Wednesday, March 7, 2012

มั่นคงบนวิถีธรรม โดยพระไพศาล วิสาโล

                                                                

มั่นคงบนวิถีธรรม
 โดยพระไพศาล วิสาโล
 สารโกมล มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

         โลกนี้ต้องการคนที่ต่อสู้เพื่อความถูก ต้องมากกว่าคนที่ต่อสู้เพื่อความสำเร็จ ทุกวันนี้มีคนที่ต้องการเป็นฝ่ายชนะเยอะแล้ว ทั่วทุกหนแห่งมีแต่คนที่ต้องการเป็นผู้ชนะมากกว่าคนที่ต้องการทำเพื่อความ ถูกต้อง เราเองก็ต้องระวัง ว่าเราทำเพื่ออะไร เพื่อจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะหรือเปล่า ถ้าเราทำเพื่อต้องการจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะเราก็จะเปลี่ยนข้างได้ง่าย หรือถอนตัวได้ง่ายเมื่อไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้จะสำเร็จหรือไม่
         การทำงานเพื่อสังคม เพื่อธรรมชาติ เพื่อสิ่งแวดล้อมจะต้องมีคนคัดค้านเสมอ มีคนเสียผลประโยชน์ขัดขวางเสมอ เราก็ต้องยืนหยัด มั่นคงในความถูกต้อง แต่เราจะทำเช่นนี้ได้ ไม่ใช่เพียงเพราะเราเชื่อมั่นว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะเราไม่หวั่นไหวต่อคำสรรเสริญหรือนินทาด้วย ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม โลกธรรมคือสรรเสริญและนินทา ซึ่งไม่เที่ยงทั้งคู่ ได้ยศก็มีเสื่อมยศ ได้ลาภก็มีเสื่อมลาภ ได้รับคำชมก็ต้องมีคนด่าคนที่ต้องการเป็นผู้ชนะเขาต้องการคำสรรเสริญ สิ่งใดถ้าทำแล้วแพ้ไม่ได้รับคำชื่นชมสรรเสริญ เขาก็ถอย หรือว่าถ้าทำแล้วไม่ได้รางวัล ไม่ได้ความมั่งคั่งร่ำรวยเขาก็ไม่เอา แต่สำหรับผู้ที่ยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง จะไม่เอาความสุขฝากผูกติดไว้กับสิ่งเหล่านี้ เพราะเขามีความสุขภายใน

       คนเราถ้าเอาความสุขไปผูกติดกับทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง เกียรติยศ ชีวิตก็จะโลเลไม่มั่นคง เปลี่ยนข้างเปลี่ยนฝั่งได้ง่าย ไม่สามารถที่จะยืนหยัดจนถึงที่สุดได้ แต่คนที่แม้จะถูกนินทา ถูกว่าร้าย หรือยากจน แต่ถ้าเขามีความสุขภายใน เขาก็ยังสามารถยืนหยัดต่อไปได้ เพราะเขามีความสุขภายในเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ฉะนั้นพวกเราต้องฝึกมาก ๆ เพื่อเข้าถึงความสุขภายใน
          อาตมานึกถึงต้นไม้ ต้นไม้ตอนที่ยังเป็นต้นกล้า เขาต้องอาศัยฝนจากฟ้า ต้องอาศัยคนรดน้ำให้ แต่พอเป็นต้นไม้ใหญ่ รากยิ่งหยั่งลึกเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งมั่นคง และถ้าสามารถหยั่งรากลึกไปถึงตาน้ำใต้ดินได้ เขาก็จะเขียวสะพรั่งตลอดปี เหมือนกับต้นไม้ในเขตป่าดิบแล้งที่เขียวตลอดปีอย่างต้นไม้ที่ภูหลง ซ้ายมือของพวกเรา ที่เขียวตลอดปีได้ก็เพราะว่าเขาสามารถหยั่งรากลึกไปถึงน้ำใต้ดินได้ แต่ถ้าเป็นต้นไม้อื่นที่รอฝนจากฟ้า รอคนรดน้ำ ป่านนี้ก็เหลืองแห้งไปหมดหรือตายไปแล้ว เหมือนกับต้นไม้ที่เราเห็นสองข้างทางขณะที่เดินธรรมยาตรา มีต้นไม้จำนวนมากแห้งตาย ส่วนใหญ่เป็นพืชล้มลุก แต่ต้นไม้จำนวนหนึ่งยังเขียวอยู่ ทนแล้งได้ แม้ฝนไม่ตกก็ยังเขียวได้
          ขอให้เราเป็นเช่นนั้น คือสามารถที่จะยืนหยัดอยู่ได้แม้ว่าสิ่งแวดล้อมจะไม่เป็นใจ เพราะเราสามารถเข้าถึงต้นธารแห่งความสุข ต้นธารแห่งความสุขหรือตาน้ำแห่งความสุขนี้อยู่ในใจเรา ในป่ามีตาน้ำซึ่งเป็นต้นธารของลำห้วย ลำปะทาวและแม่น้ำทั้งปวง ทั้งปิงวังยมน่านก็เกิดจากตาน้ำเล็กๆ ในป่า ในป่ามีตาน้ำ ในใจเราก็มีตาน้ำเหมือนกัน อันเป็นที่มาแห่งความสุขที่เราต้องหยั่งลงไปให้ถึง ถ้าเราหยั่งถึงได้เราก็จะมีความสุข แม้ว่าผู้คนจะไม่เข้าใจเราก็ตาม เมื่อใจเราหยั่งลึกเราก็จะรู้ว่าคุณค่าของชีวิตหรือชีวิตที่ดี ไม่ใช่หมายถึงชีวิตที่ยืนยาว
       คนมักจะเข้าใจว่าชีวิตที่ดี คือชีวิตที่มีอายุยืน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าชีวิตที่ยืนยาว คือชีวิตที่มีทั้งความกว้างและความลึก ชีวิตยืนยาวอย่างเดียวไม่พอ ต้องกว้างด้วย กว้างคือมีน้ำใจกว้างขวาง เห็นผู้คนเป็นเพื่อนมนุษย์ ไม่ได้เห็นเป็นศัตรู มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อสรรพสัตว์ นอกจากกว้างแล้วก็ต้องลึกด้วย คือมีความลุ่มลึกทางจิตใจ สามารถจะเข้าถึงความสุขภายในที่อยู่ในจิตใจของเราได้ ถ้ากว้างและลึกแล้ว แม้ชีวิตจะสั้นก็ไม่มีความหมาย
        พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีชีวิตวันเดียว แต่อยู่อย่างบัณฑิต มีค่ากว่าการอยู่อย่างอายุยืนยาวเป็นร้อยปี แต่ว่าไม่ได้ทำความดีอะไรเลย เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นว่าเราจะต้องเดินทางไปให้ถึงจุดหมาย อย่างพวกเราหลายคนก็ไม่สามารถจะมาถึงตรงนี้ได้ แต่ว่าสิ่งที่เขาได้ทำขณะที่อยู่ขบวนธรรมยาตรา อาจจะประทับใจเราไปนาน เพราะเขามีน้ำใจ เขาเสียสละ เขานึกถึงผู้อื่น เขายอมลำบากเพื่อเรา อย่างนี้เรียกว่าเขามีความกว้างในจิตใจ และที่เขาทำเช่นนี้ได้ ก็มักเป็นเพราะเขามีความลุ่มลึกในจิตใจด้วย เพราะฉะนั้นถึงแม้เขาจะเดินได้แค่วันสองวัน เขาอาจจะทิ้ง รอยเท้าไว้บนเส้นทางธรรมยาตราแค่ช่วงสั้นๆ แต่เขาได้ทิ้งรอยประทับไว้ในใจเรา ก่อให้เกิดความซาบซึ้งใจ อาจจะมากกว่าหลายคนที่เดินตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย แต่ถ้าคิดถึงแต่ตัวเอง ใจคับแคบ การเดิน ๗-๘วัน ก็มีความหมายน้อยกว่าการเดินเพียงวันเดียว แต่ว่าเต็มไปด้วยน้ำใจ และมากด้วยมิตรภาพ
       เส้นทางชีวิตของเรา จะยาวหรือจะสั้น ไม่มีใครตอบได้ เหมือนกับที่เราได้พูดไปแล้วเมื่อวานว่า ชีวิตของเรานั้นเหมือนกับเทียน เราไม่มีทางรู้หรอกว่า เทียนเล่มนี้จะไหม้จนหมดเชื้อ หรือว่าโดนลมพัดดับไปเสียก่อนทั้ง ๆ ที่ยังมีเชื้อและไขเทียนอยู่ แต่แม้จะเป็นอย่างหลังก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า ขณะที่ยังมีเปลวไฟอยู่นั้น เขาให้ความสว่างไสวแค่ไหน หรือเขากลัวว่าเทียนจะหมดเชื้อหมดไขเสียก่อน เลยส่องสว่างน้อยๆ นิดๆ คนที่ไม่กลัวว่าชีวิตจะสั้นแค่ไหน เขาก็เหมือนเทียนที่พร้อมจะให้เปลวไฟสว่างไสว แม้ว่านั่นจะทำให้อายุของเทียนสั้นลงก็ตาม อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากไว้
        การที่เราสามารถยืนหยัดอย่างถูกต้องได้ นอกจากเป็นเพราะมีความสุขภายในเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ เราต้องมีภูมิต้านทานความทุกข์ด้วย คนเราจะมีความสุขได้อย่างแท้จริง ต้องมีภูมิต้านทานความทุกข์ เพราะคนเรานั้นหนีทุกข์ไม่พ้น ไม่ว่าเราจะร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี หรือพ่อแม่มั่งคั่งร่ำรวย ก็หนีความแก่ ความเจ็บ ความตายไม่พ้น หนีความพลัดพรากสูญเสียไม่พ้น อีกทั้งยังต้องประสบกับการติฉินนินทา การว่าร้าย เราจะมีความสุขภายในและยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องได้ จึงต้องมีภูมิต้านทานความทุกข์ด้วย
       ภูมิต้านทานความทุกข์มาจากไหน ก็ต้องมาจากการที่เราเจอความทุกข์บ่อยๆ เจอความลำบากบ่อยๆ มันเหมือนกับคนที่มีภูมิต้านทานเชื้อโรค ถามว่าภูมิต้านทานนี้มาจากไหน ก็เพราะเขาเจอเชื้อโรคบ่อยๆ อย่างเด็กชาวบ้านตัวเล็กๆ เขาเล่นดิน คลุกฝุ่น เขาเล่นน้ำ น้ำเข้าปากเขาไม่รู้เท่าไหร่ บางทีน้ำคลองสีดำเข้าปากไป ก็ไม่เป็นอะไร แต่ว่าคนเมืองเดี๋ยวนี้เป็นโรคมือเท้าปากกันมาก เป็นโรคแปลก ๆเยอะแยะเลย ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่มีภูมิต้านทานโรค เพราะอยู่กับความสะอาดเกินไป ขณะที่เด็กชนบทหรือเด็กสลัม เขาไม่ค่อยเป็นโรคพวกนี้เท่าไหร่ เพราะเขาเจอเชื้อโรคมาตั้งแต่เล็ก จึงมีภูมิต้านทานโรค พวกเราก็เหมือนกัน เมื่อฉีดวัคซีนเข้าไป เราก็มีภูมิต้านทานโรค วัณโรค ปอดบวม อหิวาต์ จึงทำอะไรไม่ได้ ทำไมภูมิต้านทานจึงเกิดขึ้นได้ วัคซีนคืออะไร ก็คือเชื้อโรคอ่อนๆ นั่นเอง ร่างกายเราต้องเจอเชื้อโรค ถึงจะมีภูมิต้านทานโรค
         ฉันใดก็ฉันนั้นเราต้องเจอความยากลำบาก ถึงจะมีภูมิต้านทานความยากลำบาก ต้องเจอความทุกข์ ถึงจะมีภูมิต้านทานความทุกข์ คนที่พยายามหนีความทุกข์ตลอดเวลา เขาไม่รู้หรอกว่ากำลังพาตัวเองเข้าสู่ความเสี่ยง คือไม่มีภูมิต้านทานความทุกข์ หรือมีน้อย ฉะนั้นเราอย่ากลัวความยากลำบาก บางทีต้องเข้าหาด้วย เพื่อสร้างสมภูมิต้านทานความทุกข์ หวังว่าธรรมยาตราจะมีส่วนช่วยเพิ่มภูมิต้านทานความทุกข์ให้กับเราด้วย เป็นภูมิต้านทานความยากลำบาก อันนี้คือต้นทุนสำคัญ อย่ารู้สึกว่าขาดทุนที่เจอความลำบาก ให้ถือว่านี่เป็นกำไร เพื่อนเขาจะใช้เวลาช่วงนี้ไปเที่ยว ก็เป็นเรื่องของเขา เราใช้เวลาในช่วงนี้มาเจอความยากลำบาก แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เราจะมีภูมิต้านทานความทุกข์ ซึ่งจะช่วยให้เราเป็นคนสุขง่าย มีความสุขจากภายใน อีกทั้งยังทำให้เราสามารถที่จะมั่นคงในสิ่งที่ถูกต้อง และยืนหยัดไปจนถึงที่สุดได้ 
*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.visalo.org
 

No comments:

Post a Comment