Wednesday, July 25, 2012

พุทธชยันตีที่ 'ใจ'

พุทธชยันตีที่ 'ใจ'
สัมภาษณ์ พระไพศาล วิสาโล
โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์


       เรื่อง : พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วิสัชนาถึงเส้นทางชนะกิเลสมารในยุคดิจิทัลได้อย่างไร คำถามที่พุทธศาสนิกชนครุ่นคิดอยู่ทุกลมหายใจ ถึงแม้ว่าจะผ่านเดือนวิสาขปุณณมี วันสำคัญ 4 มิถุนายน วันแห่งการชนะมารของพระพุทธเจ้า

        “ในสมัยพุทธกาล เครื่องมือสำคัญของพระพุทธองค์ในการสู้กับมาร โลภะ โทสะ โมหะ คือ คณะสงฆ์ซึ่งมีทั้งภิกษุบริษัท และภิกษุณีบริษัท แต่สมัยปัจจุบัน อุบาสกบริษัทและอุบาสิกาบริษัท มีความสำคัญอย่างมาก การจัดองค์กรฝ่ายคฤหัสถ์ให้เข้มแข็ง จะเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนาในการเอาชนะมารทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคม ได้..." คำตอบจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ ทำให้เราเกิดความกระจ่างขึ้นอีกระดับหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด
        2600 ปี พุทธชยันตี พระพุทธเจ้าทรงชนะกิเลสมารอย่างสิ้นเชิง มีการเฉลิมฉลองใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา วันนี้ วิสาขปุณณมีเพิ่งล่วงไปไม่นานนัก แต่เราไม่น่าจะหยุดการระลึกถึงวันนี้เพียงช่วงเวลานั้น และสิ่งใดที่เราควรจะระลึกถึงและน้อมนำมาปฏิบัติให้มากที่สุดในวาระนี้ เราจึงธรรมวิจัยเล็กๆ สุ่มขอคำถามจากเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊ค รวบรวมที่คล้ายกันและต่างกันมาได้ 10 คำถาม นิมนต์พระอาจารย์เมตตาตอบ และขอเชิญทุกท่านร่วมพิจารณาใคร่ครวญธรรมไปด้วยกัน...

        ปุจฉา : 1. พุทธชยันตีคืออะไร มีดีอย่างไร ชยันตี แปลว่าอะไร เป็นพุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติตนอย่างไรกันบ้าง เพื่อเป็นชาวพุทธที่แท้จริง มากกว่าเป็นชาวพุทธตามทะเบียนบ้าน
        วิสัชนา : “พุทธชยันตี” ตามรูปศัพท์หมายถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้า ความหมายเฉพาะก็คือ งานเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เช่น พุทธชยันตี 25 พุทธศตวรรษ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปี 2500 ในโอกาสที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานครบ 2,500 ปี ล่าสุดก็คือ พุทธชยันตี 26 ศตวรรษแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
        ในโอกาสเช่นนี้ชาวพุทธควรเฉลิมฉลอง มิใช่ด้วยอามิสบูชา หรือบูชาพระองค์ในฐานที่ทรงเป็นมหาบุรุษหรือพระบรมศาสดาเท่านั้น หากยังควรบำเพ็ญปฏิบัติบูชา คือ ปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งการรักษาศีล การเจริญสมาธิและปัญญา เพื่อให้ชีวิตของเราแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับคำสอนของพระองค์ จะทำเช่นนั้นได้เราควรศึกษาทำความเข้าใจคำสอนของพระองค์ให้ถ่องแท้ อย่างน้อยก็รู้ว่าพระองค์ตรัสรู้อะไร และสิ่งที่ตรัสรู้นั้นมีความสำคัญต่อเราอย่างไร ทั้งนี้จะช่วยให้การเป็นชาวพุทธของเรามีคุณค่ามากขึ้น คือ ไม่ได้เป็นชาวพุทธตามประเพณี แต่เป็นชาวพุทธด้วยความตระหนักชัดว่า คำสอนของพระพุทธองค์สามารถชี้นำกำกับชีวิตของเราให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง เจริญงอกงาม และบังเกิดความผาสุก
        ปุจฉา : 2. พระพุทธเจ้าทรงชนะกิเลสอะไรบ้างในคืนวิสาขะ
        วิสัชนา : กิเลสที่ทรงชนะในคืนวันวิสาขะเมื่อ 2,600 ปีที่แล้ว คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง อันเป็นผลมาจากทรงเกิดญาณหยั่งรู้ในธรรม คือเห็นว่าสิ่งทั้งปวงตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีสิ่งใดที่เป็นตัวตนอันสามารถยึดติดถือมั่นได้เลย ทำให้กิเลสไม่มีที่ตั้งอีกต่อไป เป็นเหตุให้พระองค์สิ้นทุกข์ เข้าถึงพระนิพพาน คือความสงบเย็นอย่างแท้จริง
       ปุจฉา : 3. เมืองพุทธในต่างประเทศมีการฉลองอย่างไรบ้าง ที่ไหน ทำอะไร สำคัญอย่างไร
        วิสัชนา : เท่าที่ทราบศรีลังกา พม่าก็มีการจัดงานพุทธชยันตีเช่นกัน แต่เขาจัดเมื่อปีที่แล้วเนื่องจากนับพุทธศักราชเร็วกว่าของไทย 1 ปี อย่างไรก็ตาม ควรทราบด้วยว่า เมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานครบ 2,500 ปี ก็เคยมีการจัดพุทธชยันตีในนานาประเทศมาแล้วเมื่อปีพ.ศ. 2499 และ 2500
        ปุจฉา : 4. เหตุใดนัยแห่ง "การตรัสรู้" ของพระพุทธองค์ในวันวิสาขบูชา จึงมีความสำคัญสูงกว่าการประสูติและปรินิพพานซึ่งเป็นวันเดียวกันในวันวิสาข บูชาของทุกปี ทำบุญในวาระนี้ จะช่วยให้ได้บุญมากกว่าไหม
        วิสัชนา : การประสูติและปรินิพพาน แม้เป็นเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติ และสามารถเตือนใจให้ชาวพุทธได้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงของชีวิต ที่ทุกคนต้องประสบ ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธองค์
        แต่การตรัสรู้ของพระองค์นั้น มีความสำคัญยิ่งกว่า ก็เพราะสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นั้นไม่ใช่สิ่งลี้ลับ แต่เป็นความจริงที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้และปฏิบัติได้ อันได้แก่อริยสัจสี่ โดยเฉพาะมรรคมีองค์ 8 นั้น เป็นระบบปฏิบัติที่ชัดเจนที่หากปฏิบัติแล้วย่อมช่วยให้พ้นทุกข์ได้
        การรู้เพียงแค่ว่าพระพุทธองค์ประสูติและปรินิพพานนั้น ยังไม่เป็นประโยชน์มากสำหรับชาวพุทธมากเท่ากับการรู้ว่าพระพุทธองค์ตรัสรู้อะไร ด้วยเหตุนี้การตรัสรู้ของพระพุทธองค์ จึงมีความสำคัญสำหรับชาวพุทธที่มุ่งพ้นทุกข์ หรือเข้าถึงความสุขที่ประเสริฐ มากกว่าการประสูติและปรินิพพานของพระองค์
        ส่วนคำถามที่ว่าทำบุญในวันวิสาขะหรือในเทศกาลพุทธชยันตีจะได้บุญมากกว่าหรือไม่ คำตอบก็คือ บุญจะได้มากหรือน้อย ไม่ได้อยู่ที่เวลาและสถานที่ แต่อยู่ที่ใจของผู้ทำเป็นสำคัญ คือ ทำด้วยเจตนาที่มุ่งลดละ หรือด้วยจิตที่เป็นกุศล นอกจากนั้นก็ยังขึ้นอยู่กับประเภทของบุญด้วย เช่น บุญที่เกิดจากการถวายทาน ย่อมน้อยกว่าบุญที่เกิดจากการรักษาศีลและสมาธิภาวนา เป็นต้น
       ปุจฉา : 5. ชาวพุทธมีแนวการปฏิบัติธรรมที่หลากหลาย พระอาจารย์เมตตาแนะนำหนทางปฏิบัติหนึ่งเดียวที่สำคัญของทุกคน
       วิสัชนา : แนวทางปฏิบัติที่เป็นสากลและเหมาะสำหรับชาวพุทธทุกคนก็มีอยู่แล้ว นั่นคือ มรรคมีองค์ 8 ซึ่งบางทีก็เรียกว่า ทางสายกลาง แต่ในขั้นการปฏิบัติของแต่ละคน หรือแต่ละท้องถิ่น หรือแต่ละวัฒนธรรม มักมีจุดเน้นหรือรายละเอียดแตกต่างกันออกไป เช่น สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ก็มีวิธีการที่หลากหลายมาก เฉพาะฝ่ายเถรวาทมีการจำแนกออกเป็น 40 วิธี
       อย่างไรก็ตามแนวทางการปฏิบัติทั้งหมดนี้ หากสรุปย่อ ๆ ก็ได้แก่ ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ใครถนัดหรือพร้อมข้อไหนก็ทำข้อนั้นไปก่อน ไม่จำเป็นต้องทำเหมือน ๆ กัน เพราะมนุษย์เรานั้นมีความพร้อม ความถนัด แตกต่างกัน แม้แต่ศีล บางคนก็ขอทำแค่ศีล 5 ก่อน แต่บางคนมีศรัทธามากก็สมาทานศีล 8 บางคนทำได้มากกว่านั้นก็สมาทานศีล 10 ดังนั้นความแตกต่างหลากหลายจึงเป็นเรื่องธรรมดา
       ปุจฉา : 6. ทำไมพระพุทธเจ้าชอบนั่งปฏิบัติธรรมอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ทำไมไม่นั่งที่ต้นไม้อื่น
       วิสัชนา : ที่จริงพระพุทธองค์ไม่ได้นั่งปฏิบัติใต้ต้นโพธิ์ต้นเดียว เช้าวันที่ที่พระองค์จะตรัสรู้ ก็ทรงนั่งอยู่ใต้ต้นไทร เป็นเหตุให้นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแก่พระองค์ และเมื่อตรัสรู้แล้วก็ทรงไปประทับที่ใต้ต้นไทร ใต้ต้นจิก (มุจลินท์) ใต้ต้นเกด (ราชายตนะ) แห่งละ 7 วัน
      ปุจฉา : 7. พระพุทธองค์ทรงชนะมารดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ในภาวะสังคมที่ต่างจากยุคปัจจุบันมาก ในยุคนั้นเป็นยุคเกษตรกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ยังมีข้อจำกัด และความซับซ้อนน้อย เมื่อเทียบกับยุคปัจจุบัน ซึ่งก้าวสู่ยุคเทคโนโลยี ดงกิเลส เครื่องยั่วยุทางจิต และความคิดมีมากมายมหาศาล การเอาชนะมารในยุคนี้ มีเครื่องมือพิเศษอะไรไหมที่อาจารย์จะแนะนำ
        วิสัชนา : มนุษย์ยุคนี้แม้มีความสะดวกสบายมากกว่าแต่ก่อน แต่ก็ยังมีความทุกข์ใจไม่น้อยกว่าคนสมัยก่อน อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะรู้เรื่องภายนอกมากกว่าจิตใจของตัว และมีปัญหาความสัมพันธ์มากกว่าคนแต่ก่อน
       อย่างไรก็ตามความทุกข์ใจของคนในยุคปัจจุบันอาจจะแตกต่างจากสมัยก่อนบ้าง เช่น มีความแปลกแยกกับตัวเอง และรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวมากกว่า ทั้ง ๆ ที่อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย
       สำหรับคำถามเรื่องการเอาชนะมาร ซึ่งคงหมายถึง โลภะ โทสะ โมหะ โดยหลักการแล้ว ไม่มีอะไรแตกต่างจากสมัยพุทธกาล เครื่องมือที่ใช้ก็หนีไม่พ้นไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งแต่ละคนต้องปฏิบัติเอง ไม่มีใครมาทำให้
       อีกทั้งไม่มีเทคโนโลยีใด ๆ ที่จะช่วยให้ชนะมารได้อย่างรวดเร็ว นอกจากการวางใจให้ถูกต้อง จะว่าไปแล้ว บางครั้งเทคโนโลยีอาจเป็นตัวหน่วงเหนี่ยวให้เกิดผลช้าลง เช่น การฟังซีดีธรรมะ แต่ไม่นำธรรมะไปใช้ในชีวิตและการงาน
       หลายคนพบว่า การฟังเทศนาทางวิทยุหรือโทรทัศน์ สู้การฟังครูบาอาจารย์เทศน์ต่อหน้าต่อตาไม่ได้ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด ก็ไม่สามารถแทนการปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ตัวต่อตัวได้ เช่นเดียวกับ เรียนหนังสือแบบออนไลน์หรือผ่านแทบเล็ต สู้เรียนกับครูบาอาจารย์ในชั้นเรียนไม่ได้
       อย่างไรก็ตาม “เครื่องมือ” ที่น่าสนใจ ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือองค์กร ในสมัยพุทธกาล เครื่องมือสำคัญของพระพุทธองค์ในการสู้กับมาร คือ คณะสงฆ์ซึ่งมีทั้งภิกษุบริษัทและภิกษุณีบริษัท แต่สมัยปัจจุบัน อุบาสกบริษัทและอุบาสิกาบริษัท มีความสำคัญอย่างมาก การจัดองค์กรฝ่ายคฤหัสถ์ให้เข้มแข็ง จะเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนาในการเอาชนะมารทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคม ได้
      ในหลายประเทศ ธรรมะเผยแพร่ได้กว้างไกลและเปลี่ยนชีวิตของผู้คน เพราะมีการจัดองค์กรฝ่ายคฤหัสถ์ได้อย่างเข้มแข็ง มีการส่งเสริมทั้งด้านการศึกษา ปฏิบัติ และเผยแผ่ โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วย เช่น สถานีโทรทัศน์ เว็บไซต์ และไอทีต่าง ๆ
      ขณะเดียวกันการปฏิรูปคณะสงฆ์ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะตอนนี้อ่อนแอ ซวนเซมาก จนนอกจากจะเผยแผ่พระศาสนาไม่ค่อยได้ผลแล้ว ยังเป็นปัจจัยในการกัดกร่อนศรัทธาของญาติโยม การปฏิรูปคณะสงฆ์ควรทำทั้งในด้านการปกครองและการศึกษา และที่ขาดไม่ได้ก็คือ การฟื้นภิกษุณีบริษัทขึ้นมา ไม่ว่าในทางใดทางหนึ่ง เพราะจะช่วยเป็นกำลังในการเผยแผ่ธรรมแก่อุบาสิกาได้เป็นอย่างดี
       ปุจฉา : 8. สมมติ ว่า พระพุทธองค์เกิดมาตรัสรู้ในยุคนี้ ท่านคิคว่าอะไรเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม ที่พุทธองค์จะทรงยื่นมือเข้าแก้ไข...(ตัวอย่างเช่นในยุคของท่าน เรื่องของชนชั้น ที่เป็นปัญหา).."
       วิสัชนา : ปัญหาใหญ่ประการแรกได้แก่ ความลุ่มหลงในวัตถุอย่างหนัก ซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย จนยุคนี้ได้ชื่อว่ายุคบริโภคนิยม ความหลงในวัตถุดังกล่าว เป็นที่มาของอาชญากรรมซึ่งเกิดขึ้นไปทั่ว
รวมทั้งการคอร์รัปชัน การเอารัดเอาเปรียบจนเกิดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างกว้างขวาง และการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างหนักจนเกิดวิกฤติ ยังไม่ต้องพูดถึงความร้าวฉานภายในครอบครัวและปัญหาเยาวชน
       ประการต่อมาได้แก่ ความรังเกียจเดียดฉันท์ด้วยเหตุผลทางด้านศาสนา ภาษา ผิวสี และอุดมการณ์ ซึ่งนำไปสู่ การข่มเหงคะเนงร้าย ความรุนแรง สงคราม และการก่อการร้าย ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกขณะนี้
       ประการที่สาม ก็คือ ความติดยึดในตัวตน ซึ่งระบาดอย่างหนักใน ปัจจุบัน อันเป็นผลจากทัศนะปัจเจกนิยมแบบสุดโต่ง จนเกิดปัญหาตัวตนมากมาย อาทิ ความรู้สึกแปลกแยกกับตนเอง ความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว ความซึมเศร้า นำไปสู่ปัญหาโรคจิต โรคประสาท การติดยา และการฆ่าตัวตาย ยังไม่ต้องพูดถึงความเห็นแก่ตัวอย่างหนัก เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง โดยไม่ไยดีกับพันธะทางสังคม หรือความผูกพันภายในครอบครัว
       ปัญหาเหล่านี้จะว่าไปก็คือ ปัญหาจากตัณหา ทิฏฐิ มานะ ซึ่งเป็นที่มาแห่งความทุกข์ของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย
      ปุจฉา : 9. ถ้าจะให้เข้าถึงแก่นคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสและการเวียนว่ายตายเกิด สิ้นกรรม สิ้นทุกข์ พุทธบริษัทชาวไทยทั้งสี่ควรปรับปรุงแก้ไขอะไร อย่างไรบ้าง
        วิสัชนา : สิ่ง ที่พุทธบริษัทไทยควรทำ ก็คือ ศึกษาพระธรรมคำสอนให้เข้าใจ ไม่ใช่นับถืออย่างงมงาย หรือนับถือพระรัตนตรัยในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยป้องกันอันตรายหรือทำ ให้มั่งคั่งร่ำรวยได้
     พึงตระหนักว่าการนับถือพระรัตนตรัยที่แท้นั้น ย่อมนำไปสู่ความเข้าใจในอริยสัจสี่ ดังมีพุทธพจน์ว่า “ผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะแล้ว เห็นอริยสัจสี่...นั่นแหละเป็นสรณะอันเกษม นั่นเป็นสรณะอันสูงสุด เขาอาศัยสรณะนั่นแล้วย่อมพ้นจากทุกข์ได้”
      เมื่อเข้าใจแก่นแท้ของคำสอนแล้ว ก็ปฏิบัติด้วยตัวเอง โดยมุ่งลดละความเห็นแก่ตัว หรือลดละตัวตน มิใช่ปฏิบัติเพื่ออยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือยิ่งปฏิบัติ ยิ่งเห็นแก่ตัว ไม่มีน้ำใจให้แก่ผู้อื่น ทั้งนี้โดยอาศัยหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา
       ถึงที่สุดการหลุดพ้นจากกิเลสหรือการสิ้นทุกข์จะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะปฏิบัติธรรมจนเกิดปัญญา เข้าใจว่าสิ่งทั้งปวงนั้นเป็นไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สิ่งที่เป็น “ตัวกู ของกู” นั้นไม่มีอยู่จริง เป็นมายาภาพที่ถูกปรุงแต่งด้วยความหลง เมื่อเกิดปัญญาจนหลุดพ้นจากความหลงหรืออวิชชาได้ จึงจะเป็นอิสระจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง
       ปุจฉา : 10. การเฉลิมฉลองพุทธชยันตีอย่างไม่รู้ (อวิชชา) จะส่งผลให้ความเข้าใจในแก่นธรรมผิดเพี้ยนไปหรือไม่ อย่างไร เห็นได้จากการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ แล้วก็มีใหญ่ ใหญ่กว่า และใหญ่ที่สุดของโลกมาให้คนกราบไหว้ โดยอ้างว่าเพื่อให้ถึงธรรม จริงๆ เป็นข้ออ้างของศาสดาองค์ใหม่ที่ชื่อ วัตถุนิยมหรือไม่ พุทธศาสนาในอนาคต จะเป็นอย่างไร
        วิสัชนา : การเฉลิมฉลองพุทธชยันตีนั้น ควรเป็นไปเพื่อดึงคนเข้าหาธรรม เกิดความใส่ใจที่จะศึกษาและปฏิบัติให้เห็นผลด้วยตนเอง คือ ความทุกข์เบาบาง ความเห็นแก่ตัวลดลง แต่หากมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจกลายเป็นการพาคนไปหลงติดวัตถุมากขึ้น ตามค่านิยมปัจจุบันที่เน้นการเฉลิมฉลองด้วยวัตถุ ซึ่งก่อให้เกิดความสิ้นเปลืองอย่างมาก หาไม่ก็อาจใช้โอกาสนี้ประกาศความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนา ซึ่งเท่ากับเป็นการเสริมสร้างความหลงตัวลืมตน หรือเพิ่มพูนมานะให้มากขึ้น

 กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

No comments:

Post a Comment