Friday, June 29, 2012

เกิดมาอยู่กับความทุกข์ ควรรู้จักเปลี่ยนบ้าง

 เกิดมาอยู่กับความทุกข์ ควรรู้จักเปลี่ยนบ้าง
โดยพุทธทาสภิกขุ 

 
       เด็ก ๆ ไม่ได้มีสติปัญญามาแต่ในท้องแม่ แต่มาด้วยสัญชาตญาณกลาง ๆ ซึ่งยังไม่ดีไม่ชั่ว, แต่ในความรู้สึกเป็นรากฐานแห่งตัวตน; พอคลอดออกมาแล้ว ได้รับของอร่อยในเวทนา ก็เกิดความรู้สึกเป็นตัวตน เลยขอบเขตว่ากูอร่อย, กูต้องได้ มาเป็นของกูให้มาก, กูจะต้องสะสมเอาไว้, จะต้องเอาให้ได้มากที่สุดที่จะมากได้. ทีนี้พอ เกิดทุกขเวทนา เสวยสิ่งที่ไม่ อร่อยไม่เป็นสุข มันก็เกิดตัวกู ตัวกูเดือดร้อน ตัวกูเสียหาย ตัวกูจะต้องต่อสู้ ทั้งสองฝ่ายแหละ. ฝ่ายยินดีก็ให้เกิดตัวกูไปแบบหนึ่ง, ฝ่ายยินร้ายก็ให้เกิดตัวกูไปอีกแบบหนึ่ง, รวมกันเข้าเป็นสองตัวกู เป็นตัวกูที่สมบูรณ์ทั้งทางยินดีและทางยินร้าย มันก็อยู่ในโลกนี้ด้วยความเจริญแห่งตัวกู; นี่มันก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ.
          เด็ก ๆ คลอดออกมา จิตเกลี้ยง แล้วก็เศร้าหมอง, เศร้าหมองด้วยความยินดียินร้าย อันเกิดจากเวทนามากขึ้น ๆ จนเป็นผู้ เห็นแก่ตัวจัด, ไม่ทันจะเป็นหนุ่มสาวด้วยซ้ำไป หรือไม่เป็นหนุ่มสาวก็เป็นระยะที่มีความเห็นแก่ตัวจัด หลงใหลในความรู้สึกของกิเลส เป็นสิ่งสูงสุด, แล้วก็ได้ทำไปอย่างนั้นแล้วก็ได้รับผลเป็นความทุกข์ เป็นความทุกข์ เพิ่มขึ้น ๆ แล้ว ต่อมาจึงรู้จัก อ้าว! นี้มันเป็นความทุกข์ก็อยากจะเปลี่ยนทิศทาง มันจึงจะเริ่มหันเหมาทางธรรมะ ถ้าโชคดีก็ได้มาพบธรรมะที่ดีที่ถูกต้อง และหันเหเปลี่ยนทิศทางได้โดยเร็ว; ถ้าโชคไม่ดี บางทีจนตายมันก็ไม่ได้รู้จักของจริงไม่ได้รู้จักเปลี่ยนทิศทางให้ถูกต้องได้ เป็นที่น่าเวทนา สงสารอย่างยิ่ง.
          เราจงรู้ว่าเรามันตั้งต้นขึ้นมาด้วยความว่าง เกิดจากท้องแม่มา ด้วยจิตที่มันว่าง, แต่ว่าเป็นความว่างชนิดที่ไม่คงตัว; เปลี่ยนเป็นความวุ่นได้ โดยการสัมผัสโลกมากเข้า มากเข้าจนเกิดเป็นความวุ่น, เมื่อเจ็บปวดที่สุด ถึงที่สุด ถึงประมาณแล้ว มันก็อยากจะเลิกอาการอย่างนี้เพื่อจะกลับไปสู่ความว่างอีก; ก็ปฏิบัติศึกษาธรรมะเพื่อให้เกิดความว่างขึ้นมาอย่างถูกต้อง; แต่มันเกิดความว่างอันใหม่ที่จะไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป จนกระทั่งบรรลุพระอรหันต์ มันก็เป็นความว่างแท้ จริงและไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป ไม่กลับวุ่นได้อีกต่อไป. แต่ถึงอย่างไรก็ดี เราก็กล่าวได้ว่า ชีวิตมันตั้งต้นขึ้นมาด้วยความว่าง ชนิดที่เปลี่ยนแปลงได้ มันจึงเปลี่ยนมาเป็นความวุ่น : ครั้นวุ่นทรมานกันถึงที่สุดแล้ว มันก็เปลี่ยนไปสู่ความว่าง เพราะมันจัดการอย่างยิ่ง ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา, จัดการอย่างยิ่งจนเกิดความว่างชนิดที่แท้จริง ไม่กลับเป็นความวุ่นถึงยอดสุดของมนุษย์ที่จะทำ คือความเป็นพระอรหันต์ ก็หมดปัญหา; อันนี้เรียกว่ามันจบลงด้วยความว่าง ถ้าเป็นพระอรหันต์.
          ทีนี้ มีใครกี่คนล่ะ ที่ได้เกิดมาแล้วได้บรรลุพระอรหันต์ มันอยู่ในความวุ่น มันตายไปในความวุ่นนั่นแหละ? แต่ถ้าเราจะเป็นพุทธบริษัทที่มีโชคดี ได้รับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาอย่างถูกต้องและเพียงพอ ก็สามารถจะรู้จักเข้าใจเรื่องความว่าง จะสามารถปฏิบัติเรื่องความว่าง, แล้วจะได้รับผลแห่งความว่างทันในเวลาก่อนแต่ที่จะตาย, ก่อนแต่ที่จะแตกตายทำลายขันธ์. นี่จึงจะเรียกว่าไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบกับพุทธศาสนา. ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วมันก็ต้องอยู่ในพวกที่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบ กับพุทธศาสนาทั้งนั้นแหละ, มีสิทธิที่จะถูกด่าอย่างหยาบคายว่า คนเสียชาติเกิด เกิดมาไม่พบกับสิ่งที่ควรจะได้พบได้รับ.

 กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment