Thursday, May 3, 2012

โลกมีหลายศาสนา เป็นไปตามธรรมชาติ

เพาะธรรม สร้างใจ... 

โลกมีหลายศาสนา เป็นไปตามธรรมชาติ
โดย พุทธทาสภิกขุ
          โลกต้องมีหลายศาสนา นี้เป็นสภาพความจริงอันแรกที่ต้องยอมรับ ว่าโลกนี้ต้องมีหลายศาสนา มันจำเป็นที่สุด; เพราะว่าคนในโลกไม่เหมือนกัน มันจัดเป็นพวก ๆ เป็นยุคเป็นสมัย, แล้วก็มีภูมิหลังแห่งวัฒนธรรมต่างกัน ๆ ฝังแน่นอยู่ในจิตใจเปลี่ยนไม่ได้, เขาก็เหมาะที่จะถือศาสนาที่เหมาะสมกับภูมิหลังแห่งวัฒนธรรมของตน ๆ โดยภูมิศาสตร์. ในโลกนี้ก็ ต้องแบ่งศาสนาให้เหมาะสมกับมนุษย์ ตามถิ่นโดยภูมิศาสตร์และยังจะต้องคำนึงถึงขนบธรรมเนียมประเพณี ที่มันมีอยู่ อย่างแน่นแฟ้น ซึ่งจะต้องปรับปรุง.
          เช่นว่า ศาสนาพุทธนี่แหละ ครั้นเข้าไปถึงธิเบตเข้าไปถึงจีนเป็นต้น ก็เปลี่ยนมีอะไรเปลี่ยน มีอะไรผสมบวกเข้าไปจนต้องเรียกกันว่า พุทธศาสนาในประเทศไทย, พุทธศาสนาในประเทศพม่า พุทธศาสนาในประเทศลังกา, ซึ่งฟังดูแล้วว่ามันต่างกัน แล้วมันก็เป็นความจริงอย่างนั้น. เพราะพุทธศาสนาต้องถูกบวกเข้าด้วยภูมิหลังของวัฒนธรรม หรืออะไรต่าง ๆ ที่มันฝังแน่นอยู่ ในประชาชนเหล่านั้น. เราจึงมีศาสนาอย่างไทย อย่างพม่า อย่างลังกา อย่างธิเบต อย่างจีน อย่างอะไรต่าง ๆ จนพวกฝรั่งงงไปหมดแหละ ไม่รู้ว่าพุทธศาสนาในประเทศไหนจะเป็นของเดิมแท้. นี้มันก็เป็นธรรมดา ที่ว่ามันจะต้องมีอะไรเจือปนเข้าไปในศาสนาซึ่งมีหัวใจมุ่งหมายจะกำจัดความ เห็นแก่ตนของคนทุกคน.
          ในโลกนี้ก็มีหลักเกณฑ์ที่ยอมให้มีได้หลายศาสนาเพราะว่าต่อสู้ กับธรรมชาติไม่ไหว, ธรรมชาติบังคับให้มีหลายศาสนา เพราะความต่างกันของภูมิศาสตร์ ของขนบธรรมเนียมประเพณี ของวัฒนธรรมต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว; แม้ในประเทศเดียวก็ยังต้องมีหลายศาสนา, และรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ ก็ยินยอมหรือถึงกับส่งเสริมความมีศาสนาได้หลายศาสนา, ยิ่งกว่านั้นในครอบครัวเดียว บางทีก็ต้องมีหลายศาสนา สามีกับภรรยาถือกันคนละศาสนา, มันก็เป็นสิ่งที่มีหรือจำเป็นจะต้องมี จะต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้ได้.
          เราจะต้องนึกถึงนิสัยใจคอ ของคนแต่ละพวก รสนิยม วัฒนธรรม ยุค สมัย ถิ่นประเทศ สิ่งแวดล้อม และสถานการณ์บางอย่างหรือหลายอย่างมันบังคับ; เมื่อต้องมีได้หลายศาสนาหรืออยู่ร่วมกันโดยมีศาสนาต่างกัน ก็ต้องมีวิถีทางที่จะแก้ไขปัญหาหรือเหตุการณ์ร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น, ด้วยเหตุนี้แหละจึงต้องมีเรื่องการทำความเข้าใจระหว่างศาสนา, และจะต้องทำความเข้าใจกันอย่างยิ่ง ขอใช้คำค่อนข้างโสกโดกว่าสุดเหวี่ยงสุดเหวี่ยง, จะต้องทำอย่างสุดเหวี่ยงในการทำความเข้าใจระหว่างศาสนา เพื่อจะแก้ปัญหาอันจะเกิดขึ้น.
*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment