Thursday, May 24, 2012

ต้องสนใจทำชีวิตให้เป็นธรรม


ต้องสนใจทำชีวิตให้เป็นธรรม
โดย พุทธทาสภิกขุ 
 
          นี่เราจะต้องมีความรู้ครบถ้วน ทั้งสองซีกของวงกลม, แล้วก็รู้เรื่องที่อยู่นอกวงกลมเหล่านั้นด้วย. รวมความว่ารู้เรื่องวัตถุดี รู้เรื่องทางจิตดี แล้วก็รู้เรื่องที่เหนือไปกว่าวัตถุและจิต เป็นระบบธรรมะที่จะใช้เป็นหลักวิชาอันสมบูรณ์ในการที่จะทำจิตให้หายโง่, ทำจิตให้อยู่เหนือความหลอกลวงหรือเสน่ห์อันร้ายกาจของวัตถุ. นี้เราจะต้องสนใจสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ธรรมะ คือความถูกต้องของวัตถุและจิต ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงโดยเฉพาะที่จะต้องปฏิบัติให้ได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนเป็นปรกติมีชีวิตเป็นธรรมะ, มีธรรมะเป็นชีวิต; เพราะปฏิบัติถูกต้องทั้งระบบกายและระบบจิต คือถูกต้องทั้งฝ่ายวัตถุและฝ่ายธรรม.
          ฉะนั้น ขอให้รู้และยอมรับรู้ไว้ด้วยว่า คำว่าธรรม, ธรรมะนั้น คือความถูกต้อง ทั้งฝ่ายระบบวัตถุ และฝ่ายระบบจิต และยิ่งขึ้นไปกว่าระบบวัตถุและระบบจิต, มันเป็นความถูกต้องทั้งหมดทั้งสิ้น; แล้วปัญหาอะไรมันจะเกิดได้ ถ้ามันรอบรู้กันถึงขนาดนี้. นี่เราจะแก้ปัญหาได้ก็ด้วยการมีธรรมะเป็นตัวชีวิต, อย่าให้เพียงแต่ว่าวัตถุเป็นตัวชีวิต, หรือจิตเป็นตัวชีวิต.
          ต้องมีธรรมะคือความถูกต้อง ของสิ่งทั้งสองนั้น รวมไปทั้งสิ่งที่อยู่เหนือสิ่งทั้งสองนั้น มารวมเป็นหลักเกณฑ์, มาเป็นระบบที่ชีวิตนี้ดำเนินอยู่ เลยเกิดคำขึ้นมาอีกคำหนึ่งว่า ธรรมชีวี. ใช้คำบาลีว่า ธรรมชีวี หรือใช้เป็นสันสกฤตว่า ธรรมชีวิน อะไรก็ได้ แต่ขอให้มันมีความหมายว่า มีธรรมะเป็นตัวชีวิต เท่านี้แหละมันตะเพิด วัตถุหรือวัตถุนิยมกระเด็นหายไปหมด, แล้วยังจะตะเพิดระบบจิตนิยมบ้าคลั่งให้หายไปหมด, เหลืออยู่แต่ความถูกต้องคือธรรมนิยม.
          ชีวิตนี้ประกอบอยู่ด้วยธรรมะแล้วเข้าถึงความจริงของสิ่งทั้ง หลายทั้งปวงว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงทุกชนิดเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ; เมื่อเป็นธาตุตามธรรมชาติแล้วก็มาเป็นตัวตน หรือเป็นของตนไม่ได้ มันก็ไม่ยึดถือโดยความเป็นตัวตนหรือเป็นของของตน เพราะเห็นความที่ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ. นี้คือทางออกหรือทางลับ ที่จะออกมาเสียได้จากวัตถุนิยม.
          เอาธรรมะมาเป็นหลักของชีวิตหรือถ้าดีกว่านั้นก็เอาธรรมะเป็น ตัวชีวิต; อย่าไปเอาตัวชีวิต ที่วัตถุหรือจิตเลย, เอาตัวชีวิตที่ธรรมะคือความถูกต้องของสิ่งทั้งสองนั้นเรียกว่าธรรมะ, แล้วก็มีการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักของธรรมะ. คำว่าธรรมะ ธรรมะนี้มีความหมายที่ดีที่สุด ที่ควรจะกำหนดจดจำไว้ ว่าธรรมะ, ธรรมะนี้คือระบบการปฏิบัติที่ถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการทั้งเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น นั้นคือสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ.
          ธรรมะเกิดมาจากการที่รู้จักธรรมชาติ, รู้จักความจริงของธรรมชาติโดยครบถ้วน คือรู้จักตัวธรรมชาติ, รู้จักตัวกฎของธรรมชาติ, รู้จักตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, แล้วก็รู้จักผลอันเกิดมาจากการปฏิบัติหน้าที่; มีอยู่ ๕ อย่างที่จะต้องรู้ รู้ธรรมชาติ : รู้กฎของธรรมชาติ, รู้จักหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, รู้จักผลที่เกิดมาจากหน้าที่ แล้วก็รู้ว่าสิ่งที่ ๓ คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั่นแหละคือตัวธรรมะ ที่มีความหมายจำเป็นที่จะต้องมีก่อน หรือยิ่งกว่าความหมายอย่างอื่น รู้จักหน้าที่ที่จะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ.
          รู้ธรรมชาติ ก็ไม่หลงใหลเอาธรรมชาติใด ๆ มาเป็นตัวตน, ของตน รู้จักกฎของธรรมชาติ ก็สามารถจะรู้วิธีที่จะควบคุมสิ่งที่เป็นธรรมชาติในภายในนี้ ร่างกายจิตใจ, ธาตุ ขันธ์ อะไรต่าง ๆ นี้ให้ถูกต้อง แล้วก็รู้หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ธรรมชาติเหล่านั้นจะไม่เกิดเป็นปัญหา หรือเป็นความทุกข์ขึ้นมา.
          หน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั้นคือสิ่งที่จะดับทุกข์ได้; คำสั่งสอนทั้งหมดทั้งสิ้นในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ มันไม่มีอะไรมากไปกว่าหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติที่เราทุกคนจะต้องประพฤติ ปฏิบัติให้ถูกต้อง, แล้วก็เอาชนะความทุกข์ทั้งปวงได้, รู้จักมันดีทั้งเรื่องวัตถุเรื่องจิต และเรื่องที่ตรงกันข้าม คือเรื่องของพระนิพพาน.
          ในทางอภิธรรม เขามีอีกคำหนึ่งคือคำว่า เจตสิก, นี้มันรวมอยู่กับจิต ไม่ต้องแยกก็ได้ รู้เรื่องกาย รู้เรื่องจิตแล้ว ก็เรื่องนิพพานเลยก็ได้ เป็นที่ดับ. แต่อภิธรรมที่เขาเรียน ๆ สอน ๆ กันอยู่ เขามีแยกเจตสิกออกจากจิต เลยกลายเป็น ๔ เรื่อง เรื่องรูป, เรื่องจิต, เรื่องเจตสิก, แล้วก็เรื่องนิพพาน. เจตสิก กับ จิตนั้นไม่แยกกันได้ เพราะฉะนั้นเอาเป็นเพียงเรื่องเดียว มันก็รู้เรื่อง กายนี้อย่างดี, รู้เรื่องจิตอย่างดี, รู้เรื่องสิ่งตรงกันข้าม ที่จะดับเสียได้ซึ่งวัตถุและจิต คือเรื่องพระนิพพาน, ทั้งหมดเป็นธาตุตามธรรมชาติ.
          มีเรื่องธาตุว่าไว้เป็นหลักว่า รูปธาตุ อรูปธาตุ และนิโรธธาตุ; รูปธาตุคือธาตุที่มีรูปเป็นวัตถุ, อรูปธาตุคือธาตุที่ไม่มีรูปเป็นวัตถุ; ส่วนพระนิพพานนั้นเป็นนิโรธธาตุ ไม่รวมอยู่ในคำว่ารูปธาตุหรืออรูปธาตุ แต่เป็นอีกธาตุหนึ่งเรียกว่านิโรธธาตุ; ธาตุเป็นเครื่องดับเสียซึ่งรูปธาตุและอรูปธาตุ.
          ถ้าเราศึกษาจนรู้จักความเป็นธาตุอย่างนี้แล้ว มันจะไปงมงายหลงใหลในวัตถุอย่างไรได้. คิดดูเถอะมันรู้ทั้งหมดทุกเรื่องของวัตถุของจิต และสิ่งที่อยู่เหนือหรือตรงกันข้ามเป็นที่ดับแห่งวัตถุและจิต คือดับความโง่ความหลงที่จะไปยึดมั่นในเรื่องของวัตถุและจิต เพราะรู้เรื่องของพระนิพพาน พุทธบริษัทเราโดยแท้จริง, มันจึงตกไปเป็นวัตถุนิยมไม่ได้. พุทธบริษัทที่แท้จริงจึงไม่โง่ ไม่อาจจะโง่พลัดตกลงไปอยู่ใต้อำนาจของวัตถุนิยมได้; เพราะมันรู้เรื่องจริงรู้ธรรมะ หรือธรรมนิยมสำหรับจะควบคุมความถูกต้องของวัตถุและจิต.
*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment