Tuesday, April 3, 2012

ชีวิตพัฒนาคือทำจิตให้เจริญ.

เพาะธรรม เพื่อใจ
      
ชีวิตพัฒนาคือทำจิตให้เจริญ.
โดยพุทธทาสภิกขุ 


       เดี๋ยวนี้ คำว่า พัฒนา ยังเป็นคำที่กำกวม ใช้กันผิด ๆ หมายความว่าเอาแต่มากขึ้นก็แล้วกัน, จนโลกเจริญนี้กลายเป็นเจริญด้วยปัญหา : ด้วยความทุกข์ ด้วยการเบียดเบียน ด้วยความเลวร้าย, เรียกว่า โลกมันเจริญ. หรือว่า การศึกษาเจริญพัฒนาแต่ก็ไม่มีสิ่งที่เป็นที่พอใจหรือควรจะพอใจ ที่เป็นผลของการศึกษา เราก็ยังมีอันธพาลเต็มบ้านเต็มเมืองมากขึ้นทุกที มีสิ่งเลวร้ายนานาประการเกิดขึ้น ในคนที่เรียกว่ามีการศึกษา. อันธพาลทุกคนก็มีการศึกษา, เขาก็เป็นอันธพาลทั้งที่มีการศึกษา นี้มันมากขึ้น ในส่วนที่ไม่แน่ว่าจะเป็นประโยชน์. คนรู้มากมันก็โกงเก่ง อย่างนี้ก็มี, คนรู้มากกลายเป็นคนยากนาน คือกลายเป็นคนลำบากไปเสียก็มี, นี่ก็เพราะว่า คำว่า พัฒนา นั้นถูกใช้กันอย่างผิด ๆ. ถ้าใช้กันอย่างถูกต้องแล้ว คำว่า พัฒนา ต้องเป็นไปในทางที่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจเสมอ.
          ทีนี้ การภาวนา ก็แปลว่า การทำให้เจริญ, การพัฒนา ก็แปลว่า การทำให้เจริญ, มีคำใช้เป็น ๒ คำอยู่. แต่คำว่าภาวนาใช้กันอยู่แต่ในวัด ไม่ค่อยมีความเปลี่ยนแปลงไปตามโลก. ในที่นี้ใช้คำว่า จิตตภาวนา คือการทำจิตให้เจริญ นั่นแหละคือชีวิตพัฒนา การทำชีวิตให้เจริญ ทำไมจึงมาเป็นอย่างเดียวกันดังนี้?
          ข้อนี้ มีหลักในพระบาลีว่า ทุกอย่าง มันรวมอยู่ที่จิต, มันขึ้นอยู่กับจิต; ดังคำที่กล่าวว่า ชีวิตํ อตฺตภาโว จ สุขทุกฺขา จ เกวลา –ชีวิตก็ดี อัตตภาพนี้ก็ดี หรือความทุกข์ในชีวิตในอัตตภาพนั้นก็ดี; เอกจิตฺตสมายุตฺตา –ประกอบรวมอยู่ที่จิตดวงเดียว, ลหุโส วตฺตเต ขโณ –เวลาที่เป็นขณะ ๆ ก็เคลื่อนไปโดยเร็วดังนี้. ข้อความนี้แสดงว่าจิตมันสร้างอะไรขึ้นได้มากมาย ไม่มีที่สิ้นสุด.
          ถ้าไม่มีจิตอย่างเดียว ท่านลองคำนวณดูเองซิ: อย่าต้องเชื่อตามที่คนอื่นพูดนักซิ; ถ้าสมมุติว่า เราทุกคนในโลกนี้ไม่มีจิตเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแหละ อะไรมันจะเกิดขึ้น? มันก็จะเหมือนกับมีท่อนไม้ ก้อนหิน ระเกะระกะไปหมด ทำอะไรไม่ได้เพราะมันไม่มีจิต : เพราะมีสิ่งที่เรียกว่าจิต มันจึงมีอะไรเกิดขึ้นมามากมาย จิตคิดได้ก็คือทำให้เกิดอะไร ๆ ขึ้นมาได้ : มันเป็นของประหลาดอยู่, ร่างกายถ้าไม่มีจิต มันก็คือ ไม่มีชีวิต ไม่มีร่างกาย ; เพราะร่างกายมันมีจิต มันจึงทำอะไรได้.
          และจิตมันก็ทำหน้าที่ของมันทางอายตนะ คือที่สืบต่อ ระหว่างภายในกับภายนอก คือมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ๖ ทาง คู่กันกับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ มีการติดต่อระหว่างภายในกับภายนอก โดยสิ่งที่เรียกว่าจิต จะทำหน้าที่ในการติดต่อ. ถ้าเราไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตก็ไม่มีเครื่องมืออะไรจะทำหน้าที่ ก็ทำไม่ได้ มันก็เท่ากับไม่มีจิตอยู่เหมือนกัน. เพราะฉะนั้นท่านจึงให้ความสำคัญแก่สิ่งที่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นสิ่งที่ทำให้จิตทำหน้าที่ของมันได้ แล้วทำหน้าที่สัมผัส สัมพันธ์กับสิ่งภายนอก คือรูป ที่เข้ามาทางตา, เสียงที่เข้ามาทางหู, กลิ่นที่เข้ามาทางจมูก, รสที่เข้ามาทางลิ้น, สัมผัสผิวหนังที่เข้ามาทางผิวหนัง, ความรู้สึกที่เข้ามาทางจิตเอง.
