Friday, May 11, 2012

ทุกศาสนาต้องร่วมมือกัน

ทุกศาสนาต้องร่วมมือกัน
โดย พุทธทาสภิกขุ
          ทีนี้ก็มาถึงข้อที่จะต้องพิจารณาว่า ศาสนาทุกศาสนาต้องร่วมมือกัน เพราะมันมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมโลกกัน; ถ้าอยู่อย่างมีศัตรูกัน ก็เป็นความพินาศของโลก นั่นเอง. ศาสนาทุกศาสนาต้องร่วมมือกันในลักษณะสหกรณ์, ร่วมทำกิจกรรมอย่างหนึ่ง คือสันติภาพของโลก. ทุกศาสนาร่วมมือกันอย่างที่เรียกว่าสหกรณ์ เพื่อสันติภาพของโลก โดยมองเห็นได้ว่า มีวิถีทางคือ คุ้มครองสังคม ทำลายสิ่งซึ่งเป็นข้าศึกของสังคม. ศาสนามีหน้าที่อย่างนี้ มีคุณประโยชน์ที่จะใช้ได้ในลักษณะอย่างนี้ คือคุ้มครองสังคม.
          ศาสนาจะคุ้มครองสังคมได้ ก็ต่อเมื่อสังคมมีศาสนา; เดี๋ยวนี้มันก็มีศาสนาต่าง ๆ กัน จึงขอยืนยันว่าขอให้เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ แล้วก็จะไปพบว่ามันมีความเหมือนกัน คือทำลายความเห็นแก่ตัว. ถ้าจะเปรียบ ก็เปรียบเหมือนกับน้ำ น้ำ น้ำมีหลายอย่าง น้ำทะเล น้ำในลำธาร น้ำอ้อย น้ำตาล น้ำผึ้ง กระทั่งน้ำปัสสาวะ น้ำสกปรก น้ำครำนี่; ถ้าดูภายนอกแล้วต่างกัน, แต่ถ้าเจาะเข้าไปให้ลึกถึงส่วนลึกของน้ำทุกน้ำ ก็จะพบน้ำที่บริสุทธิ์; แม้ในน้ำปัสสาวะ. แม้ในน้ำครำ ถ้าแยกออกมาได้เฉพาะน้ำที่บริสุทธิ์ มันก็จะได้น้ำบริสุทธิ์ อย่างเดียวกับน้ำบริสุทธิ์ทั่วไป คือน้ำกลั่น, น้ำกลั่นคือน้ำบริสุทธิ์ จะหาพบได้ในน้ำทุกชนิด : ในน้ำส้ม ในน้ำหวาน ในน้ำโคลน ในน้ำปัสสาวะ เป็นต้น; นั่นหัวใจส่วนลึกมันเป็นอย่างนั้น.
          ศาสนาก็เหมือนกัน แม้ว่ารูปแบบภายนอกมันจะดูต่างกันมาก ถึงขนาดว่ามันจะตรงกันข้าม; แต่ถ้าเจาะลึกเข้าไปถึงภายในแล้วจะพบว่า พระศาสดานั้น ๆ มุ่งหมายเพื่อให้เกิดสันติสุขส่วนบุคคล, หรือสันติภาพส่วนสังคมด้วยกันทั้งนั้น, เจาะเข้าไปลึกถึงขั้นนั้นเถิด มันก็จะพบความที่จะเข้ากันได้, อย่าเอาเปลือกนอกซึ่งระเกะระกะไปด้วยหนามหรือด้วยเปลือกแข็งนี้ ขอให้เข้าถึงเนื้อในแล้วมันจะกลมกลืนเป็นอันเดียวกันได้.
          ศาสนาทุกศาสนาต้องทำหน้าที่ เป็นแสงสว่างของสังคม, นำวิญญาณของสังคมไปอย่างถูกวิถีทาง คือไปสู่จุดหมายปลายทางไม่เห็นแก่ตัว แล้วรักผู้อื่น โดยอัตโนมัติ, ข้อนี้ขอให้สนใจให้มาก ถ้ามันไม่เห็นแก่ตัว แล้วมันจะรักผู้อื่นโดยอัตโนมัติ; ดังนั้น หน้าที่ของศาสนาจึงมีหน้าที่เพียงแต่ทำลายความเห็นแก่ตัว, ทำลายความเห็นแก่ตัว เมื่อหมดความเห็นแก่ตัวจะรักผู้อื่นโดยอัตโนมัติ โลกนี้ก็จะมีสันติภาพ.
          ศาสนามีหน้าที่ในการประสานสังคม แต่ละสังคมให้หันไปหาธัมมิกสังคมนิยม ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น, ศาสนาต้องเอาหัวใจของศาสนาของตน ๆ มาเป็นเครื่องยึดถือหรือเหนี่ยวรั้งของสังคม, สังคมก็จะน้อมนำไปสู่ธัมมิกสังคมนิยม, ความรักโดยสภาพธรรมชาตินี้ได้เป็นแน่นอน.
