Friday, February 10, 2012

คำขอโทษ

วันแห่งความรักนี้คำสองคนที่ควรนำมาใช้สำหรับใครบางคนหรือทุกคน  คือ
คำขอโทษ
โดย รินใจ 

       ขณะที่สมศักดิ์กำลังขับรถอยู่บนเลนขวาของถนนหลวง เขาไม่ได้สังเกตว่าข้างหลังมีรถคันหนึ่งซึ่งกำลังเร่งเครื่องและพยายามแซงขึ้นหน้า ในที่สุดรถคันนั้นก็แซงซ้ายขึ้นไปจนได้ แล้วบีบแตรพร้อมกับตะโกนต่อว่า สมศักดิ์รู้สึกโกรธขึ้นมา จึงเร่งเครื่องเพื่อแซงรถคันนั้น ขณะที่รถแล่นขนานกัน เขาก็ลดกระจกเพื่อเตรียมจะตะโกนตอบโต้
       ชั่วขณะนั้นเองเขาสังเกตว่าอีกคันหนึ่งก็ลดกระจกเช่นกัน เขาจึงมองไปที่คนขับรถคนนั้น แล้วจู่ ๆ เขาก็ตะโกนว่า “ผมขอโทษ !” คนขับรถคันนั้นอึ้งไปทันที แล้วก็ตะโกนตอบว่า “ผมก็ขอโทษ!” แล้วต่างคนต่างก็บอกให้อีกฝ่ายนำไปก่อน “คุณไปก่อน” “ไม่ คุณไปก่อน”
       สมศักดิ์ยอมรับว่าไม่รู้หลุดปากขอโทษไปได้อย่างไร เพราะตอนที่กำลังแซง คิดแต่จะตะโกนด่า แต่ชั่วขณะนั้นเองเขารู้สึกขึ้นมาทันทีว่าการทะเลาะเบาะแว้งกันนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เข้าท่าเสียเลย
       สมศักดิ์คงนึกไม่ถึงว่าคำขอโทษของเขานั้นจะทำให้อีกฝ่ายเปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลัน และกลายมาเป็นมิตร เช่นเดียวกับสมศักดิ์ คนขับรถอีกคันหนึ่งก็คงไม่รู้ว่าตนเอ่ยปากขอโทษกลับไปได้อย่างไร เพราะตอนที่ลดกระจกนั้นก็เตรียมตัวจะด่าเต็มที่
       “ผมขอโทษ” คำสามคำนี้ดูเหมือนเป็นคำพื้น ๆ ธรรมดา ๆ แต่มีอานุภาพในการสยบความโกรธและเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้อย่างนึกไม่ถึง
        หมอคนหนึ่งเข้าร่วมทีมผ่าตัดเพื่อช่วยเด็ก แต่เกิดผิดพลาดขึ้นมา เด็กเสียชีวิตคาเตียง เขารู้สึกตกใจและเสียใจมาก เมื่อออกจากห้องผ่าตัด เขาเดินไปหาแม่เด็กและกล่าวคำขอโทษ ต่อมาแม่ของเด็กได้ฟ้องเรียกค่าเสียหาย เมื่อคดีขึ้นถึงศาล ปรากฏว่าทีมผ่าตัดถูกฟ้องทุกคนยกเว้นหมอผู้นั้นผู้เดียว ทนายความของทีมผ่าตัดไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น หมอผู้นั้นก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ ทนายความจึงถามแม่ของเด็กระหว่างการซักพยานว่าทำไมถึงไม่ฟ้องหมอผู้นั้นด้วย คำตอบของเธอก็คือ “เพราะเขาเป็นคนเดียวที่ใส่ใจ”
        คำขอโทษนั้นมีพลังที่สามารถเปลี่ยนจิตใจของอีกฝ่ายได้ แต่เมื่อเกิดปัญหาหรือข้อขัดแย้งกันขึ้นมา คำธรรมดาสามัญเพียงไม่กี่คำนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่เอ่ยปากได้ยากอย่างยิ่ง เพราะไปเข้าใจกันว่า คำขอโทษเป็นการแสดงถึงความอ่อนแอ และเปิดจุดอ่อนให้อีกฝ่ายหนึ่งเล่นงานได้ง่าย ถ้าหมอขอโทษก็แสดงว่าหมอยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด เท่ากับเปิดช่องให้ฟ้องร้องได้สะดวกขึ้น เพราะฉะนั้นจึงควรปิดปากแน่นไม่ให้คำขอโทษหลุดรอดออกมาได้
       แต่บ่อยครั้งการปิดปากเช่นนั้นกลับทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น เพราะยั่วยุให้อีกฝ่ายหมายมั่นจะเอาชนะให้ได้ ความขัดแย้งนั้นไม่จำต้องเป็นเรื่องแพ้-ชนะเสมอไป แต่เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดจะปกป้องตัวเองเพราะกลัวเป็นฝ่ายแพ้ อีกฝ่ายก็ถูกผลักดันให้ต้องเป็นฝ่ายรุกเพื่อจะเอาชนะ ใช่หรือไม่ว่า ยิ่งกลัวว่าจะเป็นฝ่ายแพ้ กลับยิ่งผลักไสให้ตนเองอยู่ในสภาพตั้งรับจนเป็นฝ่ายแพ้ในที่สุด
       แทนที่จะคิดแต่เรื่องแพ้-ชนะ ซึ่งนำไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย จะดีกว่าไหมหากมองว่าทั้งเราทั้งเขาล้วนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์หรือร่วมชะตากรรม ความสูญเสียของอีกฝ่ายคือความสูญเสียของเราด้วย การตายของเด็ก ไม่ใช่เป็นแค่ความสูญเสียของแม่เท่านั้น แต่ยังเป็นความสูญเสียของหมอ ความรู้สึกเช่นนี้จะทำให้เราเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น และยิ่งเห็นอกเห็นใจกันมากเท่าไร ก็สามารถเปิดใจกันได้มากเท่านั้น ถึงตอนนั้นคำขอโทษก็ออกมาเองโดยไม่ต้องพยายามแต่อย่างใด
       ความขัดแย้งไม่สามารถยุติได้ด้วยผลแพ้-ชนะ (เพราะผู้แพ้ย่อมหาทางเอาชนะในที่สุด) แต่สามารถคลี่คลายได้เมื่อความเป็นมิตรบังเกิดขึ้น จริงอยู่อีกฝ่ายอาจไม่ยอมเป็นมิตรกับเรา โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นเราเป็นฝ่ายผิด แต่เมื่อเราเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อนด้วยการกล่าวคำขอโทษ คำสามคำที่ออกมาจากใจจริงนี้แหละที่สามารถเปิดใจเขาให้ยอมรับไมตรีจากเราได้ในที่สุด อีกทั้งยังเปิดใจเขาให้ความดีภายในได้พรั่งพรูออกมา ดังเช่น “คู่กรณี” ของสมศักดิ์ ซึ่งแสดงความเอื้อเฟื้อด้วยการให้ทางสมศักดิ์ขึ้นหน้า แทนที่จะแย่งแซงอย่างตอนแรก
       คำขอโทษนั้นมิได้ส่อถึงความอ่อนแอ แต่ออกมาจากจิตใจที่กล้ายอมรับผิด และกล้าที่จะปฏิเสธบัญชาของอัตตาที่เต็มไปด้วยอหังการ แน่นอนทีแรกอาจรู้สึกกระดากหรือกลัวเสียหน้า แต่เมื่อกล่าวคำขอโทษ สิ่งที่จะเสียก็คืออหังการของอัตตา ส่วนสิ่งจะได้มาคือมิตรภาพ รวมทั้งความเป็น มนุษย์ที่รู้จักเห็นอกเห็นใจและมีสำนึกในความผิดชอบชั่วดี
        ปากแข็งมีแต่ทำให้ให้ใจแข็งกระด้าง หาได้ช่วยให้เราเข้มแข็งแต่อย่างใดไม่
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

No comments:

Post a Comment