          สัมผัสแล้วก็เกิดเวทนา คือรู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ได้. ดูให้ดี, เพราะมีตัวจิตเป็นเจ้าหน้าในการสัมผัส แล้วก็เกิดเวทนาเป็นสุขเป็นทุกข์ได้.
          ครั้นเกิดเวทนาแล้ว จิตก็โง่ต่อไป ในการที่ยินดีส่วนที่เป็นสุขเวทนา, ยินร้ายในส่วนที่เป็นทุกขเวทนา มันก็ได้เกิดกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น; เพราะความยินดียินร้าย จนเคยชินเป็นนิสัย คือมีกิเลส, มีความเคยชินแห่งกิเลส นี่เรียกว่ามันเกิดกิเลส จะเรียกชื่อต่อไปก็คือตัณหา.
          ตัณหานั้นเป็นความอยากด้วยความโง่ ความอยากมี ๒ ชนิด ถ้าอยากด้วยสติปัญญา อยากด้วยวิชชาความรู้ อย่างนี้ไม่เรียกว่าตัณหา, เขาเรียกชื่ออย่างอื่น. แต่ถ้ามันอยากด้วยความโง่เขลา ไม่รู้ตามที่เป็นจริง จึงจะเรียกว่าตัณหา; เช่น น่ารักก็รัก น่าโกรธก็โกรธ อย่างนี้ก็เรียกว่ามันโง่, แล้วมันก็อยากไปตามความรักหรือความโกรธ อยากได้ก็มี อยากเอาอยากเป็นก็มี อยากไม่เอาไม่เป็นก็มี: ล้วนแต่ความโง่ทำให้อยาก ก็เรียกว่าตัณหา. จิตมีความรู้สึกเป็นตัณหาคือความอยาก; ถ้าไม่มีจิตก็ไม่มีอะไรจะรู้สึกเป็นความอยาก.
          ครั้นเกิดความอยากขึ้นในจิตแล้ว โดยธรรมชาตินั่นแหละ มันก็ปรุงความคิดอีกชนิดหนึ่งเรียกว่าอุปาทาน คือรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า กูนี่แหละอยาก กูเป็นผู้อยาก, กูเป็นผู้ได้ กูเป็นผู้ไม่ได้ กูเป็นผู้เสียหาย, กูเป็นผู้อะไรต่าง ๆ. นี่เพราะมีตัณหาคือความอยาก จึงได้เกิดอุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่น, แล้วก็เคยชินแต่ที่จะยึดมั่นถือมั่น ในตัวตนหรือของตน ยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวตน ก็มีโดยความเป็นของตนก็มี ยึดมั่นในกามารมณ์ก็มี, ยึดมั่นในทิฏฐิความคิดความเห็นก็มี, ยึดมั่นในความงมงาย ที่ปฏิบัติสืบต่อ ๆ กันมาก็มี, ยึดมั่นในตัวตนก็มี. นี่คือความยึดมั่นเต็มอัดอยู่ในจิตในสันดานของแต่ละคน ก็เพราะจิตอย่างเดียว จึงมีอย่างนี้.
          ทีนี้ก็มีปัญหา คือว่า ทำไปตามอำนาจของอวิชชานั้น ๆ เป็นการเบียดเบียนตนเองด้วย เป็นการเบียดเบียนผู้อื่นด้วย หมายความว่า เมื่อทำไปตามความอยากหรืออุปาทานแล้ว ก็เกิดความทุกข์หรือการเบียดเบียนขึ้น ทั้งฝ่ายตนเองและฝ่ายผู้อื่น.
          นี่พูดมายืดยาวเหลือเกินแล้ว ก็พอแล้ว เพื่อจะบอกให้รู้ว่าอะไร ๆ น่ะ มันขึ้นอยู่ที่จิต, อะไร ๆ มันรวมอยู่ที่จิต, มันขึ้นอยู่ที่จิต, มันเกี่ยวข้องอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าจิต. จิตเป็นอย่างไร เหตุการณ์มันจะเป็นอย่างนั้น; เราจึงมีหน้าที่ที่จะอบรมจิตทำให้จิตเจริญ, ให้เจริญไปในทางถูกต้อง. อย่าให้มันโง่หรืออย่าให้มันกลับโง่ กลับหลงใหลไปในทางที่ผิดพลาด ซึ่งมันจะต้องทำผิด แล้วทำปัญหาหรือทำความทุกข์ให้เกิดขึ้นโดยรอบด้าน.
*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment