Monday, March 5, 2012

วันมาฆบูชา

วันมาฆบูชา


            วันมาฆบูชาหมายถึง การบูชา ในวันเพ็ญเดือน ๓   เนื่องในโอกาสคล้าย วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ 
 
        "มาฆะ" เป็นชื่อของเดือน ๓ มาฆบูชานั้น ย่อมาจากคำว่า"มาฆบุรณมี" แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน ๓ วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ แต่ถ้าปีใดมีเดือน อธิกมาส คือมีเดือน ๘ สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง ในวันพุทธศาสนา 
       วันมาฆบูชา ได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ท่าม กลางที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนา โดยมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน 4 ประการ คือ พระสงฆ์สาวกที่มาประชุมพร้อมกันทั้ง 1,250 รูปนั้นได้มาประชุมกันยังวัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย, พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดต่างล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" หรือผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง, พระสงฆ์ทั้งหมดที่มาประชุมล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรง อภิญญา 6, และวันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญมาฆปุรณมีดิถี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ดังนั้นจึงมีคำเรียกวันนี้อีกคำหนึ่งว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" หรือ วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์้ 4

      เดิมนั้นไม่มีการประกอบพิธีมาฆบูชาในประเทศพุทธเถรวาท จนมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) พระองค์ได้ทรงปรารภถึงเหตุการณ์ครั้งพุทธกาลใน วันเพ็ญเดือน 3 ดังกล่าวว่า เป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญยิ่ง ควรมีการประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นที่ตั้งแห่งความศรัทธาเลื่อมใส จึงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชกุศลมาฆบูชาขึ้น โดยการประกอบพระราชพิธีคงคล้ายกับวันวิสาขบูชา คือมีการบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ มีการพระราชทานจุดเทียนตามประทีปเป็นพุทธบูชาในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระอารามหลวงต่าง ๆ เป็นต้น โดยในช่วงแรกพิธีมาฆบูชาคงเป็นการพระราชพิธีภายใน ยังไม่แพร่หลายทั่วไป จนต่อมาความนิยมจัดพิธีมาฆบูชาจึงได้ขยายออกไปทั่วราชอาณาจักร
      ปัจจุบันวันมาฆบูชาได้รับการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการในประเทศไทย โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์  พระสงฆ์ และประชาชน จะมีการประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อเป็นการบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงประทานโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งกล่าวถึงหลักคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิตของตนให้ผ่องใส เพื่อเป็นหลักปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนทั้งมวล

กลุ่มป่าไผ่ในวัดเวฬุวันมหาวิหาร ที่มาของชื่อเวฬุวัน
โอวาทปาฏิโมกข์ 
       โอวาทปาฏิโมกข์ หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา หรือคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระพุทธพจน์ ๓ คาถากึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ผู้ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ พระเวฬุ วนาราม ในวันเพ็ญเดือน ๓ ที่เราเรียกกันว่าวันมาฆบูชา (ถรรถกถากล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ นี้ แก่ที่ประชุมสงฆ์ตลอดมา เป็นเวลา ๒๐ พรรษา ก่อนที่จะโปรดให้สวดปาฏิโมกข์อย่างปัจจุบันนี้แทนต่อมา), คาถา โอวาทปาฏิโมกข์ มีดังนี้ (โอวาทปาติโมกข์ ก็เขียน)

สพฺพปาปสฺส อกรณํกุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํเอตํ พุทธาน สาสนํฯ
ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี
สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโตฯ
อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร
มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํฯ
แปล : การไม่ทำความชั่วทั้งปวง, การบำเพ็ญแต่ความดี, การทำจิตของตนให้ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง, พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่านิพพาน เป็นบรมธรรม, ผู้ทำร้ายคนอื่น  ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต,ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ การไม่กล่าวร้าย, การไม่ทำร้าย, ความสำรวมในปาฏิโมกข์, ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร, ที่นั่งนอนอันสงัด, ความเพียรในอธิจิต นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่เข้าใจกันโดยทั่วไป และจำกันได้มาก ก็คือ ความในคาถาแรกที่ว่า ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส
       คำว่า "จาตุรงคสันนิบาต" แยกศัพท์ได้ดังนี้ คือ "จาตุร" แปลว่า ๔ "องค์" แปลว่า ส่วน "สันนิบาต" แปลว่า ประชุม ฉะนั้นจาตุรงคสันนิบาตจึงหมายความว่า "การประชุมด้วยองค์ ๔" กล่าวคือมีเหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันนี้ คือ
๑. เป็นวันที่ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันที่เวฬุวันวิหารในกรุงราชคฤห์ โดยมิได้นัดหมาย
๒. พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจาก พระพุทธเจ้าทั้งสิ้น
๓. พระภิกษุสงฆ์ทุกองค์ที่ได้มาประชุมในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นผุ้ได้บรรลุพระอรหันต์แล้วทุก ๆองค์
๔. เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงกำลังเสวยมาฆฤกษ


     การปฎิบัติตนสำหรับพุทธศาสนาในวันนี้ก็คือ การทำบุญ ตักบาตรในตอนเช้า หรือไม่ก็จัดหาอาหารคาวหวานไปทำบุญฟังเทศน์ที่วัด ตอนบ่ายฟังพระแสดงพระธรรมเทศนา ในตอนกลางคืน จะพากันนำดอกไม้ ธูปเทียน ไปที่วัดเพื่อชุมนุมกันทำพิธีเวียนเทียน รอบพระอุโบสถ พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์โดยเจ้าอาวาสจะนำว่า นะโม ๓ จบ จากนั้นกล่าวคำ ถวาย ดอกไม้ธูปเทียน ทุกคนว่าตาม จบแล้วเดิน เวียนขวา ตลอดเวลาให้ระลึกถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ จนครบ ๓ รอบ แล้วนำดอกไม้ ธูปเทียนไปปักบูชาตามที่ทางวัด เตรียมไว้ เป็นอันเสร็จพิธี 

                    MAKHA BUCHA DAY 

 *******
เราควรทำอย่างไรใน วันมาฆบูชา
โดยพระ ไพศาล  วิสาโล
           ๗ มีนาคม ศกนี้ สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว เป็นเพียงวันหยุดอีกหนึ่งวันเท่านั้น แม้อาจจะรู้ว่าเป็นวันมาฆบูชา แต่ก็มองไม่เห็นความสำคัญมากไปกว่านั้น มีส่วนน้อยที่เห็นว่าเป็นวันสำคัญทางศาสนา ที่เป็นโอกาสสำหรับการทำบุญเช่น ใส่บาตร หรือไม่ก็ร่วมพิธีทางศาสนา เช่น การเวียนเทียน น้อยยิ่งไปกว่านั้นก็คือคนที่รู้ว่าวันมาฆบูชามีความเป็นมาอย่างไร และคงมีน้อยมาก ๆ ที่รู้ว่าวันนั้นเมื่อเกือบ ๒,๖๐๐ ปีที่แล้ว พระพุทธองค์ตรัสสอนอะไรบ้าง
        คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าศาสนาพุทธสอนให้ "ละชั่ว ทำดี" แต่ถ้ารู้ว่าพระพุทธองค์ทรงสอนอะไรในวันเพ็ญ เก้าเดือนหลังจากการตรัสรู้ของพระองค์ ก็จะเข้าใจดีว่า นอกเหนือจาก "การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม"แล้ว "การชำระจิตของตนให้ผ่องใส"ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ชาวพุทธพึงปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม จริยาประการหลังนั้นมักถูกละเลยไป ผลก็คือชาวพุทธจำนวนไม่น้อยเป็นทุกข์เพราะการทำความดี เช่น ท้อแท้ที่ทำดีแล้วไม่ได้ดี ไม่มีคนเห็น หรือชื่นชมสรรเสริญ หาไม่ก็ทุกข์ใจที่คนอื่นไม่ทำความดีเหมือนตน หรือทำความดีอย่างที่ตนคาดหวัง หนักกว่านั้นก็คือเกิดอาการยกตนข่มท่าน มองเห็นคนอื่นว่าไม่ดีเหมือนตน จนตีตราว่าเขาเป็นคนเลว และพร้อมที่จะทำอะไรกับเขาก็ได้ในนามของคุณธรรมความดี

       ความดีนั้นหากยึดติดถือมั่นจนหลง ก็สามารถทำความทุกข์ให้ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นได้ง่ายมาก ดังนั้นการฝึกจิตให้มีรู้เท่าทันตนเองมองเห็นกิเลสที่มาครองใจ และสามารถขจัดออกไปจากจิตใจ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยเสริมให้การละชั่ว ทำดีนั้น เป็นประโยชน์เกื้อกูลทั้งต่อตนเองและผู้อื่นอย่างแท้จริง ยิ่งสามารถเจริญปัญญาจนเห็นว่าไม่มีอะไรที่ยึดติดถือมั่นว่าเป็นฉันหรือของฉันได้เลย ก็จะช่วยให้ไม่สำคัญผิดว่า "ตัวกู" คือ "ความดี" หรือยึดว่าคนอื่นต้องดีเหมือน "กู"เท่านั้น พูดง่าย ๆ คือ ไม่เอาความดีไปทำร้ายผู้อื่น ขณะเดียวกันก็ปิดกั้นไม่ให้ความดีทำร้ายตนเอง หรือถูก "ความดีกัดเจ้าของ"อย่างที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้เตือนเอาไว้

        การฝึกจิตเจริญปัญญา ยังช่วยให้เราสามารถอยู่ในโลกนี้ได้โดยไม่ทุกข์ อย่าลืมว่าแม้ละชั่ว ทำดีมากมายเพียงใด ก็หนีความพลัดพรากสูญเสีย รวมทั้งความแก่ ความเจ็บ และความตายไม่พ้น หลายคนพอประสบโรคร้าย หรือสูญเสียคนรัก ก็ร้องไห้ฟูมฟาย ก่นด่าชะตากรรมว่า "ทำไมต้องเป็นฉัน" แต่คนที่เจริญปัญญาจนเข้าใจความจริงของชีวิตและโลกว่าเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จะไม่เป็นทุกข์เมื่อประสบเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะเขาตระหนักดีว่า สักวันหนึ่งก็ต้องเป็นคราวของฉัน หรือรู้ดีว่า "ทำไมจะเป็นฉันไม่ได้" ยิ่งผู้ที่เจริญปัญญาจนเห็นชัดว่าไม่มีอะไรที่เป็น "ตัวกู ของกู"เลย เมื่อเจ็บป่วย ก็เห็นแต่ความเจ็บป่วย แต่ไม่มี "ผู้ป่วย" เมื่อจะตายก็รู้ว่าไม่มี "ผู้ตาย" ดังนั้นจึงไม่เป็นทุกข์แต่อย่างใด

       วันมาฆบูชาจึงเป็นวันที่เราพึงย้ำเตือนตนเองให้ไม่เพียงละชั่ว และทำดีให้เพิ่มพูนเท่านั้น แต่พึงชำระขัดเกลาจิตใจของตนให้สะอาด และเข้าถึงความสงบและความสว่างอย่างแท้จริง เพื่อช่วยให้บรรลุทั้งประโยชน์ตนและเกื้อกูลประโยชน์ท่านได้อย่างเต็มที่
  
******* 
กิ่งธรรมจาก
1. http://www.dhammathai.org/
2. http://th.wikipedia.org
3. http://www.visalo.org/

No comments:

Post a Comment