Tuesday, May 22, 2012

จิตแจ่มใส ดอกไม้บาน พระไพศาล วิสาโล

จิตแจ่มใส ดอกไม้บาน
โดยพระไพศาล วิสาโล


        เวลาดอกไม้บาน ไม่ใช่แต่ผึ้งเท่านั้นที่ดีใจ จิตของเราก็พลอยแช่มชื่นเบิกบานไปด้วย
ดอกไม้กับจิตใจของคนเรานั้นสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง ลองยื่นดอกไม้ ดินสอ และไข่ไก่
         ให้เด็กทารก เด็กส่วนใหญ่จะไขว่คว้าดอกไม้ก่อนอย่างอื่น
         ดอกไม้เป็นตัวแทนของธรรมชาติ และมนุษย์เราก็มีนิสัยรักธรรมชาติมาแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว อาจจะตั้งแต่มนุษย์ยังไม่ได้เดินสองขาหลังตรงอย่างทุกวันนี้ก็ได้
         เคยมีการวัดคลื่นสมองของคนเวลาเห็นภาพต่าง ๆ ปรากฏว่าสมองของคนเราจะมีอาการผ่อนคลายเมื่อเห็นภาพที่มีต้นไม้ ลำน้ำ และดอกไม้ ไม่ต้องบอกก็เดาออกว่าคลื่นสมองของเราจะเป็นอย่างไรเมื่อเห็นภาพเมือง แม้เมืองนั้นจะเป็นบ้านเกิดของเราก็ตาม

         เราไม่เพียงสบายใจเมื่อได้สัมผัสธรรมชาติเท่านั้น ร่างกายเราก็ดีขึ้นด้วย มีการค้นพบว่าผู้ป่วยที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่ จะหายเร็วขึ้นและต้องการยาระงับปวดน้อยลง หากได้พักในห้องที่สามารถมองเห็นต้นไม้จากทางหน้าต่างได้ ในทำนองเดียวกันความเจ็บป่วยเพราะความเครียดของผู้ต้องขัง ก็จะลดลง หากสามารถมองเห็นต้นไม้จากในเรือนจำ
         อย่าว่าแต่คนธรรมดาเลย แม้แต่ผู้ใฝ่ธรรมขั้นสูง จิตใจก็ยังผ่องใสได้ด้วยอานุภาพของดอกไม้และธรรมชาติ ในสมัยพุทธกาล พระสาวกท่านหนึ่งได้พรรณนาถึงความรู้สึกเมื่อได้อยู่ท่ามกลางพงไพรอันร่ม รื่นว่า
        ยามใด ณ ริมฝั่งธารใส
        มวลดอกไม้ป่านานาพรรณสะพรั่ง
        ภิกษุนั่งบำเพ็ญฌานภาวนา
         ยามนั้น ไม่มีสุขใด
        จะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้
         แต่ความสัมพันธ์ระหว่างดอกไม้กับใจเรามิได้มีเพียงเท่านี้ ขณะที่ดอกไม้บานทำให้จิตแจ่มใส ในอีกด้านหนึ่งเมื่อจิตแจ่มใส ดอกไม้ก็พลอยบานไปด้วย
         ทำไมจิตแจ่มใส แล้วดอกไม้จึงบาน ? อันที่จริง ดอกไม้นั้นอาจจะบานอยู่แล้วก็ได้ แต่เราไม่ทันสังเกต เมื่อไม่สังเกต ดอกไม้ก็หาได้บานอยู่ในความรับรู้ของเราไม่ คำถามก็คือเหตุใดเราจึงไม่ทันสังเกต คำตอบก็คือเป็นเพราะใจเรามัวแต่หม่นหมองกังวล ไหนจะเรื่องครอบครัว ไหนจะเรื่องงานการ หาไม่เราก็กระวนกระวายกับเรื่องรถติด อีกทั้งชีวิตเราก็เร่งรีบเกินไป จนใจพุ่งไปรออยู่ที่จุดหมายเบื้องหน้า ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ทันสังเกตว่ามีดอกไม้ชูช่ออยู่ริมทางข้างตัว เลยขาดโอกาสที่จะซึมซับรับความงามมาหล่อเลี้ยงจิตใจ
         ความงามจากธรรมชาตินั้นเปล่งประกายออกมาตลอดเวลา แม้ในเมืองที่ขี้เหร่ร้ายกาจอย่างกรุงเทพ ฯ ตามซอกตึกหากเหลียวมองก็จะเห็นตะไคร่น้ำเขียวสดใส ริมทางเท้าก็มีดอกบานชื่นคอยทักทายเราอยู่ เกาะกลางถนนก็ใช่ว่าจะไร้สีสันของดอกดาวเรือง มองไปสุดถนน แสงเงินแสงทองก็แต่งแต้มท้องฟ้าแทบทุกเช้า ตกค่ำดวงจันทร์นวลใสก็มาเยือนอยู่ทุกบ่อย
         ขอเพียงเราทำใจให้ปลอดโปร่ง ว่างจากความคิด และวางการงานสักครู่ ความงามจากธรรมชาติเหล่านี้ก็จะพรูพรั่งหลั่งไหลมาสู่ใจเรา ลองทำใจให้แจ่มใสสักพัก ดอกไม้บานก็จะประจักษ์แก่เรา และช่วยหล่อเลี้ยงใจให้แช่มชื่นมากขึ้น
        จิตที่แจ่มใส ย่อมสัมผัสกับความงามได้เต็มที่ ตรงกันข้ามหากจิตกลัดกลุ้มกังวลเสียแล้ว อย่าว่าแต่ความงามของดอกไม้เลย แม้แต่ความเอร็ดอร่อยของหูฉลามน้ำแดง ก็ไม่อาจเข้าถึงจิตใจได้ เพราะความขุ่นมัวเหล่านั้นได้ครอบงำจิตเสียแล้ว
        อย่างไรก็ตาม จิตแจ่มใสไม่เพียงแต่ทำให้ดอกไม้บานเป็นที่ประจักษ์แก่ใจเท่านั้น หากยังสามารถทำให้ดอกไม้บานขึ้นได้จริง ๆ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหลวงพ่อชา สุภัทโทแห่งวัดหนองป่าพงว่า ตอนที่ท่านป่วยหนักเพราะมีน้ำคั่งในสมองนั้น คราวหนึ่งท่านมารักษาตัวอยู่ที่บ้านโยมคนหนึ่งแถวสำโรง บ้านโยมคนนี้มีต้นพวงประดิษฐ์อยู่ต้นหนึ่ง ไม้ต้นนี้ไม่ออกดอกมาเป็นเวลา ๘ ปีแล้ว กล่าวกันว่าพวงประดิษฐ์ต้นนี้หยุดออกดอกและเริ่มหงอยหลังจากที่พ่อและลูกใน บ้านนั้นเสียชีวิตไป

ดอกพวงประดิษฐ์ ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต


        เมื่อหลวงพ่อชามาพักที่บ้านนั้น ทุกเช้าท่านจะเดินมาดูต้น
ต้นพวงประดิษฐ์นี้ ไม่ช้าไม่นานไม้ต้นนี้ก็กลับมาออกดอกใหม่ เป็นที่อัศจรรย์ใจแก่เจ้าของบ้าน ว่ากันว่าท่านแผ่เมตตาให้ไม้ต้นนี้ทุกวัน จิตอันปลอดโปร่งผ่องใสของท่านสามารถบันดาลต้นไม้ให้ออกดอกใหม่ได้
        เรื่องของหลวงพ่อชาอาจดูเป็นเรื่องแปลก แต่ที่จริงคนธรรมดาก็อาจทำเช่นนั้นได้ด้วยเหมือนกัน ว่ากันว่าเวลาเรารดน้ำต้นไม้ ถ้าร้องเพลงไปด้วยหรือเปิดเพลงเบา ๆ ให้ต้นไม้ฟัง ต้นไม้จะโตและออกดอกเร็วขึ้น ในฟาร์มบางแห่ง มีการเปิดเพลงกระจายเสียงไปทั่ว เขาพบว่าไม้ในฟาร์มนั้นงามขึ้น ให้ผลผลิตมากขึ้น นี้ก็เป็นตัวอย่างว่าถ้าเรามีความสุข จิตแจ่มใส ดอกไม้ก็บานตามไปด้วย
         ถ้าเราตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างดอกไม้กับใจเรา เวลาเราเกิดรู้สึกท้อแท้เศร้าหมองขึ้นมา ลองหาเวลาอยู่กับดอกไม้และธรรมชาติให้มากขึ้น ไม่ต้องถึงกับแบกเป้หิ้วกระเป๋าเข้าไปอยู่ในป่าก็ได้ เพียงแค่เพ่งพินิจดอกไม้ในบ้าน เปิดใจสัมผัสกับความงามจนจิตเป็นสมาธิ หรือหยิบพู่กันบรรจงวาด จนดอกไม้ซึมซับเข้าไปอยู่ในใจ เมื่อนั้น จิตของเราจะมีพลังและปลอดโปร่งแจ่มใสยิ่งกว่าเดิม
         ถึงที่สุดแล้ว ดอกไม้ไม่ได้มีอยู่แต่ภายนอกเท่านั้น หากยังอยู่ในใจด้วย เมื่อใดที่ผู้คนมีน้ำใจ เมตตาอารีต่อกัน นั่นก็เป็นสัญญาณว่าดอกไม้ได้บานในใจเขาแล้ว ดอกไม้ภายในนี้แหละที่สามารถชุบชูใจเราให้หายท้อแท้ได้อย่างชะงัด และดอกไม้ชนิดนี้แหละที่เราสามารถแลเห็นได้ ไม่ยากนัก เราอาจเห็นได้จากแท็กซี่ที่หยุดรถเพื่อจูงคนตาบอดข้างถนน จากคนที่พยายามตามหาเจ้าของกระเป๋าเงินที่เขาเก็บได้ จากเด็กที่ลุกให้ที่นั่งแก่ผู้เฒ่า เหล่านี้คือความงามที่เหนือกว่าดอกไม้ภายนอกเสียอีก
        แต่อย่าเฝ้าชื่นชมดอกไม้ภายในใจของผู้อื่นอย่างเดียว ขอให้น้อมนำดอกไม้นั้นมาบานในใจเราด้วย ชีวิตเราจะมีความสุขอย่างยิ่ง


********* 
กิ่งธรรมจาก  http://www.visalo.org/

No comments:

Post a Comment