Thursday, May 24, 2012

ศาสนาเปลี่ยนแปลงไปต้องช่วยกันแก้ไข

ศาสนาเปลี่ยนแปลงไปต้องช่วยกันแก้ไข
 โดย พุทธทาสภิกขุ

       ทีนี้ก็มาดูต่อไปถึงข้อที่ว่า ศาสนาจะเปลี่ยนแปลงได้มากนั้น ก็เพราะว่า มันมีอำนาจ วงการที่มีอำนาจเข้ามาครอบงำ; เช่นเรื่องทางการเมือง วงการที่มีอำนาจเข้ามาครอบงำศาสนา ต้องการจะใช้ศาสนา หรือกิจกรรมทางศาสนา เป็นเครื่องมือของการเมือง เช่นในการหาเมืองขึ้น, ในยุคสมัยที่มีการล่าเมืองขึ้นนั้นแหละ ศาสนาได้ถูกใช้ให้เป็นเครื่องมือในการล่าเมืองขึ้น อย่างสำเร็จประโยชน์ด้วย. นี่เขาเรียกว่าถ้าศาสนาถึงขนาดนี้แล้ว มันก็เปลี่ยนไปมาก, เป็นศาสนาเนื้องอก, ศาสนาที่อยู่ใต้อิทธิพลของการเมือง. เราอย่าไปยึดมั่น ถือมั่นว่า นั่นเป็นศาสนาอันถูกต้องของเขา; จะต้องเห็นอกเห็นใจว่า เขาก็ถูกกระทำอย่างนั้น. มีความจำเป็นอย่างนั้น. เราก็ควรจะช่วยเหลือเขาอยู่ร่ำไป, ให้อภัยแก่เขา มาพูดจากันใหม่ ตกลงกันใหม่ว่าจะเอากันอย่างนี้อย่างนี้ คือช่วยกันทำลายความเห็นแก่ตัวของคนในโลก.
          ทุกศาสนามาจับมือกันเป็นสหกรณ์ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อทำลายล้างความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ในโลกนี้ให้ หมดไป; งานสหกรณ์อันยิ่งใหญ่ ทำขึ้นเพื่อช่วยโลกอย่างนี้ นั่นจะตรงกับความหมายของพระเจ้าที่แท้จริง, เพราะถ้าพระเจ้าเป็นพระเจ้าที่แท้จริงต้องมีความหวังดีต่อสัตว์โลก, ฉะนั้นสิ่งที่จะเป็นความสุขสวัสดีแก่สัตว์โลกนั่นแหละ จะเป็นที่ พอใจของพระเป็นเจ้าที่แท้จริง ถ้าพระเป็นเจ้าต้องการเห็นความทุกข์ยากลำบากในโลก ต้องการจะเห็นความแตกแยกในโลก ต้องการเห็นการต่อสู้กันระหว่างศาสนาแล้ว นั่นมันเป็นพระเจ้าเก๊ พระเจ้าปลอม ซึ่งจะมีอยู่ไม่ได้, ซึ่งจะต้องค่อย ๆ ทำลายตัวเองไป. พระเจ้าที่แท้จริงต้องมีเจตนารมณ์ในการช่วยโลกให้อยู่เป็นสุข ทั้งส่วนตัวบุคคลและส่วนสังคม.
          นี่เราจะต้องให้อภัยกัน ว่าไม่มีศาสนาไหนผิดโดยประการทั้งปวง; แต่แล้วมันก็ต้องมีการแตกต่างกันบ้าง เพราะมีสิ่งที่ เป็นเหตุปัจจัยอันรุนแรงมีอำนาจนั้น มันเข้ามาแวดล้อม เข้ามาบังคับ เข้ามาผสม เข้ามาปลอมปน.
          อย่างประเทศธิเบตอย่างนี้ พุทธศาสนาเข้าไปในประเทศธิเบต มันจำเป็นที่จะต้องผสมกันเข้าไปกับศาสนาเดิมของธิเบต ที่เรียกกันว่า บอนปะ มันเป็นไสยศาสตร์ถือผีสางอะไรเต็มที่ เป็นศาสนาเดิมของธิเบต; ดังนั้นพุทธศาสนาเข้าไปในธิเบต ต้องไปผสมกัน ก็เลยเกิดปัญหา. ในพิธีทางพุทธศาสนาก็มีวิธีการอย่างไสยศาสตร์; อย่างเซ่นบวงสรวงภูตผีปีศาจอย่างนี้ก็มี. นี่ต้องให้อภัย ต้องเห็นใจว่า เป็นธรรมดาที่มันจะต้องเป็นอย่างนั้น; เช่นเดียวกับที่เราจะต้องให้อภัยแก่บุคคลแต่ละคน, ในส่วนบุคคลนี่ ถ้าเขามีความเข้าใจผิดหรือมีความจำเป็นอะไรบางอย่าง ที่ต้องทำให้เขามีอะไร ๆ ที่ผิดแปลกไปจากเราบ้าง ก็ค่อยให้อภัยเขา, แล้วก็ค่อย ๆ ชักจูงเกลี้ยกล่อมตักเตือนเขา หมุนมาสู่แนวทางที่ถูกต้อง; นี้เป็นการร่วมมือชักจูงกันให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันเพื่อสันติสุขของมนุษย์.

        ทีนี้ก็จะพูดถึงหนทาง ที่จะทำให้ร่วมมือกันได้ คือจะแก้ไขปัญหานี้ได้ หนทางก็มีอยู่ ด้วยการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นหัวข้อแห่งปณิธานข้อนี้ว่า การทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน พยายามพูดจากัน; แม้ว่าขณะนี้เราจะรบกันอยู่ ก็ ต้องแลกความเข้าใจธรรมะซึ่งกันและกัน, เคยเขียนบทความขึ้นมาเรื่องหนึ่ง ให้ชื่อว่า "รบกันพลางแลกธรรมะกันพลาง" ถ้าว่าในโลกปัจจุบันนี้ รบกันไปพลาง แล้วก็มีการแลกธรรมะอันแท้จริงกันไปพลางก็จะแก้ไขความเข้าใจผิดนั้นได้เร็ว ขึ้น, จะเลิกรบกันได้ง่ายขึ้น. แต่เดี๋ยวนี้วัฒนธรรมที่เขามาแลกเปลี่ยนกัน, มันกลายเป็นเรื่องส่งเสริมกิเลสไปเสีย มันไม่ใช่ธรรมะ. น่าสงสารที่ว่า วัฒนธรรมแลกเปลี่ยนระหว่างชาตินั้น คือระบำบัลเล่ย์ ที่ท่าทางแปลก ๆ ประหลาดออกไป จนเหมือนกับคล้ายผีบ้า, เต้นรำเหมือนกับผี ต้องเป็นผีที่บ้าเสียอีก ไม่ใช่ผีธรรมดา. นั่นแหละเป็นวัฒนธรรมที่เขาเอามาแลกเปลี่ยนกัน คือระบบบัลเล่ย์, ไม่มีความพยายามที่จะแลกเปลี่ยนธรรมะด้วยความเข้าใจถูกต้อง เอามาเป็นวัฒนธรรมสำหรับเปลี่ยนกัน. เมื่อเป็นดังนี้ โลกนี้มันก็เลวลง, มนุษย์ก็เลวลง ก็ตกเป็นเหยื่อของกิเลสมากขึ้น; มันไม่มีทางจะทำความเข้าใจกันได้ ถ้ามัวแต่เพิ่มหรือยุกันด้วยวัฒนธรรมที่ส่งเสริมกิเลส.
          มันจะต้องทำความเข้าใจกันเสียใหม่ให้ถูกต้องว่าสิ่งอะไรที่มัน จะช่วยโลกได้ ช่วยมนุษย์ได้; เรามีคำตอบในพุทธศาสนาของเรา ซึ่งจะตอบด้วยเสียงอันดังลั่นก้องโลกไปเลยว่า สัมมาทิฏฐิโว้ย, เราจะต้องแลกเปลี่ยนสิ่งที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิแก่ กันและกัน ความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องว่า อะไรเป็นความทุกข์. อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์, อะไรเป็นความไม่มีทุกข์โดยแท้จริง, อะไรเป็นหนทางให้ถึงความไม่มีทุกข์โดยแท้จริง; นี่ถ้าเรามาสนใจกันแต่อย่างนี้ มันก็เกิดสัมมาทิฏฐิเพิ่มขึ้น ๆ.
          ดังที่กล่าวมาแล้วว่า มนุษย์ทุกคนในโลก จะประกาศตัวว่า ถึงศาสนาไหน เป็นชาติอะไร มันก็มีกิเลสเหมือนกัน. และมี ความทุกข์เหมือนกัน; ไม่ต้องเชื่อพุทธศาสนาก็ได้. แต่ขอให้มองเข้าไปในตัวเอง ให้เห็นความทุกข์. และเห็นเหตุให้เกิดความทุกข์คือกิเลส, แล้วมันก็จะพบเองว่า ความไม่มีกิเลส นั่นแหละคือความไม่มีทุกข์, แล้วก็จะพบหนทาง หนทางถูกต้องว่าทำอย่างนี้จึงจะไม่มีกิเลส; เมื่อไม่มีกิเลส ก็ไม่มีความทุกข์, นี่คือสัมมาทิฏฐิ.
          แต่ปกติเดี๋ยวนี้ มันไม่มีใครเป็นเจ้าของโลกที่จะจัดโลกได้อย่างนั้นอย่างนี้ มันแย่งชิงกันจัดโลก, แย่งชิงกันเป็นเจ้าโลกที่ จะครองโลก นี่จนแบ่งเป็นฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย; อย่าไปออกชื่อ, ก็เห็น ๆ กันอยู่ ว่าสงครามนี้มันทำแก่กันและกัน แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายกันเพื่อจะครองโลก, ทำคนเดียวไม่ได้ก็ต้องหาพรรคพวกมาร่วมมือกัน สำหรับจะครองโลก, แล้วก็จะค่อยแบ่งกันทีหลังก็ได้. คิดไปเสียแต่ในทางที่จะครองโลก ตามวิสัยแห่งวัตถุนิยม, คือถือเอาความสุขสนุกสนานเพลิดเพลินเอร็ดอร่อยทางวัตถุเป็นหลัก จึงต้องมีกฎเกณฑ์อะไร ๆ ที่จะบัญญัติความจริง หรือบันทึกประวัติศาสตร์หรืออะไรก็โดยเอาวัตถุเป็นหลักทั้งนั้นเลย, รวมกันเข้าแล้วก็เป็นวัตถุนิยมที่สมบูรณ์, มีความโง่อย่างสมบูรณ์คือติดในรสของวัตถุ แล้วก็ ใช้กฎเกณฑ์ของความจริงอาศัยหลักทางวัตถุ. รวมกันแล้วเป็นวัตถุนิยม, วัตถุนิยมกำลังครองโลก มันก็เป็นการยากลำบากแก่มนุษย์. มนุษย์ผู้ไม่มีสัมมาทิฏฐิผู้โง่เขลา ไม่รู้จะเดินทางไปในทิศทางไหน; ถ้าไปฝ่ายซ้ายก็เป็นพวกซ้าย ถ้าไปฝ่ายขวา ก็เป็นพวกขวา, จะเดินอยู่ตรงกลางก็เดินไม่ถูก มันเดินไม่ถูกนี่. มันจะต้องสัมมาทิฏฐิเดินอยู่ตรงกลางให้มันถูก เพราะถูกกับความจริงของธรรมชาติ, พระบาลีที่ว่า สมมาทิฏฐิสมาทานา สพพ ทุกข อุปจจคุ; นี่ถูกต้องกับเหตุการณ์ของโลกอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าถูกต้อง ถูกต้องยิ่งกว่าถูกต้อง ความทุกข์หรือปัญหาใด ๆ ในโลก ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น จะแก้ไขก้าวล่วงไปเสียได้ด้วยการมีสัมมาทิฏฐิ.

*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment