Wednesday, June 27, 2012

น้อมใจรับสัจธรรม


น้อมใจรับสัจธรรม
โดย พระไพศาล วิสาโล


       ชายหนุ่มทำโทรศัพท์มือถือหาย รู้สึกเป็นทุกข์อย่างมากเพราะเพิ่งซื้อมาได้ไม่นาน แถมราคาก็แพงด้วย จึงไปหาหลวงพ่อขอคำปรึกษา เผื่อจะได้ของคืนมา
        หลวงพ่อฟังปัญหาแล้ว แทนที่จะซักถามเรื่องโทรศัพท์มือถือ กลับถามว่า
        “มีทองไหม ?”
        “มีครับ”
        “อีกไม่นานทองก็จะหาย” แล้วท่านก็ถามต่อว่า “มีรถไหม ?”
         “มีครับ”
        “อีกไม่นานรถก็จะหาย...แล้วมีแฟนไหม?”
        “มีครับ”
        “อีกไม่นานแฟนก็จะหาย”
         ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ได้คิด ปัญหาถูกเปลื้องไปจากใจ กราบหลวงพ่อแล้วเดินออกจากกุฏิด้วยสีหน้าที่ดีขึ้น
        ชายหนุ่มไม่รู้สึกเป็นทุกข์ที่สูญโทรศัพท์มือถืออีกต่อไป เพราะได้คิดว่านั่นเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความสูญเสียอีกมากมายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เขาคงระลึกได้อีกด้วยว่าความสูญเสียพลัดพรากนั้นเป็นธรรมดาของชีวิต หลวงพ่อไม่ได้แช่งว่า ทอง รถ และแฟนของเขาจะมีอันเป็นไป หากแต่ท่านพูดถึงสัจธรรมของชีวิตที่ไม่มีใครหนีพ้น เพราะมีกับเสียนั้นเป็นของคู่กัน
          คนเรามักลืมคิดถึงธรรมดาของชีวิตที่ต้องมีการพลัดพรากสูญเสีย เมื่อมีหรือได้อะไรก็ตามก็ทึกทักเอาว่ามันจะต้องอยู่กับเราไปตลอด เรายอมไม่ได้ที่มันจะพรากจากเราไป (เว้นเสียแต่ว่าเราเป็นฝ่ายละทิ้งมันไปเอง) น้อยนักที่เราจะเผื่อใจนึกถึงความไม่เที่ยงของสิ่งที่เรามี และในบรรดาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เรามีนั้น มีสิ่งหนึ่งที่เราแทบจะไม่ยอมนึกถึงวันที่จะต้องพลัดพรากจากมันไป สิ่งนั้นคือชีวิตของเราเอง
        ชีวิตเราไม่ว่าจะยืนยาวแค่ไหน สักวันหนึ่งก็ต้องสิ้นสุด ความตายเป็นสิ่งที่เราหลีกหนีไม่พ้น นี้คือความแน่นอนที่ต้องบังเกิดขึ้น แต่น่าแปลกที่ผู้คนเป็นอันมากไม่ค่อยนึกถึงเรื่องนี้เท่าไร หลายคนมีชีวิตราวกับลืมไปว่าตัวเองจะต้องตาย เอาแต่เที่ยวเตร่สนุกสนานราวกับว่าความสนุกสนานจะช่วยตนเองได้ในวาระสุดท้ายของชีวิต หลายคนง่วนกับการสะสมทรัพย์สมบัติ ราวกับว่าจะสามารถเอามันไปได้หลังตายไปแล้ว
          ทุกวันนี้ผู้คนพากันวางแผนกับสิ่งต่าง ๆ มากมายในชีวิต วางแผนการศึกษา วางแผนครอบครัว วางแผนสร้างบ้าน วางแผนงานการ ฯลฯ แต่แทบไม่ได้วางแผนที่จะเผชิญกับความตายเลย เราให้เวลากับการฝึกฝนอบรมสารพัด เช่น ฝึกทำอาหาร ฝึกขับรถ ฝึกตีกอล์ฟ ฝึกปีนเขา ฯลฯ แต่น้อยมากที่จะให้เวลาสำหรับการฝึกฝนตระเตรียมตนเองในวาระสุดท้ายของชีวิต เราเตรียมตัวสำหรับการสอบมากมาย เช่น สอบเข้าโรงเรียน สอบเข้ามหาวิทยาลัย สอบเข้าทำงาน สอบชิงทุนไปนอก แต่มีใครบ้างไหมที่เตรียมตัวสำหรับการสอบครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต
        ความตายเป็นบททดสอบที่สำคัญที่สุดของชีวิต บททดสอบทั้งหลายนั้น หากสอบตก เรายังสามารถสอบใหม่ได้ แต่บททดสอบที่ชื่อว่าความตายนั้น เรามีโอกาสสอบได้ครั้งเดียวเท่านั้น หากสอบตก ก็ไม่สามารถสอบแก้ตัวได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นความตายยังเป็นบททดสอบที่ยากที่สุดในชีวิต และสามารถเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า และไม่ทันให้ตั้งตัว อีกทั้งยังเกิดในสถานการณ์ที่เราไม่อาจควบคุมได้เลย ไม่ว่าเวลา สถานที่ หรือแม้กระทั่งอาการที่เกิดกับร่างกายและจิตใจของเราเอง บททดสอบชนิดนี้มีบทลงโทษที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับผู้ที่สอบตก ความทุกข์จากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือสมัครงานไม่ได้เทียบไม่ได้เลยกับความ ทุกข์จากการไม่พร้อมเผชิญความตาย
        ไม่มีใครสามารถเลือกได้ว่าจะตายอย่างไร มีเงินหรืออำนาจมากมายเพียงใดก็ไม่มีหลักประกันว่าจะได้ตายดี และเมื่อวาระสุดท้ายใกล้มาถึง ทรัพย์สมบัติทั้งหลายก็ช่วยได้น้อยมาก แม้เงินจะซื้อเทคโนโลยีที่ล้ำยุคที่สุดได้ แต่อย่างมากที่สุดก็ช่วยได้แค่คลายความทุกข์ทรมานของร่างกายเท่านั้น แต่ไม่สามารถลดทอนความทุกข์ทรมานที่เกิดกับใจได้ ที่ร้ายก็คือความทุกข์ทางใจนั้นคือตัวการสำคัญที่ทำให้ผู้คนทุรนทุรายในวาระสุดท้ายของชีวิต หาใช่ความทุกข์ทางกายไม่ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เศรษฐีหมื่นล้านตายด้วยความทุกข์ทรมานท่ามกลางเทคโนโลยีทันสมัย ขณะที่ชาวนากลับตายอย่างสงบในกระท่อมทั้ง ๆ ที่ป่วยด้วยโรคชนิดเดียวกัน
        ชีวิตที่ปราศจากการเตรียมเผชิญความตายจึงเป็นชีวิตที่สุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง จัดว่าเป็นชีวิตที่ประมาท การเตรียมเผชิญความตายนั้นไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การตระเตรียมทรัพย์สมบัติให้แก่ลูกหลาน จัดทำมรดก หรือเตรียมงานศพของตนเอาไว้ก่อนตายเท่านั้น จริงอยู่การตระเตรียมสิ่งภายนอกเป็นเรื่องจำเป็น แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือการตระเตรียมภายในคือใจของเราเอง ให้พร้อมเผชิญกับวาระสุดท้ายในชีวิตให้ได้ด้วย
         การเตรียมใจอย่างแรกก็คือการระลึกถึงความตายที่เรียกว่ามรณสติอยู่เสมอ คือระลึกว่าเราเองในที่สุดก็ต้องตาย แต่จะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ อาจเป็นปีหน้า วันพรุ่งนี้ วันนี้ หรือชั่วโมงนี้ก็ได้ การระลึกถึงความตายอยู่เสมอทำให้เรายอมรับความตายของตนเองได้ง่ายเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เป็นทุกข์ในยามใกล้ตายนั้นส่วนใหญ่มักเป็นเพราะไม่ได้นึกถึงความตายของตนไว้เลย จึงทำใจยอมรับความตายไม่ได้ เราจะยอมรับความตายของตนเองได้เมื่อระลึกนึกถึงมรณสติเสมอ
         มรณสติเป็นสิ่งที่พึงระลึกนึกถึงเสมอ และควรทำในทุกโอกาส อย่างน้อยก่อนนอนก็เตือนใจตนเองว่านี้อาจเป็นการนอนครั้งสุดท้ายของเรา อาจไม่มีวันพรุ่งนี้อีก เมื่อตื่นขึ้นก็เตือนใจตนเองว่านี้อาจเป็นวันสุดท้ายของเรา เมื่อขึ้นรถ ลงเรือ ก็ให้ระลึกว่านี้อาจเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของเรา
        มรณสติวิธีหนึ่งที่น่าลองทำกันดูก็คือ ให้นอนราบกับพื้นในห้องที่สงบสงัด ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายตั้งแต่ปลายหัวจรดปลายเท้า ทิ้งน้ำหนักของร่างกายทุกส่วนลงพื้น กำหนดใจที่อยู่ที่ลมหายใจเข้าออกจนจิตสงบ จากนั้นให้จินตนาการว่าในอีก ๑-๒ ชั่วโมงข้างหน้านี้เราจะจากโลกนี้ไป จะไม่มีโอกาสได้พบพ่อแม่ ลูกหลาน มิตรสหาย หรือพูดคุยกับคนรักอีกต่อไป ทรัพย์สินทั้งหลายที่สะสมมาทั้งหมดจะต้องทิ้งไว้เบื้องหลัง จะไม่มีโอกาสได้ใช้อีกแล้ว งานการที่ทำค้างอยู่จะต้องปล่อยทิ้งไป ให้จินตนาการต่อไปว่าอีกไม่นานเราจะหมดลม ร่างกายจะนอนแน่นิ่งและแข็งทื่อไม่ต่างจากท่อนไม้ เบื้องหน้าหลังตายจะเป็นอะไร เราจะไปไหน ก็ไม่อาจรู้ได้
        จากนั้นให้ถามตนเองว่า เราพร้อมจะตายแล้วหรือยัง
         ถามต่อไปว่า มีอะไรบ้างที่สมควรทำแต่ยังไม่ได้ทำ รู้สึกอย่างไรที่จะไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป
        ข้อสุดท้ายก็คือถามตัวเองว่า หากยืดชีวิตต่ออีก ๓ วันเราคิดจะทำอะไรบ้าง
       จากนั้นค่อย ๆ ลืมตาและลุกขึ้น ทบทวนดูว่าชีวิตที่ผ่านมาเราได้ทำสิ่งที่สมควรทำไปแล้วมากน้อยเพียงใด อะไรทำให้เราไม่ได้ทำในสิ่งที่สมควรทำ แล้วสิ่งที่เราคิดอยากจะทำในช่วง ๓ วันสุดท้ายล่ะ ในชีวิตที่ผ่านมาเราเคยทำบ้างหรือไม่ หรือผัดผ่อนมาตลอด และหากจะทำควรหรือไม่ที่จะต้องรอให้ถึง ๓ วันสุดท้ายก่อนจึงจะทำ หรือว่าควรทำเสียแต่วันนี้ เพราะในชีวิตจริงเราอาจไม่มีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้า ๓ วันก่อนตายด้วยซ้ำ
       นอกจากการจินตนาการถึงความตายที่จะเกิดกับตนเองแล้ว เรายังควรนำโอกาสและสถานการณ์ต่าง ๆ มาเป็นเครื่องเตือนตนให้ระลึกถึงความตาย เช่น เวลาไปงานศพ ก็ควรระลึกว่าสักวันหนึ่งเราก็ต้องลงเอยเช่นเดียวกับผู้ที่นอนอยู่ในโลง เมื่อเห็นข่าวอุบัติเหตุหรือพิบัติภัยต่าง ๆ ก็ให้นึกน้อมในใจว่าสักวันหนึ่งเราอาจประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับผู้ที่ เคราะห์ร้ายเหล่านั้นก็ได้ ไม่ควรอ้างว่าเหตุร้ายเหล่านั้นเป็นกรณีพิเศษที่จะไม่เกิดขึ้นกับเรา เพราะการคิดเช่นนั้นเป็นความประมาทอย่างหนึ่ง
        การนำเหตุร้ายเหล่านี้มาโยงกับตนเองแม้จะทำให้รู้สึกตื่นตระหนกหรือหดหู่อยู่บ้าง แต่ก็มีประโยชน์ตรงที่ช่วยกระตุ้นให้เราตื่นตัวและขวนขวายที่จะตระเตรียมตนเองให้พร้อมเผชิญกับเหตุร้ายเหล่านี้ หาไม่แล้วเราก็จะเพลิดเพลินไปกับความสนุกสนานหรืองานการที่กำลังทำอยู่เฉพาะหน้า จนไม่มีเวลาเตรียมตัวกับเรื่องไม่คาดฝัน
        ในทำนองเดียวกันเมื่อไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในระยะสุดท้าย นอกจากไปให้กำลังใจเขาแล้ว เราควรได้ประโยชน์กับตนเอง ด้วยการระลึกว่าเราอาจต้องมานอนป่วยเช่นเดียวกับเขาไม่วันใดก็วันหนึ่ง จากนั้นให้ถามตนเองต่อไปว่าเราพร้อมที่จะรับมือกับภาวะดังกล่าวแล้วหรือยัง อะไรบ้างที่เราสามารถเรียนจากเขา ไม่ว่าเขาจะอยู่ในอาการทุรนทุรายหรือมีอาการสงบนิ่ง เขาก็สามารถเป็นครูสอนเราได้ทั้งสิ้นว่า อะไรที่ควรหลีกเลี่ยง อะไรที่ควรกระทำ
         การหมั่นพิจารณามรณสติ จะทำให้เรารู้จักใช้ประโยชน์จากการสูญเสียสิ่งรักสิ่งหวงแหน แทนที่จะเอาแต่ทุกข์ไปกับเหตุการณ์ดังกล่าว ควรถือว่าความสูญเสียเหล่านั้นมิใช่อะไรอื่นหากคือสัญญาณเตือนภัยว่าสักวัน หนึ่งเราจะต้องประสบกับความสูญเสียที่ใหญ่หลวงกว่านั้น ถ้าหากเรายังทำใจกับความสูญเสียสิ่งรักสิ่งหวงแหนไม่ได้ เราจะรับมือกับความตายได้อย่างไร เพราะถ้าวันนั้นมาถึงเราจะต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่มี ไม่ว่าทรัพย์สมบัติ ครอบครัว คนรัก อำนาจ ตลอดจนชีวิตจิตใจและร่างกาย รวมทั้งโลกที่เรารู้จัก
         นอกจากการระลึกถึงความตายอยู่เสมอแล้ว เรายังสามารถเตรียมตัวเผชิญความตายได้ด้วยการหมั่นทำความดีอยู่เสมอ เพราะความดีนั้นช่วยเสริมสร้างคุณภาพจิต ให้มีความสงบเย็น และเป็นปกติ ขณะเดียวกันการละเว้นความชั่วก็ทำให้จิตไร้สิ่งเศร้าหมอง คุณภาพจิตเหล่านี้มีความสำคัญมากในวาระสุดท้ายของชีวิตเพราะช่วยประคองใจไม่ให้อารมณ์อกุศลเข้ามาครอบงำจนเกิดความทุกข์ทรมาน ขณะเดียวกันความอิ่มเอิบปีติก็จะเกิดขึ้นเมื่อระลึกถึงบุญกุศลที่ได้เคยทำ ทำให้จากไปอย่างสงบ ในทางตรงกันข้ามกับคนที่ทำความชั่วอยู่เป็นอาจิณ จิตจะเต็มไปด้วยอารมณอกุศล ในยามใกล้ตายบาปกรรมที่เคยกระทำจะมาปลุกเร้าอารมณ์อกุศลให้แผ่ซ่าน เช่น ความรู้สึกผิด ความหวาดกลัว ความตื่นตระหนก ความเคียดแค้นชิงชัง ซึ่งทำให้ทุรนทุรายและตายอย่างไม่สงบ
        ควบคู่ไปกับการทำความดีหมั่นบำเพ็ญกุศล ก็คือฝึกจิตอย่างสม่ำเสมอให้มีสติที่เข็มแข็งฉับไวหรือมีความตื่นรู้อยู่ เป็นนิจ ในยามที่ร่างกายใกล้แตกดับ จิตจะแปรปรวนและง่ายที่จะเข้าไปในอารมณ์ที่เป็นอกุศล ซึ่งทำให้ทุกข์และทุรนทุรายมากขึ้น สติที่ฝึกฝนไว้ดีแล้วจะเป็นเครื่องรักษาใจไม่ให้ถลำจมในอารมณ์อกุศลทั้งหลาย และช่วยให้จิตใจเกิดความสงบเย็นเป็นสมาธิได้ง่าย ยิ่งศึกษาและปฏิบัติจนเกิดปัญญาคือความเข้าใจแจ่มชัดในความจริงของสิ่งทั้ง ปวง ก็จะปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ลงได้ง่ายดาย ไม่คิดเหนี่ยวรั้งสิ่งใด ๆ ไว้แม้กระทั่งร่างกายหรือชีวิต เพราะตระหนักชัดว่าสิ่งทั้งปวงล้วนไม่เที่ยงและไม่น่ายึดถือแต่อย่างใด ความตายจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป และดังนั้นจึงพร้อมรับความตายได้อย่างสงบ ไม่ต่างจากคนที่เมื่อได้ยินระฆังเลิกงานก็วางงานลงและกลับบ้านโดยไม่มีความ รู้สึกอาลัยแต่อย่างใด
         การเผชิญกับความตายด้วยใจสงบย่อมช่วยให้ไปสู่สุคติหรือภพภูมิที่ดีงาม แต่สำหรับคนที่ไม่เชื่อในเรื่องภพภูมิหลังจากชีวิตนี้ การเตรียมใจต้อนรับความตายก็ยังมีประโยชน์อยู่นั่นเอง เพราะช่วยให้ชีวิตในวาระสุดท้ายเป็นไปอย่างไม่ทุกข์ทรมาน แม้กายจะเจ็บปวดแต่ใจไม่ทุรนทุราย ยิ่งไปกว่านั้นใจที่สงบยังช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทางกายจนอาจไม่ต้องอาศัยยาเลยด้วยซ้ำ พึงระลึกว่าความสงบระงับทางใจนั้นไม่มีเทคโนโลยีใด ๆ จะช่วยได้ แม้มีเงินมากมายเพียงใดก็ไม่สามารถซื้ออาการดังกล่าวได้ มีแต่การฝึกฝนตระเตรียมตนเองไว้ก่อนเท่านั้นที่จะช่วยให้ใจเข้าถึงภาวะดังกล่าวได้
         นอกจากช่วยให้ตายอย่างสงบแล้ว การเตรียมใจพร้อมรับความตายอยู่เสมอด้วยวิธีที่กล่าวมายังมีประโยชน์ต่อการ ดำเนินชีวิตในขณะที่ยังเป็นปกติอีกด้วย เพราะแม้เราจะยังห่างไกลจากความตาย แต่ก็ต้องประสบกับความพลัดพรากสูญเสียและความไม่สมหวังอยู่เนือง ๆ เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น การระลึกถึงความตายจะทำให้เราตระหนักว่าการสูญเสียเงิน โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ การล้มละลาย หรือความผิดหวังในรัก นั้นยังนับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความตายที่จะมาถึง การระลึกเช่นนี้จะทำให้เรายอมรับกับความสูญเสียสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
       ขณะเดียวกันการทำความดี ละเว้นความชั่ว และการฝึกจิตให้มีความตื่นรู้อยู่เสมอก็ช่วยให้เรามีชีวิตที่ผาสุกและจิตใจสงบเย็นเป็นรางวัลทันที โดยไม่ต้องคอยรับผลเมื่อใกล้จะตาย การเตรียมตัวตายตามนัยที่กล่าวมาจึงไม่เพียงช่วยให้ตายดีเท่านั้น แต่ยังช่วยให้อยู่ดีด้วย ถ้าการรู้จักดำเนินชีวิตให้มีความสุขและปลอดพ้นจากความทุกข์หมายถึงการ “อยู่เป็น” ก็หมายความว่าการเตรียมตัวตายไม่เพียงช่วยให้เรา “ตายเป็น” หรือตายอย่างสงบเท่านั้น หากยังช่วยให้ “อยู่เป็น”ด้วย
         ความตายนั้นเป็นหน้าที่ของทุกชีวิต ไม่มีผู้ใดจะหลบเลี่ยงหน้าที่นี้ไปได้ แต่ธรรมชาติไม่ได้มีแต่ด้านลบอย่างเดียว เพราะขณะที่เรามีหน้าที่ต้องตายนั้น เราก็มีสิทธิที่จะตายอย่างสงบด้วยในเวลาเดียวกัน นี้เป็นสิทธิที่มีกับคนทุกเพศทุกวัย ไม่เลือกว่ารวยหรือจน ราชาหรือยาจก แต่สิทธินี้จะได้มาก็ต่อเมื่อเราทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ถ้าเราเตรียมตัวตายอย่างดีที่สุด สิทธิที่จะตายอย่างสงบก็เป็นอันหวังได้ คำถามก็คือเราพร้อมและมีคุณสมบัติพอที่จะใช้สิทธิอันทรงคุณค่านี้หรือไม่

 กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

No comments:

Post a Comment