่างมีชื่อเสียง ที่ท้าทายความคิดกระแสหลักของสหรัฐในทางวัตถุนิยม จนกลายมาเป็นพุทธศาสนิกแล้ว ขอให้เราลองมาฟังคำของพระธนิสสโรภิกขุ ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน ที่เคยมีชื่อว่า เจฟรีย์ เดอกราฟ แล้วมาบวชที่เมืองไทย ในปี ค.ศ. ๑๙๗๖ (พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นปีมหาวิปโยคของไทย) แล้วกลับไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดป่าในสหรัฐแต่ปี ๑๙๙๓ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ดูบ้าง โดยที่เรานับถือฝรั่งมานาน ลองฟังถ้อยคำของฝรั่งนอกกระแสหลัก ที่หันมาหาพระศาสนาดูสิว่า จะเป็นบทเรียนให้กับไทยร่วมสมัยได้อย่างไรหรือไม่
         ในช่วงอาทิตย์อุทัย อาตมานั่งอยู่บนขอบของแผ่นศิลาบนยอดเขาทางภาคใต้ ของรัฐยูท่าห์ เหนืออาตมาขึ้นไป คือท้องฟ้า สีจาง ๆ อันกว้างใหญ่ ใต้อาตมาลงไปเป็นเมืองรอกวีล และพ้นนั้นออกไปก็มีหน้าผา สีกุหลาบและสีปลาซัลมอนของอุทยานแห่งชาติชื่อ ซีออน
          ถ้านี่เป็นเมืองไทย อาตมาย่อมอาจลงไปบิณฑบาตที่เมืองรอกวีลได้ แล้วอาตมาก็จะเป็นอิสระที่จะจาริกไปตามแผ่นศิลาใหญ่บนยอดเขาต่าง ๆ เพื่อนั่งภาวนาใต้หุบเขายามกลางวันและภาวนาบนนั้นยามกลางคืน โดยอาจทำความเพียรอยู่เป็นสัปดาห์ ๆ ก็ได้ แต่ตามความเป็นจริง ณ ที่สหรัฐนี้ เพื่อนของอาตมาซึ่งขับรถพาอาตมามาที่นี่ ย่อมต้องทำอาหารเลี้ยงอาตมา และเพียงภายในเวลาไม่กี่วัน เราต่างก็ต้องกลับไปสู่ภาระหน้าที่ของเราในรัฐคาลิฟอเนีย เพื่อนคนนี้ย่อมกลับไปสู่ครอบครัวของเขา อาตมาก็กลับไปวัดของอาตมา
          ชีวิตของพระในอเมริกานั้นมีอิสรภาพน้อยกว่าในเมืองไทย อาตมาได้รับการฝึกอบรมที่ประเทศไทยมาสิบสี่ปี อาตมารู้ได้ถึงข้อแตกต่างจนเข้าไปถึงกระดูกของตัวเอง ที่เมืองไทย พระจะจาริกไปไหน ๆ เป็นเดือน ๆ ก็ได้ โดยแน่ใจได้ว่าจะมีคนเอาอาหารมาใส่บาตร เมื่อเราเดินออกบิณฑบาตตอนเช้า แม้พระส่วนใหญ่จะพอใจแสวงหาความมั่นคงของชีวิตตามวัดบ้านหรือวัดเมือง ยิ่งกว่าการออกไปเสี่ยงภัยในป่าก็ตามที แต่อุดมคติของพระป่าก็ยังดำรงคงอยู่ในเมืองไทย ไม่ใช่มีอยู่อย่างลอย ๆ หากเป็นทางเลือกของการดำรงชีวิตอย่างหนึ่ง
          นับเป็นศตวรรษ ๆ มาแล้ว ที่พระนักปฏิบัติได้จาริกไปในป่าต่าง ๆ ทางเอเชียอาคเนย์เรื่อยมา นับเป็นการดำรงชีพอย่างพึ่งพากันและกันของนักบวช ที่มีชีวิตอยู่อย่างง่าย ๆ ที่บรรสานสอดคล้องกับชาวไร่ชาวนาที่อยู่ตามชายป่าซึ่งพอจะมีปัจจัยไว้พอสำหรับเลี้ยงพระเหล่านี้
          พระวินัยกำหนดให้พระดำรงชีพอยู่นอกเหนือระบบเศรษฐกิจแบบการตลาด คือให้พระเลี่ยงกิจกรรมอันจะทำให้พระเหินห่างจากการมีชีวิตอย่างป่า ๆ อันบริสุทธิ์นี้ กล่าวคือพระวินัยห้ามพระทำไร่ไถนา ห้ามพระเลี้ยงปศุสัตว์ ห้ามพระทำมาค้าขาย หรือเก็บอาหารไว้ แต่มองในอีกแง่หนึ่ง พระก็เป็นนักล่าและนักเก็บเกี่ยว แต่พระย่อมไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เก็บพืชผักผลไม้ หรือขุดดิน พระก็ล่า และเก็บเกี่ยวต่างหากไปจากชาวบ้าน คือพระเก็บเกี่ยวจากอามิสทานที่ชาวบ้านถวาย และพระก็ล่ากิเลสของตน เพื่อทำตนให้บริสุทธิ์สมกับไทยทานที่พระได้รับมา ด้วยการเลี้ยงชีพอย่างปล่อยวาง อย่างเบาบาง และอย่างมีคุณธรรม ด้วยการมีความต้องการน้อยที่สุดสำหรับการดำรงชีพ
          ทั้งพระและโยมต่างก็เป็นผู้ให้ ในความสัมพันธ์ของกันและกันเช่นนี้ โดยที่พระก็มีอิสระที่จะมีเวลาเป็นวัน ๆ สำหรับภาวนาตามสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่เหมาะสมสำหรับการเจริญสติ เพื่อทดสอบขันติและวิริยะ โดยกล้าเผชิญกับภยันตรายในทางร่างกายและจิตใจจากสัตว์ป่า เพราะยึดเอาพระธรรมเป็นสรณะ ที่ช่วยให้เกิดความมั่นใจเป็นหลักในการดำรงชีวิต ทั้งนี้ช่วยให้พระรู้ซึ้งถึงพระธรรมคุณ และเข้าใจในรสพระธรรมจากการปฏิบัติธรรม ซึ่งไม่อาจหาได้จากการอ่านพระคัมภีร์
          ข้างฝ่ายทายกทายิกาก็ย่อมมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับสมณะ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มาแล้วจากการอุทิศชีวิตทั้งหมดเพื่อรสของพระธรรม โดยพระก็พร้อมที่จะอธิบายพระธรรมที่ตนได้สัมผัส ให้เป็นคุณประโยชน์แก่ญาติโยม
          ตามปกติพระป่ามักไม่เขียนอะไรไว้บนแผ่นกระดาษ หรือทิ้งรอยเท้าไว้ตามรอยที่ท่านจาริกไปตามวนา คนที่เขียนประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาในเอเชียอาคเนย์โดยทั่ว ๆ ไป จึงมักไม่ได้รับรู้ถึงพระคุณเจ้าเหล่านี้ แต่ถ้าเจาะลึกลงไปในทางอดีตอย่างจริงจัง ก็จะเห็นได้ว่าพระป่าได้มีบทบาทอย่างสำคัญที่ช่วยให้พระสัทธรรมดำรงคงอยู่อย่างมีชีวิตชีวา
          เวลาเกิดสภาวะวิกฤต ที่คนในศูนย์แห่งอำนาจขาดศรัทธาปสาทะ โดยเฉพาะก็เมื่อพุทธศาสนาไกล่เกลี่ยกับชีวิตชาวเมือง จนเนื้อหาสาระของพระธรรมจางหายไปได้มาก ๆ ผู้คนย่อมจะหันไปหาพระป่า ให้มาช่วยผลักดันในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาขึ้นได้
          ด้วยวิธีนี้นี่แล ที่พระป่าเหล่านี้เป็นตัวสร้างคุณค่าในทางธรรม เพื่อต้านพลังทางเศรษฐกิจและค่านิยมทางโลก ๆ ให้หันมาหาพระสัทธรรมที่แท้ได้