          ถ้าจะเรียกว่ามีพระเจ้าก็มีไม่มีพระเจ้าก็มี ศาสนาที่มีพระเจ้ามุ่งหมาย สันติสุขของมนุษย์, ศาสนาไม่มีพระเจ้าก็มุ่งหมายสันติสุขของมนุษย์; เราใช้คำว่าพระเจ้าให้ถูกต้อง, ให้มีความหมายที่ถูกต้อง ว่าสิ่งที่มีอำนาจสร้างขึ้นมา, มีอำนาจควบคุมไว้, มีอำนาจทำลายยกเลิกเป็นครั้งคราว; มีอำนาจดูแลอยู่ในที่ทั่วไป, บังคับบัญชาอยู่ในที่ทั่วไป. สิ่งนี้มีอยู่ เขาจะเรียกว่าพระเจ้าก็ตามใจเขา; แต่เราเรียกว่ากฎของธรรมชาติ, สัจจธรรมของธรรมชาติหรือพระธรรมก็มีสิ่งที่มีหน้าที่อย่างเดียวนั่นแหละ; ตรงกัน โดยอาศัยพระเจ้าก็ได้. เอาคุณภาพของพระเจ้า อย่าเอาเปลือกของพระเจ้า มาเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งสังคม; การดับทุกข์มันต้องเป็นไปตามกฎข้อนี้แหละ. ขอให้สนใจกันมากเป็นพิเศษ ว่าเรื่องราวการดับทุกข์นั้นมันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เพราะว่าความทุกข์เกิดขึ้นตามกฎของธรรมชาติและเหมือนกันในทุกชีวิต.
          เดี๋ยวนี้คนถือศาสนาต่างกันมาก จนไม่ค่อยจะมองหน้ากัน; แต่ไปดูเถอะว่าในหัวใจของคนเหล่านั้น ซึ่งต่างศาสนากันนั่นแหละ มันก็มีกิเลสเหมือนกัน. ความโลภของคนที่ถือศาสนาพุทธ ก็ไม่ต่างจากความโลภของคนที่ถือศาสนาคริสต์ อิสลาม พราหมณ์ ฮินดู ซิกข์อะไร, ความโกรธก็เหมือนกัน, ความหลงก็เหมือนกัน. ฉะนั้นความทุกข์ที่เกิดขึ้นมันก็เป็นความทุกข์เหมือนกัน, ถ้าไปดูกันที่ตัวกิเลสและตัวความทุกข์แล้ว มันก็เหมือนกันดิกเลยของทุกคนที่ถือศาสนาต่างกัน. เมื่อเป็นอย่างนี้มันก็ควรจะมีสิ่งซึ่งแก้ทุกข์หรือดับทุกข์ได้ร่วมกัน ไม่ว่าเขาจะถือศาสนาอะไร; เหมือนอย่างว่าปัจจุบันใครจะถือศาสนาอะไรก็ตามใจ ถ้ากินน้ำตาล มันก็รู้สึกหวาน, ถ้ากินเกลือ มันก็รู้สึกเค็ม. ถ้ากินน้ำส้ม มันรู้สึกเปรี้ยว, อย่างนี้ใช่ไหม? จะถือศาสนาอะไร มันก็ไม่เว้นที่ว่าจะต้องมีความเป็นอย่างเดียวกันอยู่ในด้านลึก. หรือว่าจะมียาแก้โรค ขึ้นมาในโลกแม้แต่ยาแก้ปวดศีรษะอย่างนี้ คนถือศาสนาอะไรซื้อไปกินมันก็หายได้, ไม่ว่าจะถือศาสนาอะไร. ทีนี้มันยิ่งกว่านั้นก็ว่าเมื่อกิเลสของคนก็เหมือนกัน ความทุกข์ของคนก็เหมือนกันในการที่จะดับทุกข์ มันก็เหมือนกันได้, เหมือนกับว่ายาแก้โรคทางฝ่ายกายใช้ร่วมกันได้อย่างนี้ ยาแก้โรคในทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ มันก็ใช้ร่วมกันได้อย่างนี้แหละ.
          ฉะนั้น ถ้าเขามาคิดนึกกันเสียใหม่ว่า ไม่พูดถึงว่าศาสนานั้นศาสนานี้; เอาแต่ว่ามีความทุกข์ มีกิเลส อยู่ในภายในอย่างไร, แล้ววิธีใดจะดับทุกข์และดับกิเลสเหล่านั้นได้ มันก็ใช้ได้ : เมื่อดับกิเลสหรือดับทุกข์ได้มันก็หมดปัญหา. จะประกาศตัวว่าถือศาสนาอะไรก็ตามใจ แต่การดับกิเลสและดับทุกข์นั้น มีวิธีเดียวเท่านั้น สำหรับทุกคน เพราะว่ามันเหมือนกัน.
          ความโลภ ความโกรธ ความหลง ของใครก็ตาม; จะถือศาสนาอะไรก็ตาม, อยู่ที่มุมโลกไหนก็ตาม, แม้พวกเทวดาบนฟ้าก็ตาม, สัตว์ในนรกก็ตาม, ถ้ามีกิเลส คือความโลภ ความโกรธ ความหลงแล้วมันเหมือนกัน. ฉะนั้นการที่จะดับกิเลสและความทุกข์ก็เป็นวิธีเดียวกัน. นี่มันมีความที่จะต้องร่วมกัน ร่วมกัน ใช้ร่วมกัน ปฏิบัติร่วมกันได้ อยู่ในส่วนลึกของมนุษย์เรา.
*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment