Thursday, May 17, 2012

ปาฏิหาริย์ของรักแท้

ปาฏิหาริย์ของรักแท้
โดย ภาวัน


       เป็นเวลานานถึง ๒๓ ปีที่รอม ฮูเบน นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง เปลือกตาปิดเกือบตลอดเวลา มือและเท้าไม่เขยื้อนขยับ ไม่มีเสียงใด ๆ เปล่งมาจากลำคอ มีเพียงลมหายใจเข้าและออกเท่านั้นที่บ่งบอกว่าเขายังมีชีวิตอยู่ คำวินิจฉัยของหมอคือ เขาเป็น “ผัก” ไม่สามารถรับรู้อะไรได้แล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง มีเพียงร่างของเขาเท่านั้นที่ยังหลงเหลืออยู่ ส่วนจิตใจนั้นหามีไม่
       หนุ่มชาวเบลเยียมผู้นี้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ ๒๖ ปีก่อน หลังจากนั้นก็อยู่ในภาวะโคม่า แม้หมอจะช่วยชีวิตเขาไว้ได้ แต่เขาก็อยู่ในสภาพเจ้าชายนิทรามานับแต่นั้น การทดสอบของหมอคนแล้วคนเล่ายืนยันว่าเขามีเพียงชีวิต แต่ไม่มีจิตใจ
       ชะตากรรมของเขาคงไม่ต่างจาก “ผัก”ทั้งหลาย นั่นคือมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อรอวันตายเท่านั้น จนกระทั่ง เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ความจริงก็เปิดเผยออกมาว่า เขายังมีชีวิตจิตใจเหมือนกับเราทุกคน เขาสามารถรับรู้ทุกอย่าง ได้ยินเสียงรอบตัว และสามารถรู้สึกได้เวลามีคนสัมผัสตัว ใช่แต่เท่านั้นเขายังคิดและมีอารมณ์เหมือนคนปกติ มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่เขาทำไม่ได้คือควบคุมร่างกายให้เขยื้อนขยับหรือพูดคุยกับใครได้
       เครื่องตรวจสอบการทำงานของสมอง ชนิดใหม่ล่าสุด (PET Scan)พบว่าสมองของเขาทำงานเหมือนคนปกติแทบทุกอย่าง รวมทั้งส่วนที่เกี่ยวกับการได้ยิน การคิดนึกและอารมณ์ความรู้สึก นั่นแสดงว่าเขาได้รับการวินิจฉัยผิดพลาดมาโดยตลอด เขามิได้เป็นผัก แต่มีอาการที่เรียกว่า Locked-in syndrome คืออัมพาตทั้งตัว ใครที่เป็นโรคนี้จะมีอาการเสมือนคนที่ถูกกักขังอยู่ในร่างของตัวเอง ผู้ป่วยโรคนี้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ ฌอง-โดมินิก โบบี้ ซึ่งเขียนหนังสือที่โด่งดังมากเรื่อง ผีเสื้อและชุดประดาน้ำ ด้วยวิธีกะพริบตาข้างซ้ายซึ่งเป็นอวัยวะส่วนเดียวที่เคลื่อนไหวได้ (หนังสือเล่มนี้ได้ถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ชื่อดังเมื่อปีที่แล้ว)
       ทันทีที่รู้ว่าเขายังมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนคนปกติ หมอและนักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นหาวิธีที่ช่วยให้เขาสื่อสารกับโลกภายนอกได้ นับแต่นั้นเขาก็พรั่งพรูความรู้สึกนึกคิดให้เรารับรู้ “ผมรู้สึกเหมือนเกิดเป็นครั้งที่สอง” เมื่อถามถึงความรู้สึกของเขาตอนที่ใคร ๆ คิดว่าเขาเป็นผัก เขาตอบว่า “ผมตะโกน แต่ไม่มีใครได้ยินเลย”
       เรื่องราวของรอม ฮูเบน เป็นเสมือนปาฏิหาริย์ จะเป็นรองก็แต่เรื่องของคนที่ฟื้นจากตายเท่านั้น แต่ปาฏิหาริย์อย่างนี้เกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีบุคคลชื่อโยเซฟิน ฮูเบน ผู้เป็นมารดาของรอม เธอเชื่อมาโดยตลอดว่าลูกของเธอยังมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนคนทั่วไป ไม่ใช่เป็นแค่ผักเท่านั้น เธอพยายามพาลูกไปตรวจตามที่ต่าง ๆ รวมทั้งข้ามทวีปไปยังสหรัฐอเมริกาถึง ๕ ครั้ง แม้ทุกหนแห่งจะยืนยันว่าลูกของเธอ ปราศจากจิตใจแล้ว เธอก็ไม่ย่อท้อ “ด้วยสัญชาตญาณ ฉันรู้มาตลอดว่าเขายังเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจอยู่”
        เธอปฏิบัติกับเขาเหมือนคนปกติ พูดกับเขาทุกวันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เพราะเธอเชื่อแน่ว่าเขาได้ยินเสียงของเธอ เธอยังพาลูกไปเที่ยวตามที่ต่าง ๆ โดยไม่สนใจว่าใครจะพูดอย่างไร “ข้อสำคัญก็คือ อย่ายอมแพ้ คุณต้องมีความหวัง” เธอพยายามมา ๒๐ กว่าปีจนในที่สุดได้พบกับนายแพทย์สตีเวน ลอเรส์ ซึ่งใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจนพบว่าเขาเป็นอย่างที่เธอเชื่อมาโดยตลอด
        โยเซฟิน ฮูเบน คือบทพิสูจน์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ของผู้เป็นแม่ เป็นความรักที่ทำให้มนุษย์ผู้หนึ่งอดทนและพากเพียรอย่างยืดเยื้อยาวนานถึง ๒๓ ปี ทั้ง ๆ ที่ไม่มีวี่แววว่าจะประสบความสำเร็จ ความอุตสาหะพยายามดังกล่าวถูกหล่อเลี้ยงด้วยความศรัทธาเชื่อมั่นว่าลูกของ เธอยังมีจิตใจเหมือนคนปกติ สำหรับโยเซฟิน นี้ไม่ใช่แค่ความเชื่อมั่น แต่เป็นความรู้แน่แก่ใจว่ามีจิตใจอยู่ในร่างที่ไม่ไหวติงของลูกเธอ ความรักเท่านั้นที่จะเป็นสะพานสื่อจากใจถึงใจ จนล่วงรู้ความจริงที่คนทั่วไปมิอาจเข้าถึงได้
       ความรักของแม่ที่ไร้ขีดจำกัดนี้ เองที่น่าจะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจของรอมให้สามารถอดทนและคงความปกติ อยู่ได้แม้ตกอยู่ในสภาพที่ทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง ใครก็ตามที่อยู่ในสภาพเดียวกับเขา อย่าว่าแต่ ๒๓ ปีเลย แค่ปีเดียวก็คงคลุ้มคลั่งอย่างยิ่ง เพราะเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น
        ปาฏิหาริย์มิจำเป็นต้องเกิดจาก สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง แต่สามารถเกิดได้จากปุถุชนที่มีความรักอันยิ่งใหญ่ นั่นคือความรักที่เปี่ยมด้วยความเสียสละและปรารถนาดีต่อผู้อื่นอย่างแท้จริง
ใช่หรือไม่ว่ารักแท้นั้นสามารถบันดาลให้เกิดปาฏิหาริย์ได้เสมอ

ปาฏิหาริย์แห่งรัก อ้อมกอดแม่ปลุกชีวิตลูกน้อยฟื้น

*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.visalo.org/

No comments:

Post a Comment