Tuesday, March 27, 2012

เจ้าชายแห่งสันติภาพ

เจ้าชายแห่งสันติภาพ
ธรรมบรรยาย โดยท่านติช นัท ฮันห์
       สวัสดี ยามบ่ายสังฆะที่รัก การได้มาอยู่รวมกันเป็นสังฆะ ได้นั่งและหายใจร่วมกันเป็นสิ่งที่วิเศษ วันนี้เป็นวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2552 พวกเราอยู่ในงานภาวนาฤดูหนาวที่วัดล่าง (Lower Hamlet) หมู่บ้านพลัม ชื่องานภาวนาครั้งนี้ชื่อ "The art of happiness" ซึ่งในช่วงท้าย ฉันจะกล่าวถึงความเป็นมาของมนตราข้อใหม่ "เวลานี้ที่เป็นสุข"
     เจ้าชายน้อย และ ภาพแห่งสันติ
     ฉัน มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้าชายน้อย เจ้าชายน้อยอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์เล็กๆ ดวงหนึ่ง บนดาวดวงนั้นมีต้นกุหลาบที่มีดอกชูช่องดงามอยู่หนึ่งต้น เนื่องจากดาวเคราะห์นั้นมีขนาดเล็กมาก เจ้าชายน้อยจึงได้มีความสุขกับการชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินในทุกๆ 3 ชั่วโมง วันหนึ่ง เขาอยากมีสัตว์ที่สุภาพและรักสงบมาอยู่เป็นเพื่อนเขาบนดาวเคราะห์ดวงนี้ เขาคิดถึงแกะ เพราะมันดูเป็นสัตว์ที่รักสงบมาก ดังนั้นเขาจึงมาที่โลกและขอให้ชายคนแรกที่พบช่วยวาดรูปแกะให้เขา นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ แกะที่จะอยู่กับเขาบนดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ ที่สวยงาม เจ้าชายน้อยนั้นรู้คำสอนของพระพุทธองค์ที่เกี่ยวกับจิตใจ จิตใจคือจิตรกรที่สามารถวาดภาพสิ่งต่างๆ ทุกสิ่งทั่วทั้งจักรวาลได้ ดังนั้นเขาจึงขอร้องสุภาพบุรุษคนแรกที่เขาพบบนโลกช่วยวาดรูปแกะให้ และชายผู้นั้นชื่อ อังตวน เดอ แซงเตก-ซูเปรี หลังจากพยายามวาดภาพ 2-3 ครั้ง เขาก็สามารถวาดรูปแกะให้เจ้าชายน้อยได้สำเร็จ เจ้าชายน้อยพอใจมากและเดินทางกลับไปยังดาวเคราะห์ของเขา
     เรา หวังว่าเจ้าชายน้อยจะมีความสุขกับแกะและกุหลาบของเขา สัตว์และพืชพรรณในโลกของเรา ได้สูญหายไปมากมาย ฉันไม่รู้ว่าเราควรวาดพวกมันและนำกลับมาหรือไม่ เราเป็นผู้ที่ทำลายโลกของเราเอง สายพันธุ์มากมายได้สาบสูญไปแล้ว สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดในขณะนี้คือสันติภาพ เราจำเป็นต้องนำสันติภาพกลับมา โลกที่อยู่ภายในและภายนอกตัวเรานั้นมีความรุนแรง ความขัดแย้ง และการทำลายล้างมากเกินไป เราต้องการสันติภาพเป็นอย่างยิ่ง ใครคือคนที่เราสามารถเรียกร้องให้นำสันติภาพกลับมา ใครกันที่จะวาดสันติภาพเพื่อนำสันติสุขมาสู่ชีวิต หัวใจและสิ่งแวดล้อมของเรา ถ้าเธอได้ศึกษาพุทธศาสนา เธอจะรู้ว่าคนผู้นั้นเป็นใคร คนที่สามารถนำสันติภาพกลับสู่เธอและโลกได้ นั่นก็คือตัวเธอเอง เธอมีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นพระพุทธองค์ที่เปี่ยมไปด้วยสันติภาพ ปัญญาและความเมตตากรุณา เธอมีพุทธะน้อยๆ ในตัวเธอ เธอต้องปล่อยให้เจ้าชายแห่งสันติภาพกำเนิดขึ้นในหัวใจเธอ สันติภาพจึงจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้
     พระ พุทธองค์เป็นผู้สร้างสังฆะที่ยอดเยี่ยม พระองค์ประสงค์ที่จะหาเพื่อนร่วมทางที่ช่วยกันนำสันติภาพกลับมา การสร้างสังฆะเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการสร้างสันติภาพ ด้วยสังฆะการสร้างสันติภาพก็จะง่ายขึ้น สังฆะคือชุมชนของกลุ่มคนที่อุทิศตนเพื่อสร้างสันติภาพทั้งภายในและภายนอก สิ่งที่พวกเขาทำในแต่ละวันเป็นไปเพื่อสร้างสันติภาพในตัวเขาและผู้คนรอบข้าง พวกเขารู้วิธีสร้างพลังแห่งสันติภาพ ด้วยการหายใจอย่างมีสติ เดินอย่างมีสติ ทำอาหารอย่างมีสติ และทำสวนอย่างมีสติ พวกเขารู้ว่าในขณะที่เดินและหายใจอย่างมีสติ พวกเขาได้นำใจของเขากลับมาอยู่กับกาย เมื่อเขาอยู่ในปัจจุบันขณะอย่างเต็มที่ เขาจะรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้น หากสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นช่วยหล่อเลี้ยงและเยียวยา พวกเขาจะยอมรับการเยียวยาและหล่อเลี้ยง ถ้าพวกเขารู้สึกเจ็บปวดทุกข์ใจ พวกเขาจะปล่อยให้สติโอบกอดอารมณ์นั้นเพื่อที่จะคลายความเจ็บปวดและนำสันติ สุขกลับมาสู่กาย สู่อารมณ์ความรู้สึกของเขา พวกเขาสร้างพลังแห่งสติเพื่อที่จะตระหนักรู้และโอบกอดสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะ นั้น และเพื่อที่จะหล่อเลี้ยง เยียวยาและแปรเปลี่ยน พวกเขาสร้างพลังแห่งสมาธิเพื่อที่จะอยู่ที่นั่นอย่างแท้จริง เพื่อที่จะเรียนรู้ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะอย่างลึกซึ้ง และเพื่อที่จะสัมผัสความมหัศจรรย์ของการหล่อเลี้ยงและการเยียวยาได้อย่างแท้ จริง
     พวก เขารู้ว่าถ้าพวกเขามีสมาธิเพียงพอ มหัศจรรย์แห่งชีวิตจะเผยตัวขึ้น ดินแดนบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์ก็จะปรากฎ อาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าก็จะบังเกิดขึ้นที่นั่นในขณะนั้น พวกเขารู้ว่าพวกเขาสามารถสร้างพลังแห่งสติและสมาธิซึ่งเป็นพลังที่จะทำให้คนธรรมดากลายเป็นนักบุญได้ พวกเขารู้วิธีสร้างพลังแห่งปัญญา พวกเขาจึงไม่กลัวสิ่งใด พวกเขารู้วิธีที่จะผ่านพ้นความยากลำบากและช่วยเหลือผู้อื่นฝ่าฟันความยาก ลำบาก พวกเขารู้ดีว่าปัญญามาจากการฝึกสติและสมาธิ สติและสมาธิจะนำมาซึ่งปัญญา และปัญญานำมาซึ่งความเป็นอิสระและความสุข
     เมื่อ เธอหายใจอย่างมีสติและนำใจกลับมาอยู่กับกาย เธอจะตระหนักถึงชีวิตและการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ นี่คือปัญญา นี่คือการตื่นรู้ พวกเรามากมายไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน มีชีวิตอยู่หรือไม่ การมีชีวิต การเดิน การนั่งบนโลกใบนี้เป็นปาฏิหาริย์ เมื่อเธอสัมผัสปาฏิหาริย์นี้ได้ ปัญญาและการตื่นรู้ก็จะบังเกิดขึ้น ปัญญาและการตื่นรู้จะนำรอยยิ้มและความสุขมาสู่เธอ เธอได้สัมผัสปาฏิหาริย์แห่งการมีชีวิตแล้ว ปัญญารู้แจ้งและการตื่นรู้ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ห่างไกล เธอสามารถมีได้ในที่นี่ ณ ขณะนี้ด้วยพลังแห่งสติ ที่ใดมีสติ ที่นั่นมีสมาธิและปัญญา นั่นคือเหตุผลว่าในขณะที่เราทำอาหาร ล้างจาน ทำความสะอาดบ้าน รดน้ำต้นไม้ เราจึงควรบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งสติ เพื่อที่จะเยียวยาและนำความสุขมาสู่ชีวิตในแต่ละวันของเราได้ ในขณะที่เธอเดิน หากเธอมีสติในแต่ละย่างก้าว เธอจะรู้ว่าการมีชีวิตและการเดินบนโลกใบนี้เป็นสิ่งแสนวิเศษ แต่ละย่างก้าวจะนำความเบิกบาน ความสุขมาสู่เธอ ทุกย่างก้าวเป็นการเฉลิมฉลองชีวิต การเดินในวัดบน (Upper Hamlet) วัดล่าง (Lower Hamlet) และวัดใหม่ (New Hamlet) เป็นการเดินในอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า ดินแดนบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์


      เราทุกคนคือผู้สร้างสันติภาพ
      การหายใจเข้าออกแต่ละครั้งเป็นโอกาสในการ รู้แจ้ง การเดินแต่ละก้าวก็เป็นโอกาสในการรู้แจ้ง การรู้แจ้งเป็นสิ่งที่เกิดได้ในทุกขณะ สติและสมาธิจะนำมาซึ่งปัญญา นี่คือหัวใจของการฝึกปฏิบัติของชาวพุทธ พวกเราทุกคนสามารถดื่มชาอย่างมีสติ เธอสามารถดื่มน้ำชาดังเช่นที่พระพุทธองค์ได้ทรงกระทำ พวกเราทุกคนสามารถแปรงฟันอย่างมีสติ เบิกบานกับช่วงเวลาในการแปรงฟัน เราสามารถแปรงฟันอย่างที่พระพุทธองค์ได้ทรงกระทำ ในอดีตพระพุทธองค์ไม่ได้ทรงใช้แปรงสีฟันอย่างที่เราใช้ พระองค์ทรงใช้ไม้สะเดา พระพุทธองค์และสาวกใช้กิ่งไม้สะเดาในการทำความสะอาดฟัน พระพุทธองค์และสาวกเป็นผู้ปฏิบัติธรรม พวกท่านมีความสุขในการแปรงฟัน สำหรับพวกเราที่เป็นผู้ปฏิบัติธรรม ทุกขณะเวลาคือโอกาสในการหล่อเลี้ยงสติและสมาธิเพื่อนำมาซึ่งปัญญาแห่งการ หล่อเลี้ยง เยียวยาและการหลุดพ้น เพราะปัญญามีกำลังที่จะปลดปล่อยเราให้พ้นจากกิเลส ความกลัว และความสิ้นหวังได้
     เรามีพลังอำนาจในการวาด สร้าง และทำให้เกิดสันติภาพขึ้นได้ เมื่อเรากลับมาสู่กายและพบความตึงเครียดและความเจ็บปวดอยู่ในกายของเรา สิ่งที่เราต้องการคือการผ่อนคลายด้วยการหายใจอย่างมีสติ ในพระสูตรอาณาปาณสติ พระพุทธองค์ได้ทรงสอนเราถึงวิธีผ่อนคลายความตึงเครียดและความเจ็บปวดของร่าง กาย ด้วยการหายใจ

หายใจเข้า ฉันรู้สึกตัวทั่วพร้อมทั้งร่างกาย
หายใจออก ฉันรู้ว่ามีความตึงเครียดและความเจ็บปวดในกายของฉัน
หายใจเข้า ฉันยิ้มให้กับความตึงเครียดและความเจ็บปวด
หายใจออก ฉันจะปลดปล่อยความตึงเครียดและความเจ็บปวด
     ในขณะที่เธอหายใจเข้าและหายใจออก เธอได้นำสันติภาพมาสู่กายของเธอ แต่ละครั้งที่เธอหายใจและตระหนักถึงความรู้สึก อารมณ์ และความเจ็บปวดที่อยู่ในตัวเธอ เธอได้สร้างพลังแห่งสติและสมาธิขึ้น สติและสมาธินั้นจะตระหนักรู้และปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกที่เจ็บปวดนั้น "ความปวดร้าวเศร้าโศกของฉัน ฉันรู้ว่าเธออยู่ที่นั่น ฉันจะดูแลเธอเป็นอย่างดี" เราไม่จำเป็นต้องผลักไส กดทับหรือปกปิดอารมณ์นั้นเอาไว้ ยิ้มน้อยๆ ใช้พลังแห่งสติตระหนักรู้ถึงเขา โอบกอดเขาเหมือนดั่งมารดาโอบกอดลูกน้อยยามที่ลูกมีความทุกข์ ด้วยการหายใจอย่างมีสติและการเดินอย่างมีสติ ความเจ็บปวดของเธอ ความเศร้าโศกของเธอจะได้รับการโอบกอดและการปลดปล่อย เธอได้นำสันติภาพมาสู่ความรู้สึกและอารมณ์ของเธอ ด้วยการปฏิบัติที่พระพุทธองค์ได้ทรงอธิบายในพระสูตรอาณาปาณสติ เราได้เรียนรู้วิธีการดูแลกาย ความรู้สึก และอารมณ์ของเราแล้ว
      ความทุกข์ของเรานั้นเกิดจากความคิดเห็นที่ ผิด ความโกรธ ความกลัว ความสิ้นหวัง ความริษยาเกิดมาจากความคิดเห็นที่ผิด เมื่อเราโอบกอดความกลัว ความโกรธและความสิ้นหวังของเราอย่างลึกซึ้ง เธอจะสามารถสัมผัสรับรู้ได้ถึงความคิดเห็นที่ผิดที่ดำรงอยู่ลึกภายใต้จิตใจ ของเรา ถ้าเรารู้วิธีปลดปล่อยความคิดเห็นที่ผิด ความโกรธและความเจ็บปวดจะจางหายไป เรานั่งสมาธิภาวนาเพื่อที่จะดูแลความคิดเห็นของเรา เพราะความคิดเห็นและความตั้งใจที่ผิดนี่เองที่ทำให้เราและคนรอบข้างประสบ อยู่ในวังวนแห่งความทุกข์
     อาณาปาณสติสูตรจะสามารถช่วยเราดูแลกาย ความรู้สึกและการรับรู้ของเราได้ เมื่อพวกเรามาอยู่รวมกันเป็นชุมชนและปฏิบัติตามคำสอนด้วยการนั่งร่วมกัน เพื่อสงบกาย ใจ และความรู้สึก เรากำลังสร้างพลังแห่งสันติภาพส่วนรวม คนจำนวน ๓๐๐ หรือ ๕๐๐ คนที่นั่งหายใจอย่างสงบและมีสติกันกำลังสร้างพลังส่วนรวมของสันติภาพและความ เป็นพี่น้องกัน ถ้าเธอเป็นหนึ่งในกลุ่มนั้น เธอจะได้รับพลังนั้นด้วย พลังนั้นจะแทรกซึมเข้าสู่กายและช่วยผ่อนคลายเธอจากความตึงเครียด แทรกซึมเข้าสู่ใจและผ่อนคลายเธอจากความปวดร้าวเศร้าโศก ในขณะที่เธอสวดมนต์ เธอได้ปล่อยให้สติสัมผัสเมล็ดพันธุ์แห่งเมตตากรุณาที่อยู่ในตัวเธอ พระอวโลติเกศวรเป็นพระโพธิสัตว์แห่งการรับฟังอย่างลึกซึ้ง เป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตากรุณา เรารู้ว่าในตัวของเรามีเมล็ดพันธุ์แห่งความเมตตากรุณาอยู่ เรามีความสามารถที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้
     ใน ขณะที่สวดมนต์หรือฟังเสียงสวดมนต์ เมล็ดพันธุ์แห่งความเมตตากรุณาได้รับการรดน้ำ และพลังแห่งความเมตตากรุณาก็จะปรากฏขึ้น นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมการสวดมนต์ร่วมกับผู้ฝึกปฏิบัติจึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ทำไมการได้ฟังเสียงสวดมนต์จึงทำให้เรารู้สึกมหัศจรรย์ การมีสติในขณะรับฟังเสียงสวดมนต์ทำให้เราดำรงอยู่ในที่นี่และขณะนี้อย่างแท้ จริง กายของเราได้ซึมซับพลังแห่งสติและความเมตตากรุณาส่วนรวม การนั่งร่วมกันเป็นสังฆะเช่นนี้เป็นการเยียวยาอย่างยิ่ง และนี่คืออาหารของเราในแต่ละวัน ทุกๆ วัน เรานั่งร่วมกันในสังฆะ เดินร่วมกันในสังฆะ รับประทานอาหารร่วมกัน ทำงานร่วมกันในสวน ในครัวและหอปฏิบัติธรรม เมื่อเราทำสิ่งต่างๆ อย่างมีสติ พลังแห่งสติ สมาธิ และปัญญาจะถูกสร้างขึ้นและหล่อเลี้ยงเราอย่างต่อเนื่อง เราทุกคนเป็นผู้สร้างสันติภาพ ฉันขอให้เราช่วยกันวาดภาพแห่งสันติภาพและความสุขด้วยใจของเรา เราสามารถช่วยตัวเองและโลกของเราด้วยใจของเรา เราสามารถสร้างสันติสุขขึ้นได้
  ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ
     มนตราข้อแรก คือ "ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ" เธอสามารถฝึกมนตราข้อนี้ในภาษาฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน เวียดนาม หรือภาษาใดก็ได้ การฝึกนั้นแสนง่าย "ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ" เมื่อเธอรักใครบางคน สิ่งล้ำค่าที่สุดที่เธอสามารถมอบให้เขาได้คือการดำรงอยู่ของเธอ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่หาซื้อไม่ได้ในท้องตลาด เธอจะรักใครได้อย่างไรถ้าเธอไม่ได้อยู่ที่นั่น เธอต้องอยู่ที่นั่นเพื่อที่จะรักและมอบการดำรงอยู่ของเธอให้เขา การดำรงอยู่ที่เปี่ยมไปด้วยความสดชื่น ความรักและความเมตตากรุณา เธอจะมีความสดชื่น ความรัก และความเมตตากรุณาได้ด้วยการฝึกสติ สติจะหล่อเลี้ยงเธอ ความสงบและความผ่อนคลายจะเติมความสดชื่นให้กับเธอ การดำรงอยู่ของเธอคือของขวัญสำหรับเขา สิ่งที่เธอต้องทำคือการหายใจอย่างมีสติเข้าและออก 2-3 ครั้ง เพื่อนำความสดชื่นและรอยยิ้มกลับมา เมื่อเธอพบเขาและกล่าวมนตราข้อแรก "ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ" นั่นคือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่เธอสามารถมอบให้แก่คนที่เธอรัก
       เธอ อาจฝึกปฏิบัติมนตรานี้ด้วยโทรศัพท์มือถือก็ได้ เขาอยู่ในที่ทำงานและเธอต้องการฝึกมนตราข้อนี้ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หายใจเข้าและหายใจออก คิดถึงเขา ยิ้ม และส่งพลังแห่งความรัก ความเมตตากรุณาและความเป็นพี่น้องไปให้เขา เธอกดหมายเลขโทรศัพท์ และเมื่อได้ยินสัญญาณเรียกสาย เธอยิ้มอย่างมีสติ เธอรู้ว่าผู้รับสายกำลังฟังเสียงโทรศัพท์ ถ้าเธอคุ้นเคยกับการฝึกสมาธิด้วยโทรศัพท์ เธอจะรู้ว่าเธอทั้งคู่กำลังหายใจเข้าและออกอย่างมีสติในขณะที่เสียงโทรศัพท์ ดังขึ้น ขอให้เธอฝึกสมาธิจากการใช้โทรศัพท์ หากเธอฝึกได้ดี มันจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก ก่อนที่เธอจะโทรศัพท์ ขอให้ถือโทรศัพท์ไว้และหายใจเข้า คิดถึงผู้ที่เธอจะโทรหา หายใจออก ยิ้ม พร้อมกับตั้งปฏิญาณว่าเธอจะพูดด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน มีบทกวีบทหนึ่งที่เธอควรท่องไว้ เธอสามารถท่องในขณะที่หายใจเข้าและออก เป็นบทกลอนที่เก่าแก่ดั้งเดิม "ถ้อยคำสามารถเดินทางไปได้แสนไกล ขอให้คำพูดของฉันสรรค์สร้างความรักและความเข้าใจ ฉันตั้งปณิธานที่จะพูดด้วยถ้อยคำที่งดงามดังดอกไม้"
     เธอ เป็นผู้ปฏิบัติธรรม ขอจงใช้การโทรศัพท์เป็นส่วนหนึ่งในการฝึกปฏิบัติ ถือโทรศัพท์ หายใจ ยิ้ม และท่องบทกวี หากมีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้ามา ถ้าเธอเป็นผู้ใช้โทรศัพท์อย่างมีสติ เธอจะไม่รับโทรศัพท์ในทันที เธอจะปล่อยให้เสียงเรียกดังสัก 1 หรือ 2 ครั้ง และในขณะที่ฟังเสียง เธอจะหายใจเข้าและออกเพื่อสงบกายและใจ ถ้าเธอไม่ใช่ผู้ฝึกปฏิบัติ เธอจะรับโทรศัพท์ในทันทีเพราะอยากรู้ว่าใครโทรมา เป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย แต่ถ้าเธอเป็นผู้ฝึกปฏิบัติ เธอไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ เธอปล่อยให้เสียงโทรศัพท์ดังอีกครั้งหนึ่ง เบิกบานกับการฟังเสียงโทรศัพท์เช่นเดียวกับการฟังเสียงระฆัง "ฟังซิ ฉันฟังเสียงมหัศจรรย์นี้ นำฉันกลับสู่บ้านที่แท้จริง" ฉันไม่จำเป็นต้องกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อได้ฟังเสียงโทรศัพท์ เธอปล่อยให้ดังอีกครั้งหนึ่งเพื่อสงบจิตใจลง ถ้าเป็นเรื่องสำคัญหรือเร่งด่วน คนโทรมาก็คงจะคอยได้ และเมื่อรับโทรศัพท์แล้ว เธอรู้ว่าทั้งผู้โทรและผู้รับกำลังยิ้มและหายใจอย่างมีสติ การสนทนาก็จะมีความสงบ พวกเธอทั้งคู่รู้วิธีหายใจเข้าและออกและการใช้วาจาแห่งความรัก ถ้าพวกเราที่อยู่ในเมืองหลวงฝึกใช้โทรศัพท์อย่างมีสติเช่นนี้ เมืองหลวงของเธอก็จะมีสันติภาพ คุณภาพของความสุขก็จะเพิ่มขึ้น ดังนั้นเธอจึงสามารถใช้โทรศัพท์ในการฝึกมนตราข้อแรกเพื่อสร้างสรรค์สันติภาพ ให้เกิดขึ้นได้
     มนตราแห่งรักและสันติ
     มนตราข้อที่สอง คือ "ที่รัก ฉันรู้ว่าเธออยู่ที่นั่นและฉันมีความสุขมาก" มนตราข้อแรกกล่าวว่า "ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ" ฉันรู้ว่าของขวัญที่ดีที่สุดที่ฉันสามารถให้เธอได้คือการอยู่กับเธอ ในการปฏิบัติมนตราข้อแรก เธอจะต้องอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้จริงๆ มิฉะนั้น มนตรานี้จะไม่ได้ผล เธอต้องอยู่ที่นี่อย่างแท้จริง กายและใจรวมเป็นหนึ่ง เธอต้องตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้มนตรานี้เป็นมนตราที่นำความสุขมาให้เธอและคนที่เธอรัก "ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ" มนตราข้อแรกมีจุดประสงค์เพื่อให้เธอดำรงอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ส่วนมนตราข้อที่สอง "ที่รัก ฉันรู้ว่าเธออยู่ที่นั่นและฉันมีความสุขมาก" มีจุดประสงค์เพื่อให้เธอตระหนักรู้ถึงการดำรงอยู่ของผู้อื่น ถ้าเธออยู่ที่นั่นจริง เธอจะสามารถรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของผู้อื่น การที่เรารักใครบางคนหมายถึงการรับรู้ถึงการคงอยู่ของเขา ดังนั้นถ้าเธอฝึกมนตราข้อแรกไม่สำเร็จ เธอก็ไม่สามารถฝึกมนตราข้อที่สองให้สำเร็จได้ ต่อเมื่อเธอดำรงอยู่ในปัจจุบันได้อย่างแท้จริง เธอจึงจะสามารถตระหนักถึงการดำรงอยู่ในปัจจุบันของผู้อื่นได้ พลังแห่งสติช่วยให้เธอดำรงอยู่อย่างแท้จริงและมีชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม พลังแห่งสติ สมาธิและปัญญาเป็นพลังที่เธอใช้ในการรับรู้การดำรงอยู่ของเขา เธอโอบกอดเขาด้วยพลังแห่งสติ สมาธิและปัญญาที่มาจากการฝึกปฏิบัติของเธอ การรู้ว่าคนที่เธอรักนั้นมีชีวิตอยู่ ถือเป็นปัญญาอย่างหนึ่งด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งตรงกันข้ามคือความหลงลืม เธออาจเคยหลงลืมเขา ไม่ได้ทะนุถนอมหรือสนใจการดำรงอยู่ของเขา แต่เมื่อเธอฝึกปฏิบัติจนมีสติ สมาธิและปัญญา เธอจะมีความสุข และผู้ที่ได้รับการโอบกอดโดยแหล่งพลังนี้จะเบ่งบานเหมือนดอกไม้ เขารู้ว่าเขาเป็นที่รักและการคงอยู่ของเขาได้รับการรับรู้ และแน่นอน เธอสามารถฝึกปฏิบัติมนตรานี้ผ่านทางอีเมล์ เราสามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยในการฝึกมนตราได้
      มน ตราข้อที่สาม จะนำมาปฏิบัติในกรณีที่เธอรู้ว่าคนที่เธอรักตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เธอมีสติ เธอจึงรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเธอและคนที่เธอรัก เธอห่วงใยเขา เธอจึงสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ เธอจึงกล่าว มนตราข้อที่สาม "ที่รัก ฉันรู้ว่าเธอมีความทุกข์ และนี่คือเหตุผลที่ฉันอยู่ที่นี่" และเช่นเดียวกัน เธอสามารถฝึกมนตรานี้ด้วยโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ ระยะทางไม่ใช่ปัญหา หากเธออยู่ที่นั่นจริงๆ เธอจะสามารถตระหนักถึงความเจ็บปวดและเศร้าโศกของเขาได้ ก่อนที่เธอจะลงมือทำสิ่งใดเพื่อคลายความทุกข์ของเขา ความทุกข์ของเขาก็ได้บรรเทาลงแล้ว เพราะเขารู้ว่าเธออยู่ที่นั่นเพื่อเขา เขารู้ว่าเธอรับรู้ได้ถึงความยากลำบากที่เขาจะต้องผ่านพ้น และนี่คือการฝึกสติ สมาธิและปัญญา นี่คือการฝึกปฏิบัติแห่งความรัก
     มนตราข้อที่สี่นั้นฝึกปฏิบัติยากกว่าเล็กน้อย แต่เธอจำเป็นต้องรู้ไว้ หากเธอมีความทุกข์และเชื่อว่าความทุกข์นั้นมีสาเหตุมาจากคนที่เธอรักและ เชื่อใจอย่างที่สุด นี่คือสภาวะที่ยากลำบาก ถ้าคนที่ทำให้เธอเป็นทุกข์ไม่ใช่คนที่เธอรัก เธอคงเป็นทุกข์น้อยกว่านี้ แต่นี่คือคนที่เธอเชื่อใจมากที่สุด คนที่เธอรักมากที่สุด เขาได้พูดและทำเช่นนั้นกับเธอ เธอจึงช้ำใจมาก ปฏิกิริยาตามธรรมชาติของเธอคือการแยกตัวออกมา เธอต้องการอยู่กับความทุกข์คนเดียว เธอต้องการแสดงให้เขาเห็นว่าเธอสามารถอยู่รอดได้โดยไม่มีเขา นี่คือนิสัยแห่งการลงโทษ แม้ว่าเธอจะเจ็บปวดรวดร้าว แต่เธอต้องการลงโทษ เธอทำได้ทุกอย่างยกเว้นการกลับไปหาเขา ถามว่าทำไม เพราะเธอเจ็บลึก แต่มนตราข้อนี้แนะนำให้เธอทำในสิ่งตรงกันข้าม เธอต้องไปหาเขาหรือโทรศัพท์ไปหาเขาเพื่อถามเหตุผล เธอต้องวางศักดิ์ศรีของเธอลง เพราะรักแท้ไม่มีที่ว่างสำหรับศักดิ์ศรี มนตราข้อสี่ กล่าวว่า "ที่รัก ฉันมีความทุกข์ โปรดช่วยฉันด้วย" หลังจากที่เธอกล่าวมนตรานี้ไม่นาน ความทุกข์ของเธอจะลดน้อยลง มนตรานี้มีความหมายว่า "ที่ รัก ฉันมีความทุกข์มากเหลือเกิน ฉันต้องการให้เธอรู้ ฉันไม่รู้ว่าเหตุใดเธอจึงทำเช่นนั้นหรือพูดเช่นนั้นกับฉัน ถ้าเป็นคนอื่น ฉันจะไม่ทุกข์ใจเช่นนี้ แต่นี่เป็นเธอ ฉันเป็นนักปฏิบัติ ดังนั้น ฉันจะทำอย่างดีที่สุด แต่ว่าในขณะนี้ ฉันตกอยู่ในความทุกข์ ฉันจะพยายามฝึกปฏิบัติ แต่ฉันต้องการความช่วยเหลือจากเธอ"
      เธออาจหาเวลาอยู่คนเดียวเพื่อมองอย่างลึก ซึ้งถึงสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อมองให้เห็นว่าความทุกข์ของเธอมาจากการรับรู้ที่ผิดหรือไม่ ก่อนที่เธอจะกล่าวหาผู้อื่น เธอต้องมองอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเธอ ไม่ได้เกิดจากความคิดเห็นที่ผิดของเธอ ถ้าเธอค้นพบ เธอจะเลิกโกรธเขา เพราะเธอรู้ว่าความคิดเห็นที่ผิดนั่นเองที่นำความทุกข์มาสู่เธอ แต่หาก 24 ชั่วโมงผ่านไป เธอยังดิ้นรนอยู่ในความทุกข์ ตามประเพณีของหมู่บ้านพลัม เธอต้องปฏิบัติมนตราข้อที่สี่ ก่อนเส้นตาย 24 ชั่วโมง "ที่รัก ฉันมีความทุกข์ โปรดช่วยฉันด้วย" ถ้าเธอไม่สามารถกล่าวกับเขาได้โดยตรง ให้เขียนจดหมายหรืออีเมล์ถึงเขา ความทุกข์ของเธอจะลดน้อยลง นี่เป็นการเชื้อเชิญให้เขามองอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่เขากระทำหรือพูดว่าทำ ให้ผู้อื่นมีความทุกข์หรือไม่ ทั้งสองคนจะฝึกปฏิบัติการมองอย่างลึกซึ้ง และนี่คือปฏิบัติการแห่งสันติภาพ
          พวก เราได้ปรับปรุงแก้ไขข้อฝึกอบรมสติ 5 ประการขึ้นใหม่ และมนตราข้อที่ห้าก็ได้เกิดขึ้นระหว่างงานภาวนานั้นเอง ถ้าเธอฝึกปฏิบัติการหายใจอย่างมีสติและกลับมาอยู่ในปัจจุบัน เธอจะตระหนักว่าเธอนั้นโชคดีมาก เธอมีเงื่อนไขแห่งความสุขมากมายเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ เธอสามารถสัมผัสเงื่อนไขแห่งความสุขที่เธอมีอยู่แล้ว เธอรู้ว่าเธอไม่ต้องการเงื่อนไขแห่งความสุขเพิ่มอีก เธอมีเพียงพอแล้วที่จะมีความสุข ณ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ด้วยปัญญานี้ เธอจึงได้กล่าว มนตราข้อที่ห้า "เวลานี้คือเวลาที่เป็นสุข" เวลาไหนก็เป็นเวลาที่เป็นสุขได้ด้วยการฝึกสติ สมาธิและปัญญา เพราะพลังทั้งสามจะนำเราไปสัมผัสเงื่อนไขแห่งความสุข ที่มีอยู่ที่นี่และขณะนี้ เธอไม่จำเป็นต้องวิ่งไปที่ไหนเพื่อที่จะมีความสุข เธอไม่จำเป็นต้องวิ่งไปในอนาคตเพื่อแสวงหาความสุข พระพุทธองค์ตรัสบอกเราอย่างชัดเจนว่าความสุขมีได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ การดำรงชีวิตอย่างเป็นสุขในปัจจุบัน คือคำสอนพื้นฐานที่เราพึงฝึกปฏิบัติ
       ใน ทุกครั้งที่พวกเราได้ฝึกปฏิบัติร่วมกัน ก่อนการแบ่งปันอาหาร เราหายใจเข้าและมองไปที่สังฆะ รู้สึกถึงความโชคดีของเรา เรากล่าวในใจว่า "สังฆะที่รัก เวลานี้คือเวลาที่เป็นสุข" เราอาจฝึกปฏิบัติมนตราข้อที่ห้าในช่วงก่อนการสวดมนต์ ทำอาหารหรือทำสวนก็ได้ ที่วัดบน เราฝึกปฏิบัติมนตราข้อนี้วันละหลายๆ ครั้ง การปฏิบัตินั้นง่ายมาก ถ้าเธอรู้วิธีกลับบ้าน กลับมาอยู่ในปัจจุบัน เธอจะรู้ว่าตนเองนั้นโชคดีมาก โชคดีกว่าคนอื่นอีกหลายๆ คน เงื่อนไขแห่งความสุขของเรานั้นมีอยู่มากมาย เพียงแค่อนุญาตให้เงื่อนไขนั้นได้รับการสัมผัสเท่านั้น
     ขณะนี้เจ้าชายสันติภาพได้บังเกิดขึ้นแล้ว เจ้าชายสันติภาพสามารถบังเกิดได้ในทุกขณะที่ฝึกสติ สมาธิ และปัญญา ...๐
*******
 เจ้าชายแห่งสันติภาพ
ธรรมบรรยายในงานภาวนา "The art of happiness"
วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2552 ณ วัดล่าง (Lower Hamlet) หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส

ถอดความ : ปิยะนุช วัฒนาศิริธนวงษ์
แปลโดย : ไชยยันต์ ธนไพศาล – จิตเจษสฤษดิ์
กิ่งธรรมจาก  http://www.thaiplumvillage.org

No comments:

Post a Comment