Tuesday, March 6, 2012

อุดมคติกับอาชีพ

เพาะธรรม
อุดมคติกับอาชีพ
 โดยพุทธทาสภิกขุ


           ผู้ที่เข้าถึงสุญญตาแล้ว จะเห็นสิ่งต่าง ๆ ในฐานะเป็นของว่าง คือเป็นธรรมดา ไม่มาครอบงำหัวใจได้; เลยคุ้มครองตัวเองอยู่ได้เป็นปรกติไม่ลำเอียง ไม่มีอคติ จะมองเห็นว่าทรัพย์สมบัติมหาศาล จะมหาศาลสักเท่าไรก็ตาม ทรัพย์สมบัติทั้งหมดนั้น เหมือนกับของพบกลางทาง คืออาศัยกินอยู่ใช้สอยครู่เดียว แล้วก็จากไปโดยการเดินทางต่อไป มิได้หยุดอยู่ที่นั่นหรืออยู่ที่นั่นเป็นการถาวร.
          สำหรับการประกอบอาชีพนั้น นอกจากจะถือว่า เป็นของทำเพียงเพื่อให้ชีวิตรอดอยู่ได้ สำหรับจะได้ทำงานชิ้นสำคัญของชีวิตโดยตรงแล้ว ก็ควรจะถือว่า เป็นเพียงงานฝีมือ เพื่อแสดงฝีมือ เหมือนงานศิลป์ทั่วไป; มิใช่เป็นเรื่องที่ต้องละโมบโลภลาภ ตะกละตะกลาม ทำกันอย่างไม่เห็นแก่ผิดชอบชั่วดี. ถ้าถือว่า งานของชีวิตจนตลอดชีวิตเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งแล้วทุกอย่างจะเป็นไปแต่ในทางงดงาม หรือบริสุทธิ์ตามแบบศิลป์. ศิลปโบราณในยุคที่ไม่นิยมวัตถุกันนั้น เป็นศิลปบริสุทธิ์ ครั้นตกมาถึงสมัยที่เห็นแก่วัตถุกันมาก ก็เลยกลายเป็นศิลปไม่บริสุทธิ์ แล้วแต่ผู้จ้างจะจ้าง หรือผู้นิยมจะซื้อตามที่เขาต้องการอย่างไร.
          ถ้าเราเป็นศิลปินแท้ ก็รักษาอุดมคติของศิลปไว้ได้. ที่เราทำงานอาชีพต่าง ๆ ก็ให้เป็นเพียงเครื่องฝึกมือ อย่ายึดถือเอาผลเป็นเงินเป็นทองเพื่อปากเพื่อท้องเลย มันจะเกิดความทุกข์ขึ้น. โดยนัยะนี้ พร้อมกันเราก็จะปฏิบัติหน้าที่ หรืออาชีพของเราไปได้อย่างประณีตถึงที่สุดเหมือนกัน เงินทองก็ไม่ไปไหนเสีย มันก็มีมาเอง แล้วเราก็ไม่บริโภค หรือละโมบเอาเงินทองนั้นอย่างคนที่เห็นแก่ปากท้อง เรายังคงเป็นศิลปินในการประกอบงานฝีมือหรือการฝีมืออย่างสูงอยู่นั่นเอง. นี้เป็นเหตุให้ทำงานได้ดีกว่าที่จะไปเห็นแก่ปากแก่ท้องเสียอีก. ถ้าเห็นแก่ปากแก่ท้องก็รวบรัดเอา โกงนายจ้างก็ได้. ถ้าทำโดยรักศิลปะ จะไม่ยอมทำอย่างนั้น ถูกไล่ออกจากงาน เพราะทำงานช้าก็ตามใจ; ถ้าจะไม่ถึงขนาดของศิลปะ.
          ถ้าพวกเราประกอบอาชีพกันในลักษณะเช่นนี้แล้ว จะไม่มีความทุกข์เพราะอาชีพนั้น ๆ เลย จะไม่มีห่วงวิตกกังวล นอนไม่หลับ กินไม่ได้ เพราะความทับถมของอาชีพ หรือถึงกับเบียดเบียนกันเพราะอาชีพ. เพราะฉะนั้นส่วนใดที่เป็นอาชีพ หรือที่ถือว่าเป็นอาชีพ ก็ขอให้ถือกันในลักษณะเช่นนี้ คือถือว่าอาชีพนั้น เป็นเพียงงานฝีมือของผู้ที่มีหัวเป็นศิลปินแท้. ยิ่งการเป็นตุลาการ ซึ่งอาตมาได้กล่าวแล้วว่าไม่ใช่อาชีพ มันก็ยิ่งไปกว่านั้นอีก คือต้องไม่เห็นแก่ปากแก่ท้องยิ่งขึ้นไปอีก ต้องทำเพื่ออุดมคติ ต้องทำเพื่อความเป็นปูชนียบุคคลโดยตรงยิ่งขึ้นไปอีก.
          สำหรับชื่อเสียง ท่านจะมองเห็นได้เอง ในเมื่อเห็นสุญญตา ว่าชื่อเสียงนี้ ก็เป็นเพียงของสำหรับเด็ก หรือเป็นของเด็กเล่น; ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็เรียกว่าเป็น mischief อันหนึ่ง เป็นของสำหรับเด็กเล่น. ชื่อเสียงแม้จะมากมายรุ่งโรจน์ เป็นเจ้าโลก เป็นอะไรก็ตาม เป็นผู้ครองโลกครองเมืองอะไรก็ตาม นั้นมันเป็นของเด็กเล่น มีไว้ให้เด็กเล่น เป็นของสำหรับเด็กจะได้หลงใหล. คนโต ๆ แล้ว ไม่ควรไปเหมือนกับเด็ก คือพอเรายอเข้าหน่อยเขาก็ชอบใจ สบายใจ แล้วก็ทำอะไรตามที่เราต้องการให้เขาทำ; เราต้องยกยอเขา ว่าดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้. นี่จะเห็นได้ว่า ชื่อเสียงนั้น เป็นเหยื่อของสัญชาตญาณ ของผู้ที่มีจิตใจอย่างเด็ก. โตแล้วทำไมจะต้องยออย่างเด็ก ๆ เป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรจะต้องทำอะไรได้ด้วยธัมมาธิปไตย คือเห็นแก่ความดี ความงาม ความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรมเป็นหลัก; ไม่ต้องเป็นโลกาธิปไตย ทำไปเพราะเห็นแก่ชื่อเสียง. ด้วยเหตุนี้แหละ ชื่อเสียงโดยแท้จริง จึงเป็นของลวง เอาไว้หลอกเด็ก เป็นของเด็กเล่น มีไว้ให้เด็กเล่นดีกว่า. ถ้าเราไปละโมบในชื่อเสียงเหมือนกับละโมบในทรัพย์แล้ว ไม่ต้องสงสัยเราจะต้องทำสิ่งที่ไม่ควรทำ เช่นเดียวกับละโมบเงินหรือละโมบอื่น ๆ.
          พร้อมกันในที ถ้าเราถืออุดมคติอย่างว่าแล้ว ชื่อเสียงมันมาเองแล้วเราก็ไม่ยึดถือชื่อเสียงนั้น โดยความเป็นตัวตน หรือเป็นของตน; นี้มันเป็นความสงบสุขอย่างแท้ ไม่ใช่ว่าไปทำอย่างนั้นแล้ว มันจะไม่ได้ชื่อเสียง; แต่ว่าอย่าไปอยาก ไปหลงเข้า หากมันได้ไม่ทันใจ ก็จะกลับไปหาชื่อเสียงทุจริตชื่อเสียงปลอม เหมือนกับที่เขาหากันโดยมากอยู่ในสมัยนี้. เราไม่ต้องไปพะวงถึง เรื่องจะได้ชื่อเสียง เราประกอบกรรมที่ดี ที่บริสุทธิ์ตรงตามอุดมคติก็แล้วกัน; อย่าไปบูชาชื่อเสียงเลย. แม้ว่าในด้านศีลธรรมในด้านโลก ๆ เขาสอนให้เห็นแก่ชื่อเสียง ยิ่งกว่าเงิน กว่าอะไรก็ตาม; แต่ในทางสัจจธรรมเพื่อจะไม่ตกไปฝ่ายอคติอย่างแท้จริงแล้ว เราต้องสูงกว่านั้นอีก. หรือถูกผู้ใหญ่ยกย่อง จะให้ชื่อเสียงขึ้นมา เอาชื่อเสียงมาจ้าง ก็เลยเกิดลำเอียงขึ้นมาได้; ไม่ปลอดภัย ถ้ายังบูชาชื่อเสียง. ลาภ หรือ เงินทองวัตถุ เราไม่บูชาอย่างไร ชื่อเสียง เราก็ต้องไม่บูชาอย่างนั้น; แต่ว่าเราจะประกอบกรรมที่ถูก ที่ดีแล้วชื่อเสียงมันมาเอง มาอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเรา ไม่ใช่มาอยู่บนหัว บนศีรษะ; นั่นจึงจะเป็นทางที่ถูกที่ควร และปลอดภัย.
          อย่าได้ยินเพียงว่า ชื่อเสียง แล้วจะบูชาในฐานะที่จะเอาไว้เหนือศีรษะต้องเอาไว้ใต้ฝ่าเท้าเหมือนกับเงิน มันจึงจะไม่ครอบงำเรา ไม่จูงเราไปสู่อคติ. การยกยอ การป้อยอ การประจบสอพลอ ถูกเห็นไปว่าเป็นชื่อเสียง เมื่อไรก็ได้; ที่แท้ก็เป็นชื่อเสียงปลอม แม้ชื่อเสียงที่ว่าเป็นไปตามระเบียบขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีก็เหมือนกัน ถ้าไปหลงนัก ก็ทำให้เป็นทุกข์ได้ อารมณ์หม่นหมองได้ มีส่วนที่จะน้อมเอียงไปสู่ทางใดทางหนึ่งได้. เราทำใจให้เป็นอิสระ บูชาธรรมะ บูชาความจริง แล้วประกอบกรรมต่าง ๆ ไป; แล้วลาภก็ดีชื่อเสียงก็ดี มันจักค่อยคลานมาเอง แล้วมาอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเรา ไม่ใช่มาอยู่บนศีรษะเรา. นี่เป็นความปลอดภัยที่จะได้มาจากการที่เราเห็นสุญญตา–ความว่างจากการยึดถือตัวตน.
          เราจะเห็นว่า โลกทั้งโลกนี้ มันเล็ก ไม่พอที่จะใส่ฝ่ามือ เพราะว่ามันไม่มีความหมาย มันไม่มีค่าอะไร เต็มไปด้วยความทุกข์ เต็มไปด้วยความหลอกลวง เป็นของเล็กน้อย มีค่าน้อยเกินไป ใหญ่ไม่เต็มฝ่ามือของเรา. ต่อเมื่อเรามีจิตใจที่ไม่ยึดถือโลกธรรม ไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรมทั้งปวงแล้ว โลกนี้ก็จะหดตัวเล็กกว่าฝ่ามือ ไม่พอที่จะใส่ฝ่ามือได้ โดยตัวมันเอง.
          ถ้าเรามีจิตใจอยู่เหนือโลกโดยประการทั้งปวงแล้ว ความลำบากต่าง ๆ ความยากจน หรือความตาย หรืออะไรที่กลัว ๆ กันนักนั้น (จะเรียกอะไรกี่อย่าง ก็สุดแท้ เรียกว่าความตายในที่สุด) จะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย แห่งความที่ต้องกลัวไป. อย่าไปกลัวความตาย อย่าไปกลัวความจน อย่าไปกลัวความไม่ได้กิน ไม่ได้ใช้ ไม่ได้อะไรอย่างนั้นอย่างนี้; เพราะนั่นมันเป็นเรื่องกลัวอย่างเขลา ๆ กลัวเพราะถูกลวงด้วยของเป็นคู่ กลัวเพราะไหวไปตามโลกธรรมเสียแล้ว.
          ถ้าเราเห็นสุญญตาแล้ว จะอยู่เหนือความตาย ความตายไม่มีความหมาย, ความเจ็บไข้ไม่มีความหมาย, ความยากจนไม่มีความหมาย, แล้วเราก็ไม่กลัว; จิตใจเป็นอิสระอย่างนี้ จึงจะประพฤติหน้าที่ หรืออะไร ๆ ให้บริสุทธิ์ผุดผ่องสำเร็จได้ตามอุดมคติ หรือเป็นปูชนียบุคคลได้. ประพฤติยุติธรรม ประพฤติไม่มีอคติได้ถึงที่สุดจริง ๆ แล้วไม่ต้องสงสัย จะไม่จน จะไม่ตาย จะไม่อะไรทุก ๆ อย่าง ที่คนอื่นเขากลัว. คือว่าเราไม่ต้องกลัว มันไร้ความหมายที่ต้องกลัวไม่ต้องนึกถึงเรื่องนี้ นึกถึงแต่ข้อที่จะต้องทำให้ถึงอุดมคติถึงที่สุดของหน้าที่หรืออุดมคติที่เรา กำลังยึด กำลังสมัครอยู่ก็แล้วกัน.

*******
กื่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org/

No comments:

Post a Comment