          ถ้าพุทธศาสนาแบบป่า มาลงรากได้ที่อเมริกา ก็จะเป็นการดีมิใช่น้อย โดยที่นี่ก็เหมือนขบวนการความเป็นป่าอย่างอื่น ๆ ที่มีในสหรัฐ คือต้องอยู่นอกเหนือกระแสหลัก เพราะนี่แลคือประเด็นที่สำคัญ คือความเป็นพระป่า มีอยู่เพียงอย่างทางเบื้องหลังเท่านั้น เพื่อช่วยให้พุทธศาสนาในอเมริกามีตีนอันติดดิน โดยช่วยสร้างทางเลือกให้ และบางครั้งก็ช่วยแก้ไขให้ หรืออาจต้านทานกระแสของการตลาดทางกระแสหลักได้ด้วย เพื่อให้ปรากฏซึ่งวัฒนธรรมแห่งการตื่น คือความเป็นพุทธนั่นเอง
          พร้อม ๆ กันนั้น คณะสงฆ์ที่ถือธุดงควัตรตามรุกขมูล ย่อมอาจช่วยฝึกปรือให้ฆราวาสที่อาจอยากแสวงหาธรรมะอย่างป่า ๆ ให้เข้าหาป่าอย่างจริงจังและลึกซึ้ง ดังประเพณีของอเมริกันก็เคยมีแล้วจากภูมิปัญญาของชาวป่า เช่นของพวกอินเดียนแดง รวมมาจนถึงบุคคลเช่น ทอโร่ และมูอีส์ แต่พวกนี้ไม่อาจให้ได้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ เพราะไม่ได้วิเคราะห์เจาะลึกลงไปถึงความแก่ ความเจ็บ และความตาย โดยไม่มีข้อเสนอแนะว่าจะไปพ้นความแก่–เจ็บ–ตาย ได้อย่างไร
          ขอให้คิดดูว่าสหรัฐของเราจะร่ำรวยขึ้นถึงเพียงไหน ถ้าตามวนาของเรา มีคนซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเขาเข้าถึงสภาวะจิตอันสูงส่ง หรือลุ่มลึกทางด้านการภาวนา โดยเขาอาจให้คำตอบได้อย่างแม่นยำในเรื่องความทุกข์ต่าง ๆ โดยที่คนพวกนี้ก็เข้าได้กับชาวบ้านชาวเมือง
          คนที่เบื่อระบบเศรษฐกิจแบบการตลาด ย่อมต้องการบางคนที่เขาควรหันไปหาได้ โดยที่คนบางคนที่ว่านี้ ย่อมอาจหันพระธรรมจักรให้เป็นไปได้เรื่อย ๆ ในทุกขณะที่เขาแนบสนิทกับป่า โดยมีชีวิตที่แท้จริงกับความเป็นป่าที่ว่านี้
          เขาเหล่านี้ย่อมเข้าถึงพระธรรมวินัย ซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่านำมาประยุกต์ได้อย่างไม่จำกัดกาล เป็นเวลากว่าสองพันห้าร้อยปี ที่ช่วยให้บางคนไปพ้นการเกิดและการตาย
          บุคคลที่ว่าหรือพระป่าเหล่านี้ ดำรงชีพอยู่ได้เพราะวัฒนธรรมแห่งการให้ทาน หรือการถวายบิณฑบาต ซึ่งช่วยให้สมณะพวกนี้มีอิสรภาพในการดำเนินตามครรลองแห่งพระธรรมวินัยเท่า นั้นอย่างเต็มเวลาเอาเลย
          แม้คนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบการตลาด ก็อาจต้องหันไปหามิตรของเขาที่ละวิถีชีวิตกระแสหลักออกไปมีประสบการณ์อย่างป่า ๆ เพื่อเข้าได้ถึงองค์คุณทางปัญญา ซึ่งสังคมปัจจุบันของเราโยนทิ้งเสียแล้วอย่างน่าเสียดาย
          ถ้าคนในและนอกกระแสเศรษฐกิจการตลาด มีโอกาสได้เรียนรู้ดังวิธีที่กล่าวมานี้ อาจช่วยให้สังคมมีสุขภาพดีขึ้น ทั้งผู้ที่ออกไปอยู่ป่าก็มีโอกาสได้อยู่กับป่า เพื่อรักษาป่าไว้ให้อยู่ในสภาพทางธรรมชาติที่เหมาะสมอีกด้วย และยิ่งถ้าเราได้รับสติปัญญาจากป่ามากเท่าไร ประชาชาติของเราทั้งหมดก็จะเจริญขึ้นในทางอารยธรรมอีกด้วย
          ความสัมพันธ์ดังที่ว่ามานี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบก็คือ ต้องมีมวลชนที่รู้จักวิพากษ์วิจารณ์สองประเภท ประเภทหนึ่งคือชาววัด อีกประเภทหนึ่งคือ ชาวบ้าน ที่อาศัยอยู่ใกล้ ๆ ป่า และชาวบ้านเหล่านี้ต้องเห็นคุณค่าของระบบวัดป่า
          จะต้องใช้เวลานานเท่าไร จึงจะเกิดมวลชนที่มีสติปัญญาเช่นนี้ขึ้นได้ คำตอบก็คือต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าสิบปี แม้สิบทศวรรษก็อาจไม่พบ เพราะวัดที่ดีเกิดขึ้นไม่ได้อย่างฉับพลัน แต่ละคนของชาววัดและชาวบ้านที่ว่า ต้องใช้เวลาส่วนตัวและความเพียรพยายามมากเพื่อฝึกปรือนิสัยปัจจัยให้เกิดความพร้อม ยิ่งจะให้ชาวบ้านชาววัดเชื่อใจ และไว้ใจซึ่งกันและกันอย่างสนิทได้ วัดพุทธในตะวันตกต้องใช้เวลาพิสูจน์ จนคนเห็นว่าคุณค่าของวัดมีจริงอย่างนอกเหนือศีลธรรมจรรยาทั่ว ๆ ไป
          ในปัจจุบัน ทางอเมริกาเหนือ มีวัดป่าเล็ก ๆ ตามธรรมเนียมไทยเพียง ๗ วัด เปรียบได้กับว่าแต่ละวัดเป็นดังโรงกระจกที่ทดลองปลูกพืชเมืองร้อนในเมือง หนาว โดยญาติโยมที่อุดหนุนวัดเช่นนี้ก็มีเป็นจำนวนน้อยเช่นกัน บางครั้งพระก็ออกพ้นฟองสบู่มาถึงกับพบญาติโยมที่มีทุนทรัพย์ถึงขนาดให้ขยาย วัดออกไปได้ในภาคอื่น ๆ ของประเทศ แม้กระนั้นวัฒนธรรมพุทธตามแบบที่ว่านี้ก็ยังบอบบางและยังไม่แน่นอน อาตมาเองก็มองไม่เห็นว่า บรรยากาศทางวัฒนธรรมที่ว่านี้จะเปลี่ยนแปลงไป จนพืชที่เพาะชำไว้ในโรงกระจกจะออกมาหยั่งรากลึกได้หรือไม่ เพื่อเราจะได้ไม่ต้องการตู้กระจกอีกต่อไป
          แต่ที่เรามองไม่เห็นมาก่อนนั้น ก็เกิดปรากฏการณ์บางอย่างขึ้นได้ ดังเมื่ออาตมาออกจากสหรัฐไปเมืองไทยในปี ค.ศ. ๑๙๗๖ นั้น มองไม่เห็นได้เลยว่าเมื่อกลับมาบ้านเกิดเมืองนอนของตน จะได้รับการตอบสนองด้วยดีจากญาติโยมในรอบ ๑๐ ปีที่อาตมามาตั้งวัดป่าขึ้นในประเทศนี้
          ที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ ชาวเราเป็นนักล่าและนักเก็บเกี่ยว เราจึงถือว่าอะไรก็ตามที่เข้ามาถึงหนทางของเรา ว่านั่นเป็นของขวัญ เราจึงไม่จำต้องวางแผนระยะยาวไว้ให้เสียเวลา สิ่งที่เราควรจะทำคือ ทำตนของเราให้สมควรกับของขวัญอันเราควรจะได้รับ กล่าวคือธุรกิจประการแรกของเรา คือเริ่มต้นจากการรู้จักเดินลมหายใจให้ถูกต้องตั้งแต่ที่นี่ ในเวลานี้เลยทีเดียว
*******
ชี้ธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment