Tuesday, March 13, 2012

นิ่งได้เมื่อใจปล่อยวาง

เพาะธรรม
นิ่งได้เมื่อใจปล่อยวาง
  โดย ภาวัน
 นิตยสาร IMAGE  


       เด็กสาวเป็นทุกข์ทุกครั้งที่เห็นหน้าตัวเองในกระจก สิวสิบกว่าเม็ดโดดเด่นเหมือนดอกดวงคอยประจานผู้เป็นเจ้าของ ซ้ำยังทรหดอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะใช้ยาหรือครีมทาหน้าชนิดใด มันก็ไม่เคยสะทกสะท้านเลย ระยะหลังมันตามหลอกหลอนเธอไปทุกที่ ทำให้เธอรู้สึกอับอายอย่างยิ่งเวลาอยู่ต่อหน้าผู้คน ไม่ว่าไปทางไหนใครต่อใครก็ดูเหมือนจะเพ่งจ้องที่ใบหน้าเธอราวกับเป็นตัว อัปลักษณ์ ยิ่งเห็นเพื่อน ๆ มีแฟนแต่เธอกลับไร้คู่ ก็ยิ่งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ จนบางครั้งเธออยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
        เขาเป็นคนใฝ่ธรรม ให้ทานและรักษาศีลอยู่เป็นนิจ ไม่เคยคดโกงใคร ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นอยู่เสมอโดยไม่เคยหวังประโยชน์ตอบแทน แต่เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมการปฏิบัติธรรมของเขาจึงไม่เจริญก้าวหน้า เวลานั่งสมาธิแทนที่จะได้ความสงบ จิตกลับฟุ้งซ่านกวัดแกว่งหาไม่ก็ตึงเครียดหนักอึ้ง สภาพเช่นนี้เนิ่นนานมาเป็นปีแล้ว เขามั่นใจว่าบุญกุศลที่เขาบำเพ็ญนั้นเหนือกว่าคนทั่วไปมากนัก แต่เหตุใดจึงไม่ช่วยให้เขาได้พบความสงบใจเลย ยิ่งเห็นคนอื่นก้าวหน้าในการปฏิบัติ เขาก็ยิ่งรู้สึกท้อแท้และน้อยเนื้อต่ำใจ ระยะหลังเขาแทบหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต
        มองในแง่ของทัศนคติและวิถีชีวิต ทั้งสองคนไม่มีอะไรเหมือนกันเลยเด็กสาวสนใจรูปลักษณ์และแคร์สายตาของผู้อื่น ส่วนเขาเป็นคนที่สนใจธรรมะและเข้าใจสาระของชีวิต แต่ในด้านภาวะอารมณ์แล้ว ทั้งสองคนแทบไม่แตกต่างกันเลย คือต่างทุกข์ทรมานด้วยกันทั้งคู่ อีกทั้งยังทุกข์เกินกว่าเหตุ คนหนึ่งทุกข์เพราะสิว อีกคนทุกข์เพราะไม่สมหวังกับการทำสมาธิ สาเหตุทั้งสองประการแม้จะแตกต่างกันมาก แต่ก็ดูเล็กน้อยพอ ๆ กันเมื่อเทียบกับคนที่กำลังทุกข์เพราะหิวโหย เจ็บปวดเพราะโรคมะเร็ง ร้อนใจเพราะล้มละลาย หรือโศกเศร้าที่สูญเสียลูกน้อย
       ถึงเป็นสิวแต่ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้มิใช่หรือหากใจไม่หวนคิดถึงมัน ปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้าแต่ชีวิตก็ใช่ว่าพิกลพิการ อย่างน้อยเขาก็ยังสามารถมีความสุขกับการให้ทานรักษาศีล ชีวิตยังมีสิ่งดี ๆ อีกมากมายให้เขาชื่นชม ขอเพียงแต่เปิดใจรับรู้สิ่งที่อยู่รอบตัวเท่านั้น น่าแปลกก็ตรงที่เขาปฏิบัติธรรมก็เพื่อความสุขที่ลึกซึ้ง แต่ไป ๆ มา ๆ เขากลับทุกข์ยิ่งกว่าคนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเสียอีก
        อะไรทำให้คนสองคนซึ่งมีวิถีชีวิตแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่กลับมีความเดือดเนื้อร้อนใจเหมือน ๆ กัน คำตอบก็คือใจที่ยึดติดถือมั่นนั่นเอง ทั้งสองคนแม้มีความคาดหวังต่างกัน แต่ก็ยึดมั่นในความคาดหวังนั้นเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อการณ์ไม่เป็นไปตามใจหวัง จึงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ลงได้ยึดติดถือมั่นเรื่องใดแล้ว เรื่องนั้นแม้จะเล็กแค่ไหน ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งหากไม่เป็นดั่งใจก็ทำให้ทุกข์ทรมาน จนอาจคิดสั้นก็ได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กเรียนดีปัญญาเลิศ แต่เมื่อสอบได้เกรดไม่ถึง ๔ จึงคิดสั้นเช่นเดียวกับเด็กที่ผิดหวังเพราะแม่ไม่ซื้อโทรศัพท์มือถือให้
         ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในยามพบกับความผิดหวังนั้น หากทำใจยอมรับหรือปล่อยวางได้ มันก็ไม่มีพิษสงมากนัก แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้คนมักหมกมุ่นครุ่นคิดกับเหตุการณ์ที่ไม่เป็นดั่งใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ และยิ่งทุกข์ก็ยิ่งลืมตัว จึงจมจ่อมอยู่กับเรื่องนั้น จิตจึงถลำดิ่งเข้าไปในกองทุกข์ลึกขึ้นจนถอนออกมาได้ยาก กินก็ทุกข์ นอนก็ทุกข์ ใครที่เจอแบบนี้นาน ๆ ย่อมไม่รู้ว่าจะอยู่ดูโลกนี้ต่อไปทำไม แต่หากสามารถฟันฝ่าอารมณ์ดังกล่าวออกมาได้ เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก แล้วย้อนกลับไปคิดถึงเหตุการณ์ดังกล่าว หลายคนอดแปลกใจไม่ได้ว่าเหตุใดตอนนั้นตนเองจึงเป็นทุกข์กับมันมากนัก ในเมื่อไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่โตอะไรเลย
         หากคุณทุกข์อย่างหัวปักหัวปำด้วยเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ลองตั้งสติและหันมาดูใจของตนว่าเป็นเพราะคุณหมกมุ่นครุ่นคิดกับเรื่องนั้นมากเกินไปหรือเปล่า ลองปล่อยวาง ไม่เก็บเอามาคิดสักช่วงหนึ่ง ถ้าว่างนักก็หางานมาทำ ถึงเวลานอนก็นอนจริง ๆ คุณอาจรู้สึกดีขึ้น และถ้าจะให้ดีกว่านั้น ลองลดความคาดหวังดูบ้าง ยอมรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น คุณจะพบว่าจิตนิ่งขึ้น และดิ้นน้อยลง
        จะว่าไปแล้วความทุกข์นั้นมิได้มาจากไหน แต่มาจากใจที่ดิ้นรนขัดขืนเพราะไม่ยอมรับความจริงนั่นเอง 
*******
เพาะธรรมจาก  http://www.visalo.org

No comments:

Post a Comment