Friday, April 20, 2012

อานิสงส์ของการขอโทษ - อดโทษ

อานิสงส์ของการขอโทษ - อดโทษ
โดย พุทธทาสภิกขุ

 
          ท่านทั้งหลายได้กล่าวคำขอขมาโทษ นี้ก็เป็นการดีถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณี; แต่ก็มีสิ่งที่จะต้องทราบว่าประเพณีนั้นก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ, ทั้งที่ไม่มีโทษก็ขอโทษแล้วก็อดโทษ. นี้ก็เป็นประเพณีเป็นพิธีกรรม ซึ่งจะนำไปสู่ความจริง มันตั้งต้นที่พิธี บางทีก็กลายเป็นรีตองไปด้วยซ้ำ; แต่มันก็มีประโยชน์ ที่ว่ามันเป็นจุดตั้งต้น ที่จะนำไปสู่ความหมายอันแท้จริง หรือตัวธรรมะที่แท้จริง.
          เอาละ, สมมติว่ามีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้น ที่ทำให้ไม่สบายใจ ต้องขออภัยโทษ ก็ดีแล้ว, ส่วนที่ไม่มีความรู้สึกอะไรที่เป็นสิ่งต้องขอโทษ ก็ขอโทษ ก็เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีต่อไป โดยเฉพาะแก่ลูกเด็ก ๆ.
          การขอโทษและอดโทษนี้ เรียกว่า เป็นอริยวินัย, เป็นสิ่งที่จะกวาดล้างความรู้สึกขุ่นมัวแห่งจิตใจ หลายอย่างหลายประการ ให้ออกไปจากจิตใจ. คนเราไม่ควรที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกขุ่นมัวในจิตใจ ท่านจึงบัญญัติพิธีอันนี้ขึ้นมาสำหรับประพฤติปฏิบัติกัน ก็ได้ผลว่าเราอยู่กันด้วยความสนิทใจ; แต่จะขอร้องให้ท่านทั้งหลายต้องปฏิบัติเป็นนิจสินคือพร้อมที่จะขอโทษ และพร้อมที่จะอดโทษ เพราะว่ามันจะกวาดล้างกิเลสหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะกิเลสประเภทตัวตน.
          ขอให้คิดดูเถิดว่า ถ้าเราไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวเป็นตนแล้วโทษมันจะเกิดขึ้นอย่างไรได้. นี่แหละมันเป็นเรื่องเดียวกันกับที่ว่าการดับทุกข์ทั้งปวงอยู่ที่ไม่มีความเป็นตัวเป็นตน ไม่รู้สึกเป็นตัวเป็นตน, ชนิดเลวมากก็คือเห็นแก่ตน นี้มันก็เป็นทุกข์, แล้วพาลทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ด้วย; แม้จะเป็นชนิดดีตามปกติของสัญชาตญาณ รู้สึกว่ามีตัวเราอยู่เป็นเครื่องดำรงชีวิต มันก็ยังเป็นของหนักอยู่นั่นเอง; ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนสิ่งสูงสุดหรือสุดท้าย ว่าปัดออกไปเสียให้หมดซึ่งตัวตน. ลัทธิศาสนาต่าง ๆ ที่เกิดอยู่ก่อนพระพุทธเจ้านั้นล้วนแต่มีตัวตน, แล้วก็ไปบัญญัติว่ามีตัวตนอย่างนั้น มีตัวตนอย่างนี้ดีที่สุด ให้คนปฏิบัติตาม; แต่ก็ไปจบลงด้วยความมีตัวตน, ที่สูงสุดในประเทศอินเดียก็คือลัทธิอุปนิษัท ซึ่งสอนว่ามีตัวตน, แล้วในที่สุดก็ไปมีตัวตนอันถาวร ไปจบที่นั่น. พระพุทธเจ้าท่านไม่ทรงเห็นด้วยว่ามันจะเป็นที่สุดสิ้นสุดจบแห่งความทุกข์ มันต้องออกไปเสียจากความมีตัวตนโดยสิ้นเชิง.
          ลัทธิคำสอนที่สูงสุดในครั้งพุทธกาล ก็ดูจะไม่มีอะไรมากไปกว่า เนวะสัญญานาสัญญายตนะ ซึ่งอาจารย์ชื่ออุทกดาบสรามบุตรสอน; พระพุทธเจ้าทรงกระทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์แต่ท่านรู้สึกว่าไม่, ไม่ใช่จบ, ไม่ใช่ที่สุดจบแห่งความทุกข์. แม้จะไปมีตัวตนชนิดที่เกือบจะไม่มีความรู้สึกอะไรอยู่แล้ว มันก็เป็นที่สุดแห่งความทุกข์ไม่ได้. เนวะสัญญานาสัญญายตนะ แม้จะสงบเงียบเท่าไร มันก็ยังมีความหมายแห่งตัวตน เป็นอย่างนั้น, มันไม่จบได้.
          พระองค์จึงทรงค้นของพระองค์เอง ในที่สุดก็พบลัทธิสูงสุด ที่ว่าต้องปัดความรู้สึกว่าตัวตนนี้ออกไปเสียให้หมดสิ้น, เมื่อตัวตนมันหมดสิ้น ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวตนแล้วจิตมันก็ไม่มีความทุกข์เลย; อยู่ด้วยกันกับร่างกายที่ไม่มีความทุกข์. ครั้นถึงเวลาที่ร่างกายจะต้องแตกดับตามธรรมชาติ ก็แตกดับไป จิตมันก็เข้าถึงความว่าง. จึงว่า มีที่สุดอยู่ที่ความว่าง เป็นธรรมะอันสูงสุด ว่านิพพานเป็นความว่างอย่างยิ่ง. คำอธิบายนี้ แม้จะเป็นคำอธิบายของพระสารีบุตรหรืออะไรก็ตาม ที่กล่าวในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคว่า นิพพานเป็นความว่างอย่างยิ่ง; นี่ถูกตรงตามหลัก ว่าคำสอนทุกชนิดระบุไปยังความว่างจากตัวตน, แล้วในที่สุดก็พบความว่างแห่งตัวตน ก็จัดเป็นพระนิพพาน เป็นที่สุด, เป็นที่จบสิ้นแห่งความทุกข์และปัญหาทั้งปวง. เมื่อมันไม่มีตัวตนแล้วปัญหาอะไรมันจะตั้งอยู่ได้, แล้วความทุกข์อะไรมันจะตั้งอยู่ได้, มันจึงอยู่แต่ความว่าง สภาพความว่างเป็นนิรันดร.
          นี่แหละ ขอให้ท่านทั้งหลาย มองเห็นโทษแห่งความมีตัวตน ว่ามันยุ่งยากลำบากสักเท่าไร, ต้องแบกของหนักคือตัวตน, แล้วถ้าเลยเถิดไปกว่านั้น เลวมากกว่านั้นมันก็เห็นแก่ตน ก็ยิ่งหนักยิ่งร้อนมากขึ้นไปอีก, แล้วก็พาลทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย.
          เดี๋ยวนี้เรากล่าวคำขอขมาลาโทษ ในความหมายที่ว่ามีตัวตน, แล้วขอให้รู้สึกว่าเป็นจุดตั้งต้น เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีหรือพิธีกรรม ที่เป็นจุดตั้งต้น ที่จะนำไปสู่ความไม่มีตัวตน. นี่ขอให้ตั้งใจอย่างนี้ มีความรู้สึกเศร้าหมองอะไรอยู่; ถ้าว่าเป็นเรื่องล่วงเกินผู้ใด ล่วงเกินผู้ใดก็ขอให้ถือว่าเป็นการล่วงเกินพระธรรม, พระธรรมซึ่งมีหลักว่าต้องไม่ประทุษร้ายแม้โดยความคิดแก่ผู้ใด.
          ถ้าเกิดมีความคิดร้ายแก่ผู้ใด มันก็กลายเป็นนอกจากล่วงเกินผู้นั้นแล้ว มันก็ยังล่วงเกินพระธรรม, เมื่อล่วงเกินพระธรรม มันก็เท่ากับล่วงเกินพระพุทธเจ้า ผู้เปิดเผยซึ่งพระธรรม, แล้วก็ล่วงเกินพระสงฆ์ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตามหลักธรรม. นี่เราเป็นผู้ประมาทอย่างนี้ มันเป็นการล่วงเกินทั้งพระพุทธ ทั้งพระธรรม ทั้งพระสงฆ์; ฉะนั้นขอให้มีจิตใจเกลี้ยงเกลา ว่าเราไม่มีความรู้สึกที่เป็นการล่วงเกินใด ๆ อีกต่อไป, มุ่งหมายความหมดสิ้นแห่งตัวตน ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความล่วงเกิน; นี่แหละเป็นจุดตั้งต้นนำไปสู่จุดสูงสุด.
          ขอให้การขมาโทษนี้มีลักษณะอย่างนี้ มีพฤติกรรมเป็นไปอย่างนี้ นำไปสู่จุดหลุดพ้น, แล้วผู้ที่ได้รับการขออภัยจากผู้ล่วงเกิน ก็เหมือนกันแหละ; ถ้าไม่ให้อภัยนั่นแหละมันจะเป็นผู้รับเอาบาปเอาโทษอะไรต่าง ๆ ใส่ตนไว้, ต้องให้อภัย รีบให้ อภัย ก็จะเป็นการทำลายล้างซึ่งความยึดถือว่าตัวตนอย่างเดียวกัน. ผู้ขออภัยก็ดี ผู้ให้อภัยก็ดีล้วนแต่ให้เป็นไปเพื่อการชำระชะล้างซึ่งตัวตนด้วยกันทั้งนั้น; แม้กระทำในวันนี้ก็ขอให้เป็นการกระทำตลอดไปไม่มีที่สิ้นสุดกว่าจะถึงที่สุดแห่งชีวิต, และให้ถือเป็นหลักปฏิบัติว่า ถ้ามีอะไรพอรู้สึกขุ่นมัวในใจ ว่ากระทบกระทั่งใคร รีบขอโทษ; ผู้ถูกขอโทษจงรีบให้อภัยโทษ.
          ถ้าในโลกนี้เต็มไปด้วยการขอโทษ และการให้อภัยโทษแล้ว จะไม่มีวิกฤตกาลเลวร้ายใด ๆ เกิดขึ้นมาได้เลย, เป็นการสร้างสันติภาพให้แก่โลกทั้งโลกเลยด้วยการยึดถือหลักที่ว่าขอโทษและอด โทษ. ฉะนั้นขอจงประพฤติปฏิบัติจนเป็นนิสัยและอบรมลูกเล็กเด็กแดงให้รู้จักขอโทษ และอดโทษแก่กันและกันจนเป็นนิสัย. ลูกเด็ก ๆ เขาไม่ค่อยมีความรู้, เขามี ความไม่รู้ เขาก็มีความประมาท; เพราะฉะนั้นมักจะล่วงเกินกันได้ง่าย ๆ ก็อบรมให้เขามีความรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตน, เป็นความร้าย นำมาซึ่งความเสียหาย มีโชคร้ายเกิดขึ้น, ก็ขอให้รู้จักขอโทษ ขอโทษ. ขอให้เด็ก ๆ ของเรา รู้จักขอโทษแม้แก่สุนัขและแมว เพราะมันต้องมีเรื่องกระทบกันบ่อย ๆ, แม้แต่สุนัขและแมว ก็ขอให้ลูกเด็ก ๆ ของเรารู้จักขอโทษ, รู้จักขอโทษ และถือเป็นการได้รับอภัย, ก็จะมีนิสัยที่ดี คือมีนิสัยเกลี้ยงเกลาจากสิ่งเศร้าหมอง.
          ดังนั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่า เป็นการกระทำที่ถูกแล้ว ขอแสดงความพอใจ ยินดีในการที่ได้รักษาอริยวังสะปฏิปทา คือระเบียบปฏิบัติของพระอริยเจ้า ที่ท่านถือเป็นหลักสำคัญในการขอโทษและอดโทษ ในการกระทำในวันนี้, และขอให้ถือว่าเป็นการกระทำตลอดกาล แล้วก็ชำระอนุสัยสันดานนี้ ให้หมดจดเกลี้ยงเกลายิ่งขึ้นทุกที ๆ. ขอโทษครั้งหนึ่ง มันชำระอนุสัยในสันดานได้หน่วยหนึ่งเสมอ, มันจะมีลบ คะแนนลบแก่ฝ่ายอนุสัย อาสวะ; นี้ขอให้ปฏิบัติเป็นหลักประจำใจ. 


          ขอโทษได้แม้แต่กับผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเรา แม้เขาจะเป็นลูกจ้าง เป็นคนใช้ เป็นอะไรต่าง ๆ ก็ขอให้ขอโทษ, และขอให้อดโทษ มันก็มีความเกลี้ยงเกลาในจิตได้ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เป็นรากฐานแห่งความสงบสุข. เพียงเท่านี้มันก็เป็นปัจจัยแก่พระนิพพานเป็นอย่างยิ่ง คือมีจิตใจสงบเย็นเกลี้ยงเกลามันก็ได้ปัจจัย ส่งเสริมเพิ่มพูนยิ่ง ๆ ขึ้นไป มันก็มีนิพพานเร็วขึ้น, เป็นความเกลี้ยงทั้งหมดแห่งจิตใจ มันก็มีความสงบเย็นตามความหมายของคำว่านิพพาน.
          จึงขออนุโมทนาในการกระทำ โดยธรรมะ โดยวินัย ขออนุโมทนาด้วยเป็นอย่างยิ่ง ในการกระทำทั้งหลาย และโดยส่วนตัวก็ขอขอบพระคุณ ขอบคุณ ขอบใจ แก่ท่านทั้งหลายที่ได้กระทำอย่างนี้กับข้าพเจ้า. ฉะนั้น ขอให้ประสบผลสำเร็จในการกระทำนี้ คือมีความเป็นอยู่ที่ถูกต้อง แก่การที่จะดับทุกข์ ทุกขั้นตอนแห่งชีวิต, เป็นอุปนิสัยปัจจัยไปจนตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน อย่างที่เราใช้กัน.
          ขออนุโมทนา และขอขอบพระคุณ และขออดโทษอดหมดไม่มีอะไรเหลือ เพราะว่าอาตมาไม่ถือโทษ มีปกติไม่ถือโทษ ก็เลยเป็นการอดโทษอยู่โดยอัตโนมัติ, เป็นอันว่าเรา ๒ ฝ่าย มีจิตใจเกลี้ยงเกลาจากสิ่งที่เรียกว่าโทษ, แล้วก็มีความสุข ความเจริญงอกงามจากสิ่งที่เรียกว่าโทษ, แล้วก็มีความสุข ความเจริญงอกงามอยู่ในครรลองของพระศาสนาด้วยความมี จิตเกลี้ยง เป็นผาสุกอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญสาธุ.
*******
มาเพาะธรรมให้เกิดในใจกันเถิด
******
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment