Thursday, June 7, 2012

บุญและทานในไทย พระไพศาล วิสาโล

 บุญและทานในไทย
พระไพศาล วิสาโล


       นช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมามีประเพณีอย่างใหม่ได้เกิดขึ้นในภาคเหนือ ได้แก่การทอดผ้าป่าข้าว ปกติแล้วการทอดผ้าป่าทั่วไป ผู้คนจะถวายเงินแล้วรวบรวมถวายพร้อม “ผ้าป่า” ให้แก่ทางวัดเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ เช่น สร้างโบสถ์ วิหาร แต่สำหรับการทอดผ้าป่าข้าว ชาวบ้านจะร่วมกันบริจาคข้าว(และเงิน)เข้ากองผ้าป่า จุดหมายคือเพื่อเป็นการสนับสนุนกองทุนข้าวในหมู่บ้านที่นำผ้าป่าไปทอด กองทุนข้าวดังกล่าวตั้งขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านที่ยากจนกู้ยืมโดยมีดอกเบี้ยต่ำ แต่บางปีที่เกิดความแห้งแล้ง กองทุนข้าวบางหมู่บ้านไม่มีข้าวเพียงพอที่จะช่วยเหลือชาวบ้าน ดังนั้นชาวบ้านในหมู่บ้านอื่นจึงพร้อมใจกันเข้ามาช่วย วิธีนี้ทำให้หลายหมู่บ้านที่ยากจนสามารถช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนได้ ขณะเดียวกันก็ยังมีเงินเหลือสำหรับสนับสนุนกองทุนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน เช่น กองทุนการศึกษาสำหรับเยาวชน และกองทุนอาหารกลางวัน
        การทอดผ้าป่านั้นเป็นประเพณีที่ได้รับความนิยมมากในเมืองไทยเพราะถือว่าทำ แล้วจะได้บุญมาก แต่ทอดผ้าป่าข้าวนั้นแปลกออกไปตรงที่ แม้จะทอดที่วัด แต่จุดมุ่งหมายสำคัญคือเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาหมู่บ้านที่ชาวบ้านเป็นผู้ ดำเนินการ ดังนั้นเมื่อวัดได้เงินผ้าป่าแล้ว ก็มีการทำพิธีมอบให้แก่ชาวบ้านอีกที วิธีนี้เท่ากับส่งเสริมบทบาทของวัดในการสงเคราะห์ชุมชน ซึ่งเป็นมาช้านาน(แต่เพิ่งสะดุดไปเมื่อไม่นานมานี้) ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือผู้ที่นำข้าวและเงินมาทอดนั้น มิใช่ใครที่ไหนหากได้แก่ชาวบ้านในหมู่บ้านข้างเคียงที่ต้องการช่วยเหลือหมู่ บ้านที่ลำบากกว่า การทอดผ้าป่าข้าวจึงช่วยเสริมสร้างความสามัคคีและความเป็นเครือข่ายใน ระหว่างหมู่บ้านให้แน่นแฟ้นขึ้น เป็นการวางรากฐานสำหรับการทำงานพัฒนาชุมชนในระดับที่กว้างกว่าหมู่บ้าน นอกจากการค้ำจุนกองทุนข้าวที่มีอยู่แต่เดิมแล้ว การทอดผ้าป่าข้าวซึ่งจัดขึ้นติดต่อกันเกือบทุกปียังมีบทบาทอย่างมากในการ สนับสนุนให้เกิดกองทุนข้าวใหม่ ๆ ในหลายหมู่บ้าน
        นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการประยุกต์ประเพณีทำบุญให้เกื้อกูลต่อการพัฒนาชุมชนและขจัดความยากจน ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งเสริมทัศนคติที่ว่าการช่วยเหลือผู้อื่นนั้นก็ถือว่าเป็นบุญเช่นกัน
        มิใช่ว่าบุญจะต้องทำกับพระเท่านั้น อันที่จริงทัศนคตินี้ก็มีอยู่เดิมแล้วในภาคเหนือ ดังมีประเพณีที่เรียกว่า “ทานทอด” คือการนำวัตถุไปสงเคราะห์แก่คนยากไร้ โดยวางไว้ใกล้ที่อยู่ของเขา หลังจากนั้นจึงจุดประทัดเพื่อเป็นสัญญาณว่ามีคนเอาของมาให้ ถือว่าทำเช่นนี้ก็ได้บุญเช่นเดียวกับการทอดผ้าป่า
        อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่ประเพณีทานทอดได้หายไปแล้วเมื่อไม่ช้าไม่นานมานี้เอง ทำให้การทำบุญมีความหมายเรียวและแคบลง เหลือเพียงแค่การให้ทานแก่พระเท่านั้น อันที่จริงในอดีตการให้ทานกับพระกับการสงเคราะห์ชุมชนนั้น ไม่เคยเป็นเรื่องที่แยกจากกัน การทอดผ้าป่าไม่ได้เกิดประโยชน์แก่วัดเท่านั้น หากยังเป็นประโยชน์ต่อชุมชนด้วย เพราะวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน จานชามที่ถวายให้วัด ชาวบ้านก็มายืมไปใช้ในงานศพหรืองานแต่งงาน แต่มาระยะหลัง วัดกับบ้านเหินห่างจากกัน การทำบุญกับพระจึงไม่ค่อยได้เกิดประโยชน์แก่ชาวบ้าน
        ในปัจจุบันมีความพยายามจากหลายกระแสที่ประยุกต์ประเพณีการทำบุญให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เฉพาะประเพณีทอดผ้าป่า นอกจากทอดผ้าป่าข้าวแล้ว ก็มีทอดผ้าป่าหนังสือ หรือทอดผ้าป่าปัจจัย ๔ เป็นต้น ขณะเดียวกันก็มีการพยายามคิดค้นกิจกรรมใหม่ ๆ โดยอิงแนวความคิดเกี่ยวกับบุญ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการประยุกต์แนวคิดเกี่ยวกับบุญให้สอดคล้องกับยุคสมัยมากขึ้น ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งได้แก่ กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์
         กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์เป็นการพัฒนามาจากแนวคิดเรื่องกลุ่มออมทรัพย์ ซึ่งเป็นการระดมเงินออมของชาวบ้านเพื่อให้ชาวบ้านกู้ยืมกันเอง โดยไม่ต้องพึ่งธนาคารหรือนายทุนเงินกู้ แต่สัจจะสะสมทรัพย์ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งโดยการเอาแนวคิดทางพุทธศาสนามาเป็นราก ฐาน อาทิ หลักสัจจะ กล่าวคือสมาชิกทุกคนจะต้องถือสัจจะว่าจะนำเงินมาสะสมทุกเดือนไม่ขาด โดยจำนวนเงินต้องไม่น้อยหรือมากกว่าเดิม นอกจากนั้นยังนำเอาแนวคิดเรื่องบุญมาใช้ด้วย กล่าวคือให้ชาวบ้านตระหนักว่าการมาเป็นสมาชิกกลุ่มนั้นเป็นการทำบุญร่วมกัน เพราะเงินที่นำมาฝากนั้น คนที่ตกทุกข์ได้ยาก หรือประสบปัญหา สามารถมากู้ยืมเอาไปใช้บรรเทาความเดือดร้อนได้ เท่ากับว่าได้ช่วยสงเคราะห์เขา นี้คือการฟื้นฟูคุณธรรมดั้งเดิมขึ้นมาได้แก่การสงเคราะห์ช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน ในอดีตคุณธรรมข้อนี้มีเด่นชัดมากและแนบแน่นกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน เริ่มตั้งแต่เรื่องเล็กน้อย เช่น การตั้งน้ำดื่มไว้หน้าบ้าน การให้ข้าวให้น้ำแก่คนแปลกหน้า สร้างศาลาที่พักแรมแก่คนเดินทาง ไปจนถึงการลงแขกเกี่ยวข้าว ปลูกเรือน หรือช่วยกันบูรณะถนนหนทาง สร้างศาลาท่าน้ำ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ชาวบ้านถือว่าเป็นบุญด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ได้พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งนั่นคือ มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมอย่าง เท่าเทียมกัน รวมทั้งมีวิธีดำเนินการกับผู้ที่เอาเปรียบหมู่คณะ นอกจากมีระเบียบกฎเกณฑ์แล้วยังมีการสร้างสำนึกทางคุณธรรมควบคู่กันไปด้วย ขณะเดียวกันก็หันมาใช้วิธีระดมเงินแทนที่จะระดมแรงเหมือนก่อน ที่น่าสนใจก็คือความริเริ่มดังกล่าวเกิดขึ้นจากพระสงฆ์รูปหนึ่งคือพระสุบิน ปณีตโต ซึ่งสามารถจัดตั้งกลุ่มแบบนี้ได้ร่วม ๓๐๐กลุ่มแล้วในหลายจังหวัด เฉพาะจังหวัดตราดซึ่งเป็นบ้านเดิมของท่านมีกลุ่มเหล่านี้ในเกือบ ๒๐๐ หมู่บ้าน หรือกว่าครึ่งหนึ่งของจังหวัด
       ควรกล่าวย้ำว่าบุญหรือทานในอดีตนั้นมีความหมายที่กว้างมาก ท่านอาจารย์พุทธทาสเล่าว่า เมื่อท่านยังเด็ก โยมแม่จะสอนคาถาประจำใจเวลาทานว่า “นกกินก็เป็นบุญ คนกินก็เป็นทาน” บุญนั้นไม่จำกัดที่การทำกับผู้อยู่เหนือเรา เช่น พระสงฆ์เท่านั้น แม้ทำกับผู้ที่อยู่ระดับเดียวกับเรา เช่นผู้คนทั่วไป หรือที่อยู่ต่ำกว่าเรา ไม่ว่าจะเป็นคนรับใช้ หรือสิงสาราสัตว์ ก็ถือว่าเป็นบุญเช่นกัน ทั้งนี้โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นการให้ทานหรือให้วัตถุสิ่งของเท่านั้น แม้แต่การเอื้อเฟื้อด้วยแรงกายหรือแรงปัญญา รวมถึงการชี้แนะชักชวนในทางที่ดีงาม ก็เป็นบุญเช่นกัน
       บุญในความหมายนี้แหละที่เป็นปัจจัยถักทอสังคมทุก สังคมให้ปรองดองกลมเกลียวและผาสุก อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานในการสร้างสังคมให้เข้มแข็งมั่นคง ด้วยเหตุนี้จึงเริ่มมีความพยายามในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ บุญตามหลักพุทธศาสนา เครือข่ายชาวพุทธเพื่อพระพุทธศาสนาแ ละสังคมไทยเป็นกลุ่มหนึ่งที่รณรงค์ในเรื่องนี้อย่างแข็งขันในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา
       การรณรงค์ของกลุ่มนี้เริ่มต้นด้วยการจัดทำคู่มือทำบุญชื่อ “ฉลาดทำบุญ” ซึ่งแนะนำชาวพุทธไทยให้รู้จักวิธีการทำบุญ ๑๐ ประเภทตามหลักพุทธศาสนา นอกจากการชี้แนะวิธีการทำบุญแก่พระสงฆ์อย่างถูกต้อง ไม่ตกเป็นเหยื่อของระบบบริโภคนิยมแล้ว ยังได้เสนอวิธีทำบุญแบบใหม่โดยไม่จำกัดว่าต้องทำกับพระ เช่น การทำอาหารเลี้ยงเด็กกำพร้า การเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือคนพิการ หรือจัดสันทนาการให้แก่เด็กในสถานสงเคราะห์ เยี่ยมคนชรา ปลูกป่า แจกหนังสือธรรมะ นอกจากนั้นยังเสนอวิธีการทำบุญในโอกาสสำคัญเช่น งานวันเกิด วันแต่งงาน งานทำบุญบ้าน เปิดสำนักงานใหม่ ตลอดจนงานศพ ทั้งหมดนี้มุ่งที่การสงเคราะห์ผู้ประสบทุกข์ และการเอื้อเฟื้อให้เกิดการพัฒนาจิตและปัญญา
        หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกต้อนรับเทศกาลเข้าพรรษาเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ทันทีที่หนังสือเล่มนี้ออกมาก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม จนต้องพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้ง จนถึงปัจจุบันมีการพิมพ์ซ้ำเกือบ ๔๐ ครั้ง รวมเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ เล่ม มีผู้คนนิยมซื้อไปแจกในงานต่าง ๆ โดยเฉพาะงานวันเกิดและงานศพ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นหนังสือที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการทำบุญที่คนเป็นอันมากไม่รู้มาก่อน การตอบรับอีกส่วนหนึ่งมาจากคนที่ไม่พอใจกับการทำบุญในปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยพิธีกรรมอันสิ้นเปลืองและไร้ประโยชน์ หาไม่ก็เน้นที่วัตถุเช่น การสร้างโบสถ์ วิหาร
       เมื่อปีที่แล้วเครือข่ายชาวพุทธได้จัดพิมพ์คู่มือทำบุญอีกเล่มหนึ่ง ซึ่งเล่มเล็กกว่า และอ่านง่ายกว่า มีภาพประกอบสี่สี ชื่อว่า “๓๐ วิธีทำบุญเพื่อคุณภาพชีวิตและสังคม” ท้ายเล่มยังได้แนะนำหน่วยงานที่พร้อมรองรับผู้ต้องการทำบุญ ทั้งโดยการบริจาคเงินและเป็นอาสาสมัคร รวมทั้งสถานที่ที่เปิดอบรมสมาธิภาวนา หนังสือดังกล่าววางขายตามปั๊มน้ำมันในกรุงเทพ ฯ ต้อนรับเทศกาลเข้าพรรษา ปรากฏว่าได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน ต้องพิมพ์ใหม่ ๗ ครั้ง ยอดพิมพ์ร่วม ๒๐๐,๐๐๐ เล่ม อีกทั้งยังได้รับการตอบสนองจากสื่อมวลชนทุกประเภท ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ หนังสือทั้งสองเล่มยังเป็นที่ต้องการอยู่กระทั่งปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะได้เห็นและมีส่วนร่วมในการทำบุญอย่างใหม่ที่สร้างสรรค์ทั้งคุณภาพชีวิตและสังคม มิใช่สักแต่ว่าทำบุญไปตามประเพณีโดยหวังความมั่งมีศรีสุขในชาตินี้หรือสวรรค์ในชาติหน้าเท่านั้น
       หลังจากที่รณรงค์ในด้านแนวคิดมาพอสมควรแล้ว ในปีนี้ เครือข่ายชาวพุทธ ฯ มีแผนการที่จะยกระดับการรณรงค์ไปสู่ขั้นปฏิบัติการทางสังคม นั่นคือ การเชิญชวนให้คนไทยมาทำบุญช่วงเข้าพรรษาด้วยการเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือสังคม โครงการนี้มีองค์กรต่าง ๆ เข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายที่กว้างขึ้น โดยเลือกประเด็นปัญหาเกี่ยวกับเด็ก มาเป็นแกนกลางใน การรณรงค์ ทั้งนี้กลุ่มเป้าหมายที่จะชักชวนมาเป็นอาสาสมัครได้แก่พนักงานตามบริษัทห้าง ร้านและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ โครงการนี้นอกจากจะสร้างสำนึกแก่ชาวพุทธไทยว่าการทำบุญมีความหมายมากกว่าการ ให้ทานหรือสละสิ่งของเท่านั้น ยังประสงค์ที่จะสร้างขบวนการอาสาสมัครที่ตั้งอยู่บนแนวคิดเกี่ยวกับบุญ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็นรากฐานของสังคมไทยมาช้านาน ขณะเดียวกันก็ต้องการที่จะฟื้นฟูแนวคิดเรื่องบุญเพื่อให้มีพลังในการสร้าง สรรค์สังคมไทย มิใช่จำกัดตัวอยู่แต่ในวัดหรือในพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น
       แม้ว่าขบวนการทางสังคมที่มีบุญเป็นรากฐานจะยังไม่ เข้มแข็ง แต่ในปัจจุบันได้มีปัจเจกบุคคลจำนวนไม่น้อยที่ทำงานช่วยเหลือสังคมบนวิถี แห่งบุญ นอกจากสอนหนังสือ หรือช่วยเด็กยากจนแล้ว บางคนอุทิศตนให้แก่การปลูกต้นไม้บนพื้นดินว่างเปล่ารวมทั้งริมถนนรวมแล้วไม่ น้อยกว่า ๒ ล้านต้น สำหรับเขาแล้ว “การปลูกต้นไม้เป็นการทำบุญที่ถูกต้องที่สุด มันยั่งยืนกว่า และช่วยเหลือทุกคนได้ชั่วลูกชั่วหลาน” ความพยายามตลอด ๑๕ ปีของเขามีส่วนสำคัญในการทำให้อำเภอที่เคยแห้งแล้งกันดารของบุรีรัมย์ กลับเขียวขจีด้วยต้นไม้นานาชนิด การปลูกและฟื้นฟูป่าเป็นการทำบุญที่นับวันจะมีผู้นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ บางแห่งได้พัฒนามาเป็นการบวชต้นไม้
       น่าสนใจที่ว่าแนวคิดเรื่องบุญได้ขยายไปสู่การช่วยเหลือระหว่างสัตว์กับสัตว์ มีเจ้าของสุนัขจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันที่นิยมนำสุนัขของตนไปให้เลือดเพื่อช่วยเหลือสุนัขตัวอื่น ๆ ที่จำต้องใช้เลือดสำหรับการผ่าตัด เมื่อถามถึงแรงจูงใจ หลายคนตอบว่า ต้องการให้สัตว์เลี้ยงของตนได้ทำบุญ บางคนเชื่อว่าบุญจะช่วยให้สัตว์เลี้ยงของตนได้เกิดเป็นคนในชาติหน้า
       เมื่อพิจารณาจากบุญ ๑๐ ประเภทในพุทธศาสนาแล้ว จะเห็นว่าบุญนั้นเกื้อกูลต่อสุขภาวะทั้งทางกาย ความสัมพันธ์ จิต และปัญญา ซึ่งเป็นสุขภาวะทุกมิติที่มนุษย์ต้องการ ขณะเดียวกันบุญก็มิได้สร้างสรรค์เฉพาะคุณภาพชีวิตเท่านั้น หากยังเอื้อเฟื้อต่อคุณภาพสังคมด้วย ทุกครั้งที่ให้ทานอย่างถูกต้อง นอกจากจะช่วยลดความเห็นแก่ตัว ฝึกตนเป็นผู้ให้ด้วยมิใช่เป็นแค่ผู้รับอย่างเดียว ยังช่วยให้สังคมเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน มีความสงบร่มเย็น บุญอีก ๙ ประเภทที่เหลือก็เช่นกันย่อมเกื้อกูลทั้งชีวิตและสังคมอย่างไม่อาจแยกจากกัน ได้ แต่หากเข้าใจบุญอย่างผิด ๆ บุญก็ไม่ต่างจากยัญกรรมของพราหมณ์ หรือการแลกเปลี่ยนเพื่อหวังกำไรที่มากกว่า ตามคติทุนนิยม
       บุญที่แท้ในพุทธศาสนานั้นยังมีพลังสร้างสรรค์สังคมอยู่โดยเฉพาะในสังคมที่มีพุทธศาสนาเป็นรากฐานมาช้านาน แต่พลังนั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการเข้าถึงแก่นแท้ของบุญแล้วนำมาประยุกต์กับชีวิตและสังคมได้อย่างสมสมัย 
******* 
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org/

No comments:

Post a Comment